เพียงไม่นานหลังจากที่รุ่นเยาว์ร่างกำยำจากตระกูลฉินพลันบังเกิดความแน่วแน่ในจิตใจแล้วนั้นคนพลันเคลื่อนร่างกายทะยานเข้าสู่เด็กน้อยตรงหน้าอีกครั้งอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสองมือมันยามนี้กลับปรากฏไปด้วยดาบสองเล่มออกมาทั้งยังเด่นชัดแล้วว่าการจู่โจมฉับพลันคราวนี้ด้วยทักษะดาบคู่ของมันนั้นต้องหวังผลให้อีกฝ่ายตกตายในทันทีเพื่อกลบลบความอับอายเมื่อครู่อย่างแน่นนอน
หยางเทียนยามที่เห็นร่างกายของอีกฝ่ายพุ่งพรวดกับเข้ามาคล้ายดั่งต้องการจะสังหารตนแล้วนั้นเด็กน้อยพลันหลับตาพร้อมสลายกระบี่ลมปราณแห่งวารีธาตุของตนออกไปอย่างรวดเร็วคล้ายดั่งต้องการจะรับดาบตรงหน้าด้วยมือเปล่าอย่างไรอย่างนั้น
ผู้คนทั้งหมดรอบบริเวณหลังจากที่ได้เห็นการกระทำของหยางเทียนในยามนี้แล้วพลันบังเกิดความคิดที่ว่าเด็กนี่ต้องกำลังกลัวจนไม่สามารถกระทำอันใดต่อต้านรุ่นเยาว์ตระกูลฉินได้แล้วเป็นแน่จึงได้สลายปราณของตนเองออกไปพร้อมทั้งยังได้หลับตาเพื่อรอคอยความตายเช่นนี้ กระทั่งมีอยู่หลายคนด้วยกันที่ได้ทอดถอนใจออกมาอย่างอดไม่ได้กับวาระสุดท้ายของหยางเทียน
“ไม่ว่าจะดูอัจฉริยะปานใด หากไม่มีสมองก็จะต้องตกตายไปก่อนเช่นนี้แหล่ะ”
แม้จะมีคนรู้สึกเวทนาหยางเทียนอยู่มากมาย หากแต่ผู้คนที่เห็นเด็กน้อยเป็นดั่งตัวโง่งมกลับมีไม่น้อยเช่นกันพวกมันกระทั่งเริ่มยิ้มเยาะและกล่าววาจากร่นด่าในความโง่เขลาของตัวตนตรงหน้าที่หาญกล้าไปท้าทายรุ่นเยาว์ตระกูลฉินเข้าจนทำให้มันต้องตกตายในยามนี้
“หืมม . . . . เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่ว่าหลังจากที่เห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธแล้วนั้นกลับถอดใจยอมตกตายไปหรอกนะ”เสียงหนึ่งรอดออกมาจากบุรุษลึกลับที่เฝ้าดูการปะทะของรุ่นเยาว์ทั้งสองอยู่ด้านหลังต้นไม้สูงใหญ่ดังขึ้นอย่างตระหนกเล็กน้อย
หากแต่บุรุษลึกลับด้านข้างของมันนั้นกลับไม่ได้กล่าววาจาอันใดมันทำเพียงขมวดคิ้วขึ้นอย่างแนบแน่นเท่านั้นเนื่องด้วยแท้จริงแล้วหลังจากที่ได้เห็นพลังที่สามารถต่อกรได้มากกว่าถึง 5ขั้นปราณของเด็กน้อยนั้น พลันทำให้มันบังเกิดความคิดที่ไม่อยากให้อัจฉริยะนี้ตกตายไปก่อนที่จะได้เติบโต
แต่ในจังหวะที่ดาบของรุ่นเยาว์ร่างกำยำจากตระกูลฉินจะถึงตัวของหยางเทียนอยู่นั้นเองเด็กน้อยที่หลับตาคล้ายดั่งปล่อยวางต่อความตายนั้นอยู่ดีดีกลับลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันพร้อมด้วยประกายสายตาที่มุ่งมั่นและพลังปราณที่ระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับน้ำที่ระเบิดออกจากตาแห่งน้ำพุอย่างรุนแรงอีกทั้งมันยังได้เริ่มเคลื่อนร่างกายโดยการเหยียดขาออกไปด้านหลังข้างหนึ่งและมืออีกข้างหนึ่งส่งออกด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลางพุ่งชี้ไปยังทิศทางช่วงตัวของรุ่นเยาว์ร่างกำยำจากตระกูลฉินที่ยามนี้อยู่ห่างจากระยะของนิ้วมือของมันเพียงไม่ถึง3ก้าว
