ท้องฟ้าไม่มีดาว เมฆหนาบังแสงจันทร์ไว้เกือบหมด เหลือเพียงแสงเรื่อๆ ที่ลอดลงมาเป็หย่อมบนเส้นทางดินแดง ล้อรถกดทับก้อนหินเป็จังหวะที่ไม่เคยเปลี่ยน ดังซ้ำ แล้วซ้ำ เล่าจนรู้สึกเหมือนกำลังนับเวลาที่เหลืออยู่ กิ่งสนสองข้างทางยื่นเข้ามาใกล้ตามแรงลม บางกิ่งครูดหลังคาผ้าจนเกิดเสียงลากยาวแล้วก็ปล่อยให้รถผ่านไป
ภายในรถม้าคันที่สาม เด็กสิบคนนอนทับกันตามแรงโยกของล้อ เสียงหัวเราะและเสียงคุยกันเื่ผ้าไหมกับหนี้สินั้แ่ต้นทางเงียบไปหมดแล้ว เหลือเพียงเสียงหายใจหนักกับเสียงล้อ บางคนยังพึมพำอยู่ในความฝัน บางคนเอนกายโดยที่มือยังกำมีดไว้แน่น ไม่รู้ว่ากำเพราะยังตื่นอยู่ หรือเพราะความกลัวที่ซุกไว้ในกำปั้นโดยไม่รู้ตัว
หลินเย่นั่งอยู่ท้ายรถ หลังพิงกระดานไม้ มือวางบนเข่าอย่างเรียบนิ่ง ไม่ได้หลับ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นและไม่ใช่เพราะกลัว หากเพราะสิ่งที่วนอยู่ในหัวยังไม่มีรูปร่างชัดพอจะจับได้ มันเป็เพียงความรู้สึกคลุมเครือที่ยิ่งอยู่กับความเงียบนานเท่าไร ก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น
"เ้านอนไม่หลับหรือ"
เสียงต่ำแทรกขึ้นมาในความมืด ไม่ดังพอจะปลุกใคร ชัดพอให้หลินเย่รู้ว่ามีคนอีกคนที่ยังลืมตาอยู่
หลินจ้าวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลังพิงผนังรถในท่าที่ดูสบายจนแปลก แขนพาดบนเข่า ดวงตากลมจ้องมาอย่างไม่มีน้ำหนัก
"ข้าไม่ง่วง" หลินเย่ตอบสั้น
"ข้าก็เหมือนกัน" หลินจ้าวยืดหลังจนกระดูกลั่นก๊อกเบา แล้วพิงผนังต่อในท่าเดิม
"เ้ารู้ไหม" เขาพูดขึ้นเองโดยไม่มีใครถาม "ข้าอยากเป็ยอดฝีมือ"
หลินเย่ไม่ตอบ รอให้อีกฝ่ายพูดต่อเอง
"ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งนะ"
หลินจ้าวพูดอย่างคนกำลังแยกแยะให้ตัวเองฟัง เสียงเบาลงเล็กน้อยอย่างสิ่งที่อยู่ในใจมานานแล้วเพิ่งหลุดออกมาทางปาก
"ข้าหมายความว่าชนิดที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ชนิดที่เดินผ่านหน้าสายหลักแล้วพวกเขาต้องหลีกทาง ไม่ใช่เพราะมารยาท หากเพราะกลัว" เขาหยุดชั่วขณะแล้วหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง "ฟังดูน่าขัน"
ลมยามค่ำลอดผ้าคลุมเข้ามาเป็เส้นเย็น หลินเย่นั่งนิ่ง จ้องอยู่ที่ใบหน้าตรงหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
เด็กคนนี้ไม่ได้หัวเราะเยาะเื่ที่พูด เขาเพียงหัวเราะที่ตัวเองยังกล้าพูดมันออกมาดังๆ
