สามวันล่วงเลยไปนับั้แ่พายุหิมะแรกพัดผ่านจวนตระกูลเสิ่นทว่าความเย็นเยียบยังคงฝังรากลึกอยู่ในทุกอณูของอากาศ ลมเหนือพัดยอดไม้ลู่ไหวส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของฤดูกาลที่ไร้ความปรานีหิมะที่ทับถมบนหลังคากระเบื้องดินเผาเริ่มจับตัวเป็แผ่นน้ำแข็ง สะท้อนแสงแดดอ่อนจางของยามเช้าที่ส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆสีเทาหม่น
ภายในห้องพักของเรือนตะวันออกความเงียบสงัดโรยตัวครอบคลุมทุกสรรพสิ่งเสิ่นเยี่ยนฉือในวัยหกหนาวลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวดวงตาของเขาจดจ้องมองเพดานมุ้งสีขาวสะอาดตา กลิ่นหอมจางๆของไม้สนและกำยานกันความชื้นลอยอวลอยู่ในอากาศ
มันไม่ใช่กลิ่นควันไฟไม่ใช่กลิ่นของเสื้อผ้าเปียกหิมะ และไม่ใช่กลิ่นเย็นชืดของคืนที่เขาไม่อยากจดจำ
เด็กชายหยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สวมใส่อยู่หนานุ่มและกักเก็บความอบอุ่นได้ดีเยี่ยมทว่าร่างกายของเขายังคงจดจำััของการเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อระแวดระวังภัยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในพื้นที่แปลกตายังคงทำงานอยู่เบื้องลึก
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดลงที่ชั้นตู้หัวเตียง
กล่องไม้ใบเก่าสีเข้มถูกวางไว้อย่างเป็ระเบียบบนชั้นไม้นั้นมันไม่ได้ถูกกอดรัดไว้แนบอกจนข้อนิ้วซีดขาวเหมือนในวันแรกที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้อีกแล้วถัดจากกล่องไม้ใบนั้นไปเพียงชั่วระยะฝ่ามือดอกท้อแห้งกรอบสีชมพูซีดจางถูกวางเคียงคู่กันไว้อย่างทะนุถนอมที่สุด
เยี่ยนฉือทอดสายตามองดอกไม้ที่แห้งผากดอกนั้นสันกรามของเขาขบเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี ค่อยๆก้าวลงจากเตียงและสวมรองเท้าผ้าฝ้ายด้วยท่วงท่าที่เงียบงันราวกับเงา
เขาผลักบานประตูห้องพักออกสู่ระเบียงลานด้านตะวันออกลมปะทะเข้าเต็มใบหน้าจนรู้สึกชาหนึบ ทว่าเขากลับไม่ถอยหนีเด็กชายยืนพิงเสาไม้สลักลายทอดสายตามองข้ามกำแพงเตี้ยไปยังลานกว้างที่ถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลนแววตาของเขายังคงลึกล้ำและยากจะคาดเดา
…
ในเวลาเดียวกันนั้นที่ห้องเรียนตำราซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารหลักของจวนตระกูลเสิ่น
เตาถ่านทองเหลืองถูกจุดจนไฟคุแดงส่งผ่านไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณห้อง เถาอิ่งในชุดคลุมสีชมพูอ่อนปักลายกิ่งหลิวนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั่งหน้าโต๊ะเตี้ยตัวยาวหน้าต่างไม้บานหนึ่งถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศเผยให้เห็นทิวทัศน์ของสวนตระกูลเสิ่นทางทิศใต้
บนโต๊ะตรงหน้าเด็กหญิงวัยห้าหนาวแท่นฝนหมึกสลักลายูเาตั้งวางอยู่คู่กับกระดาษข้าวที่ถูกทับด้วยที่ทับกระดาษเหล็กเถาอิ่งรวบแขนเสื้อคลุมที่ยาวเทอะทะขึ้นอย่างทุลักทุเลมือเล็กป้อมข้างหนึ่งจับแท่งหมึกสีดำสนิทอีกข้างพยายามประคองขวดกระเบื้องเคลือบเพื่อหยดน้ำลงบนแท่นหิน
เสียงแท่งหมึกเสียดสีกับพื้นหินดังแกรก... แกรก... เป็จังหวะที่ขาดห้วงและไม่สม่ำเสมอ
เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่นปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความขัดใจน้ำหนักมือของเด็กห้าขวบเบาเกินกว่าจะบดเนื้อหมึกให้ละลายเข้ากับน้ำได้อย่างเรียบเนียนน้ำหมึกที่ได้จึงใสเจือจางและมีเศษตะกอนปะปนอยู่
เถาอิ่งพยายามออกแรงกดแท่งหมึกให้หนักขึ้นทว่าข้อมือเล็กๆ กลับสั่นระริกจนแท่งหมึกเกือบจะลื่นหลุดจากมือ
"อ๊ะ..."เธออุทานเบาๆ เมื่อหยดน้ำหมึกกระเด็นเปื้อนปลายนิ้ว
ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบหมึกออกจากนิ้วมืออยู่นั้นเองหางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาดำรำไรทาบทับลงบนพื้นกระดานหน้าประตูห้องเรียนตำรา
เถาอิ่งเงยหน้าขึ้นมอง
กรอบประตูไม้บานใหญ่ตีกรอบภาพของเด็กชายตัวผอมบางในชุดคลุมสีเข้ม
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่าเขาเดินฝ่าอากาศด้านนอกจากเรือนตะวันออกมาถึงที่นี่ั้แ่เมื่อใดฝีเท้าของเขาเงียบกริบราวกับไม่มีตัวตน เขาเพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบๆจากนอกธรณีประตู ไม่ก้าวล่วงล้ำเข้ามา
เถาอิ่งกะพริบตากลมโตแพขนตางอนหนาขยับขึ้นลงเธอไม่ได้มีท่าทีใหรือประหม่า ตรงกันข้ามรอยยิ้มสว่างไสวกลับจุดประกายขึ้นบนริมฝีปากเล็ก
เด็กหญิงไม่ได้เอ่ยปากเรียกชื่อเขาไม่ได้ถามว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดแล้วเธอเพียงแค่ยกมือข้างที่เปื้อนคราบหมึกสีดำจางๆ ขึ้น กวักมือเรียกเขาน้อยๆเป็สัญญาณเชิญชวนที่ไร้ซึ่งคำพูด
เยี่ยนฉือมองมือเล็กๆข้างนั้น ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วอึดใจหนึ่ง
เขายืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างการหันหลังกลับไปซ่อนตัวอยู่ในความโดดเดี่ยวของเรือนตะวันออกกับการก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าสู่พื้นที่ที่มีเด็กหญิงคนนี้รอคอยอยู่
ในที่สุดปลายเท้าที่สวมรองเท้าผ้าฝ้ายก็ค่อยๆขยับก้าวข้ามกรอบประตูไม้เข้ามาภายในห้องเรียนตำรา
เขาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะเตี้ยทิ้งระยะห่างจากตัวเถาอิ่งประมาณหนึ่ง่แขนกลิ่นอายความเย็นเยียบจากภายนอกยังคงแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาปะทะเข้ากับไออุ่นของเตาถ่านทองเหลือง
เถาอิ่งช้อนสายตาขึ้นมองเขาก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปมองแท่งหมึกและแท่นฝนหมึกที่ยังคงใช้งานไม่ได้บนโต๊ะเธอผลักแท่งหมึกสีดำสนิทไปทางเขาน้อยๆ
"ข้าฝนมันไม่ข้นเสียที"น้ำเสียงของเด็กหญิงใสกระจ่าง ไร้ซึ่งการเสแสร้งหรือความขวยเขิน
"ท่านพ่อบอกว่าถ้าหมึกไม่ข้นวาดรูปต้นไม้ก็จะไม่สวย"
เยี่ยนฉือมองแท่งหมึกบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของเด็กหญิงเขาขบกรามเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงนั่งบนเบาะรองนั่งที่ว่างอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ
เด็กชายไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเลยแม้แต่คำเดียวเขายื่นมือขวาออกไป หยิบแท่งหมึกสีดำนั้นขึ้นมาถือไว้ปลายนิ้วของเขาััได้ถึงความเย็นเยียบของเนื้อหมึก
แผ่นหลังเล็กๆของเขาตั้งตรงเกินวัย ราวกับเคยถูกสอนมาว่า แม้เพียงนั่งฝนหมึกก็ไม่ควรปล่อยให้กระดูกสันหลังโค้งงอ
เขาหยดน้ำลงบนแท่นฝนหมึกเพียงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มจรดแท่งหมึกลงบดขยี้กับพื้นหิน
ครืด... ครืด... ครืด...
