เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 132 คนซื่อขุดหลุมฝังศพบรรพบุรุษคุณเข้าหรือไร?

            ปี 1954 โรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามประจำซางตูก่อตั้งขึ้นเจิ้งจงฝูซึ่งตอนนั้นอายุ 20 ปีได้ตอบรับคำเรียกร้องของประเทศชาติใช้เงินเก็บซื้อตั๋วรถไฟจากทางใต้มายังซางตูหนึ่งใบเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมสิ่งทอของซางตูปฏิบัติงานในโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามมานานกว่า 30 ปี

            30 ปี จากเสี่ยว [1] เจิ้งกลายเป็นเหล่าเจิ้ง

            เหล่าเจิ้งแต่งภรรยาและมีลูกอยู่ในซางตู รวมถึงลงหลักปักฐานในซางตู

            จิตวิญญาณที่กระฉับกระเฉงตอนวัยหนุ่มได้แปรเปลี่ยนเป็นไรผมสีขาวเหล่าเจิ้งมีภาระหนักหน่วงเมื่อเทียบกับพนักงานของโรงงานฝ้ายคนอื่นเขาและภรรยามีลูกด้วยกันถึง 4 คน มีเพียงคนโตที่เป็นผู้หญิงส่วนอีกสามคนเป็นผู้ชายทั้งหมด นอกจากลูกสาวที่ออกเรือนแล้วลูกชายสามคนล้วนเบียดอาศัยกับเหล่าเจิ้งและภรรยาในบ้านอัรคับแคบไม่มีใครยอมย้ายออกไป

            เนื่องจากไร้ที่ให้ย้ายไป แม้ลูกชายคนโตของเขาจะเข้าทำงานในโรงงานตั้งแต่สองปีก่อนกลายเป็นคนงานคนหนึ่งของโรงงานฝ้ายแห่งชาติแล้ว แต่ทางโรงงานกลับยังไม่ได้จัดสรรที่อยู่อาศัยให้เขา

            ชายโสดที่ยังหนุ่มแน่นจะรับการแบ่งสรรที่อยู่อาศัยทำไม เคหสถานไม่เพียงพอย่อมกระจายให้ผู้มีครอบครัวต้องดูแลก่อน

            นี่คือวัฏจักรที่ไร้ทางไปต่อพอไม่มีบ้านลูกชายคนโตของเหล่าเจิ้งก็แต่งงานไม่ได้ได้ยินมาว่าลูกชายทั้งสามคนของเขา มีผู้อื่นแนะนำคู่หมายให้กี่หนก็ไม่สำเร็จเหล่าเจิ้งเฝ้ามองลูกชายที่เคยร่าเริงจนกลับกลายเป็นเงียบขรึม ไม่ชอบยิ้มแย้มไม่ชอบพูดคุย  

            เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคือแม่ยายของเหล่าเจิ้งเพิ่งเป็นอัมพาตลูกชายลูกสาวคนอื่นไม่ยินดีปรนนิบัติดูแล ภรรยาเหล่าเจิ้งจึงพากลับบ้าน... เดิมทีในบ้านก็แน่นพอแล้วตอนนี้ 6 คนอัดอยู่ด้วยกันในห้องเดียว!

            6 คนเป็นผู้ใหญ่ แถมยังมีคนป่วยที่ต้องนอนติดเตียงทั้งวัน

            ความขัดสนด้านที่อยู่อาศัยของครอบครัวเหล่าเจิ้งไม่ได้หนักหนาแบบธรรมดา

            เหล่าเจิ้งแจ้งความลำบากของครอบครัวตนกับโรงงาน ความต้องการของเขาก็ไม่เกินสมควรต้องการเพียงเปลี่ยนบ้านเดิมของเขาซึ่งมีเพียงหนึ่งห้องนอนและหนึ่งห้องเล็กขนาดครึ่งห้องรับแขกเป็นบ้านที่ขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยแม้เป็นแค่สองห้องนอนหนึ่งห้องรับแขก สมาชิก 6 คนก็อาศัยได้

            “ผมไม่ต้องการเพิ่มความยุ่งยากให้โรงงาน เมื่อก่อนในบ้านก็เบียดด้วยผู้ใหญ่สองคนกับเด็กอีก 4 คน ผมเคยขออะไรหรือ? แต่ตอนนี้พวกลูกๆเขาเติบโตแล้ว แม่ยายก็เป็นอัมพาตจะทิ้งไว้ข้างนอกคงไม่ได้ ผู้ใหญ่ 6 คนอาศัยในห้องนอนเดียวได้หรือ? เปลี่ยนเป็นสองห้องนอนหรือแบ่งบ้านหลังเล็กให้ก็ได้ผมจะได้ให้เจ้าลูกชายคนโตย้ายออกไปแต่งงานเสียที!”

