จะโทษใครไปได้ก็ต้องโทษที่นางยังใจดีเกินไป แม้จะเคยผ่านยุคโลกาวินาศ เคยสังหารซอมบี้มาก็มากแต่ก็ยังไม่เคยฆ่าคน นางก็มิได้คิดจะให้เลือดของเหล่าคนไร้ค่าจากบ้านใหญ่ตระกูลซูมาเปรอะเปื้อนมือของตน
“เป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกเช่นนี้? ไม่เลวใช่หรือไม่?”ซูอี้หว่านกอดอกเดินวนไปมาอยู่เบื้องหน้าคนเหล่านั้นบนใบหน้าฉายแววพึงพอใจเล็กน้อย
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำมาจากพืชกลายพันธุ์ที่นางสะสมไว้ในยุคโลกาวินาศผลลัพธ์ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ทุกคราวที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้นางก็อดที่จะชื่นชมยินดีมิได้ ในครั้งนั้นด้วยสติสัมปชัญญะนางได้ทำการรวบรวมพืชพันธุ์ไว้ก่อนแล้วจากนั้นก็นำเอาพืชพรรณที่พิเศษที่สุดเหล่านั้น ปลูกลงในมิติส่วนตัว
ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้บัดนี้จึงได้ใช้ประโยชน์ อนาคตเบื้องหน้าก็คงมิแคล้วต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อีกเป็นแน่
“อือ… อั่ก…”
ซูฉงกวงกุมลำคอกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก ทรมานแทบขาดใจ รู้สึกเหมือนมีขาแมลงมากมายชอนไชไปมาในลำคออีกทั้งยังเหมือนมีมีดเล็กๆ กรีดลงบนลำคอทีละน้อยๆ ทั้งคันทั้งเจ็บทรมานจนอยากจะบีบคอตนเองให้ตาย
ครู่หนึ่งสมองก็ราวกับเป็นโคลนเหลว ไม่สามารถคิดสิ่งใดได้ กว่าจะค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่า มิใช่เพราะตนเองดื่มน้ำชาถ้วยนั้นลงไปแล้วจึงได้กลายเป็นเช่นนี้หรอกหรือ?
เมื่อมองไปยังเหล่าบุตรชายที่กลิ้งอยู่บนพื้นด้านข้างซูฉงกวงก็รู้แจ้งในทันที ว่านี่เป็นการจงใจวางยาพิษของซูอี้หว่าน!
เมื่อเข้าใจเช่นนี้เขาก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองซูอี้หว่านอย่างดุดันราวกับอยากจะเชือดเฉือนซูอี้หว่านให้ตายทั้งเป็นด้วยสายตา
สายตาเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนักแต่กระนั้นซูอี้หว่านก็เป็นคนที่เดินเหยียบย่ำอยู่ในดงซอมบี้มาแล้วไม่อาจหวาดกลัวสายตาของอีกฝ่ายได้
ตรงกันข้ามเมื่อเห็นสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ของซูฉงกวงรอยยิ้มบนใบหน้าของซูอี้หว่านก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
เมื่อซูอี้โจวกลับมาจากธุระข้างนอกยังมิได้ก้าวเท้าเข้าไปในประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่ผิดปกติของซูอี้หว่านดังมาจากด้านใน เขาชะงักไปเล็กน้อยบนใบหน้าฉายแววกังวล รีบสาวเท้าเข้ามา
เหลือบเห็นคนที่กำลังเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นซูอี้โจวถึงกับตกใจอย่างแท้จริง ครู่ใหญ่จึงค่อยหุบปากลงมองไปยังซูอี้หว่านอย่างประหลาดใจ “หว่านเอ๋อร์นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
พวกขยะจากบ้านใหญ่เหล่านี้เหตุใดจึงมาอยู่ที่ลานเรือนของตนได้?
ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์เช่นนี้ หว่านเอ๋อร์คงใช้ยาบางอย่างกับพวกเขาไปแล้วกระมัง?
