กิจวัตรอีกอย่างที่กลายเป็นเรื่องปกติของบ่าวในจวนไปแล้ว ก็คือองค์ชายจะเสวยอาหารเช้ากับพระสนมทุกวัน จากที่เคยเสวยบ้าง ไม่เสวยบ้าง โดยที่บางวันก็มีลู่เจ๋อมาร่วมด้วย วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขามาร่วมโต๊ะเสวย
“ต้องขอบคุณพระสนมจริงๆ เพราะตั้งแต่พระสนมมา องค์ชายได้เสวยอาหารเช้าทุกวัน สุขภาพ ‘ใจ’ ก็ดีขึ้นเยอะเลย” ลู่เจ๋อกล่าวยิ้มๆ ออกเสียงเน้นคำว่า ‘ใจ’ อย่างจงใจหยอกล้อ จึงได้เมล็ดถั่วลอยมาใส่หน้าผาก พร้อมดวงตาเข้ม ดุ มองพิฆาตมาอย่างไม่จริงจังนัก
จ้าวรั่วซีหัวเราะ เธอเริ่มได้เห็นภาพ ‘เพื่อน’ หยอกล้อกันเป็นประจำเมื่ออยู่ในที่รโหฐานเช่นนี้ แต่หากเมื่อมีคนอื่นเมื่อไหร่ ลู่เจ๋อจะไม่ก้าวข้ามเส้นเด็ดขาด ยังดีที่ไป๋หลงหลานมีเพื่อนสนิทรู้ใจอยู่บ้าง ก็เห็นจะมีแค่ท่านลู่เจ๋อเท่านั้นที่กล้าหยอกองค์ชายหนุ่ม เพราะเติบโตมาด้วยกัน เรียกได้ว่าไม่มีใครรู้ใจและเข้าใจองค์ชายรองได้เท่านายทหารองครักษ์ผู้นี้แล้ว
เสียงหัวเราะของหญิงสาวยังไม่ทันจางหาย ก็มีนายทหารผู้หนึ่งเร่งเข้ามาถวายความเคารพก่อนจะรายงานว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่นอกเมืองเมื่อคืนนี้ มีหลายหมู่บ้านที่ล้วนพังทลาย มีชาวบ้านติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังและมีคนบาดเจ็บมากมาย
ชายหนุ่มทั้งสองวางตะเกียบทันที ไป๋หลงหลานรีบสั่งการ
“ลู่เจ๋อเจ้าให้ม้าเร็วไปแจ้งท่านแม่ทัพให้ส่งทหารมาช่วย ระหว่างนี้ไปดูเหตุการณ์ ให้ทหารประจำการในพื้นที่เข้าไปช่วยชาวบ้านก่อน”
“พะย่ะค่ะ” เขารีบยืน โค้งคำนับแล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที
องค์ชายเองก็ลุกจากโต๊ะเสวย สั่งให้ทหารเตรียมม้าให้พระองค์ แล้วขยับจะเสด็จออกไป แต่จ้าวรั่วซีคว้าแขนชายหนุ่มเอาไว้
“เสวยก่อนเพคะ”
ไป๋หลงหลานส่ายหน้า “เจ้าทานไปเถอะ ข้าจะรีบไปดู ต้องไปสั่งการ” น้ำเสียงร้อนรน ด้วยความเป็นห่วงประชาชน ชาวบ้านเหล่านั้น
“ไม่ได้เพคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ติดจะดุนิดๆ จนคนที่กำลังรีบๆ รู้สึกฉุนขึ้นมา
“ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน ข้านั่งทานอยู่ไม่ลงหรอก” น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาใช้น้ำเสียงแบบนี้กับเธอ หลังจากครั้งแรกที่สอบสวนเธอในคุก เธอก็ไม่เคยเห็นโหมดหงุดหงิด เข้มดุ ของเขาอีก
แต่เธอมั่นใจว่าเธอหวังดี จึงไม่เกรงกลัวต่อเสียงนั้น ขึ้นเสียงตอบไปเช่นกัน
“ฝ่าบาทต้องไปบัญชาการทั้งฝ่ายทหาร ทั้งพลเรือน ที่หน้างานจะไม่ได้เสวยอะไรอีกทั้งวัน ไม่มีใครว่างพอจะหาของให้เสวย แล้วถ้าทรงไม่มีแรง ไม่มีสมองจะคิดแก้ปัญหาให้พวกเขา นอกจากจะไม่ช่วยคนอื่นแล้ว จะทรงเป็นภาระให้กับพวกเขาอีกด้วย พระองค์ต้องแข็งแกร่งเป็นหลักให้กับทุกคน จึงต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรงที่สุด อย่างไรทหารก็กำลังไปเตรียมม้าให้ฝ่าบาท เสวยเร็วๆ แล้วค่อยวิ่งออกไป ก็ขึ้นม้าได้ทันพอดีเพคะ” เสียงที่ดัง และดุดันไม่แพ้กัน ทำให้ชายหนุ่มชะงัก แวบแรกคือโกรธ แต่เมื่อคิดตามจึงยอมนั่งลง เสวยอย่างรวดเร็วดุจขโมยเขากินก็ไม่ปาน
