ฟู่... สายลมหนาวพัดโชยมาเย็นะเืเสียดแทงกระดูก
ร่างอันใหญ่โตของวัวทมิฬเขาเหล็กล้มพับอยู่บนพื้นดิน โลหิตสาดกระเซ็นราวกับน้ำพุ ย้อมผืนดินที่แห้งแล้งในรัศมีกว่าสามจั้งจนกลายเป็สีแดงฉาน ไม่ไกลออกไปนัก กู่เฟิงวางฝ่ามือทาบลงบนแผ่นหลังของหลินชิงชิง ถ่ายเทพลังิญญาเพื่อช่วยรักษาาแให้นาง
ในระหว่างขั้นตอนการรักษา หลินชิงชิงได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ฟัง ั้แ่เื่ที่บิดาบังคับให้นางแต่งงานกับเฟิงเฉิงอันแห่งสำนักจันทร์โลหิต ไปจนถึงเื่ที่นางหลบหนีออกมาได้อย่างไร
"เมื่อข้ามาถึงเมืองชิงหลง ก็ได้ยินมาว่ากระดูกราชันเซียนของเ้าถูกคนควักออกไปแล้ว จากนั้นเ้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าเดาได้ทันทีเลยว่าเ้าต้องมาที่หุบเขาต้องห้ามมารอย่างแน่นอน ข้าจึงตามมาที่นี่" เมื่อหลินชิงชิงพูดถึงตรงนี้ นางก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจออกมา
เมื่อห้าปีก่อน กู่เฟิงได้ช่วยชีวิตนางจากสถานการณ์ที่รอดเก้าตายหนึ่ง พวกเขาถูกศัตรูไล่ล่าและหลบหนีหัวซุกหัวซุนถึงสี่วันสามคืน จวบจนกระทั่งยอดฝีมือของราชวงศ์เทียนหยวนเสด็จมาถึงและสังหารศัตรูจนหมดสิ้น พวกเขาจึงหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์มาได้
ใน่เวลาที่หลบหนีนั้น พวกเขาต่างเปิดอกคุยกันทุกเื่ รวมถึงเื่ที่บิดามารดาของกู่เฟิงถูกทำร้ายจนได้รับาเ็สาหัสในหุบเขาต้องห้ามมาร และเสียชีวิตลงในท้ายที่สุด
"จริงสิ กระดูกราชันเซียนของเ้าถูกควักออกไปแล้ว ซ้ำตันเถียนยังถูกทำลายไปแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดเ้าจึงยังมีตบะบารมีในระดับขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นอยู่อีกเล่า?" หลินชิงชิงนึกถึงเื่นี้ขึ้นมาได้กะทันหัน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
เหล่าผู้ฝึกตนจากราชวงศ์เทียนหยวนที่ติดตามนางมาด้วย ต่างก็มองไปที่กู่เฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง พวกเขาเองก็อยากรู้คำตอบของเื่นี้เช่นกัน
เป็ที่ทราบกันดีว่า หลังจากที่ผู้ฝึกตนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำแล้ว บริเวณช่องท้องจะควบแน่นตันเถียนขึ้นมาหนึ่งดวง ซึ่งมีพลังในการรวบรวมปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายของตนเอง
หลังจากที่ตันเถียนถือกำเนิดขึ้นแล้ว มันก็คือส่วนที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกตน หากมันถูกทำลาย รากฐานการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดก็จะแหลกสลายตามไปด้วย และกลายเป็เพียงเศษสวะในท้ายที่สุด
หากกู่เฟิงถูกกู่เว่ยทำลายตันเถียนไปแล้วจริง ๆ ต่อให้ตบะบารมียังไม่สูญหายไปทั้งหมด ก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะยังมีตบะบารมีในระดับขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นหลงเหลืออยู่
"หากข้าบอกว่าพวกเขายังไม่ได้ทำลายตันเถียนของข้า เ้าจะเชื่อหรือไม่?" กู่เฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ข้าก็เดาไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็เช่นนี้ มิฉะนั้นเ้าจะยังคงตบะบารมีเอาไว้ได้อย่างไร" หลินชิงชิงพยักหน้า นางเข้าใจผิดคิดว่าตนเองเดาความจริงได้ถูกต้อง