เมื่อรู้ว่าวิชาพิษของน้องสาวตนเองมิได้ด้อยไปกว่าวิชาแพทย์ซูอี้โจวก็มิได้กังวลสิ่งใด หว่านเอ๋อร์กล้าลงมือก็แสดงว่านางต้องไม่เหลือร่องรอยไว้แน่นอน
กลับกันคนเหล่านี้เล่า เข้ามาได้อย่างไร?
ซูอี้โจวขมวดคิ้วครุ่นคิดว่านี่มิใช่ลางดีนัก ดูท่าทางกิจการร้านอาหารและสถานพยาบาลของตนไปได้ดีทำให้คนมากมายอิจฉาในที่ลับ
เขาไม่เชื่อว่าการที่คนจากบ้านใหญ่เหล่านี้เข้ามาในเมืองจะเป็นเรื่องบังเอิญ
เมื่อเห็นซูอี้โจวกลับมาเดิมทีซูฉงกวงและคนอื่นๆ ยังมีความหวังอยู่บ้าง ยื่นมือออกไปหาอีกฝ่ายทว่าซูอี้โจวกลับไม่ไยดี ไม่ชายตาแลพวกเขาเลยสักนิดสีหน้าของพวกเขาจึงบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคือง แววตาฉายความแค้นลึก
อย่างไรก็ตามถึงพวกเขาจะจ้องเขม็งจนตาแทบหลุด ก็มิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสองพี่น้อง
เพราะสำหรับสองพี่น้องวิธีการเช่นนี้ก็ถือว่าปรานีพวกเขามากแล้วมิจำเป็นต้องรู้สึกผิดต่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
เพราะการลงทัณฑ์คนชั่วในอีกความหมายหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำความดี
อีกทั้งยานี้จะทำให้พวกเขาทรมานเพียงสองวันเท่านั้นมิได้ทำร้ายร่างกาย ทั้งยังมิได้ทำอันตรายถึงชีวิตเป็นเพียงการทำให้พวกเขาได้รับความทรมานเล็กน้อย เพื่อให้หลาบจำเท่านั้น
ซูอี้โจวย่อมรู้ว่าน้องสาวของตนเองเป็นคนรู้จักประมาณตนจึงมิได้กังวลถึงสิ่งเหล่านี้ สำหรับเขาแล้ว คนสารเลวจากบ้านใหญ่เหล่านี้ต่อให้ตายก็มิมีผู้ใดเสียใจให้พวกเขา
คงต้องกล่าวว่าการที่คนเราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งนัก
“พี่ชาย ดื่มน้ำถั่วเขียวหน่อยเถอะ”
ซูอี้หว่านหันหลังเดินเข้าไปในห้องครัวภายในบ้านครู่หนึ่งก็ยกน้ำถั่วเขียวออกมาสองถ้วย นี่เป็นสิ่งที่นางทำไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนหน้านี้แช่เย็นไว้ตลอดเวลา ในวันที่อากาศร้อนจัดเช่นนี้ได้ดื่มเข้าไปสักถ้วยก็รู้สึกสดชื่น
ซูอี้โจวรับถ้วยมาแล้วดื่มจนหมดจากนั้นก็ร้องออกมาดังๆ ว่า “ชื่นใจชะมัด” แล้ววางถ้วยกลับไปอย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินเสียงครางที่แหบแห้งอยู่ข้างหูซูอี้โจวก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว“หว่านเอ๋อร์ โยนคนเหล่านี้ออกไปเลยดีหรือไม่?”