เสียงฝนหมึกดังกังวานขึ้นภายในห้องเรียนตำราทว่าคราวนี้มันไม่ใช่จังหวะที่ขาดห้วงและสะเปะสะปะอีกต่อไปน้ำหนักมือของเยี่ยนฉือสม่ำเสมอและหนักแน่นการเคลื่อนไหวของข้อมือเป็ไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง
เถาอิ่งเท้าคางลงบนโต๊ะดวงตากลมโตจดจ้องมองการเคลื่อนไหวของมือคู่นั้นอย่างไม่วางตาเธอเห็นน้ำหมึกที่เคยใสเจือจางค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็ดำขลับและข้นคลั่ก กลิ่นหอมเย็นๆของเขม่าควันสนผสมผสานกับกลิ่นกระดาษข้าวกำจายไปทั่วบริเวณ
ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดหรือกดดันแต่มันกลับกลายเป็ความสงบที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเสียงฝนหมึก
เมื่อน้ำหมึกข้นได้ที่ตาม้าเยี่ยนฉือจึงหยุดมือ เขาวางแท่งหมึกค้างไว้บนขอบแท่นฝนหมึกก่อนจะเลื่อนแท่นหินนั้นกลับไปตรงหน้าเด็กหญิงอย่างเงียบเชียบ
ทว่าในจังหวะที่เขาชักมือกลับนั้นเองปลายแขนเสื้อคลุมสีเข้มของเขาก็ตวัดไปโดนขอบแท่นฝนหมึกอย่างไม่ตั้งใจรอยหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งกระเด็นขึ้นมาเปื้อนที่หลังมือขวาของเขา
ก่อนที่จะทันคิดเยี่ยนฉือยกมือขึ้นหมายจะปัดหยดหมึกนั้นออกทว่ากลับกลายเป็ว่าหลังมือที่เปื้อนหมึกนั้นไปปัดเฉี่ยวเข้ากับปลายจมูกของตนเองแทน
รอยปื้นสีดำจางๆปรากฏขึ้นบนปลายจมูกที่เย็นจนแดงช้ำของเด็กชาย
เถาอิ่งที่นั่งมองอยู่ตลอดเวลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากเล็กๆ จะเม้มเข้าหากันแน่นพยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ทว่าไหล่ที่สั่นไหวน้อยๆและดวงตาที่หยีโค้งเป็สระอิก็ฟ้องถึงความขบขันที่เอ่อท้นอยู่ภายใน
เยี่ยนฉือชะงักงันร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะหนึ่งดวงตาที่เคยว่างเปล่าและลึกล้ำเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนสับสน
เขายกมือขึ้นแตะปลายจมูกของตัวเองััได้ถึงความเปียกชื้นของน้ำหมึก
เป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาไม่รู้ว่าควรวางสีหน้าอย่างไร
เด็กชายไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองและไม่ได้ลุกหนีไปเขาก้มมองรอยหมึกที่เลอะเทอะบนหลังมือและปลายแขนเสื้อซ้ายของตนเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิงที่พยายามกลั้นหัวเราะจนแก้มพองลม
ไหล่ที่เคยเกร็งเขม็งมาตลอดหลายวันค่อยๆ ลู่ตกลงอย่างเป็ธรรมชาติ ลมหายใจที่เคยถูกกักเก็บไว้อย่างระมัดระวังถูกระบายออกมาเป็เสียงถอนหายใจแ่เบาที่แทบจะไม่ได้ยิน
"อืม..."
