ฟิ้ววววว
เส้นสายเปลวเพลิงสีเขียวขนาดเล็กสองสายได้พุ่งออกไปจากปลายนิ้วชี้และกลางของหยางเฟยเทียนเพลิงพิษขนาดเล็กราวกับเส้นด้ายพุ่งเข้าใส่ดวงตาของถังเฟยหู่แทบจะในพริบตาเดียว
ในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้โคจรปราณและใช้ญาณแห่งโลหิตบังคับสายเลือดของตนให้ปกคลุมดวงตาทั้งสองข้างสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาได้ปกคลุมเลือดไหลเวียนเข้าสู่เส้นเลือดภายในดวงตาสายเลือดของเขาได้หมุนวนและสมสมพลังตามเคล็ดวิชาฝึกพื้นฐานของเนตรสวรรค์ผลาญภพ
ในตอนที่เปลวเพลิงสีเขียวได้สัมผัสดวงตาของเขามันไม่อาจทำอันตรายดวงตาของเขาได้มากเท่าที่ควรนั่นเพราะการโคจรสายเลือดและลมปราณที่ปกป้องดวงตาเอาไว้จึงทำให้เปลวเพลิงไม่อาจเผาดวงตาของเขาได้
เปลวเพลิงสีเขียวกำลังหมุนวนอยู่รอบดวงตาของเขาดวงตาสีม่วงทั้งสองของถูกเคลือบเอาไว้ด้วยเพลิงประหลาด ชายหนุ่มรู้สึกแสบร้อนที่ดวงตาเป็นอย่างมากแต่นั่นก็นับว่าไม่เท่าไหรเพราะหากไม่ได้รับการปกป้องจากเคล็ดวิชาของอาจารย์ดวงตาของเขาคงถูกเผาผลาญไปเสียสิ้นแล้ว
หยางเฟยเทียนได้เฝ้ามองอย่างใจเย็นดูเหมือนว่าศิษย์ของเขาจะผ่านขั้นพื้นฐานของการฝึกไปด้วยดี การฝึกของถังเฟยหู่ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องภายใต้การเฝ้าระวังของผู้เป็นอาจารย์ดวงตาของชายหนุ่มค่อยๆเรียนรู้และเคยชินกับเปลวเพลิงของอสรพิษมรกตมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถังเฟยหู่เริ่มสามารถปรับตัวเข้ากับความร้อนได้หยางเฟยเทียนก็มักจะลอบชักนำเพลิงพิษที่หลอมดวงตาให้มากขึ้น
แต่ยิ่งพลังเพลิงที่ใช้หลอมดวงตามีมากขึ้นเท่าไหรกลับยิ่งควบคุมสายเลือดเพื่อฝึกดวงตายากเท่านั้นอีกทั้งความทรมานจากความร้อนภายในดวงตาทั้งสองข้างยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆตามความร้อนที่มากขึ้นนั่นเพราะถึงจะยังไงก็ตามนี่คือการใช้เปลวไฟเพื่อหลอมดวงตาของตนเอง! ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา
ภายในดวงตาของเขาราวกับเกิดอาการเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตาราวกับถูกเข็มทิ่มแทงดวงตาอยู่ตลอดเวลายิ่งผ่านไปเท่าไหรมันยิ่งเจ็บปวดทรมานมากขึ้นเท่านั้นแต่ถังเฟยหู่พยายามข่มจิตใจของตน และเดินหน้าฝึกฝนต่อไปด้วยความอดทนสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตใจของเขานั้นย่อมคือความต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น!