"เหตุใดเ้าถึงอยากเป็เช่นนั้น" หลินเย่ถามออกไปก่อนที่จะทันยั้งหลินจ้าวเอียงหัวขึ้นมองผ้าคลุมรถเหนือหัว ระฆังลมเล็กที่มัดห้อยไว้โยกไปมาตามจังหวะล้ออยู่อย่างเดิม เขาไม่ตอบทันที ดวงตาติดตามระฆังนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด
"บ้านของข้ามีพี่ชายสี่คน" เสียงต่ำลง "แม่ข้าเป็คนรับใช้ สายรองชั้นล่างพ่อข้าไม่เคยมีใครบอกว่าเป็ใคร สองคนแรกออกภารกิจแล้วไม่กลับ คนที่สามเพิ่งตายเมื่อปีก่อน"
เขาหยุด
"หลายคนบอกว่าโชคร้าย แต่ข้ารู้ว่าไม่ใช่"
นิ้วของหลินเย่กดลงบนเข่า มันทำของมันเอง เพราะเขารู้รสของคำว่า "ออกภารกิจแล้วไม่กลับ" ดีกว่าที่หลินจ้าวจะเดาได้
"แล้วคนที่สี่" เขาถาม เสียงเบา
"ยังอยู่" หลินจ้าวตอบ "แต่เขาป่วย ป่วยแบบที่รักษาไม่ได้ด้วยยาธรรมดา"
รถโยกผ่านโค้งหินยาว ล้อขวาขึ้นหินก้อนใหญ่แล้วตกลง เด็กสองสามคนสะดุ้งตื่นชั่วครู่แล้วหลับต่อ
หลินจ้าวจ้องไปที่กองเด็กที่หลับนิ่งอยู่ตรงกลางรถ มีอะไรบางอย่างหลุดออกมาที่ดวงตาก่อนที่เขาจะรู้ตัว แล้วเก็บกลับเข้าไป เร็วพอที่คนทั่วไปจะไม่ทันเห็น — หลินเย่เห็น
"เ้าคิดว่าพวกเราถูกพามาทำอะไรกันแน่" หลินจ้าวเอ่ยขึ้นไม่ได้หันมามอง
"เ้าคิดว่าอะไรเล่า"
หลินจ้าวมองออกไปนอกผ้าคลุมรถ เห็นเพียงความมืดกับเงาต้นไม้ที่วิ่งผ่านอย่างไม่มีรูปร่าง เขานิ่งอยู่นานพอที่เสียงล้อจะดังซ้ำ สี่ห้าครั้ง
"พี่ชายข้าไม่รู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ข้าบอกเขาว่าเป็ภารกิจธรรมดา"
ริมฝีปากขยับขึ้นเป็รอยยิ้มเบาที่ไม่ถึงตา "เขาหัวเราะบอกว่าข้าโตแล้ว รู้จักหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว"
รอยยิ้มนั้นจางลงช้าๆ
"ข้าไม่รู้ว่าจะได้สมุนไพรกลับไปหรือเปล่า แต่หากไม่ลอง ข้าก็จะไม่รู้ตลอดไป มันง่ายกว่าที่คิดนะ เหตุผลที่คนเราบางทีทำสิ่งโง่ๆ"
หลินเย่นั่งนิ่ง ในอกมีอะไรขยับเล็กน้อย ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่ความอ่อนโยน หากเป็บางอย่างที่คุ้นเคยจนน่าประหลาด
"เ้าล่ะ" หลินจ้าวถาม
หลินเย่มองออกไปนอกรถ เงาูเาลูกที่สองจมลงในความมืดจนแยกไม่ออกจากฟ้า เหลือเพียงมวลทึบที่กลืนกันอยู่
"ข้าไม่มีเหตุผล"
คำตอบนั้นออกมาตรงกว่าที่เขาคาดไว้กับตัวเองหลินจ้าวมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ถามอะไรต่อ
"หลินเย่" เสียงของเขาเบาลงจนเกือบเป็คำพึมพำ "ข้าเคยเห็นแม่เ้า"
ทุกอย่างในร่างกายของหลินเย่ไม่ขยับ ทว่ามีอะไรตึงขึ้นอย่างเงียบๆ ราวกับสายธนูที่ถูกดึงช้ามาก