หลังจากที่นิ้วของหยางเทียนเหยียดไปยังตัวของรุ่นเยาว์ตระกูลฉินตรงหน้าเพียงเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีนั้นพลันบังเกิดไอเพลิงร้อนแรงพวยพุ่งออกมาจากนิ้วชี้และนิ้วกลางของหยางเทียนอย่างดุดันทั้งเส้นสายแห่งเพลิงธาตุยังเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากเสียบทะลุผ่านร่างของรุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินจนทำให้ร่างของมันนั้นหยุดชะงักกลางคันทั้งตัวดาบของมันยังหยุดอยู่ห่างจากหยางเทียนไปเพียง 1 ก้าวเท่านั้นในตอนนี้
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกะทันหันอย่างยิ่งส่งผลให้รุ่นเยาว์รอบด้านในยามนี้กลับคืนสู่ความเงียบงันไม่มีผู้ใดกล่าววาจาออกมาแม้แต่น้อยอีกทั้งยังดูไปคล้ายกับว่าพวกมันทุกผู้คนดั่งสูญเสียจิตวิญญาณกันไปเสียสิ้นด้วยแววตาของพวกมันแม้จะเบิกโพลงออกมา หากแต่กลับคล้ายว่าว่างเปล่าเลื่อนลอยเป็นอย่างมาก
หลังจากที่ร่างของรุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินที่ถูกเพลิงสายหนึ่งของหยางเทียนทะลุตัวไปแล้วนั้นดวงตาของมันพลันเหลือกขึ้นเห็นเพียงดวงตาขาวพร้อมทั่งล้มพับหน้าลงไปในทันทีโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่ามันเพียงแค่สลบหรือตกตายไปแล้ว
หากแต่ที่ผู้คนเข้าใจได้กลับเป็นตัวตนของเด็กน้อยที่ดูไปยังไม่น่าจะอายุ 13ปีด้วยซ้ำทั้งยังอยู่เพียงขั้นที่7แห่งลมปราณแรกกำเนิดกลับสามารถปลดปล่อยทักษะเพลิงอันลึกล้ำบริสุทธิ์สั่นสะเทือนฟ้าดินส่งออกเจาะทะลุร่างของตัวตนขั้นที่2แห่งชั้นหลอมรวมลมปราณได้อย่างรวดเร็วกระทั่งสิ่งนี้ยังสามารถเรียกได้ว่าสยบในกระบวนท่าเดียวเสียด้วยซ้ำ นี่กลับไม่ใช่ว่าการใช้ออกด้วยกระบี่ปราณแห่งวารีธาตุเมื่อกาลก่อนกลับเป็นการยั้งมือของเด็กน้อยไปหรอกหรือ ผู้คนกระทั่งคิดไปไกลว่าเจ้าเด็กน้อยปีศาจตรงหน้านี้แท้จริงกลับมีพลังมากมายเพียงใดกันแน่
“โฮ่ . . . เจ้าเด็กนี่แท้จริงกลับยังซ่อนพลังปราณที่แท้จริงของตนเองเอาไว้หรือเนี่ยอีกทั้งการที่มันสามารถบีบอัดปราณธาตุเพลิงเข้าสู่นิ้วมือได้อย่างเสถียรเช่นนี้ ความสามารถด้านความรับรู้เข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งเพลิงธาตุช่างสูงล้ำอย่างแท้จริงกระทั่งการควบคุมพลังปราณของมันเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย”
บุรุษลึกลับที่หลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่นั้นชัดเจนว่าตัวมันก็ได้ตกตะลึงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารุ่นเยาว์ทั่วพื้นที่วาจาของมันยามนี้นั้นเต็มไปด้วยความไม่คาดฝันว่าเด็กน้อยตรงหน้ากับสามารถกระทำได้ถึงขั้นนี้