หลังจากฝึกไปจนถึงหนึ่งสัปดาห์เพลิงพิษในมือของหยางเฟยเทียนก็ได้หมดสิ้นลง ดวงตาทั้งสองข้างของถังเฟยหู่นั้นนับว่าได้ผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานในเบื้องต้นเรียบร้อยดวงตาของชายหนุ่มนับว่าสามารถทนความร้อนจากเพลิงพิษและซึมซับบางส่วนเข้าสู่ภายในดวงตาได้แล้ว
หยางเฟยเทียนเผยรอยยิ้มออกมาชายชรารู้สึกพึงพอใจและยังเจือปนไปด้วยความเหลือเชื่ออีกหลายส่วน นั่นเพราะถึงแม้แต่ในตระกูลสาขาของสกุลหยางเองก็ตามคนที่สามารถฝึกขั้นพื้นฐานสำเร็จด้วยเวลาเพียงเท่านี้ เขายังมิเคยได้ยินมาก่อนแม้แต่ตัวชายชราในยามเยาว์วัยก็ไม่อาจเรียนรู้ได้เร็วเช่นนี้
“เอาละศิษย์ข้า…ขั้นต่อไปนั้นย่อมต้องยากขึ้น”หยางเฟยเทียนได้กล่าวสั่งสอนแก่ศิษย์ของตน “ในเบื้องต้นของการฝึกคือการทำให้ดวงตาของผู้ฝึกสามารถทนทานต่อธาตุไฟและซึมซับบางส่วนเพื่อทำให้ดวงตาคุ้นเคยกับไฟของจิตวิญญาณในขั้นต่อมานั้นคือการฝึกสิ่งที่เรียกว่าสะสมนั่นคือเจ้าต้องใช้ดวงตาของเจ้าเป็นราวกับที่กักเก็บเปลวไฟของจิตวิญญาณ กล่าวก็คือในตอนนี้ดวงตาที่ผ่านการฝึกของเจ้าก็คือกองฟืนที่เจือปนด้วยไฟขนาดเล็กที่คุกรุ่นสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือการสุมไฟใส่ในกองฟืนนี้ อีกทั้งยังต้องหมั่นระวังอย่าให้กองไฟนี้ลุกโชนจนทำลายแม้แต่ตนเอง!”
ถังเฟยหู่ตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์บอกอย่างตั้งใจเขาย่อมเข้าใจความหมายของผู้เป็นอาจารย์ดี หลังจากนั่งพักฟื้นพลังปราณขึ้นหลายส่วนแล้วถังเฟยหู้จึงได้เริ่มฝึกในขั้นต่อไปภายใต้การชี้นำของอาจารย์เช่นเดิม
ในตอนนั้นเองที่หยางเฟยเทียนได้สั่งให้ถังเฟยหู่สร้างเพลิงพิษขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ออกจะแตกต่างออกไปอยู่บ้างนั่นเพราะหยางเฟยเทียนผู้เป็นอาจารย์ได้สั่งให้ถังเฟยหู่เผาร่างของตนเองด้วยเพลิงพิษอย่างต่อเนื่องเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วถังเฟยหู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบากนั่นเพราะขั้นตอนนี้ถึงอย่างไรย่อมต้องอันตรายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะทำลายตนเองอย่างที่อาจารย์ได้บอกเอาไว้
แต่นั่นใช่สิ่งที่เขาควรกลัวหรือ?แน่นอนว่าไม่!เขานั้นข้ามผ่านความตายมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วเพื่อแสวงหาพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นการฝึกภายใต้การชี้นำจากอาจารย์แม้จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยก็ตามทีแต่ในระยะยาวนั้นย่อมไม่ดีต่อจิตใจของผู้ฝึกยุทธ์แนวทางเช่นเขาอย่างแน่นอน
นั่นเพราะเสมอมาเขาใช้จิตใจที่เด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นในการก้าวข้ามผ่านความเป็นตายมาได้เสมอการผ่อนคลายมากเกินไปเช่นที่ทำอยู่นับว่าไม่ควรเท่าไหรนัก ชายหนุ่มได้สงบจิตใจของตนเองและไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของในการฝึกอีกสิ่งที่เขาควรคิดคือการข้ามผ่านอุปสรรคตรงหน้าด้วยความพยายามของตนให้ได้ดด
ในตอนนั้นเองเมื่อถังเฟยหู่เตรียมจิตใจของตนให้พร้อมแล้วเขาได้โคจรลมปราณทั้งร่างอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการควบคุมญาณแห่งโลหิตเพื่อขับเคลื่อนเคล็ดวิชาดวงตาดวงตาทั้งสองข้างของเขารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาในพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้บงการให้อสรพิษมรกตพ่นเปลวเพลิงพิษออกมาในทันที!
ฟู่วววววว!!
อสรพิษมรกตอ้าปากออกพร้อมกับเพลิงพิษสีเขียวลี้ลับได้ปรากฏขึ้นภายในปากที่อ้ากว้างของมันเพลิงสีเขียวปะทุขึ้นภายในปากของมันเพลิงธาตุที่ผสานเอาไว้ด้วยเพลิงและพิษได้ปลดปล่อยไอร้อนสุดรุนแรงออกมา!
และในพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้สั่งการให้อสรพิษมรกตพ่นเปลวเพลิงนั้นออกมาแทบจะในทันที!ร่างกายของชายหนุ่มพลันโคจรปราณเก้าเยือกแข็งเพื่อปกป้องร่างกายของตนเอาไว้อีกส่วนหนึ่งกล้ามเนื้อทั้งร่างของเขานั้นเดิมทีเคยฝึกร่างฐานอันแข็งแกร่งจากการฝึกวิชาปราณเหมันต์นี้
เปลวเพลิงสีเขียวได้พวยพุ่งออกจากปากของอสรพิษมรกตราวกับเสาเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่ร่างกายของชายหนุ่มที่กลางห้อง! ในทันทีที่เปลวเพลิงสัมผัสกับผิวกายของเขาทำให้เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อนเป็นอย่างมากผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะความร้อนจากเปลวเพลิงที่ปกคลุมร่างเอาไว้
ในตอนนั้นเองที่เปลวเพลิงที่ปะทุกลางห้องกำลังจะแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างเพื่อเผ้าไหม้ส่วนอื่นของห้องโถงแต่ก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้ผู้ที่เฝ้ามองการฝึกครั้งนี้อยู่อย่างหยางเฟยเทียนก็มิได้อยู่นิ่งเฉยเขาได้ยกมือขึ้นพร้อมกับบีบมือของตนเองพลังปราณเหนือชั้นของเขาได้เข้าปกคลุมรอบบริเวณร่างของถังเฟยหู่และอสรพิษมรกตเอาไว้ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น
เปลวเพลิงสีเขียวได้ปะทะเข้ากับกำแพงปราณของชายชราแต่มันไม่ออกทำลายปราการอันแข็งแกร่งนี้ได้เปลวเพลิงลามเลียกำแพงปราณขึ้นไปสู่ด้านบนตามรูปแบบของปราณที่ครอบคลุมเอาไว้
หยางเฟยเทียนได้ขยับเคลื่อนไหวนิ้วเพื่อวาดอาคมลงบนปราณการปราณแห่งนั้นเพื่อให้ป้องกันเฉพาะธาตุเพลิงและอนุญาติให้อากาศธาตุสามารถผ่านเข้าออกได้นี่เป็นวิธีป้องกันโดยพื้นฐานที่คนในตระกูลของเขามักจะใช้กันในยามที่ฝึกวิชาเพลิงมังกรเหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะเพื่อป้องกันความเสียหายจากการฝึกวิชาเพลิงที่อันตรายอีกทั้งยังลงอาคมที่สามารถทำให้อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้เพื่อให้เพลิงสามารถจุดต่อไปได้ในสภาวะที่ด้านในเป็นความรู้พื้นฐานในเรื่องธาตุของเพลิงที่มักจะต้องมีอากาศเพื่อให้เพลิงเผาไหม้ได้แต่ยกเว้นก็เพียงแต่เพลิงชนิดพิเศษต่างๆที่ไม่จำเป็นเช่นเพลิงของเทพในตำนานที่เข้มแข็งและมีพลังในตนเองโดยไม่ต้องพึ่งการเผาไหม้จากธาตุอื่นเป็นเชื้อไฟ
และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่เริ่มโคจรเคล็ดวิชาสายเลือดดวงตาที่อาจารย์ของเขาสอนอย่างเร่งรีบดวงตาทั้งสองข้างรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับบังเกิดแรงดึงดูดบางอย่างภายในดวงตาทั้งสองข้างต่อธาตุไฟของเพลิงพิษเพลิงพิษรอบกายเริ่มถูกดวงตาสีม่วงของเขาดึงดูดเข้าไปเรื่อยๆ