เมื่อกู่เฟิงเห็นเช่นนั้น ก็ลอบถอนหายใจด้วยความจนใจ ไม่ได้พบกันตั้งห้าปี นางยังคงไร้เดียงสาและน่ารักเช่นเดิมเลยจริง ๆ
หลังจากนั้น กู่เฟิงก็ถ่ายเทพลังิญญาให้หลินชิงชิงต่อไป ด้วยความช่วยเหลือจากพลังิญญาอันแข็งแกร่งของเขา อาการาเ็ของหลินชิงชิงก็ถูกสะกดเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
และหลังจากผ่านการต่อสู้ในครั้งนี้ กระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นภายในร่างกายของกู่เฟิงก็ยิ่งทวีความสมจริงมากยิ่งขึ้น คาดว่าอีกเพียงหนึ่งวัน กระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นนี้ก็น่าจะควบแน่นออกมาได้อย่างสมบูรณ์
กู่เฟิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังต่อกระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นที่กำลังจะปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขามีลางสังหรณ์ว่า ในชั่วขณะที่กระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นนี้ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ มันจะนำพาวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะจินตนาการมาให้แก่เขา
"หลังจากนี้เ้าตั้งใจจะไปที่ใดต่อ?" หลังจากที่กู่เฟิงช่วยสะกดอาการาเ็ของหลินชิงชิงไว้ได้แล้ว เขาก็ชักฝ่ามือกลับและเอ่ยถามขึ้น
"เ้าไปที่ใดข้าก็จะไปที่นั่นด้วย ถึงอย่างไรข้าก็ไม่กลับไปยังราชวงศ์เทียนหยวนแล้ว" หลินชิงชิงตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด
เมื่อเหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายนางได้ยินเช่นนั้น ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาถูกราชครูส่งมาคุ้มครองหลินชิงชิง ภารกิจของพวกเขาคือการปกป้ององค์หญิงให้ปลอดภัย
เดิมทีพวกเขายังมียอดฝีมือในขอบเขติญญาก่อกำเนิดอีกหนึ่งคน ทว่าในระหว่างที่หลบหนีออกจากราชวงศ์เทียนหยวน พวกเขากลับถูกยอดฝีมือที่หลินหวังส่งมาปิดล้อมเอาไว้ เขาจึงนำกลุ่มยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำเป็ฝ่ายบุกโจมตีก่อน เพื่อฉีกวงล้อมเปิดทางหนีให้แก่องค์หญิง
ดังนั้น ผู้คุ้มกันของหลินชิงชิงที่เหลือรอดอยู่ จึงมีเพียงผู้ฝึกตนในระดับขอบเขตทะลวงิญญาเท่านั้น
พวกเขามีความจงรักภักดีต่อองค์หญิงอย่างหาที่สุดมิได้ แต่สำหรับกู่เฟิงที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แต่จากการแสดงออกที่องค์หญิงมีต่อกู่เฟิง พวกเขาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจและเดาความรู้สึกที่องค์หญิงมีต่อกู่เฟิงได้ในทันที
การที่นายน้อยแห่งสำนักจันทร์โลหิตที่กำลังจะขึ้นรับตำแหน่งหมายปององค์หญิง แต่องค์หญิงกลับแอบหนีออกมาเช่นนี้ ก็นับว่าต้องแบกรับความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว
หากเฟิงเฉิงอันแห่งสำนักจันทร์โลหิตรู้ว่าองค์หญิงมีชายที่พึงใจอยู่ภายนอก ถึงขั้นดั้นด้นหนีจากราชวงศ์เทียนหยวนมาพบหน้ากันล่ะก็ หากเป็เช่นนั้น ราชวงศ์เทียนหยวนคงหนีไม่พ้นภัยพิบัติเืตกยางออกเป็แน่!