“ขอบใจนะ ซีซี ที่เตือนสติ” ทรงกล่าวทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะวิ่งออกไป
จ้าวรั่วซีมองตามด้วยความเป็นห่วง แผ่นดินไหวเมื่อเกิดขึ้นหนึ่งรอบ มักจะมีอาฟเตอร์ช้อคตามมา เธอเริ่มรู้จักเขาดีจนมั่นใจว่าเขาจะเข้าไปอยู่ดูแลในพื้นที่ด้วยตนเองแน่นอน
...เราช่วยอะไรได้บ้างนะ...
หญิงสาวพยายามนึกถึงพวกข่าวแผ่นดินไหวและการช่วยเหลือแบบสมัยใหม่ เผื่อเธอจะทำอะไรได้บ้าง...แผ่นดินไหว คนเจ็บ หมอ!... ใช่แล้ว ยังไม่ได้ทรงสั่งการเรื่องหมอ น่าจะทรงห่วงแต่การช่วยเหลือชาวบ้านออกมา
เมื่อคิดได้ เธอจึงวิ่งไปหยิบกระดาษมาแล้วเริ่มจดรายการความช่วยเหลือและสิ่งของที่ในพื้นที่น่าจะมีความต้องการ พร้อมกับตามทหารในจวน และพ่อบ้านมาสั่งการ
จ้าวรั่วซีให้ทหารในจวนเร่งออกไปขอความช่วยเหลือจากหมอที่อยู่ในเมือง หากใครเต็มใจช่วยให้มารวมตัวกันที่จวน ใครต้องการคิดเงินก็ให้มารับเงินที่จวน พร้อมกับกำชับให้เตรียมเครื่องมือรักษาพยาบาลเบื้องต้นมาให้พร้อม
ส่วนภายในจวน หญิงสาวให้เหม่ยลี่ ไปกำกับการสั่งบ่าวให้เตรียมรายการของตามที่เธอเขียนให้ และขอให้พ่อบ้านสั่งให้แม่ครัวในจวนเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง และเครื่องครัวบางส่วน แล้วรีบขนทั้งคน ทั้งของ ให้ทหารบางส่วน นำทางไปที่บริเวณแผ่นดินไหว โดยไม่ลืมกำชับว่าให้ทุกคนทานอาหารให้อิ่มก่อนไป
***
ณ บริเวณเกิดเหตุ ทั้งทหารและชาวบ้านต่างช่วยกันค้นหาผู้ที่ยังติดอยู่ใต้ซากบ้านเรือนที่พังทลาย โดยมีไป๋หลงหลานคอยควบคุม สั่งการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกอย่าง แม้กระทั่งเข้าไปช่วยทหารรื้อถอนซากอิฐ ซากไม้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่
ทหารช่วยกันลำเลียงผู้บาดเจ็บออกมารวมไว้ เสียงโอดครวญจากความเจ็บปวดของชาวบ้านดังขรมไปทั่วบริเวณ ประกอบกับเสียงร้องไห้ของคนที่ครอบครัวที่ยังสูญหาย ทำให้ไป๋หลงหลาน ว้าวุ่น ห่วงหน้าพะวงหลัง ทั้งคนที่ยังติดอยู่ในซากบ้านเรือน แล้วยังมีชาวบ้านที่บาดเจ็บสาหัส คิดว่าต้องรีบจัดการคนเจ็บเหล่านี้เสียก่อน ยังไม่ทันได้สั่งการใด ก็ได้ยินเสียงที่บัดนี้ ‘คุ้นเคย’
“ฝ่าบาทเพคะ”
เมื่อหันกลับมาจึงเห็นจ้าวรั่วซีวิ่งเข้ามาหา ความโกรธวิ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ เมื่อเธอวิ่งเข้ามาใกล้จนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวกำลังจะอ้าปากพูด แต่เขาชิงดุเสียงดัง
“มาทำไม! มันอันตรายมาก จะมีอะไรถล่มลงมาอีกก็ไม่รู้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาเดินเล่นได้นะ!”
