ทางด้านขบวนเดินทางสู่ต้าฉินไม่ใช่ขบวนใหญ่โตอะไรเนื่องจากขบวนหลักได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วจิ้งหวางที่รั้งอยู่ที่เหลียนพร้อมกับองครักษ์ยี่สิบนายบวกกับหนานกงฉางเซินกับหลานสาวและบ่าวอีกสองคนรวมเป็๒๕ ชีวิต หากรวมสารถีที่ขับรถม้าแต่ละคันเข้าไปด้วยก็มีทั้งสิ้น ๓๔ คน
ขบวนเดินทางวางผังแบบประกอบหัวท้ายคือองครักษ์สิบนายขี่ม้าเป็แถวตอนสองแถวนำหน้าขบวน ตามด้วยรถม้าที่ประทับของจิ้งหวางรถม้าของฝูอวี้ฉยงและบ่าวคนสนิท รถม้าของหนานกงฉางเซิน รวมทั้งรถม้าสัมภาระอีก ๖คัน ปิดท้ายขบวนด้วยองครักษ์อีกสิบนายขี่ม้าตั้งแถวตอนสองแถวออกเดินทางจากฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงั้แ่ต้นยามซื่อ [1]
ห่างจากประตูเมืองตะวันออกสามลี้เป็ที่ตั้งของตำบลเหิงเป็เขตูเาิจงซึ่งมีฮวงจุ้ยชั้นดีในการตั้งสุสาน พื้นที่ั้แ่ด้านล่างถึงเนินบนูเาจึงเต็มไปด้วยสุสานของผู้คนนับพันโดยแบ่งระดับความสูงเอาไว้ตามแต่ฐานะ ยิ่งจุดที่พลังปราณธาตุเข้มข้นยิ่งถูกสงวนไว้เฉพาะชนชั้นขุนนาง
ซึ่งหลุมศพของฝูอวี้หลางและหนานกงหลิวอิงก็ต่างตั้งอยู่ในเขตของขุนนางทั้งสิ้น
ฝูอวี้ฉยงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นไม้ที่นางใช้อยู่เป็ประจำน้าชายเป็ผู้เข็นรถของนางขึ้นมาตามทางลาดขึ้นเขาจนมาหยุดอยู่ที่เขตสุสานขุนนางซึ่งมีอยู่หลายสิบหลุมด้วยกันโดยมีจิ้งหวางเดินตามขึ้นมาด้วย ขณะที่คนอื่น รั้งอยู่ที่ขบวนด้านล่างซึ่งมีศาลเ้าเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
ดวงตากลมมองจ้องไปยังหลุมศพเนินหลังเต่าสองหลุมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก่อสร้างแท่นสุสานด้านหน้าหลุมทรงหลังเต่าไว้อย่างพิถีพิถันสมกับฐานะของผู้ที่สถิตอยู่เื้ัป้ายิญญาของคนทั้งสองสร้างขึ้นจากหินอ่อนขาวเหลือบประกายทองคำ หน้าป้ายทั้งสองมีติ่ง[2]สำริดสามขาวางอยู่เคียงคู่กันด้านข้างหลุมศพของคนทั้งสองมีต้นไห่ถางต้นใหญ่อายุหลายร้อยปีกำลังออกดอกสีชมพูขาวจนเต็มต้นแม้จะเข้าฤดูร้อนมาแล้วแต่ดอกไห่ถางบนเขาิจงกลับยังบานสะพรั่งท้าแดดท้าลมอย่างงดงาม
แม้บิดาจากไปก่อนนางลืมตาดูโลกมารดาเองก็เสียชีวิตไปก่อนที่นางจะจำความอะไรได้แต่ความรักความผูกพันทางสายเืย่อมส่งต่อถึงกันโดยไม่ต้องรู้จักหรือพูดจาซูเฉี่ยนมักเล่าเื่ของบิดาและมารดาให้นางฟังอยู่เสมอแม้ไม่เคยพบหน้าแต่นางก็มีภาพร่างของคนทั้งสองอยู่ในใจ