ในทันทีที่เพลิงเริ่มสัมผัสดวงตาของเขาในคราแรกยังคงพอทนได้อยู่เนื่องจากการฝึกขั้นพื้นฐานเบื้องตนของวิชาเพื่อให้ดวงตาเคยชินต่อธาตุความร้อนมาบ้างแต่เมื่อผ่านไปนานเข้าดวงตาของเขากลับเหมือนจะร้อนราวกับเหล็กเผาไฟก็ไม่ปานความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนจากภายในดวงตาเป็นความเจ็บปวดที่เหนือจะบรรยายได้
ความร้อนรอบกายเริ่มที่จะบรรเทาลงเนื่องจากความร้อนจากเปลวเพลิงเหล่านั้นถูกดวงตาทั้งสองข้างดึงดูดเพลิงเหล่านั้นเข้าไปแทนดวงตาทั้งสองของเขาราวกับเป็นเหล็กร้อนที่กำลังถูกหลอมโดยเปลวเพลิงสีเขียวส่วนผู้ฝึกวิชาอย่างถังเฟยหู่ก็เปรียบเสมือนกับเป็นช่างตีเหล็กที่มีหน้าที่ควบคุมไฟและหล่อหลอมแท่งเหล็กก่อนการตี
หลังจากผ่านการฝึกไปกว่าหลายวันดวงตาทั้งสองของเขาผ่านการดูดกลืนเปลวไฟพิษจำนวนมหาศาลเข้าไป โดยตัวอสรพิษมรกตเองได้พ่นเพลิงพิษออกมาจำนวนมากในช่วงหลายวันมานี้มันได้มีการหยุดพักบ้างเป็นบางครั้งโดยมีหยางเฟยเทียนผู้เป็นอาจารย์คอยดูแลจิตวิญญาณตนนี้อย่างดีเพื่อให้มันอยู่ในสภาพพร้อมมากที่สุด
ด้วยความเจ็บปวดที่ดวงตาทั้งสองนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกทรมานเป็นอย่างมากแต่เขาก็กัดฟันทนและควบคุมสายเลือดและพลังในดวงตาต่อไปดวงตาทั้งสองของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยนอกจากพัฒนาความร้อนที่ดวงตาสามารถทานทนแล้วมันยังดูดซับเพลิงพิษเข้าไปอีกจำนวนมาก
แม้ในช่วงแรกดวงตาของเขาจะซึมซับเพลิงพิษเข้าสู่ดวงตาในปริมาณที่น้อยมากก็ตามทีแต่ชายหนุ่มย่อมเข้าใจในเรื่องนั้นว่ามันคือขั้นตอนของการปรับรากฐานดวงตาให้เหมาะสมแก่เพลิงพิษนั่นเพราะเมื่อผ่านไปนานเข้าปริมาณที่ดวงตาทั้งสองซึมซับเอาเพลิงสีเขียวลี้ลับเข้าไปก็มีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ
จนมาถึงขั้นท้ายสุดของการฝึกขั้นนี้ดวงตาทั้งสองของเขาสามารถดึงดูดเพลิงทั้งหมดที่อสรพิษเพลิงมรกตพ่นออกมาเข้าสู่ดวงตาได้แทบจะทันทีผลของการฝึกนับว่าสำเร็จในขั้นนี้เป็นที่เรียบร้อยหยางเฟยเทียนถึงกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิเพราะศิษย์ของตนสามารถฝึกสำเร็จด้วยเวลาเพียงเท่านี้
หากเทียบกับคนของตระกูลสาขาที่เขาอยู่แล้วนับว่าพรสวรรค์ในการฝึกวิชาสายเลือดดวงตาของถังเฟยหู่สูงกว่ามากนัก “เก่งมากศิษย์ข้า”หยางเฟยเทียนได้กล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าถังเฟยหู่พักฟื้นพลังเสร็จสิ้นหลังการฝึก
ชายหนุ่มเองก็ได้ลุกขั้นพร้อมกับประสานมือคาราวะกลับไปทางอาจารย์เพื่อแสดงความขอบคุณที่อีกฝ่ายได้สั่งสอนวิชาประจำตระกูลให้แก่เขาซึ่งในตอนนั้นเองที่หยางเฟยเทียนได้กล่าวเพิ่มเติมออกมา “เอาละ…ดวงตาทั้งสองที่ผ่านการฝึกในขั้นนี้ก็จะเปรียบเสมือนคลังสมบัติซึ่งกักเก็บเพลิงวิญญาณของจิตวิญญาณเอาไว้หากใช้ให้ถูกสถานการณ์นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากนักแต่จงอย่าลืมไปว่าเพลิงในดวงตาของเจ้าเป็นสิ่งที่สะสมมาจากจิตวิญญาณ เมื่อเจ้าใช้เพลิงในดวงตาออกมาจะทำให้เพลิงภายในที่ถูกเก็บเอาไว้ถูกใช้ออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดเจ้าไม่สามารถลบจุดอ่อนนี้ได้จนกว่าจะฝึกตนจนถึงขอบเขตหลอมรวมและสร้างปราณวิญญาณขึ้นจากการผสานจิตวิญญาณเข้ากับการฝึกตนจนสามารถใช้เพลิงพิเศษนี้ได้ด้วยตนเอง”