เพราะมันอันตรายและทำให้เขาต้องยิ่งเป็นห่วงกังวล เขาจึงดุเสียงเข้มใส่เธอจนหญิงสาวหน้าเสีย ทั้งตกใจ ทั้งกลัวเสียงดุดันนั้น หากก็ทำใจแข็งกราบทูล
“ฝ่าบาท...ฟังหม่อมฉันสักนิดเพคะ อย่าเพิ่งกริ้ว หม่อมฉันคาดว่าคนเจ็บคงมากมาย หม่อมฉันนำหมอและบ่าวหญิงชายในจวนมาเพื่อช่วยดูแลคนเจ็บเพคะ แล้วก็ให้ตั้งจุดดูแลคนเจ็บอยู่ห่างจากพื้นที่ตรงนี้ไปไกลพอสมควร น่าจะไม่เป็นอันตรายเพคะ”
“อะไรนะ...เจ้า...” เขาพูดไม่ออก หมอ...คนเจ็บ...คนดูแล... นี่นางมาช่วยเขา ไม่ได้มาเพราะความอยากรู้อยากเห็นตามที่เขากล่าวหาเธอ
“หม่อมฉันเตรียมการดูแลไว้ให้เรียบร้อยแล้วเพคะ ขอแค่ฝ่าบาทสั่งให้ทหารและชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บช่วยลำเลียงเอาคนเจ็บไปที่ที่จัดไว้ เพื่อให้หมอได้ทำแผล และรักษาก่อนเพคะ”
ณ นาทีนั้น สิ่งที่ผุดขึ้นในใจขององค์ชายคือความอบอุ่นในใจ ด้วยหัวใจที่นำความคิด ทำให้เขาคว้าตัวเธอเข้ามากอดแน่นอยู่ชั่วครู่ เมื่อคลายอ้อมกอด ทรงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง สายตาของทั้งสองสื่อความหมายถึงกันโดยไม่ต้องพูด หญิงสาวจึงยิ้มอบอุ่นตอบให้กับสายตานั้น โดยที่แก้มนวลยังคงเป็นสีแดงระเรื่อ
“ข้า...ขอโทษ ที่เสียงดังดุเจ้าไป”
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ รีบสั่งการเถิดเพคะ คนเจ็บหนักจะได้รีบรักษา”
เขาจึงหันไปสั่งลู่เจ๋อให้ไปหาอาสาสมัครชาวบ้าน มาช่วยกันพาคนเจ็บตามหญิงสาวไป
------------------
ก็เป็นห่วงอะนะ เลยเสียงดังไปหน่อย ... เดินทางมาประมาณครึ่งเรื่องแล้ว ส่งเสียง ติ ชม แนะนำกันบ้างนะคะ ชอบไม่ชอบอย่างไร บอกกันบ้างน้า ประโยคไหนชอบ กดหัวใจให้กันบ้างเน้อ ขอบคุณจ้า ~ เลิฟๆ