"ตอนข้าอายุห้าปี เ้าอายุสามปี" หลินจ้าวพูดต่อ เสียงยังเบา "แม่ข้าพาไปยืมข้าวสารจากเรือนพวกเ้า แม่เ้าเปิดประตู นางมีรอยฟกช้ำ ที่ข้อมือ แต่ยิ้มกับข้าเหมือนไม่มีอะไร แล้วก็หยิบข้าวสารใส่ถุงจนเต็ม มากกว่าที่แม่ข้าขอ"
เขาหยุดครู่หนึ่ง
"ข้าไม่เคยบอกเ้า เพราะตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะบอกทำไม แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน"
ล้อรถผ่านหินก้อนใหญ่อีกก้อน ตัวรถโยกจนทุกคนขยับตาม แล้วก็เงียบกลับอย่างเดิม
ในหัวของหลินเย่ไม่มีภาพ เขาอายุสามขวบในวันนั้น ความทรงจำที่ชัดพอจะเห็นหน้าไม่เหลืออีกแล้ว มีเพียงความรู้สึกลางๆ ว่าแม่เขาเคยอุ่น ว่าแม่เขาเคยยิ้ม
ทว่าปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบขึ้นมาทันที รอยฟกช้ำ ที่เขาไม่เคยเห็นกับตากลับทำให้ข้อมือของตัวเองเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับร่างกายจำบางสิ่งที่หัวสมองไม่มีภาษาจะอธิบาย
"ขอบใจที่บอก" เขาพูดเงียบๆ หลังจากนิ่งอยู่นานหลินจ้าวพยักหน้าเบา ไม่พูดอีก
รถม้าไต่ขึ้นเนินส่งอย่างช้าๆ กิ่งไม้ต่ำลงมามากขึ้นจนบางกิ่งครูดหลังคาผ้าเป็เสียงยาว แล้วขาดออก แล้วก็ผ่านไป
หลินจ้าวหลับตาลงในที่สุด ลมหายใจยืดช้าลง ใบหน้าที่เคยกว้างและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะในลานตระกูล ตอนนี้นอนนิ่งอยู่บนกระดานไม้ ดูเล็กกว่าที่หลินเย่เคยเห็นมาทั้งชีวิต
หลินเย่ถอนสายตาออก มองไปที่กองเด็กที่นอนหลับรอบข้าง แล้วนับในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
หนึ่ง สอง สาม จนถึงเก้า รวมตัวเองเป็สิบทุกคนหายใจอยู่ ทุกคนอบอุ่นอยู่ ทุกคนยังไม่รู้ว่าปลายทางของรถม้าคันนี้ไม่ใช่ป่าธรรมดา และก่อนรุ่งสางของคืนนี้ อาจมีบางคนในสิบคนนี้ที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นอีก
เขาหยุดกลางการนับ แล้วรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งเดียวกับที่ทหารสี่คนนั้นทำอยู่หน้าประตูตระกูล
มีดสั้นซุกอยู่ในเสื้อของเขา หนักพอจะรู้สึกได้ทุกครั้งที่รถโยก มันกลับไม่ได้ตอบคำถามนั้นเลยสักนิด มันแค่อยู่ที่นั่น ราวกับสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้วก่อนที่สมองจะทันถาม
รถม้าหยุดกะทันหัน
ล้อที่หมุนอยู่สม่ำเสมอตลอดคืนสะดุดพร้อมเสียงดังจากคันแรก เด็กบางคนที่หลับอยู่กลิ้งตัวจนตื่น บางคนสะดุ้งขึ้นแล้วมองรอบข้างอย่างงุนงง เสียงะโจากข้างหน้าทะลุ้ผาคลุมรถเข้ามาชัด
"หยุด!"