“ขอรับอาจารย์ข้าจะจำไว้ให้ขึ้นใจ” ถังเฟยหู่ตอบรับกลับไป
จากนั้นหยางเฟยเทียนจึงได้สั่งสอนเคล็ดลับการใช้เปลวไฟจากวิชาสายเลือดดวงตาอีกมากมายแก่ถังเฟยหู่ทั้งการหยิบใช้ออกมา การโจมตีจากระยะไกลด้วยสายเลือดดวงตาจู่โจม อีกทั้งเคล็ดลับการใช้เคล็ดวิชาดวงตานี้ผสานเข้ากับการโจมตีของจิตวิญญาณเพื่อร่วมต่อสู้อีกทั้งหยางเฟยเทียนยังได้ถ่ายทอดบทเพลงเพลิงเฟิงหวงตามที่ได้สัญญาเอาไว้อีกด้วยหลังจากฝึกฝนทั้งหมดอย่างเชี่ยวชาญแล้วถังเฟยหู่จึงได้ขอตัวกลับไปฝึกฝนวิชาต่างๆเพื่อกลั่นกรองเองอีกทีหนึ่ง
หยางเฟยเทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมกับเดินกลับไปยังที่นั่งของตนกลางห้องโถงซึ่งเป็นที่นั่งของเจ้าตำหนักหลังจากถังเฟยหู่จากไปแล้วในตอนนั้นเองที่ด้านหลังของชายชราได้ปรากฏร่างของชายชราอีกคนหนึ่งขึ้นชายชราผู้มาใหม่สวมใส่ชุดผู้คุมกฏของสำนักอีกทั้งใบหน้าของเขายังคล้ายกับหยางเฟยเทียนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะดวงตาสีทองทั้งสองข้างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนสกุลหยาง
คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหยางปินน้องชายของหยางเฟยเทียน เขาได้เลิกคิ้วขึ้นมองพี่ชายของตนอย่างแปลกใจ “ท่านออกจะลำเอียงต่อศิษย์ผู้นี้เกินไปหรือไม่ถึงขนาดถ่ายทอดเคล็ดพื้นฐานของตระกูลเราให้แก่เขา?”หยางปินกล่าวพร้อมกับเดินออกมากอดอกและยืนพิงอยู่ที่เสาไม่ไกลจากที่นั่งของเจ้าตำหนักเท่าไหรนัก
หยางเฟยเทียนเผยรอยยิ้มออกมา“เช่นนั้นเจ้าก็นับว่าลำเอียงเช่นเดียวกันกับข้าสินะ เหอะๆๆเจ้าเองก็ถ่ายทอดเพลงทวนสำเนียงสวรรค์ของตนให้แก่เขาเหมือนกันดูเหมือนเราพี่น้องก็มองเห็นพรสวรรค์ในตัวเด็กคนนี้เช่นกัน…ต้องขอยอมรับตามตรงต่อเจ้าแล้วกันน้องข้าข้าหวังให้เขาได้เป็นตัวแทนของสำนักเข้าร่วมงานชุมนุมเทพดนตรี”
หยางปินที่ได้ยินเช่นนั้นแทนที่จะแปลกใจ เขากลับพยักหน้าตอบรับกลับไปแทนนั่นเพราะนี่คือสิ่งที่เขาได้คาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว “ข้าคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าท่านมีความคิดเช่นนั้นแม้เขาจะมีพรสวรรค์แต่จะไม่เร็วไปหรือหากจะให้เขาเป็นตัวแทนสำนักแค่เพียงในสำนักของเขาก็มีศิษย์มกพรสวรรค์มากมายนัก”