            ใช่ ความต้องการของเหล่าเจิ้งไม่เกินความสมควรจริงๆ

            เขามีลูกสี่คนก็มิใช่ความผิด สมัยนั้นรัฐยังไม่ได้ประกาศขอความร่วมมือในการวางแผนมีบุตร

            ลูกชายคนโตของเหล่าเจิ้งทำงานในโรงงานเหมือนกัน หากไม่ได้รับการจัดสรรบ้านด้วยสภาพบ้านของเหล่าเจิ้งนั้นชาตินี้อย่าคิดว่าจะหาสตรีที่ยินยอมแต่งงานด้วยได้เลยแต่งเข้าบ้านแล้วจะอาศัยตรงไหนเล่า ทั้งครอบครัวของเหล่าเจิ้งสามารถเบียดเสียดในห้องเดียวกันนั่นก็เป็นเพราะพวกเขาคือเครือญาติมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่ภรรยาจะอาศัยกับพ่อสามีในห้องเดียวกันได้หรือ?

            คำร้องขอไม่เกินควร ทางโรงงานเองเห็นใจไม่น้อยจึงประชุมว่าจะแก้ไขความลำบากในการดำรงชีวิตของพนักงานเก่าแก่ผู้นี้

            โควตาสิบจำนวนของการจัดสรรที่อยู่อาศัยหนนี้หยวนหงกังคิดว่าควรมอบแก่ครอบครัวเจิ้งจงฝูหนึ่งหลัง เกริ่นขึ้นในที่ประชุมคนอื่นๆ ไม่มีใครคัดค้าน มีแต่ติงอ้ายเจินที่แย้งว่าไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ของโรงงาน

            “ทุกคนมีความลำบากเหมือนกันหมด เจอปัญหาก็ต้องโยนให้โรงงานจัดการหรือ? ไม่ควรจัดสรรที่อยู่อาศัยให้คนงานโสดนะ มีคนอีกมากมายในโรงงานอาศัยหอพักเดียวกันคนอื่นอยู่ได้ ลูกชายคนโตของบ้านเจิ้งจงฝูจะอยู่ไม่ได้เชียวหรือ? รอแต่งงานก่อนค่อยจัดสรรตามคุณสมบัติก็ยังทัน แบบนี้ถึงจะไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์เป็นคนหนุ่มสาวก็อย่าอ่อนแอเกินไป ไม่ควรคิดจะได้อะไรสูงสุดในชั่วพริบตาเดียว!”

            ฟังดูแล้วช่างมีเหตุหล

            แต่ไม่ได้แก้ไขความลำบากของครอบครัวเหล่าเจิ้งแม้แต่น้อย

            ให้ลูกชายเหล่าเจิ้งอาศัยหอพักนั้นไม่มีปัญหาทว่าพลาดการจัดสรรคราวนี้แล้ว ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรทางโรงงานถึงจะมีโควตาใหม่

            ผู้อำนวยการติงวาจาเด็ดขาดผ่าเผย แต่การกระทำใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน

            ส่วนโควตาสองหลังที่เธอพยายามชิงกลับโน้มน้าวตามเกณฑ์ได้แท้จริงแล้วความต้องการของสองครัวเรือนนั่นยังห่างไกลจากความต้องการเร่งด่วนอย่างครอบครัวของเจิ้งจงฝูอยู่มากหลายคนเข้าใจดีว่าติงอ้ายเจินจงใจทำลายเรื่องของเจิ้งจงฝู ใครใช้ให้เจิ้งจงฝูเคยทำติงอ้ายเจินขุ่นเคืองเมื่อครั้งยังเยาว์วัยกันเล่า?