หลินเย่เปิดขอบผ้าคลุมออกเล็กน้อยก่อนใครในรถป่าสองข้างทางมืดและทึบ กิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ทอดข้ามถนนดินจนแทบปิดท้องฟ้า แสงจันทร์ที่เคยลอดลงมาเป็หย่อมตลอดทางหายไปจนหมด ลมหยุดนิ่ง
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่าหมาป่าธรรมดาสองเท่า ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีดำหยาบที่ยืนชันขึ้นตามแนวสันหลัง ดวงตาสีแดงก่ำเรืองแสงในความมืด ปากอ้าออกเผยเขี้ยวที่ยาวกว่านิ้วมือผู้ใหญ่ น้ำลายข้นเหนียวไหลออกมาเป็ทางยาวหยดลงดิน ลมปราณที่แผ่ออกจากร่างมันหนักและคาวดิบมันออกมาจากป่าทั้งฝ่ง หนึ่ง สอง สาม แล้วก็มากกว่านั้น เรียงตัวปิดถนนทั้งสองฝั่งอย่างที่สัตว์ซึ่งล่าตามสัญชาตญาณล้วนไม่ทำกัน
"สัตว์อสูรชั้นต่ำทั้งฝ่ง!" เสียงกงหยางฮ่าวดังขึ้นจากคันที่สอง เรียบอย่างคนที่เคยเจอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน "เพียงเท่านี้ ไม่อาจต้านทานฝีมือพวกข้าได้หรอก!"
ทหาระโลงจากรถม้าพร้อมกัน เด็กบางคนในคันที่สามกรีดร้องและมุดหัวเข้ามุม บางคนที่คุ้นชินกับการต่อสู้ฝ่าผ้าคลุมออกไปมุงดูอย่างตื่นเต้นหลินเย่ไม่ทำทั้งสองอย่าง เขาดึงขอบผ้าคลุมเปิดออกพอให้สายตาเห็นชัดแล้วนิ่งอยู่กับที่
กงหยางฮ่าวออกมาก่อน ดาบยาวชักออกจากฝักด้วยเสียงแหลมคมที่ตัดอากาศ ฝีเท้าลงพื้นไม่มีเสียงแม้แต่น้อย ทั้งที่ร่างกายหนักกว่าหลินเย่หลายเท่าการที่คนขนาดนั้นเคลื่อนไหวเงียบได้ขนาดนั้น คือสิ่งแรกที่หลินเย่จดจำไว้ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มด้วยซ้ำ ร่างกายของเขาขยับตามโดยไม่รู้ตัว ราวกับกล้ามเนื้อกำลังพยายามจำลองสิ่งที่ตาเห็นสัตว์อสูรตัวแรกพุ่งเข้ามาจากซ้าย ลำตัวขนาดเท่าคนนั้นเคลื่อนที่เร็วกว่าที่รูปร่างของมันควรทำได้
กงหยางฮ่าวไม่ถอย เดินหน้าเข้าหาแทน หมุนเอวในจังหวะที่ดาบกวาดออกพอดีกับวิถีการพุ่งของสัตว์ ไม่ได้ฟาด หากหมุนรับแรงแล้วเบนทิศมันไปข้าง ก่อนที่ดาบจะตัดลงตรงจุดที่คอของสัตว์เปิดออกมาเองหลินเย่จำหลักการ ไม่ใช่ท่วงท่า ไม่ใช่การปะทะด้วยกำลังตรงๆ หากเป็การยืมแรงสลายแรง แล้วสอดคมเข้าจุดตาย