เสียงเล็กแหบพร่าดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของเขามันเป็เพียงคำสั้นๆ พยางค์เดียว ไร้ซึ่งความหมายที่ชัดเจน ทว่ามันคือเสียงแรก...เป็การตอบสนองแรกที่เขายอมปลดปล่อยออกมานับั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้
เขาใช้หลังมือข้างที่สะอาดเช็ดรอยหมึกบนจมูกออกลวกๆทิ้งไว้เพียงคราบสีดำจางๆ ที่ทาทับลงบนผิวเนื้อ
เถาอิ่งไม่ได้ล้อเลียนเธอเพียงแค่หยิบพู่กันขนกระต่ายขึ้นมา จุ่มลงในน้ำหมึกดำขลับที่เขาเป็คนฝนให้ก่อนจะเริ่มจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษข้าววาดเส้นสายกิ่งไม้ที่หนักแน่นและงดงามกว่าเดิม
…
บริเวณระเบียงทางเดินด้านนอกห้องเรียนตำรา
นายท่านเสิ่นยืนหลบมุมอยู่หลังเสาไม้สลักลายสายตาของเขาทอดมองผ่านบานประตูที่เปิดแง้มเข้าไปภายในห้องภาพของเด็กชายตัวผอมบางที่กำลังนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยสะท้อนชัดอยู่ในดวงตาที่กร้านโลก
ภาพของอดีตสหายร่วมรบผู้ล่วงลับซ้อนทับขึ้นมาในความทรงจำของนายท่านเสิ่น
คนผู้นั้นก็เคยนั่งหลังตรงเช่นนี้เคยเงียบเช่นนี้ และเคยถือดาบด้วยสายตาที่ทำให้ราชสำนักทั้งชื่นชมและหวาดกลัว
นายท่านเสิ่นหลุบตาลงไม่ปล่อยให้นามนั้นหลุดออกจากริมฝีปาก
ทว่าเมื่อเขาทอดสายตามองไปที่บุตรสาวตัวน้อยของตนเองเห็นรอยยิ้มสว่างไสวที่สามารถทำให้ก้อนน้ำแข็งที่เ็าที่สุดเริ่มมีรอยร้าวความกังวลเ่าั้ก็ค่อยๆ ถูกทับถมด้วยความอบอุ่นบางอย่าง
นายท่านเสิ่นไม่ได้ก้าวเข้าไปขัดจังหวะเขาเพียงแค่หมุนตัวกลับ แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
…
ค่ำคืนนั้นเมื่อแสงตะวันลาลับขอบฟ้า
เสิ่นเยี่ยนฉือกลับมาอยู่ในห้องพักที่เรือนตะวันออกเขาใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดคราบหมึกที่ปลายจมูกและหลังมือออกจนสะอาดทว่ารอยหมึกสีดำจางๆ ที่ซึมลึกติดเนื้อผ้าบริเวณปลายแขนเสื้อซ้ายกลับไม่อาจลบรอยออกได้
เขานั่งชันเข่าอยู่บนเตียงไม้ท่ามกลางแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก
มือของเขาไม่ได้กอดกล่องไม้ใบเก่าอีกแล้วแต่เขากำลังทอดสายตามองรอยหมึกจางๆ บนแขนเสื้อของตนเองสลับกับดอกท้อแห้งที่วางอยู่บนชั้นหัวเตียง
รอยหมึกนั้นลบไม่ออก แต่แปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกอยากซ่อนมัน
เด็กชายล้มตัวลงนอนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงปลายคางปล่อยให้ความเหนื่อยล้าพัดพาจิติญญาดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา โดยมีกลิ่นหอมจางๆของเขม่าควันสนและดอกท้อแห้ง ลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