“เป็นจริงดั่งเจ้าว่า” หยางเฟยเทียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา “หากแต่พรสวรรค์ของคนเรามีสูงต่ำแตกต่างกันการฝึกตนของรุ่นเยาว์ในสำนักแม้จะมีคนที่ดูเก่งกาจกว่าถังเฟยหู่แต่ในเรื่องของความหนาแน่นของปราณการฝึกตนข้าคิดว่าไม่มีศิษย์คนใดสามารถเทียบเคียงศิษย์ของข้าได้หรอก” หยางเฟยเทียนกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิ
ดวงตาสีทองของหยางเฟยเทียนเปล่งประกายออกมาชายชรานั้นได้เฝ้ามองศิษย์จำนวนมากภายในสำนัก เขาตามหาคนที่เหมาะสมมาโดยตลอด ความหวังของเขานั้นคือการที่สำนักเสียงสวรรค์ได้ชนะในงานชุมนุมเทพดนตรี
หากจะกล่าวไปแล้วงานชุมนุมเทพดนตรีคืออะไร?มันก็คืองานชุมนุมของสำนักศาสตร์ดนตรีเพื่อประชันหาผู้เป็นสุดยอดทางด้านการดนตรีและสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้กลายเป็นผู้นำของสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งหมด
และถึงแม้สำนักเสียงสวรรค์จะเข้าร่วมการชุมนุมนี้ทุกปีแต่ก็มิเคยได้รับอันดับที่ดีเสียเท่าไหรในการต่อสู้อีกทั้งครั้งสุดท้ายที่สำนักเสียงสวรรค์ชนะนั้นก็เป็นเรื่องราวช่วงก่อนที่เจ้าสำนักคนปัจจุบันจะเข้าสำนักมาเสียอีกงานชุมนุมเทพดนตรีนับว่าเป็นเรื่องราวที่ปวดใจของผู้อาวุโสในสำนักมาโดยตลอด
โดยเฉพาะในปีล่าสุดนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ศิษย์ของสำนักจำนวนมากเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจ แถมคนมากพรสวรรค์อย่างต๊กโกวฉิวหลงที่เป็นความหวังของสำนักในการชนะเลิศในการชุมนุมครั้งหน้ายังมาตายไปอีก…ความหวังของผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในสำนักจึงแทบจะหมดลงไป
แต่สำหรับหยางเฟยเทียนนั้นเขายังคงเชื่อมั่นอยู่ว่างานชุมนุมในปีนี้สำนักเสียงสวรรค์จะต้องได้อันดับที่ดีหรือแม้แต่ชนะเลิศในการประลองเสียด้วยซ้ำไปเพราะเขามองออกถึงพรสวรรค์ของถังเฟยหู่ ด้วยดวงตาของตระกูลหยางเขาสามารถเห็นถึงการฝึกตนในขอบเขตรากฐานของถังเฟยหู่ที่แข็งแกร่งอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
สำหรับชายชราถังเฟยหู่เปรียบเสมือนรากฐานเจดีย์อันกว้างใหญ่ เมื่อรากฐานนั้นมั่นคงแข็งแรงย่อมสามารถที่จะก่อสร้างเจดีย์สูงเทียมฟ้าได้อย่างแน่นอนกลับกันหากรากฐานสั่นคลอนเจดีย์ที่สร้างขึ้นย่อมไม่อาจสร้างขึ้นได้สูงเท่าไหรนั่นจึงทำให้ชายชราทุ่มเทความหวังของเขาไปกับศิษย์คนนี้…
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เดินทางกลับไปยังห้องพักของตนเองชายหนุ่มได้กลับไปพักผ่อนอีกทั้งยังใช้เวลาในการปรับปรุงและทำความเคยชินกับวิชาสายเลือดดวงตาใหม่นี้อีกทั้งยังใช้ไปกับการกลั่นกรองและทำความเข้าใจเคล็ดการใช้วิชาดวงตาที่อาจารย์ของเขาถ่ายทอดให้อีกด้วยในครั้งอดีตเขาเคยได้เรียนวิชาดวงตาอย่างตาเหยี่ยวพันลี้มาแต่นั่นเป็นเพียงวิชาที่เสริมการมองเห็นและใช้สายเลือดดวงตาออกมาเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ก็เท่านั้น