สิ่งที่เขาจ้องจริงๆ คือจุดที่คมดาบััิั ชั้นกล้ามเนื้อตรงลำคอที่เส้นเืพาดผ่านนั้นสั่นขึ้นก่อนหนึ่งเสี้ยว เป็จังหวะที่แคบมากจนคนทั่วไปไม่เห็น
ทว่าหลินเย่เห็น
ทหารคนอื่นต่อสู้คนละแบบ คนหนึ่งใช้ลูกตุ้มโซ่ที่วนออกจากมือสร้างระยะห่างก่อนจะดึงเข้าหาปลายโซ่ที่มีหนามเกี่ยว คนหนึ่งใช้มีดสั้นสองเล่มพร้อมกันเคลื่อนตัวเร็วและต่ำกว่าที่คาดจนสัตว์กัดโดนแต่อากาศ คนที่สามยืนนิ่งอยู่ด้านหลังแล้วปล่อยปราณออกมาเป็คลื่นกดทับสัตว์อสูรที่พยายามวนมาด้านข้างทุกคนใช้ปราณ หากใช้คนละแบบ
และสิ่งที่หลินเย่สังเกตเห็นต่อมาคือการหายใจแต่ละคนหายใจต่างจังหวะกัน คนที่ใช้แรงระยะสั้นหายใจเป็่ คนที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาหายใจต่อเนื่องและตื้น คนที่ใช้ปราณกดทับหายใจช้าและลึกกว่าคนอื่น
จังหวะการหายใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันถูกควบคุมอย่างตั้งใจในทุกก้าวทุกการเคลื่อนไหว
ลมปราณในจุดตันเถียนของหลินเย่กระตุกตามจังหวะที่ตาเห็น กล้ามเนื้อในแขนและไหล่ขยับเบาโดยไม่รู้ตัว ฝ่าเท้ากดพื้นรถม้าในมุมที่ต่างออกไปจากเดิมเขาไม่ขยับออกไปข้างนอก เขานั่งนิ่งและจ้องต่อไปการต่อสู้สิ้นสุดเร็วกว่าตอนที่มันเริ่ม สัตว์อสูรห้าตัวล้มลงในเวลาไม่ถึงหนึ่งร้อยลมหายใจ ทหารไม่มีใครได้รับาเ็หนัก ระยะห่างระหว่างระดับของพวกเขากับสัตว์อสูรกลุ่มนี้ไกลเกินกว่าจะเรียกว่าการต่อสู้ที่สูสีมันเป็การกำจัดอุปสรรคระหว่างทาง ไม่มากกว่านั้นกงหยางอวี้ะโลงจากรถม้าคันที่สองด้วยสีหน้าสดชื่นเกินกว่าคนที่เพิ่งผ่านการต่อสู้ เดินตรงไปยังซากสัตว์อสูรตัวใหญ่ที่สุด ดึงมีดสั้นออกมาแล้วกรีดที่หน้าอกของมันอย่างชำนาญ ไม่ใช่การกรีดแบบสุ่ม หากกรีดตรงจุดที่รู้อยู่แล้วว่าต้องกรีด
"ฮ่าๆ ดูนี่สิ ข้าได้เม็ดโตเลย"
บนฝ่ามือของกงหยางอวี้มีผลึกขนาดเท่าหัวแม่มือวางอยู่ ผิวผลึกสีเทาอมน้ำเงินโปร่งแสงเล็กน้อย และในนั้นมีสิ่งที่คล้ายหมอกสีม่วงหมุนวนอยู่ช้าๆ ประหนึ่งมีชีวิต
เด็กบางคนในรถม้าคันที่สามยื่นคอออกมามอง
"นั่นคืออะไร สวยดีแท้"
"แก่นอสูร" คนข้างๆ กระซิบ "ขายได้ราคาดีมาก"
"หากพวกเราเก็บสมุนไพรได้ จะได้รางวัลแบบนั้นไหมนะ"
ไม่มีใครตอบ หลายคนพยักหน้าอย่างคนที่กำลังฝันทั้งที่ยังลืมตาอยู่หลินเย่มองผลึกนั้นโดยไม่ขยับ