แม้การเดินทางและขึ้นเขามาจะค่อนข้างลำบากแต่ทุกปีเมื่อถึงเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษนางก็ต้องมาที่นี่พร้อมแม่นมและจิงเว่ยอยู่เสมอๆ แต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่นางไม่มีอาการเหนื่อยล้าและรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนครั้งที่แล้วๆ มา ขลุ่ยไผ่ที่เหอวั่งมอบไว้ให้นางมีคุณวิเศษเกินกว่าที่นางคาดคิดเอาไว้หากได้ขลุ่ยวิเศษนี้มานานกว่านี้นางคงมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนหลุมศพของบิดามารดาบ่อยครั้งกว่าที่เป็พอร่างกายของนางแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมก็ถึงคราวต้องจากลาแคว้นเหลียนไปอีก
การมาเยือนครั้งนี้จึงอาจเป็ครั้งสุดท้ายของนางลึก ๆ จึงรู้สึกใจหายจนไม่อาจพูดคำใดออกมา ทำได้เพียงบอกลาคนทั้งสองในใจ
ขณะที่หนานกงฉางเซินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้รถเข็นเห็นหลานสาวเงียบไปก็นึกสงสารชายหนุ่มมองไปที่หลุมศพของพี่สาวและพี่เขย ก่อนจะก้าวไปหยุดด้านหน้าและทรุดลงนั่งคุกเข่าสองมือประสานพร้อมเอ่ยสัตย์สาบานที่หนักแน่นมั่นคง
“ขอพวกท่านจงวางใจข้าจะดูแลปกป้องเสี่ยวฉยงให้ดี จะไม่ให้นางต้องได้รับความทุกข์กายทุกข์ใจใดอีกหวังว่าิญญาของพวกท่านในปรโลกจะหมดห่วงหมดกังวล”
“กลับกันเถอะเดี๋ยวข้าเข็นรถให้เสี่ยวฉยงเอง” จิ้งหวางซึ่งเดินตามมาั้แ่แรกพูดขึ้นแล้วเดินไปจับที่จับทั้งสองข้างหลังรถเข็นไม้ที่เด็กหญิงนั่งอยู่ขณะลงมาจาก้าเด็กน้อยก็เหลือบกลับไปมองภาพเื้ัราวกับ้าจะเก็บรายละเอียดตรงหน้าไว้ในความทรงจำ
สรรพสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนผันจากท้องทะเลกลายเป็ทุ่งหม่อน จากพบพานก็กลายเป็ลาจาก
หากขุนเขาเขียวยังตั้งตระหง่านแม่น้ำก็ยังคงหลั่งไหล
บางสิ่งแปรเปลี่ยนบางสิ่งยืนหยัดดำรงอยู่
สิ่งใดคือสัจธรรมแท้จริงเด็กน้อยก็ตอบตนเองไม่ได้
หรือแท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดเลยกันแน่แม้แต่สัจธรรมก็เป็เพียงภาพฝันก็เท่านั้นเอง
-----------------
การเดินทางเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงโดยมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกแคว้นเหลียนตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของทวีปผีโจว ด้านซ้ายติดกับมหาสมุทรตันไห่ด้านเหนือติดกับสันเขาวาตะ ด้านตะวันออกติดกับแคว้นฉินส่วนด้านใต้ติดกับแคว้นจ้าว โดยมีจุดของสามแคว้นอยู่ตรงด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเหลียนตรงตำบลฟาง
ระยะทางจากเมืองหลวงแคว้นเหลียนถึงเมืองหลวงแคว้นฉินใช้เวลาเดินทางราว๑๐ วันแต่เนื่องจากขบวนรถม้าครั้งนี้เพิ่มรถม้าสำหรับขนทรัพย์สินและสัมภาระของฝูอวี้ฉยงอีก๖ คัน ทำให้ระยะเวลาเพิ่มขึ้นอีก ๔-๕ วันทั้งนี้ก็เพราะหนานกงฉางเซิน้าแสดงให้คนรู้ว่าหลานสาวของเขาไม่ใช่สตรีสามัญแม้นางไร้คุณสมบัติในโลกของผู้ฝึกตนแต่นางมิใช่สตรีอาภัพยากจนทั้งยังมีทรัพย์สมบัติมากมาย จวนผิงโหวดูแคลนนางก็ช่างหากสกุลหนานกงเห็นนางไม่ต่างจากหยกชั้นหนึ่ง
รถม้าที่ฝูอวี้ฉยงนั่งก็เป็รถม้าคันใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งสามคันที่ใช้โดยสาร
ขนาดของมันใหญ่จนต้องเทียมม้าถึง๔ ตัวแม้ภายนอกดูแปลกตาแต่ภายในกลับตกแต่งอย่างประณีต เบาะนั่งด้านในสุดกว้างราวสามฉื่อยาวราวหกฉื่อ ส่วนเบาะข้างทั้งสองก็กว้างยาวไม่แพ้กันบนพื้นรถปูด้วยพรมขนสัตว์ชั้นดี มีโต๊ะเล็กสำหรับเขียนหนังสือวางไว้หนึ่งตัว มุมนอกสุดทางซ้ายใกล้ประตูรมีชั้นวางของที่สร้างขึ้นสำหรับวางในรถคันนี้โดยเฉพาะบนชั้นวางมีเตาเผากำยาน หนังสือ และกล่องใส่ของวางไว้อย่างเป็ระเบียบหน้าต่างสองบานซ้ายขวาก็มีใหญ่โตทั้งยังมีประตูเปิดปิดอีกด้วย
“ดื่มชาจวี๋ฮวาหน่อยเ้าค่ะจะช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนลงได้” จิงเว่ยส่งถ้วยชาดอกเบญจมาศให้กับผู้เป็นายอย่างระวังแม่นมซูมองนายน้อยอย่างเป็ห่วงเดิมทีอาการของคุณหนูดีขึ้นกว่าเดิมมากแต่พอต้องนั่งรถม้าเดินทางไกลเป็ระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ โดยไม่หยุดพัก ทำให้โรคเก่าของคุณหนูกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
่แรกเพราะยังมีระยะทางสั้น ๆ เลยยังไม่มีอาการจนเมื่อเดินทางออกจากูเาิจง คุณหนูน้อยก็เริ่มวิงเวียนจนต้องเอนกายพักผ่อนยามตื่นขึ้นมาอาการก็บรรเทาลงจนเกือบเป็ปกติหากรถม้าที่ยังเดินทางต่อนั้นก็ทำให้อาการที่คล้ายจะหายไปกลับปะทุขึ้นมาอีก
วนเวียนกันไปมาเช่นนี้จนล่วงเข้าวันที่เจ็ดของการเดินทางสมุนไพรที่ติดตัวมารวมทั้งเทียบยาที่คุณหนูห้ามอบให้ตอนมาส่งที่ประตูเมืองต่างถูกหยิบออกมาใช้ผลัดเปลี่ยนกันหลายขนานส่วนใหญ่ก็แค่บรรเทาให้อาการทุเลาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้รักษาให้หายขาด
แม่นมซูเห็นสีหน้าซีดเซียวของคุณหนูแล้วก็นึกสงสาร นางเหลือบมองแหวนหยกเขียวที่สวมติดกายมาหลายปีด้วยสายตาแน่วแน่ยามเมื่อลืมตาก็พบว่าจิตของตนเข้ามาอยู่ภายในแหวนจัดเก็บแล้ว