“เจ้าเด็กนี่ยิ่งกว่ามีความรับรู้ในกฎเกณฑ์ต่างๆแห่งธาตุเสียอีกเจ้าไม่สังเกตหรือว่าคราก่อนลักษณ์แห่งวารีธาตุที่มันปลดปล่อยออกมาก็นับว่าเหนือล้ำอย่างมากแล้วหากแต่ในยามนี้กระทั่งปราณแห่งธาตุเพลิงกับไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันการที่ผู้คนฝึกปราณธาตุได้ 2 – 3 ธาตุนั้นนับว่าไม่ได้น่าตระหนกอันใดหากแต่กลับผู้คนที่ฝึกฝนปราณธาตุด้านตรงข้าม แต่กลับยังสามารถใช้ออกได้อย่างแข็งกร้าวในปริมาณที่เท่ากันได้เช่นนี้ตั้งแต่ที่ข้าลืมตาดูโลกมาถึงตอนนี้ยังไม่เคยพบเห็นผู้ใดสามารถกระทำได้มาก่อนเจ้าเด็กนี่ชัดเจนว่าไม่สามัญแล้ว”
หลังจากที่บุรุษลึกลับอีกผู้หนึ่งกล่าววาจาจบไป พลันได้ส่งความเงียบเข้าเกาะกุมบุรุษลึกลับด้านข้างที่กล่าววาจาออกในยามแรกไปเสียสนิทมันในยามนี้ชัดเจนว่าเพิ่งจะสังเกตเห็นถึงความเหนือล้ำด้านการใช้ออกด้วยธาตุเพลิงและวารีของเด็กน้อยตรงหน้านี้หากจะกล่าวหาบุคคลหรือตัวตนชั้นตำนานใดใดออกมาเพื่อเทียบเคียงกับเด็กน้อยนี้เด่นชัดแล้วว่าไม่มีผู้ใดเลยที่จะฝึกฝนปราณธาตุเพลิงและวารีควบคู่ไปด้วยกันกระทั่งยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการฝึกปราณ2ชนิดที่ไม่ได้ตรงข้ามกันเช่นนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกลับยังไม่เคยปรากฏผู้ใดที่สามารถใช้ปราณธาตุได้ลึกล้ำเช่นนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ
ชั่วเวลาแห่งความเงียบงันนั้นได้กลืนกินพื้นที่รอบบริเวณไปยาวนานถึงเกือบ 15ลมหายใจจนกระทั่งหยางเทียนเริ่มเคลื่อนมือปัดเศษฝุ่นที่ลอยมาเกาะเสื้อผ้าของมันจากการที่รุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินล้มลงอย่างเรียบเฉยพร้อมกับที่คนพลันหมุนกายกลับและเดินเข้าไปต่อแถวเพื่อรอลงชื่อทดสอบอย่างปกติสามัญ
การกระทำของหยางเทียนยามนี้นั้นพลันได้ปลุกสติของทุกผู้คนให้กลับคืนมาได้ในที่สุดอีกทั้งรุ่นเยาว์รอบบริเวณยังเริ่มมองตัวตนของหยางเทียนยามนี้ด้วยความหวาดกลัวเนื่องด้วยตัวตนแห่งลมปราณแรกกำเนิดที่สามารถจัดการตัวตนแห่งลมปราณชั้นหลอมรวมด้วยหนึ่งกระบวนท่าได้นั้นจะไม่ให้พวกมันเกิดความหวดกลัวขึ้นได้อย่างไรพวกมันกระทั่งคิดว่าหากแต่นี้ต่อไปอย่าได้ไปกระทำใดใดให้อีกฝ่ายรู้สึกขุ่นเคืองจะเป็นการดีกว่าไม่เช่นนั้นพวกมันที่อยู่เพียงขั้นที่ 8 – 9 แห่งลมปราณแรกกำเนิดเท่านั้นต้องได้ตกตายไปอย่างไม่ทันรู้ตัวอย่างแน่นอน
หากแต่ในยามที่รุ่นเยาว์กำลังครุ่นคิดกันถึงตัวตนของหยางเทียนอยู่นั้นพลันบังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างรุนแรงกะทันหัน
“ผู้ใดมันเป็นผู้ลงมือต่อผู้คนตระกูลฉินข้าเช่นนี้” วาจานี้รุนแรงเป็นอย่างมากทั้งยังได้สั่นสะเทือนพื้นที่รอบข้างจนต้นไม้บริเวณรอบด้านสั่นไหวขึ้นอย่างรุนแรงคล้ายดั่งพวกมันกำลังปะทะกับคลื่นลมมรสุมอยู่อย่างไรอย่างนั้น
หยางเทียนที่ได้ยินวาจา คนพลันเริ่มขมวดคิ้วขึ้นและเคลื่อนสายตาหันกลับไปจ้องมองตัวตนที่ตะโกนก้องเมื่อครู่ในทันที