แต่วิชาสายเลือดดวงตาที่อาจารย์ของเขาถ่ายทอดให้นั้นคือวิชาดวงตาสายโจมตีอย่างแท้จริงซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยใช้ออกมาในอดีตแม้เป็นเพียงวิชาขั้นพื้นฐานมากที่สุดก็ตามแต่เขาเชื่อว่าสิ่งนี้จะต้องเป็นประโยชน์เขายังสามารถใช้สิ่งนี้ปรับเข้ากับวิชาอื่นหรือแม้แต่ปรับปรุงวิชาดวงตาในแบบของตนเองก็ได้ด้วย
โดยเฉพาะเมื่อคิดตามถึงรากฐานของวิชาเนตรสวรรค์ผลาญภพ วิชานี้กำเนิดเพื่อให้คนของสกุลหยางสามารถใช้สายเลือดมังกรสวรรค์และเพลิงมังกรของสายเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อคิดถึงจุดนี้สายเลือดของตระกูลถังกลับมิใช่มังกรเพียงแต่มีคุณสมบัติของเพลิงพิเศษที่สามารถนำมาร่วมฝึกได้
แต่นั่นก็เป็นเพียงกรณีของสายเลือดสกุลถังทั่วไปสายเลือดทั้งร่างของเขาเรียกได้ว่าเป็นสายเลือดที่กลายพันธุ์และผสมปนเทกันไปหมดสายเลือดสกุลเฟิงที่เชี่ยวชาญในด้านวิชาเนตรถูกรวมเข้ากับสายเลือดของสกุลถังอีกทั้งภายในจิตวิญญาณอสรพิษมรกตยังเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะใช้เพื่อบ่มเพาะวิญญาณของสายเลือดมังกรกลืนสมุทร
บางทีหากเขาฝึกเนตรสวรรค์ผลาญภพจนเชี่ยวชาญอาจสามารถต่อยอดเพื่อควบคุมและใช้ประโยชน์จากสายเลือดของเจ้าสมุทรได้อีกทางหนึ่งแต่ก่อนที่จะไปถึงยังจุดนั้น…ก่อนอื่นเขาจะต้องฝึกฝนวิชานี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน
ถังเฟยหู่ได้นำเข็มออกมาเล่มหนึ่งและซัดออกไปให้ปักบนกำแพงของห้องพักจากนั้นเขาได้ใช้ดวงตาทั้งสองข้างเพ่งไปยังเข็มเล่มนั้น ในตอนนั้นเองที่เขาได้โคจรสายเลือดของเขาเข้าสู่ดวงตาเพื่อกระตุ้นพลังเพลิงที่ถูกกักเก็บเอาไว้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต!
ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความร้อนในดวงตาทั้งสองข้างในตอนนั้นเองที่ได้เกิดความร้อนขึ้นที่รอบเข็มเล่มนั้น แต่ความร้อนที่บังเกิดขึ้นนั้นช้าและไม่รุนแรงมากเท่าไหรนักหากเขาฝึกให้เชี่ยวชาญมากกว่านี้อาจทำให้ความร้อนที่สร้างขึ้นมาเพิ่มพูนขึ้นด้วยเช่นกันโดยการเพ่งแบบนี้แม้จะดูน่าตื่นเต้น แต่ความสามารถในการโจมตีต่ำ
ถังเฟยหู่คิดว่าการโจมตีแบบนี้อาจเหมาะแก่การใช้ในการโจมตีหรือสนับสนุนในระยะไกลเขามีความคิดมากมายได้ปรากฏขึ้น หากเขาฝึกควบคุมความร้อนจากการเพ่งและสร้างเพลิงพิษขึ้นมากได้เขาอาจปรับใช้กับการโจมตีด้วยอาวุธลับและธนู
จากนั้นชายหนุ่มก็ได้ทดลองอีกหลายอย่างรวมถึงการโจมตีด้วยเปลวเพลิงที่รุนแรงที่สุดของวิชาพื้นฐานเนตรสวรรค์ผลาญภพนี้นั่นคือการรวบรวมเพลิงวิญญาณเอาไว้ที่ดวงตา เหนี่ยวรั้งและจุดเพลิงขึ้นที่นัยน์ตาจากนั้นจึงได้ปล่อยเพลิงลูกใหญ่ออกไปจากดวงตาพุ่งไปทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่ชายหนุ่มยังไม่กล้าที่จะใช้วิชาจู่โจมนี้รุนแรงจนเกินไปนั่นเพราะเขาไม่ต้องการที่จะเผาห้องพักของตนเองให้เป็นจุล เขาได้พักอีกสักเล็กน้อยก่อนที่จะได้เดินทางออกไปทางด้านนอกตำหนักไปยังบริเวณป่าด้านหน้าของตำหนักซึ่งห่างจากสระบัวออกมาประมาณหนึ่งเขาทราบดีว่ามีอาจารย์ลุงท่านหนึ่งที่ชอบความสงบและชอบมาตกปลาอยู่บริเวณสระของตำหนักเขาจึงไม่อยากรบกวนอาจารย์ลุงท่านนั้นจึงได้หาสถานที่ฝึกใหม่