            ติงอ้ายเจินเป็นพวกผูกพยาบาท พอเกิดความแค้นขึ้นก็กินเวลาถึงยี่สิบปี! หยวนหงกังต้องการเจรจาแทนเหล่าเจิ้ง ทว่าเขาก็แค่รองผู้อำนวยการโรงงาน และผู้อำนวยการโรงงานดันสนับสนุนติงอ้ายเจินน่ะสิ!

            เจิ้งจงฝูคือคนงานแสนสัตย์ซื่อสุจริตเวลานี้อยากจะเอามีดแทงติงอ้ายเจินจนตายให้ได้...ความหวังที่จะได้รับการแบ่งสรรที่อยู่อาศัยล้มเหลวอีกครั้ง ลูกชายของเขาครุ่นคิดจิตใจล่องลอยทำเรื่องผิดพลาดขณะเครื่องจักรกำลังทำงาน ทำให้มือข้างหนึ่งติดเข้าไปในเครื่องจักร

            คนถูกช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ไม่มีมืออีกแล้ว

            เหลือมือเพียงข้างเดียว แต่ภายภาคหน้ายังต้องมีชีวิตอีกหลายสิบปี! เจิ้งจงฝูผมขาวเกือบหมดภายในชั่วข้ามคืน

            เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่แค่คนของโรงงานฝ้ายที่สามที่รู้ขนาดโรงงานอื่นก็ยังได้ยินข่าวคราวด้วย

            เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวอะไรดี

            เธอสงสารในเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ครอบครัวเจิ้งจงฝูต้องเผชิญและยิ่งอัศจรรย์ใจในความอาจหาญโอหังของติงอ้ายเจินเข้าไปใหญ่—เรื่องของบ้านเจิ้งเพิ่งเกิดขึ้นสินะติงอ้ายเจินกลับไม่มีความรู้สึกผิดอยู่ในจิตใจเลยแม้แต่น้อย? จนป่านนี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ควรปฏิบัติอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวติงอ้ายเจินยังคิดจะทำให้เธอก้มหัวรับผิดทุกวิธีทางอยู่ได้

            อาจจะใช่ ติงอ้ายเจินคิดว่าเธอมาจากชนบท ไร้ซึ่งเส้นสายใดในซางตูอยากข่มเหงตามอำเภอใจก็ทำเลย

            ก็เหมือนกับคนซื่อสัตย์เช่นเจิ้งจงฝู ข่มเหงไปก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไรสินะ?

            “ลุง ลุงสอบถามเจิ้งจงฝูดูหน่อยยินดีเขียนจดหมายรายงานลงนามจริงสักฉบับหรือไม่”

            “มีประโยชน์หรือ? เรื่องนี้ว่ากันว่าเป็นการแก้เผ็ดจากติงอ้ายเจินโดยการปัดตกโควตาจัดสรรที่อยู่อาศัยของครอบครัวเจิ้งจงฝูอย่างไรเสียก็ไร้ซึ่งหลักฐาน”

            ผู้คนที่เกลียดชังติงอ้ายเจินมิใช่ไม่เคยเขียนจดหมายรายงานทว่าราวกับก้อนหินจมลงมหาสมุทร [2]

            “ได้ผลหรือไม่ ต้องดูว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรตอนนี้เจิ้งจงฝูคือผู้ที่ทุกคนเห็นอกเห็นใจ ให้เขาเป็นผู้นำยืนหยัดขึ้นบางทีอาจก่อเกิดผลลัพธ์ของการรายงานที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้”

            สำหรับการเผด็จศึกผู้ข่มเหงย่อมรอคอยได้

            หากคนพิการคือเจิ้งจงฝูยังพอยอมรับไหว แต่นี่กลับเป็นลูกชายซึ่งยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝาบ้านเจิ้งจะทนไหวได้อย่างไร! จงใจรังแกคนซื่อสัตย์คนซื่อสัตย์ไปขุดหลุมฝังศพบรรพบุรุษหรือไร ถึงสมควรต้องโดนติงอ้ายเจินข่มเหง?

            ----------------------------------------

            ขณะเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังใช้วิธีของตนในการต่อกรกับติงอ้ายเจินคังเหว่ยและเส้ากวงหรงได้นั่งรถไฟมาถึงซางตูเรียบร้อยแล้วลุงของเส้ากวงหรงส่งคนมารับที่สถานี คังเหว่ยจึงไปหาเซี่ยเสี่ยวหลานทันทีไม่ได้

            เลขาของลุงเส้าติดตามเขามาหลายปีแล้ว สนิทสนมกับเส้ากวงหรงทีเดียว

            เมื่อคังเหว่ยบอกว่าต้องการความช่วยเหลือเส้ากวงหรงไม่รบกวนลุงของเขาแม้แต่น้อย ทว่าติดต่อกับเลขาโหวโดยตรง

            แต่เส้ากวงหรงมาเยือนซางตูหนนี้ต้องไปเยี่ยมเยียนลุงของเขา...ทำไมเลขาโหวถึงยินดีช่วยเหลือน่ะหรือ แข่งอะไรก็แข่งได้ยกเว้นแข่งวาสนาเส้ากวงหรงเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านเส้า ทั้งบ้านล้วนรักใคร่เขาเหลือขนาดเลขาโหวย่อมต้องประจบ ‘คุณชายเส้า’ คนนี้อยู่แล้ว

            คังเหว่ยทำตามเลขาโหว เรียก ‘คุณชายเส้า’ อย่างมีเลศนัย เส้ากวงหรงรู้สึกอับอาย “พี่โหวพี่อย่าล้อเล่นเลย มาซางตูครั้งนี้นอกจากเยี่ยมเยียนคุณลุงแล้ว ยังมีธุระอื่นอีกเล็กน้อยจะขอให้พี่ช่วย”

            เลขาโหวผู้เคร่งขรึมทะนงตนต่อหน้าคนนอกยิ้มระรื่น “แค่คุณเรียกผมว่าพี่ชายคำเดียว ธุระของคุณจะไม่สำเร็จได้อย่างไร? ตกลง พวกคุณรีบเข้าไปพบผู้ใหญ่เถอะ”

            แม้คุณลุงเส้าจะมีตารางงานแน่นเป็นที่สุด แต่ยังหาเวลามาพบหลานชายอยู่ดี

            เขามีมิตรไมตรีต่อคังเหว่ยเช่นเดียวกัน รับประทานอาหารกับทั้งสองคนพอได้ฟังว่าเส้ากวงหรงจะพักผ่อนหย่อนใจในซางตูหลายวัน ลุงเส้าก็ยินดีปรีดา

            “ไม่อนุญาตให้ก่อเรื่อง เวลาออกไปข้างนอกก็วานเสี่ยวโหวจัดรถให้สักคัน”

            คังเหว่ยอิจฉาเหลือเกิน

            ลุงเส้าไม่เก็บซ่อนความสนิทสนมต่อหลานชายเลยแม้แต่นิดเดียวครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ความอัธยาศัยดีของอารองที่มีต่อเขากลับผิวเผินเท่านั้น

            เขาไม่เคยคาดหวังผลประโยชน์มากน้อยจากอาร่วมสายเลือดเขาไร้บิดาตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งที่คังเหว่ยโหยหามากกว่าคือความห่วงใยจากผู้ใหญ่เพศตรงข้าม

            “ไปเถอะน้องชาย ไม่ใช่ว่าจะพาฉันไปเจอภรรยาโจวเฉิงหรือ?”

            เส้ากวงหรงขัดจังหวะความน้อยเนื้อต่ำใจของคังเหว่ย เส้าปากสว่าง... โอ้ไม่สิคุณชายเส้ามีความสงสัยใคร่รู้อันแรงกล้าต่อคนรักของโจวเฉิง เพราะมีหญิงสาวมากมายพร้อมโผเข้าอ้อมอกโจวเฉิงแต่ก็ไม่เคยเห็นโจวเฉิงจะสนใจคนไหนเลยน่ะสิ!

      

      

     

     

      

    เชิงอรรถ

    [1]小 เสี่ยว หมายถึง เล็ก น้อย เมื่อใส่นำหน้าชื่อหรือนามสกุลคนจะแสดงความสนิทสนมของผู้พูดที่มีต่อผู้ถูกเรียก

    [2]石沉大海 หินจมลงมหาสมุทร หมายถึง ไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ยินอีกเลย ไร้ซึ่งการตอบรับ

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808