“เจ้าตัวบัดซบสมองอยู่ที่มัดกล้ามนี้แท้จริงกลับมากับผู้อื่นด้วยอย่างนั้นหรือ เฮ้อ . . . .ตัวข้ากลับวิ่งเข้าหาเรื่องใหญ่เข้าอีกแล้ว”หลังจากที่เด็กน้อยได้เห็นบุรุษผู้หนึ่งดูไปอายุน่าจะไม่ต่ำกว่า35 ปี สวมใส่อาภรณ์หรูหราอย่างที่สุดชัดเจนว่าตระกูลฉินย่อมต้องเป็นตระกูลที่มีเงินทองอย่างมากมายเป็นแน่ทั้งตอนนี้มันยังอยู่ในอากัปกิริยาท่าโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อเช็คอาการของรุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินอย่างอ่อนโยนย่อมแน่นอนแล้วว่าต้องเป็นผู้ที่มาด้วยกัน ทั้งอาจจะเป็นหนึ่งในญาติของมันเป็นแน่
ทันทีที่ร่างของบุรุษกลางคนผู้นี้ปรากฏออกมารุ่นเยาว์ทั่วทั้งบริเวณกลับแตกกระจายออกไปคนละทิศละทางแยกออกเป็นวงกลมจนยามนี้เหลือเพียงบุรุษกลางคนรุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินที่นอนสลบอยู่ทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นหรือตายและหยางเทียนยืนอยู่บริเวณส่วนกลางของวงกลมฝูงชนเท่านั้น
ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้บุรุษกลางคนแทบไม่ต้องเสียเวลานั่งควานหาตัวของผู้ที่ทำให้รุ่นเยาว์ในตระกูลฉินของมันล่วงหล่นดั่งเศษผักเลยแม้แต่น้อยหากเพียงแต่ยามที่มันมองไปยังเด็กน้อยตรงหน้าทั้งยังได้ส่งปราณของตนเข้าสำรวจถึงขั้นปราณของเด็กน้อยอย่างละเอียดคนกลับปรากฏรอยย่นแห่งการขมวดคิ้วขึ้นในทันที เนื่องด้วยตัวตนที่มันเห็นตรงหน้ายามนี้นั้นอยู่เพียงขั้นที่7แห่งลมปราณแรกกำเนิดเท่านั้นอีกทั้งอายุยังดูไปอยู่เพียง12ปีอีกด้วยจึงทำให้มันยากจะทำใจเชื่อได้ว่าเด็กน้อยนี้จะมีความสามารถกระทั่งสยบรุ่นเยาว์ตระกูลของมันไปได้
“เด็กน้อยสวะ เจ้าเป็นผู้กระทำเรื่องราวเช่นนี้ต่อรุ่นเยาว์ตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ”บุรุษกลางคนกล่าวถามไปยังหยางเทียนอีกครั้งหากแต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นใช่หรือไม่อย่างน้อยมันต้องทำการหักกระดูกอีกฝ่ายออกเพื่อแสดงให้รุ่นเยาว์ทั้งหมดรอบบริเวณพื้นที่เห็นว่าไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครหากคิดมีเรื่องกับตระกูลฉินย่อมต้องจบลงด้วยคาวเลือดเพียงเท่านั้น
“ผู้อาวุโสตัวข้านั้นแม้จะสยบตัวตนมัดกล้ามผู้นี้แล้วอย่างไรมันแน่ชัดแล้วว่ามันเป็นฝ่ายผิดที่หาเรื่องผู้คนก่อน” หยางเทียนยามนี้แม้จะรู้ว่าตัวมันนั้นย่อมได้ก้าวขาเข้าสู่หนทางแห่งความเลวร้ายไปแล้วครึ่งหนึ่งหากแต่คนกลับรู้สึกไม่หวั่นเกรงใดใดในตัวตนตรงหน้านี้เลยแม้แต่น้อยเนื่องด้วยตัวของหยางเทียนนั้นกลับเข้าใจความหมายในแววตาที่อีกฝ่ายส่งมองมาที่มันในยามนี้ได้เป็นอย่างดีดูไปไม่ว่าตัวมันจะกล่าวปฏิเสธหรือไม่ เรื่องราวต่อมาย่อมต้องจบลงที่มันต้องเลือดตกยางออกเป็นแน่แล้วเหตุนี้ทำไมมันจะต้องเกรงกลัวต่อตัวตนตรงหน้าอีกกัน มันกระทั่งกล่าวตอบวาจาไปอย่างเรียบง่ายอีกทั้งใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบาสายหนึ่ง