"ก่อนหน้านี้กู่ฉินขุดโลงศพท่านพ่อท่านแม่ของข้าขึ้นมา แต่กลับพบว่าภายในโลงศพไม่มีร่างท่านพ่อท่านแม่ของข้าอยู่เลย ข้าสงสัยว่าพวกท่านอาจจะยังไม่ตาย และมีความเป็ไปได้สูงมากที่พวกท่านจะอยู่ในหุบเขาต้องห้ามมาร ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะเข้าไปข้างในสักหน่อย"
"ที่นั่นอันตรายเกินไป หากพวกเ้าตามข้าเข้าไปอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ พวกเ้ารอข้าอยู่ข้างนอกจะดีกว่า"
เดิมทีกู่เฟิงตั้งใจจะปฏิเสธหลินชิงชิง ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากหลินชิงชิงกลับไปยังราชวงศ์เทียนหยวน นางก็จะต้องถูกบังคับให้แต่งงาน เขาจึงตกลงที่จะพานางไปด้วย เพียงแต่หุบเขาต้องห้ามมารแห่งนี้อันตรายเกินไป หากเขาพาหลินชิงชิงเข้าไปด้วย เมื่อเกิดเื่อันตรายขึ้น เขาคงยากที่จะดูแลนางได้อย่างทั่วถึง
"ไม่ได้ ข้าจะเข้าไปกับเ้าด้วย" หลินชิงชิงเป็คนดื้อรั้น ขอเพียงเป็เื่ที่นางตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนางได้
"อีกอย่าง อยู่ข้างนอกนี่ก็ใช่ว่าจะไม่อันตรายเสียหน่อย หากข้ารอเ้าอยู่ข้างนอกแล้วบังเอิญพบกับสัตว์ิญญาเข้าอีกจะทำอย่างไร?"
คำพูดของหลินชิงชิงแทงใจดำกู่เฟิงเข้าอย่างจัง ทำให้คำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากของเขาต้องถูกกลืนกลับลงคอไป
"ตกลง ข้าพาเ้าเข้าไปด้วยก็ได้ แต่เ้าต้องรับปากข้าก่อนนะว่า จะไม่ห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว"
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กู่เฟิงก็พยักหน้าตอบรับหลินชิงชิง
"วางใจเถอะ ข้าไม่วิ่งเพ่นพ่านไปไหนแน่นอน"
"ความแข็งแกร่งของพวกเ้าอ่อนด้อยเกินไป พวกเ้ารอข้าอยู่ข้างนอกนี่แหละ หากตามเข้าไปก็รังแต่จะเป็ตัวถ่วงเสียเปล่า ๆ " เมื่อหลินชิงชิงพูดจบ นางก็ดึงแขนของกู่เฟิงและวิ่งตรงไปยังหุบเขาต้องห้ามมารราวกับภูตน้อยผู้ร่าเริง
"องค์หญิง..." เหล่าผู้คุ้มกันที่รับหน้าที่คุ้มครองหลินชิงชิงต่างมองดูแผ่นหลังขององค์หญิงที่ค่อย ๆ หายลับเข้าไปในพงไพร แม้ในใจอยากจะตามไปคุ้มครอง แต่พวกเขาก็ไม่มีความกล้ามากพอ
ชื่อเสียงอันเลื่องลือของหุบเขาต้องห้ามมารพวกเขาเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง ย่อมรู้ดีว่าด้วยตบะบารมีของพวกเขา หากเหยียบย่างเข้าไปภายในนั้น โอกาสที่จะไม่ได้กลับออกมาแบบมีชีวิตมีมากถึงแปดในสิบส่วน ทว่าหากองค์หญิงเป็อะไรไป พวกเขาก็คงต้องรับโทษหนักเช่นกัน
"ชายหนุ่มผู้นั้นมีความแข็งแกร่งมากนัก องค์หญิงตามเขาเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมารก็ใช่ว่าจะมีอันตรายเสมอไป พวกเรารออยู่ที่นี่อย่างใจเย็นเถิด นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว"
"ตกลง เอาตามนี้แล้วกัน"
เหล่าผู้คุ้มกันบรรลุข้อตกลงกันได้อย่างรวดเร็วว่า จะไม่ตามองค์หญิงเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมาร และจะปักหลักรออยู่ที่เดิม จากนั้น พวกเขาก็หันไปสนใจซากศพของวัวทมิฬเขาเหล็ก
วัวทมิฬเขาเหล็กตัวนี้มีตบะบารมีอยู่ในระดับขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นต้น หากได้กินเนื้อของวัวทมิฬเขาเหล็กเข้าไป ไม่เพียงแต่จะอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังสามารถดูดซับแก่นแท้ที่อัดแน่นอยู่ในเืเนื้อเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้อีกด้วย
พวกเขารีบชำแหละซากศพของวัวทมิฬเขาเหล็กอย่างรวดเร็ว ก่อกองไฟต้มน้ำแกงและย่างเนื้อ ควันไฟลอยคลุ้งขึ้นสู่เบื้องบน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมอันสุขสบายของราชวงศ์มาอย่างยาวนาน ไม่เคยออกมาเผชิญโลกภายนอก จึงขาดทักษะในการเอาชีวิตรอดในป่าเขา
พวกเขาหารู้ไม่ว่า การก่อกองไฟย่างเนื้อสัตว์ิญญาในเทือกเขาอันตรายที่ความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามานั้น เป็การดึงดูดให้สัตว์ิญญาที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวตามกลิ่นมาได้อย่างง่ายดาย
ประสาทััการรับกลิ่นของสัตว์ิญญาน่าสะพรึงกลัวเป็อย่างยิ่ง ต่อให้อยู่ห่างออกไปไกลนับสิบลี้ ก็ยังสามารถดมกลิ่นหอมหวนที่โชยมาจากเืเนื้อของสัตว์ิญญาได้
สวบ สวบ...