เมื่อชายหนุ่มหาสถานที่อันเงียบสงบได้แล้วก็ได้เริ่มลงมือฝึกวิชาเขาได้เลือกสถานที่ๆเป็นลานกว้างบริเวณหนึ่งที่พบในป่าเขาได้ทดลองใช้เพลิงพิษออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อฝึกฝนอีกทั้งยังเรียกอสรพิษมรกตออกมาเพื่อให้มันสร้างเพลิงพิษใหม่เพื่อให้เขาสามารถเก็บสะสมเพลิงพิษได้เพิ่มเติมเมื่อยามที่เพลิงที่สะสมไว้ใกล้หมด
เวลาผ่านไปกว่าหลายวันทักษะการใช้วิชาดวงตาเพลิงของเขานับว่าเพิ่มขึ้นมากมายนักไม่เพียงแต่ชายหนุ่มเท่านั้นแม้แต่จิตวิญญาณอสรพิษมรกตของเขาเองก็ได้พัฒนาความสามารถของมันขึ้นจากการใช้เพลิงพิษออกมาเป็นจำนวนมากจนเชี่ยวชาญอีกทั้งในช่วงหลายวันมานี้ถังเฟยหู่ได้คิดพลิกแพลงและปรับใช้วิชานี้กับการต่อสู้มากมาย
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้สั่งการให้อสรพิษมรกตแปลงกายเป็นอาวุธจิตวิญญาณทวนกระดูกมังกรสายฟ้าในมือของชายหนุ่มพลันสัมผัสได้ถึงน้ำหนักอันมากมายของอาวุธชิ้นนี้ในตอนนั้นเองที่เขาได้ใช้เคล็ดกายหยาบมารออกมาเพื่อเพิ่มพลังกายในส่วนแขนของตนเพื่อชดเชยกำลังของที่ใช้ทวนหนักนี้ออกมาไม่เต็มที่ชายหนุ่มได้ชี้ปลายทวนของตนเยื้องไปทางด้านหลังพร้อมกับเพ่งสมาธิของตนเองขึ้นสูงในชั่วพริบตา
ในตอนนั้นเองที่ดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนจากสีม่วงกลายเป็นสีเขียวมรกตเขาได้ปลดปล่อยเพลิงสีเขียวมรกตขนาดหนึ่งฉื่อพุ่งออกไปทางด้านหน้าในพริบตานั้นเองที่เขาได้หมุนตัวพร้อมกับใช้ลำตัวดันด้ามทวนให้สะบัดออกไปอย่างรวดเร็วคมทวนได้ฟันใส่ก้อนเปลวเพลิงที่กำลังพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วจนแตกกระจายออก!
แม้จะดูแปลกอยู่บ้างที่เขาทำลายการโจมตีของตนเอง แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่คมทวนได้ดูดกลืนเอาเพลิงพิษสีเขียวพวกนั้นเข้าไปต้องอย่าลืมว่าทวนกระดูกมังกรสายฟ้าสร้างขึ้นจากกระดูกคอของมังกรซึ่งใช้สายลมในการฟันถ่ายเทเข้าสู่กระดูกชิ้นนี้เพื่อสร้างเสียงขึ้นมาเมื่ออากาศสัมผัสเข้ากับเพลิงพิษและดูดกลืนเข้าไปจึงทำให้เกิดเพลิงพิษวิ่งพล่านอยู่ภายตัวทวน
ในพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มได้สะบัดทวนออกไปและส่งเสียงน่าสยดสยองราวกับเสียงกรีดร้องของมังกรออกมาจากทวนเล่มนั้นการโจมตีที่พุ่งออกไปได้ถ่ายเทเพลิงพิษที่อยู่ภายในออกไปพร้อมกับสร้างการโจมตีรูปจันทร์เสี้ยวที่มีเพลิงพิษผสานเอาไว้อยู่ชายหนุ่มรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการฝึกในครั้งนี้