หลังจากที่บุรุษกลางคนได้ยินวาจาของรุ่นเยาว์ตรงหน้า คนพลันแปลกใจเล็กน้อยกับคำตอบของเด็กน้อยไปชั่วครู่หนึ่งเนื่องด้วยในหัวของมันนั้นจะอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อเป็นแน่ว่าเด็กน้อยขั้น7แห่งลมปราณแรกกำเนิดจะสยบรุ่นเยาว์ของมันที่อยู่ในขั้นที่2แห่งลมปราณหลอมรวมได้มันเพียงรอฟังคำตอบของเด็กน้อยตรงหน้าที่ย่อมแน่นอนว่าต้องกล่าวปฏิเสธอย่างแน่นอนหากแต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรมันก็จะเข้าจัดการรุ่นเยาว์ตรงหน้านี้เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเพียงแต่การกล่าววาจาดั่งคล้ายยอมรับนี้คืออย่างไรกัน บุรุษวัยกลางคนแห่งตระกูลฉินยามนี้คล้ายดั่งรู้สึกว่ารุ่นเยาว์ตรงหน้ากลับไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อตัวมันเลยอีกทั้งนี่ใช่เป็นการกำลังดูถูกมันอยู่หรือไม่
คนกลับไม่คิดสิ่งใดอีกต่อไปด้วยความโกรธของมันยามนี้ปะทุขึ้นสูงเสียดฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วแววตาอาฆาตดั่งสัตว์อสูรต้องการขย้ำเหยื่อตรงหน้าให้ตกตายปรากฏออกมาอย่างน่ากลัวในยามนี้
“ดี ดี ดีมากเจ้าเด็กน้อยสวะยามแรกข้าเพียงจะหักแขนขาเจ้าออกมาอย่างละข้าง หากแต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้วเจ้าที่กล้าหาญยอมรับออกมาตรงๆเช่นข้าสมควรให้รางวัลเสียหน่อย . . . . . . เอาเป็นควักลูกตาและดึงลิ้นเจ้าออกมาก่อน หลังจากนั้นค่อยตัดหัวของเจ้าออกมาโยนเล่นย่อมเป็นความคิดที่ประเสริฐสุดในยามนี้”
เพียงที่บุรุษวัยกลางคนสิ้นเสียงวาจาของตนไป ร่างของมันพลันเลือนหายไปจากครรลองจักษุของหยางเทียนอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังรวดเร็วจนเกินกว่าที่หยางเทียนในเวลานี้จะมองทันได้อย่างสิ้นเชิงเด็กน้อยนั้นกระทั่งไม่ทราบว่าอยู่ดีดีไฉนร่างของบุรุษวัยกลางคนตรงหน้าถึงหายไปดั่งภูตผีได้เช่นนี้ทั้งมันยังไม่ทราบถึงชั้นปราณของตัวตนตรงหน้าเลยเสียด้วยซ้ำ
ระหว่างที่หยางเทียนกำลังเกิดความวิตกและตั้งท่าพร้อมต่อสู้ออกมาอยู่นั้นมันพลันรู้สึกได้ถึงพลังปราณอันรุนแรงมหาศาลพร้อมทั้งจิตสั่งหารพรั่งพรูออกมาอยู่ด้านหลังอย่างกะทันหันคนจึงเร่งก้าวกระโดดไปด้านหน้าพร้อมหมุนกายกลับหลังเพื่อมองดูในทันที
เพียงแต่ ก่อนที่ตัวของหยางเทียนจะหมุนตัวกลับได้ทั้งหมดนั้น คนพลันเหลือบเห็นร่างของบุรุษวัยกลางคนอยู่ในท่าทางพุ่งดาบลงมาที่คอของมันในยามนี้ทั้งตำแหน่งที่ดาบพุ่งเป้ากับเป็นที่คอของมันอย่างไม่ต้องสงสัยการกระทำอันรวดเร็วทั้งหมดนี้ส่งผลให้หยางเทียนอดตระหนกในใจขึ้นไม่ได้ ด้วยความเร็วของมันนั้นกระทั่งรุ่นเยาว์ร่างกำยำแห่งตระกูลฉินที่ล่วงลงไปยังไม่สามารถตามมันทันได้แต่กกลับบุรุษวัยกลางคนด้านหลังมันนี้ย่อมชัดเจนว่าทั้งพลังปราณและท่าเท้าย่อมสูงส่งกว่ามันไปไกลห่างนักตัวมันยามนี้ชัดเจนว่าย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริงแล้ว