ปล่อยให้พวกเขานอนอยู่ที่นี่มิเพียงขวางหูขวางตาเท่านั้น เกรงว่าจะยังทำให้ลานบ้านของพวกเขาต้องสกปรกนั่นนับว่าไม่คุ้มค่ากันเลย
“ดี ข้าเห็นด้วย”
ซูอี้หว่านย่อมมิมีความเห็นใดๆเมื่อคิดดูแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาจากห้องครัวสองผืนส่งให้ซูอี้โจวผืนหนึ่ง “พี่ชาย ใช้สิ่งนี้รองไว้อย่าทำให้มือของเราต้องสกปรก”
กล่าวจบก็ใช้มือที่ถือผ้าขี้ริ้วอยู่นั้นโน้มตัวลงไปลากซูฉงกวงที่อยู่บนพื้นขึ้นมาครึ่งตัว
เมื่อเห็นเช่นนั้นซูอี้โจวก็หัวเราะอย่างจนใจ มองไปยังผ้าขี้ริ้วที่ถืออยู่ในมือจากนั้นก็เลียนแบบท่าทางของซูอี้หว่าน ลากคนออกไปโดยตรง
เพื่อป้องกันมิให้หน้าบ้านต้องแปดเปื้อนมลทินสองพี่น้องช่วยกันลากร่างคนไปจนถึงปากตรอก แล้วจึงวางลง แล้วหันกายกลับไปอีกสองรอบลากร่างที่เหลือออกไป
เพื่อมิให้ขวางทางเดินของผู้คนพวกนางจึงนำคนเหล่านี้วางเรียงชิดกำแพง ภาพของบุรุษร่างกำยำที่แนบกำแพงกุมคออย่างคลุ้มคลั่งนั้น ช่างเป็นภาพที่น่าประหลาดใจและน่าขบขันยิ่งนัก
หลังจากยืนชื่นชมผลงานอยู่ครู่หนึ่งสองพี่น้องก็หันกายเดินกลับไปยังลานบ้านของตน
ซูอี้หว่านตักน้ำมาถังหนึ่งล้างมือซ้ำๆ หลายครา จึงค่อยยืดตัวขึ้นสอบถามถึงเรื่องราวที่ซูอี้โจวได้ยินได้ฟังมาเมื่อเช้า แล้วถอนหายใจเบาๆจากนั้นจึงก้าวเท้าออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารอีกครั้ง
ปัจจุบันลูกมือที่คอยช่วยงานครัวของซูอี้หว่านในร้านอาหารล้วนได้รับการสั่งสอนจากนางมากับมือแต่ถึงแม้ว่านางจะทุ่มเทสั่งสอนเหล่าศิษย์อย่างสุดกำลังและศิษย์เหล่านี้เองก็พากเพียรเรียนรู้ด้วยใจรักทว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ร่ำเรียนการครัวมาโดยตรง พื้นฐานความรู้จึงยังไม่มากนักถึงแม้จะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว แต่วันนี้พวกเขาก็ยังมิอาจดูแลงานในครัวได้โดยลำพัง
ซูอี้หว่านปรารถนาจะได้พ่อครัวมากประสบการณ์มาร่วมงานที่ร้านเงื่อนไขไม่มาก เพียงขอให้เป็นคนหนักแน่นจริงใจเพียงแค่ฝีมือไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของนางก็ใช้ได้
ส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้นซูอี้หว่านย่อมมิมีทางที่จะทำให้ผู้อื่นต้องเสียเปรียบ
แต่ดูเหมือนว่าข้อเรียกร้องของนางนั้นสำหรับคนเหล่านั้นแล้วถือว่าสูงเกินไปป้ายประกาศรับสมัครงานติดประกาศมาแล้วกว่าครึ่งเดือน ถึงจะมีคนเข้ามาสมัครงานบ้างแต่ก็มิมีผู้ใดผ่านการทดสอบของนางจนสามารถอยู่ต่อไปได้
ดังนั้นซูอี้หว่านจึงจำต้องลงแรงกายให้หนักขึ้น และดูแลกิจการร้านอาหารต่อไป
มิใช่ว่ามาตรฐานของนางสูงเกินไปเพียงแต่หากจ้างพ่อครัวที่ฝีมือมิได้เรื่องเข้ามา ให้เขาทำอาหารให้แขกเหรื่อก็เท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงของร้านอาหารของพวกนาง
เพราะกิจการของร้านอาหารพวกนางไปได้ดีส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะรสชาติอาหารมิใช่หรือ