หวังเลี่ยงและหวังจวี๋เอ่ยด้วยความแปลกใจ“ที่แท้นี่ก็คือท้ออายุยืน!”
หวังพั่นตี้สามพี่น้องกินท้ออายุยืนด้วยมือทั้งสองข้าง“ท้ออายุยืนมีรสชาติหวาน!”
“ท้ออายุยืนอร่อยจริงๆ”
หลิวซื่อเอ่ยกับผู้เฒ่าหวัง“เมื่อก่อนข้าได้ยินท้ออายุยืนจากบทละคร ไม่เคยเห็นท้ออายุยืนมาก่อน ยิ่งไม่เคยกินชิงชิงมีฝีมือจริงๆ ถึงกลับใช้แป้งทําท้ออายุยืนออกมาได้!”
“ข้าใส่น้ำตาลเพิ่มลงในท้ออายุยืนความหวานมากกว่าซาลาเปาหวานที่กินในยามปกติ” หลี่ชิงชิงยิ้มแล้วเอ่ยกับผู้เฒ่าหวัง“ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าจะให้น้องชายไปซื้อถั่วแดงที่ตำบลเพื่อนำมาต้มเป็นไส้ถั่วแดงอีกสามวันจะใส่ในท้ออายุยืน เช่นนี้จะทำให้ดูดีและอร่อยรสชาติอร่อยเหมือนกับซาลาเปา!”
ผู้เฒ่าหวังเคี้ยวซาลาเปาท้ออายุยืนในปากถามอย่างคลุมเครือว่า “ท้ออายุยืนดีขนาดนี้ จะมอบให้ตระกูลถงเปล่าๆ หรือ?”
หลี่ชิงชิงเอ่ย“เจ้าค่ะ ข้าจะมอบให้ตระกูลถงสิบลูก จัดลงในจานกระเบื้องเคลือบของบ้านเรา”
การมอบท้ออายุยืนเป็นน้ำใจอย่างหนึ่งของตระกูลหวังหากมอบให้เป็นจำนวนมาก ภายหลังก็ต้องมอบให้ลูกค้ารายใหญ่ทุกคน ซึ่งไม่อาจทำได้
ผู้เฒ่าหวังประเมินต้นทุนของท้ออายุยืนสิบลูกในใจถูกหลิวซื่อถลึงตาจ้องหนึ่งปราดจึงหัวเราะเหอๆ พลางเอ่ย “ได้ ฟังเจ้า”
หลิวซื่อเอ่ย “ตาเฒ่าเงินมัดจำหนึ่งก้อนของการค้าวันนี้สี่ตำลึง เจ้าไม่เห็นว่าคนในตระกูลล้วนอิจฉาซาลาเปาของบ้านเราทําได้อร่อย ชิงชิงฉลาดมีความคิดมากมายทั้งยังทำการค้าเป็นครอบครัวพวกเราถึงมีวันนี้ เจ้าฟังชิงชิงย่อมถูกแล้ว”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า“พรุ่งนี้เพิงและเตาก็สร้างเสร็จแล้ว”
“เจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงมองคนในครอบครัวแล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่วันมะรืนเป็นต้นไป บ้านเราจะทําซาลาเปาพุทราแดงเพิ่มวันละหนึ่งพันลูกซาลาเปาพุทราแดงขายลูกละสองเหรียญทองแดง สองลูกขายสามเหรียญทองแดง”
“หนึ่งพันลูก!”
“โอ ก็คือซาลาเปาพุทราแดงที่เจ้าทําครั้งที่แล้วด้านบนซาลาเปาใส่พุทราแดงแห้งลูกเล็กๆ ใช่หรือไม่?”
หวังเลี่ยงกลอกตาไปมาเอ่ยว่า “พุทราแดงแห้งที่อําเภอ หนึ่งเหรียญทองแดงได้ทั้งลูกเล็กลูกใหญ่หนึ่งจินขายยี่สิบแปดเหรียญทองแดง หนึ่งจินมีสามสิบถึงสี่สิบลูก อาแค่พุทราแดงแห้งหนึ่งลูกก็เกือบหนึ่งเหรียญทองแดง ซาลาเปาพุทราแดงสองลูกขายสามเหรียญทองแดงรวมกันแล้วหนึ่งลูกเพียงหนึ่งเหรียญทองแดงครึ่ง จะขาดทุนหรือไม่ขอรับ?”
“ซาลาเปาพุทราที่บ้านเรากินใส่พุทราหนึ่งลูกซาลาเปาพุทราที่ขายใส่เพียงหนึ่งในสาม ขนาดก็เล็กกว่ามาก สองลูกขายสามเหรียญทองแดงไม่นับว่าถูก” หลี่ชิงชิงใช้มือวาดเปรียบเทียบ ซาลาเปาพุทรามีขนาดเท่ากับกําปั้นของเด็กแป้งหนึ่งเหลี่ยงสามารถทําได้สามลูก!
หวังเลี่ยงเข้าใจขึ้นมาทันที“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
หลิวซื่อเอ่ยชมอีกครั้งว่า“ทั้งท้ออายุยืน ทั้งซาลาเปาพุทราแดง ความคิดของชิงชิงมีมากจริงๆ”
หวังจวี๋เอ่ยถาม“พี่สะใภ้สาม ครั้งที่แล้วท่านซื้อพุทราแดงสิบห้าจินจากเซียงเยวี่ยไจที่อําเภอเหอก็เพื่อทําซาลาเปาพุทราแดงขายหรือเจ้าคะ?”
“นอกจากขายแล้วครอบครัวเรายังต้องกินพุทราแดงด้วย พุทราแดงช่วยบำรุงเลือดและฟื้นฟูพลัง กินพุทราวันละหนึ่งลูกดีต่อร่างกาย”หลี่ชิงชิงนึกถึงครั้งล่าสุดที่ซื้อพุทราแดงแห้งจากเซียงเยวี่ยไจที่อําเภอเหอหม่าเซี่ยงหนานไม่เก็บเงิน ทั้งสองคนยื้อกันไปมาอยู่นานในที่สุดหลี่ชิงชิงก็จ่ายราคาต้นทุน หนึ่งจินเพียงยี่สิบเหรียญทองแดง
เมื่อไม่กี่วันก่อนประจวบกับอากาศแจ่มใสสองวัน หลี่ชิงชิงพาหวังจวี๋ หวังเลี่ยงไปเยี่ยมเฟิ่งซื่อที่เมืองเซียง
ครั้งนั้นหลี่ชิงชิงได้ทําซาลาเปาพุทราแดงสามร้อยลูกมอบให้ตระกูลหม่าหม่าชิงไม่อยู่บ้าน เฟิ่งซื่อแบ่งซาลาเปาให้คนในจวนกิน
หลังจากจางซื่อคลอดบุตรก็ได้ผลประโยชน์จากหลี่ชิงชิง กินพุทราแดงแห้งบํารุงร่างกายไปไม่น้อย เอ่ยว่า “พุทราแดงแห้งจากทางเหนืออร่อยกว่าเมืองเซียงพุทราแดงของเมืองเซียงไม่หวาน”
หลี่ชิงชิงอธิบาย“แดดของทางเหนือแรงกว่าทางตอนใต้ ฝนตกน้อย แตง พุทรา สาลี่จึงหวานกว่าทางใต้”
หวังจวี๋กอดแขนหลี่ชิงชิงเอ่ยถามอย่างออดอ้อนว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านทําของกินประเภทแป้งอะไรเป็นบ้างเจ้าคะ?”
“ทําเป็นเยอะมากแล้วแป้งทอด โหยวเถียว ขนมเกลียว แป้งเส้นทอดกรอบ บะหมี่ดึงมือ บะหมี่แบน... แต่พวกเจ้าอาจไม่ชิน”หลี่ชิงชิงเอ่ยถึงอาหารประเภทแป้งหลายอย่าง
อากาศของเมืองเซียงชื้นเกินไปแป้งที่ทอดออกมาไม่นานก็ไม่กรอบแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ได้ทําขนมเกลียวขาย
หวังจวี๋ได้ยินอาหารอร่อยมากมายก็เอ่ยขอร้อง“พี่สะใภ้สาม รอให้พ้นช่วงยุ่งๆ หลายวันนี้ไป ท่านทําให้พวกข้ากินได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลิวซื่อเอ่ยอย่างโมโห“พี่สะใภ้สามเจ้ากำลังยุ่งอยู่ เจ้าหยุดก่อกวนได้แล้ว”
หวังเจาตี้ที่มีนิสัยร่าเริงดึงแขนเสื้อของหลี่ชิงชิงเอ่ยถามว่า “อาสะใภ้สาม แป้งทอดคือสิ่งใด เป็นแป้งที่ใช้น้ำมันทำหรือ?”
“แป้งทอดก็คือแป้งที่ใช้น้ำมันทอดออกมา”หลี่ชิงชิงชอบเด็กน้อยในบ้าน พวกนางอายุยังน้อย แต่ช่วยผู้ใหญ่ทํางานทุกวันและเชื่อฟังมากล้วนเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นางเอ่ยตอบเสียงนุ่ม “มีแป้งทอดน้ำตาล แป้งทอดต้นหอมแป้งทอดงา”
“ว้าวต้องอร่อยมากแน่ๆ”
“กิน รู้แต่กินน้ำมันแพงเพียงใด แป้งก็ไม่ใช่ถูกๆ” จางซื่อเอื้อมมือมาบิดหูหวังเจาตี้ดึงนางออกไปด้านข้าง ตําหนิว่า “เจ้าถูกอาสะใภ้สามตามใจจนเสียคนแล้วจริงๆ ต่อไปหากแต่งเข้าบ้านแม่สามีแล้วตะกละเช่นนี้จะทําอย่างไร!”
หลี่ชิงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก“พี่สะใภ้ใหญ่ ตอนนี้เจาตี้ยังเด็กอยู่ รอให้นางโตแล้วก็คงไม่เอ่ยออกมาได้แต่คิดในใจเจ้าค่ะ”
เด็กเล็กก็ควรมีท่าทีอย่างเด็กเล็กในบ้านของตนเองอยากกินสิ่งใดก็แค่เอ่ยออกมา
หลี่ชิงชิงไม่คิดว่าหวังเจาตี้เอ่ยเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
หลิวซื่อทอดถอนใจเล็กน้อยเอ่ย“ตั้งแต่เล็กจนโตหวังเยวี่ยก็ไม่ได้ตะกละ พอแต่งงานไปก็หย่าร้างแล้ว”
หวังจวี๋ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ท่านแม่ อยู่ดีๆ ท่านเอ่ยถึงพี่หญิงรองของข้าเพื่อสิ่งใดดีที่พี่หญิงรองไปห้องครัวจึงไม่ได้ยิน”
หลิวซื่อเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ“มิใช่ว่าข้านึกถึงเรื่องแต่งงานพี่หญิงรองของเจ้า จึงเอ่ยออกมาหรือ”
หวังเลี่ยงถามอย่างประหลาดใจ“อ๋า พี่หญิงรองของข้าจะหารือเรื่องแต่งงานหรือขอรับ?”
หลิวซื่อมองไปที่คู่ชีวิตอย่างผู้เฒ่าหวังอย่างเป็นธรรมชาติหนึ่งปราด“ตอนบ่ายข้าไปรับผักตามบ้านต่างๆ มีสามบ้านเอ่ยเรื่องแต่งงานของหวังเยวี่ยกับข้าบอกว่ามีญาติอยากตบแต่งหวังเยวี่ย ถามว่าหวังเยวี่ยยินยอมหรือไม่?”
สีหน้าของผู้เฒ่าหวังเปลี่ยนไปเล็กน้อยระหว่างครุ่นคิดไปมาก็คิดไปต่างๆ นานา เอ่ยว่า “ไม่มีผู้ใดเอ่ยเรื่องแต่งงาน แต่พอเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานก็เอ่ยพร้อมกัน”
“ใช่”หลิวซื่อเอ่ยช้าๆ “ข้าก็รู้สึกว่าแปลกๆเหตุใดแค่ช่วงบ่ายก็มีสามบ้านเอ่ยเรื่องแต่งงาน”
หลี่ชิงชิงเอ่ยอย่างคาดเดา“ข้าได้ยินมาว่าหลายคนที่นี่แต่งงานช่วงปีใหม่ กําลังจะถึงปีใหม่แล้ว คนที่เอ่ยเรื่องแต่งงานกับพี่หญิงรองจึงมีเยอะ”
ความสัมพันธ์ของจางซื่อกับหวังเยวี่ยดีมากนางถาม “ท่านแม่ คนที่เอ่ยเรื่องแต่งงานเป็นอย่างไรบ้าง?”
ทันทีที่หลิวซื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เกิดความฮึกเหิมขึ้นมา “ในสามคนมีสองคนไม่เคยแต่งงาน อีกคนหย่าร้าง แต่ไม่มีบุตร”
“เช่นนั้นก็ไม่เลว”จางซื่อแปลกใจเล็กน้อย แต่พอลองคิดดูแล้วฐานะของตระกูลหวังถือว่าดีในสิบลี้แปดหมู่บ้าน อีกประการหนึ่งหวังเยวี่ยยังเป็นหญิงสาวอยู่ คนที่เอ่ยเรื่องแต่งงานกับหวังเยวี่ยแย่เพียงใดคนตระกูลหวังก็ไม่กล้าที่จะเปิดปากกล่าว
หลิวซื่อหัวเราะพลางเอ่ย“อืม ข้าเห็นว่าทั้งสามคนดีกว่าพ่อเจ้ายามแต่งกับข้าในเวลานั้น”
ใบหน้าชราของผู้เฒ่าหวังแดงเล็กน้อยเอ่ยว่า “เหตุใดจึงหยิบยกข้ามาเปรียบเทียบ ปีนั้นข้าแต่งกับเจ้าก็เป็นการแต่งครั้งแรกและข้ายังมีที่ดินและบ้าน”