แหวนจัดเก็บวงนี้ถือสมบัติเวทระดับหวงขั้นกลางเป็ของล้ำค่าที่มีความแตกต่างจากแหวนจัดเก็บระดับเดียวกัน เนื่องจากเ้าของเดิมได้ปรับแต่งบางอย่างภายในทำให้มันดูพิเศษมากขึ้นในแหวนวงนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็สองส่วนคือส่วนหน้าและส่วนหลังลักษณะส่วนหน้าดูคล้ายกับห้องขนาดเล็กกว้างยาวราวด้านละห้าฉื่อเป็พื้นที่ที่แม่นมซูสามารถใช้งานได้นางจึงใช้เป็ที่เก็บสัมภาระและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของคุณหนู ซ้ายขวาของห้องล้วนจัดวางข้าวของอย่างเป็ระเบียบ
หากส่วนหลังของพื้นที่กลับมีบานประตูสลักอักษรอวี้ขวางทางไว้ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็ส่วนสำคัญที่ทำให้แหวนจัดเก็บมีความพิเศษกว่าแหวนระดับเดียวกันรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อเ้าของที่แท้จริงได้ผูกพันธะสัญญากับมันประตูอวี้บานนี้ก็จะสามารถเปิดออกได้
เดิมทีแหวนหยกเขียววงนี้เป็ของหนานกงหลิวอิงนางสวมมันติดกายไว้ตลอดเวลาจนก่อนที่นางจะสิ้นลมได้สองวันก็ได้สั่งเสียข้อความสำคัญที่แม่นมซูมิกล้าหลงลืมเห็นประตูอักษรอวี้ตรงหน้าก็ทำให้หวนนึกถึงเื่ราวครั้งก่อน
‘เสี่ยวฉยงชีพจรเสียหายมิอาจฝึกปราณ สักวันชีพจรคงเหือดแห้งตีบตัน แหวนหยกเขียววงนี้ประทับอักขระไว้จึงสามารถดูดซับปราณจากผู้สวมไว้ได้ั้แ่คลอดเสี่ยวฉยงออกมาข้าได้ถ่ายทอดปราณของตนเข้าไปหล่อเลี้ยงอักขระโดยตลอดแต่ดูท่าหน้าที่นี้คงต้องพึ่งเ้าสานต่อแล้ว’
‘หมายความอย่างไรเ้าคะหรือการประทับอักขระจะทำให้คุณหนูสามารถใช้แหวนวงนี้ได้’ซูเฉี่ยนมาจากแคว้นหนึ่งดาวเล็ก ๆ วิชาความรู้ก็เล่าเรียนมาจากสำนักหลักของแคว้นขอบเขตความรู้จึงไม่อาจเทียบเท่านายหญิงที่มาจากสำนักระดับสองดาวครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่นางได้ยินเื่ราวเช่นนี้
‘เมื่ออักขระหลังประตูดูดซับปราณจนเต็มมันก็จะมีพลังเวทหล่อเลี้ยงในตัวของมันเอง เพียงเสี่ยวฉยงหยดโลหิตผูกพันธะกับมันนางจะสามารถเปิดประตูอักษรอวี้ในแหวนได้ และสามารถใช้สิ่งของภายในได้ตามใจปรารถนาทว่าพลังเวทก็จะค่อย ๆ เหือดหายไปเรื่อย ๆ’
‘บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะนายหญิงโปรดวางใจ’
‘ข้าเพียงหวังว่าหากเสี่ยวฉยงประสบเภทภัยใดก็พอจะมีเกราะคุ้มภัยช่วยนางได้ยามฉุกเฉินก็เท่านั้น’
ซูเฉี่ยนนึกย้อนถึงคำสั่งของนายหญิงก็นึกเศร้าใจนางรับรู้ได้ถึงความรักและความห่วงใยที่นายหญิงมีต่อคุณหนูก่อนตายนายหญิงได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบเื่แหวนหยกเขียวเป็หนึ่งเื่ที่ซูเฉี่ยนรับหน้าที่สานต่อ มิหนำซ้ำวาระสุดท้ายของชีวิตนายหญิงยังได้สร้างประทับอักขระไว้บนกายของคุณหนูเพื่อเป็ยันต์ไม้ตายสุดท้ายเผื่อไว้หากคุณหนูพบเจออันตรายถึงแก่ชีวิต
ฐานะผู้บำเพ็ญโอสถถือว่าสูงส่งกว่าผู้ฝึกตนหนึ่งขั้น
หากฐานะผู้ประทับอักขระกลับสูงกว่าผู้บำเพ็ญโอสถอีกหนึ่งขั้น
วันวานซูเฉี่ยนย่อมไม่รู้ความจริงข้อนี้จนเวลาผ่านพ้นมาหลายปีนางจึงเพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงนายหญิงของนางนั้นเป็ผู้เลิศด้วยพร์เพียงใดคิดแล้วก็ได้แต่เสียดาย หากไม่เพราะเหลียนต้าหวางบีบบังคับให้นายหญิงทุ่มพลังปราณทั้งหมดเพื่อรักษาพิษให้เขาผู้เลิศด้วยพร์นางนี้คงไม่สิ้นอายุขัยไปก่อนวัยอันควรเป็แน่
ซูเฉี่ยนกวาดตามองรอบ ๆห้องเพื่อหวังว่าจะมีสิ่งใดพอช่วยบรรเทาอาการของคุณหนูได้แต่หยุดมองอยู่หลายอึดใจก็ไม่พบสิ่งใดที่เป็ประโยชน์เลยชั้นด้านขวามีข้าวของมากมาย ทั้งกล่องเย็บปักถักร้อย มีกล่องใส่มีดใส่กรรไกรทั้งโถกำยาน ม่อเย่า เตาเผาทองเหลืองแม้แต่โถดินที่ใส่น้ำสะอาดจนเต็มก็มีถึงสามโถด้วยกันส่วนฝั่งซ้ายก็เป็หีบใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูสองหีบใหญ่ ข้าง ๆหีบมีชั้นวางสูงสามชั้น แต่ละชั้นวางกล่องใส่สมุนไพร ดอกไม้ และของบำรุงหลายอย่าง ซึ่งของในชั้นนี้นางได้ลองเพื่อใช้บรรเทาอาการคุณหนูมาหมดทุกอย่างแล้ว
“ใช้การไม่ได้สักอย่าง” ท้ายที่สุดซูเฉี่ยนก็ต้องยอมแพ้ไปและออกจากแหวนจัดเก็บอย่างเสียไม่ได้นางเหลือบมองร่างเล็กที่กำลังเท้าแขนบนหมอนใบใหญ่แล้วถามขึ้น
“เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
“เปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาเมื่อครู่ก็ดีขึ้นหน่อย”เสียงตอบดูอ่อนระโหยอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายมีจิงเว่ยที่กำลังใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆช่วยเช็ดหน้า เช็ดซอกคอเด็กน้อยให้พอรู้สึกสดชื่น
“กัดฟันทนหน่อยนะเ้าคะ เหลือระยะทางอีกแค่ครึ่งเดียวแล้ว”
อาการของฝูอวี้ฉยงยังคงเป็เช่นเดิมต่อไปจนล่วงเข้าสู่วันที่๑๒ ทุกครั้งที่พักม้าหนานกงฉางเซินจะมาดูอาการของหลานสาวอย่างเป็ห่วงเขาพยายามถ่ายทอดปราณเข้าไปเพื่อช่วยให้เืลมไหลเวียนได้ดีขึ้นแต่เพราะชีพจรยุทธ์ของอีกฝ่ายตีบตันสมบูรณ์แบบ ทำให้ไม่ต่างอันใดกับการโยนหินก้อนเล็กๆ ลงทะเล ต่อให้โยนลงไปทุกวันก็ไม่มีทางที่จะถมจนทะเลกลายเป็ผืนดินได้
หากชายหนุ่มเลือกถ่ายพลังปราณจำนวนมากเกินไปก็เกรงว่าหลานสาวจะอาการทรุดลงไปยิ่งกว่าเก่าซึ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการประคับประคองก็เท่านั้น