เสียงฝีเท้าอันหนาแน่นดังแว่วมาตามสายลมจากแดนไกล ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด เสียงนั้นกลับดังก้องกังวานอย่างชัดเจน เหล่าผู้ฝึกตนจากราชวงศ์เทียนหยวนกำลังแทะเนื้อต้นขาอันหอมฉุยของวัวทมิฬเขาเหล็กอย่างเอร็ดอร่อย โดยหารู้ไม่ว่าวิกฤตกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!...
ทันใดนั้น พยัคฆ์ขนครามที่มีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนับสิบตัวก็กระโจนออกมาจากมุมมืด นอกจากนี้ยังมีพยัคฆ์ขนครามอีกหนึ่งตัวที่แผ่กลิ่นอายระดับขอบเขติญญาก่อกำเนิดออกมา มันยืนอยู่บนเนินเขา จ้องมองเนื้อที่ถูกย่างจนเหลืองกรอบน่ากิน น้ำลายสอที่มุมปากด้วยความตะกละตะกลาม
มันและวัวทมิฬเขาเหล็กตัวเต็มวัยตัวนี้เป็ศัตรูคู่อาฆาตกัน มันปรารถนาที่จะได้ลิ้มรสเืเนื้อของวัวทมิฬเขาเหล็กมานานแล้ว มันไม่รู้หรอกว่ามนุษย์ที่อ่อนแอกลุ่มนี้สามารถสังหารวัวทมิฬเขาเหล็กได้อย่างไร แต่มันไม่ได้ใส่ใจเื่เ่าั้
"แย่แล้ว!" เหล่าผู้ฝึกตนที่กำลังกินอาหารอย่างตะกละตะกลาม เมื่อเห็นพยัคฆ์ขนครามอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานเข้ามาสังหารจากทั่วทุกสารทิศ แต่ละคนก็ถึงกับใจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาเป็เพียงผู้ฝึกตนในระดับขอบเขตทะลวงิญญาเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงพยัคฆ์ขนครามระดับขอบเขตแก่นทองคำที่แสนดุร้ายอำมหิตเหล่านี้ พวกเขาถึงขั้นไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนีเอาชีวิตรอด
"พวกสัตว์เดรัจฉาน ไปลงนรกเสียเถอะ!" ใน่วิกฤตความเป็ความตายนั้นเอง แรงกดดันอันมหาศาลที่อยู่เหนือพยัคฆ์ขนครามทั้งหมดก็พลันกดทับลงมา ชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะสีดำพุ่งทะยานมาจากแดนไกลราวกับลูกศรดาราพุ่งทะลวงจันทรา ทะลวงร่างอันใหญ่โตของพยัคฆ์ขนครามไปทีละตัว ๆ
ฉัวะ!
พยัคฆ์ขนครามระดับขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นต้นตัวนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกชายวัยกลางคนใช้ฝ่ามือซัดเข้าที่ศีรษะจนสิ้นใจตายอย่างเคียดแค้น ฝูงพยัคฆ์ขนครามที่ดูน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าชายสวมชุดเกราะผู้นี้ พวกมันก็เป็เพียงฝูงมดปลวกที่ไร้ตบะบารมี ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้านแม้แต่น้อย
"ท่าน... แม่ทัพหวังอวิ๋น!" เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนจากราชวงศ์เทียนหยวนเห็นตัวตนของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน พวกเขาทั้งหมดก็คุกเข่าลงกับพื้น
แม่ทัพหวังอวิ๋นผู้นี้ คือแม่ทัพที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่เจ็ดจากบรรดาแม่ทัพทั้งหมดของราชวงศ์เทียนหยวน เขามีตบะบารมีอยู่ในระดับครึ่งก้าวขอบเขตสามตำหนัก การสังหารยอดฝีมือขอบเขติญญาก่อกำเนิดนั้นง่ายดายราวกับการเชือดไก่ก็ไม่ปาน
ฟุ่บ...
รองแม่ทัพของแม่ทัพหวังอวิ๋นนามว่าหยางจวิ้นก็รีบตามมาสมทบเช่นกัน เขายืนอยู่เื้ัแม่ทัพหวังอวิ๋น ก้มหน้ามองเหล่าผู้ฝึกตนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
"องค์หญิงอยู่ที่ใด?" หยางจวิ้นมองข้ามเหล่าผู้ฝึกตนกลุ่มนี้ไป น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบถึงกระดูก
"องค์หญิง... องค์หญิงติดตามจอมยุทธ์หนุ่มผู้หนึ่งเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมารแล้วขอรับ" เหล่าผู้คุ้มกันตัวสั่นเทา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รวบรวมความกล้าและเอ่ยอธิบาย
"เื่มันเป็มาอย่างไรกันแน่?" หยางจวิ้นขมวดคิ้ว เอ่ยถามเค้น
เมื่อผู้คุ้มกันได้ยินเช่นนั้น เขาก็เล่าเื่ราวความเป็มาทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด เมื่อเขาได้ยินว่ากู่เฟิงใช้เจดีย์สีทองขนาดเล็กสังหารวัวทมิฬเขาเหล็กตัวเต็มวัย ภายในใจของเขาก็พลันตกตะลึงไปพร้อม ๆ กับมีประกายแห่งความละโมบพาดผ่านในส่วนลึกของดวงตา
"ท่านแม่ทัพ หุบเขาต้องห้ามมารได้ชื่อว่าเป็สถานที่ที่อันตรายยิ่งนัก พวกเราต้องรีบตามไปโดยเร็ว เพื่อไม่ให้องค์หญิงเกิดอันตรายจนเสียการใหญ่" หยางจวิ้นซ่อนความละโมบเอาไว้ในใจ ก่อนจะประสานมือคารวะแม่ทัพหวังอวิ๋นที่อยู่เบื้องหน้าและเอ่ยขึ้น
"อืม" แม่ทัพหวังอวิ๋นพยักหน้าเงียบ ๆ ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมาร มุ่งตรงไปยังทิศทางที่กู่เฟิงและหลินชิงชิงหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
"ของวิเศษสายโจมตีอันลึกลับชิ้นนั้น ข้าจะต้องแย่งชิงมันมาให้ได้" หยางจวิ้นแสยะยิ้มเ็า ก่อนจะพุ่งทะยานตามแม่ทัพหวังอวิ๋นเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมาร
หลังจากที่พวกเขาจากไปไกลแล้ว เหล่าผู้ฝึกตนจากราชวงศ์เทียนหยวนกลุ่มนี้จึงค่อยรู้สึกโล่งใจราวกับยกูเาออกจากอก แต่ละคนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นราวกับหมดเรี่ยวแรง
"แม่ทัพหวังอวิ๋นเป็คนของหลินหวัง องค์หญิงคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของพยัคฆ์ร้ายเสียแล้ว"
"เฮ้อ ข้าเดาว่าราชครูที่ช่วยให้องค์หญิงหนีรอดออกมาได้ ก็คงต้องพบกับปัญหาใหญ่เช่นกัน ถึงอย่างไรศัตรูคู่อาฆาตของราชครูก็คงไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน"
ผู้คุ้มกันกลุ่มนี้ล้วนเป็คนที่ราชครูไว้ใจได้ มิฉะนั้นคงไม่ถูกส่งมาเพื่อคุ้มครองหลินชิงชิง พวกเขาเป็ห่วงราชครูเป็อย่างมาก เกรงว่าแม่ทัพถัง ศัตรูคู่อาฆาตของราชครูจะฉวยโอกาสนี้มาจัดการกับราชครู
...
กู่เฟิงและหลินชิงชิงที่ข้ามผ่านเทือกเขาและเดินเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามมาร โดยไม่รู้เลยว่ายอดฝีมือที่ราชวงศ์เทียนหยวนส่งมา กำลังเข้าใกล้พวกเขาอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้หยางจวิ้นยังหมายตาเจดีย์สีทองขนาดเล็กอันลึกลับของกู่เฟิงอีกด้วย หากกู่เฟิงถูกพวกเขาตามทัน ผลลัพธ์ย่อมเลวร้ายจนไม่อาจจินตนาการได้อย่างแน่นอน