จุดตันเถียนกระตุกขึ้นทันทีที่สายตาจับอยู่กับมัน ไม่ใช่การกระตุกแบบที่เคยเป็ คราวนี้มันดึงจนปากแห้งและลำคอตึงขึ้นมาเอง ความร้อนข้างในกระสับกระส่ายอย่างที่ไม่เคยกระสับกระส่ายมาก่อน ราวกับร่างกายกำลังเรียกร้องหาสิ่งที่อยู่ในผลึกนั้นโดยตรง โดยไม่รอให้หัวสมองตัดสินอะไรทั้งนั้นเขากลืนน้ำลายแล้วหันหน้าออกไปทางอื่น
"หยางอวีชู้ำงดวงดียิ่งนัก" กงหยางฮ่าวพูด เสียงแห้งที่ฟังดูเหมือนชมแต่ไม่ได้ตั้งใจจะชม
"แก่นอสูรระดับนี้คงขายได้กำไรไม่น้อย" ทหารอีกคนพูดขึ้นขณะก้มตรวจซากตัวอื่น
ขณะที่ทุกคนกำลังมองผลึกนั้นอยู่ หลินเย่สังเกตเห็นกงหยางฮ่าวเหลือบมาทางรถม้าคันที่สาม
ไม่ใช่การมองทั่วไป หากเป็การนับ แววเดิมกับที่เคยเห็นก่อนออกเดินทาง กวาดไปตามเงาของเด็กทีละคน หยุดครู่หนึ่ง แล้วก็เบือนไป อย่างคนที่กำลังคำนวณว่าจำนวนที่เหลืออยู่นั้นเพียงพอสำหรับสิ่งที่วางแผนไว้หรือยังหลินเย่ปล่อยขอบผ้าคลุมลงและพิงกลับไปที่เดิมรถม้าออกเดินทางต่อ ซากสัตว์อสูรถูกทิ้งไว้กลางถนนในความมืด กลิ่นเืสดลอยเข้ามาทางขอบผ้าคลุม เด็กบางคนยังตื่นเต้นคุยกันเื่การต่อสู้ที่เพิ่งเห็นหลินเย่หันไปมองข้างหลังอีกครั้งกลิ่นเืในป่าดึงสิ่งที่อยู่ในความมืดเข้าหาเสมอ เขารู้เื่นี้ั้แ่ยังเดินเก็บหญ้าชิงเหอคนเดียว ซากห้าตัวที่ถูกทิ้งไว้กลางถนนคือสัญญาณที่ดังพอให้อะไรหลายอย่างได้ยินและไม่มีใครในขบวนนี้คิดจะกลบมันเลยแม้แต่คนเดียวหลินจ้าวตื่นขึ้นเพราะรถโยก แล้วเอียงตัวเข้ามา
"เ้าเห็นหรือยัง ข้าบอกแล้วว่าพวกนั้นรับมือได้"
เสียงนั้นดังกว่าที่จำเป็สำหรับคนที่นั่งอยู่ห่างกันไม่ถึงสองศอก
"เห็น"
"แล้วเ้ายังหน้าบึ้งอยู่อีกหรือ"
หลินเย่ไม่ตอบ เขาปิดตาลงเบาๆ ไม่ใช่เพราะง่วงในมโนภาพ เขาเห็นตัวเองกำมีดสั้นและกวัดแกว่งมันตามจังหวะหายใจของทหารเ่าั้ หมุนรับแรงแล้วตามหลัง มีดลงที่จุดที่กล้ามเนื้อสั่นขึ้นก่อนหนึ่งเสี้ยว เขาทำซ้ำ ในหัวหลายรอบ แต่ละรอบเร็วขึ้นทีละน้อย เขาจำได้ทั้งหมด
หลินเย่ลืมตาขึ้นมองออกไปนอกผ้าคลุมรถที่ขอบมืดสนิทท้องร้องเบาๆ เขาไม่ได้กินอะไรั้แ่บ่าย ทว่าความหิวที่ขึ้นมาคราวนี้ไม่ได้อยู่ที่ท้อง มันอยู่ลึกกว่านั้นลงไป ตรงที่เดียวกับที่กระตุกขึ้นตอนเห็นผลึกสีเทาอมน้ำเงินบนฝ่ามือของกงหยางอวี้