“วันนี้อาการเป็เช่นไรบ้าง”หนานกงฉางเซินเปิดประตูรถม้าด้านหน้า แล้วก้าวขึ้นมาบนรถอย่างรวดเร็วชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งข้าง ๆ หลานสาวที่กำลังเอนกายอยู่กับเบาะผ้าไหมมีจิงเว่ยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
“ข้าคงเริ่มชินกับรถม้าบ้างแล้วอาการวิงเวียนไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเท่าวันแรก ๆ แต่ก็ยังมีอาการอยู่เป็บางคราดีที่เมื่อวานแม่นมกับจิงเว่ยแวะซื้อเปลือกส้มตากแห้ง กับส้มเชื่อมพอเอามาชงเป็ชาเลยได้รสชาติดี มีกลิ่นหอมรสเปรี้ยวที่มีอยู่เล็กน้อยช่วยแก้คลื่นไส้ได้ทีเลยเ้าค่ะ” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาไม่ได้อ่อนแรงเช่นทุกทียามพูดถึงชาเปลือกส้มผสมชิ้นส้มเชื่อมมีความพอใจอยู่มาก
“ถ้าผ่านแถบจุดพักม้าต่อไปน้าจะลองแวะหาผลไม้เปรี้ยวให้เ้าไว้กินแก้คลื่นไส้วิงเวียนแต่วันนี้เ้าต้องอดทนสักหน่อย หลังจากแวะพักที่นี่แล้วก็จะเข้าเขตระยะเลาะป่าร้อยลี้ระยะทาง่นี้เป็ป่าดิบชื้นสองข้างทางไม่มีบ้านเรือนผู้คนใกล้รุ่งของวันพรุ่งนี้ก็คงเดินทางออกจากเส้นทางนี้ได้ อีกสองสามวันก็กลับถึงบ้านของพวกเราแล้ว” มือขาวดุจหยกวางลงบนศีรษะของหลานสาวด้วยความเอ็นดูปลายนิ้วทั้งห้าที่ัักับกระหม่อมของเด็กน้อยกำลังถ่ายปราณจำนวนหนึ่งเข้าไป เพื่อกระตุ้นให้โลหิตในร่างของอีกฝ่ายไหลเวียนได้คล่องตัว
“เ้าค่ะ”เด็กน้อยพยักหน้าให้ก่อนหลับตาลงเอนกายพักผ่อนได้อย่างวางใจแม้นางเพิ่งเจอกับน้าชายผู้นี้ได้ไม่นานแต่นางััได้ถึงความรักและความเมตตาที่เขามีให้...ยิ่งคำว่าบ้านที่ออกจากปากของเขา มันยิ่งมีความหมายต่อคนไร้ตัวตนเช่นนางอย่างมาก
แม้นางเกิดในจวนฝูแต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็อันหนึ่งอันเดียวกับสกุลฝูเลยแม้สักครั้ง
หากใจของนางกลับสั่นสะท้านยามได้ยินคำว่าบ้านจากน้าชายความกลมเกลียวเป็หนึ่งเดียวกันก่อเกิดทั้งที่นางยังไม่เคยย่างกรายเข้าไปในที่แห่งนั้นเลยด้วยซ้ำ ในหัวได้แต่คิดถึงบ้านที่รออยู่ซ้ำไปซ้ำมาไม่นานนางก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
“วันนี้พวกเ้าดูแลนางเป็พิเศษหน่อยระยะผ่านป่าดิบชื้นเต็มไปด้วยอันตราย เส้นทางแม้เพียงร้อยลี้แต่ค่อนข้างลำบากและเดินทางได้ช้ากว่าปกติครึ่งหนึ่งเพราะฉะนั้นพวกเ้าต้องระมัดระวังให้มาก ” ก่อนเดินลงจากรถม้าไปหนานกงฉางเซินก็เอ่ยกำชับสั่งความกับสองป้าหลาน แล้วจึงเดินกลับไปที่รถม้าคันหน้าสุดซึ่งเป็รถม้าที่ประทับของจิ้งหวาง
[1]ยามซื่อ ๐๙.๐๐-๑๑.๐๐
[2]ติ่ง เป็ภาชนะชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกระถางทรงกลมมีขาตั้ง