ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 25 หลังหอคอย

    บทที่ 25หลังหอคอย

    “ไม่มีหรอก...ดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลน่ะ จะมีก็แต่ดอกไม้ที่ถูกทิ้งไว้จนเหี่ยวเฉาหลังหอคอยก็เท่านั้น”

     


    -หกปีก่อน-

            

            ‘ดอกไม้นี่ฉันให้เธอ...’

            

            ฝ่ามือของเด็กหนุ่มยื่นตรงออกมาพร้อมกับดอกไม้สีขาวดอกเล็กในมือมันทั้งอ่อนโยนและแสนเปราะบางขณะที่เด็กสาวตัวน้อยค่อยๆยื่นมือไปรับ ก่อนเอียงคอมองอย่างสงสัย

            

            ‘เก็บมันเอาไว้เผื่อวันนึงฉันต้องจากเธอไป เธอจะได้ไม่ลืมฉัน’

            

            ‘แอลจะไปไหน?’ เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา

            

            ‘บางที่ที่ไกลจากที่นี่’ เด็กหนุ่มตอบ

            

            ‘ทำไมล่ะ?’

            

            ‘ก็เพื่อปกป้องเธอยังไงล่ะ’

            

            รอยยิ้มของเด็กหนุ่มนั้นแสนเศร้าราวจะกับจะดูดกลืนเอาความสุขทั้งมวลให้ไหลออกจากร่างวันนั้นเป็นวันที่อากาศอุ่นสบายเด็กหนุ่มและเด็กสาวในวัยไล่เลี่ยกันนั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดินที่ยื่นออกไปยังสวนด้านข้างในศาลเจ้าทั้งสองคนหันหน้าเขาห้องกัน เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิปล่อยขาข้างหนึ่งห้อยลงตรงชานระเบียงส่วนเด็กสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวฟูฟ่องกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขามีดอกไม้ดอกเล็กถืออยู่ในมือ

            

            ‘ไม่ไปได้ไหม?’

            

            เธอถามเสียงแผ่ว

            

            เด็กหนุ่มลูบศีรษะเธอเพื่อปลอบโยนแทนการตอบคำถาม

            

            ร่างเล็กช้อนนัยน์ตาขึ้นมอง ก่อนเอ่ยถามเสียงใส

            

            ‘ฉันจะได้เจอแอลอีกใช่ไหม?’

            

            ‘ได้เจอสิ’เด็กหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าที่แสนเคร่งขรึม ‘จนกว่าจะถึงเวลานั้นเข้มแข็งเอาไว้นะ ถึงจะไม่มีฉันอยู่ด้วยแล้ว เธอก็จะต้องไม่เป็นอะไร’

            

            ‘แอล...อย่าพูดเหมือนว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะเจอกันได้ไหม?’

            

            ประโยคยาวๆจากเด็กสาวตัวน้อยวัยไม่เกินหกขวบที่เอ่ยออกมาสร้างความประหลาดใจให้เด็กหนุ่มไม่ใช่น้อยแต่เขาพอเข้าใจได้ว่าภายใต้ร่างเล็กๆที่แสนเปราะบางนั้นมีวิญญาณที่แสนเข้มแข็งและอ่อนโยนของเธอผู้เป็นที่รักยิ่งสถิตอยู่ภายใน

            

            วิญญาณของเด็กสาวที่อยู่ด้วยกันกับเขามาตลอดสิบแปดปีบนโลกที่แสนห่างไกล

            

            แม้จะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเธอก็ยังคงมีความทรงจำเมื่อครั้งอายุสิบแปดอยู่กับตัว

            

            แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เธอจะแสดงความคิดความอ่านของหญิงสาววัยสิบแปดปีออกมาเด็กหนุ่มรู้ดีว่าเพราะร่างกายกับความทรงจำในวิญญาณที่ไม่สัมพันธ์กันทำให้บุคลิกของเธอบิดเบี้ยวไหนจะเรื่องพลังที่มีอยู่ในตัวของเธออีกทั้งหมดนั่นหลวมรวมกันเป็นเด็กสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้

            

            เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าช้าๆประคองฝ่ามือสองข้างของเธอขึ้นมากุมไว้

            

            ‘ฉันอยากให้เธอรู้ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ ฉันจะเฝ้ามองเธออยู่ที่อีกฟากของพระจันทร์’ เด็กหนุ่มกล่าวด้วยถ้อยคำที่เด็กสาวไม่อาจเข้าใจความหมายได้ในทันที ‘ฉันอยากให้เธอรู้เอาไว้ ต่อให้เธอจะจำฉันไม่ได้เลยก็ตาม...’

            

            เหนือขึ้นไปที่กิ่งไม้บนต้นไม้ใหญ่ในศาลเจ้ามาโมรุนั่งอยู่บนนั้น ได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกเขาพูดความอิจฉาริษยาอันแน่นอยู่ในร่างเล็กๆนั้นขณะที่เฝ้ามองทั้งสองร่างที่นั่งอยู่ต่ำลงไปเบื้องล่างกำลังประคองมือกันไว้ราวกับสวดภาวนาไม่มีช่องว่างใดๆหลงเหลือให้เขาแทรกตัวเข้าไปได้ ไม่มี...ท่าทีของทั้งคู่ที่ตอกย้ำว่าเขาเป็นเพียงแค่คนนอกทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจหันหลังเขากระโดดลงจากกิ่งไม้ หายเข้าไปยังบ้านไม้ที่ติดกับศาลเจ้าหลังจากนั้น

     

     

                 


            ร่างของเด็กหนุ่มที่ซุกตัวอยู่ข้างตู้เก็บของยืดตัวขึ้นเมื่อห้วงความคิดสิ้นสุดลงถุงมือคู่เล็กสีหมองกำแน่นอยู่ในมือก่อนที่เขาจะกระชากลิ้นชักชั้นบนสุดออกแล้วโยนมันส่งๆเก็บเข้าไปข้างในฝ่ามือดันกระแทกลิ้นชักปิดดังปัง!มันสั่นโครมจนกรอบรูปด้านบนตกลงมากระทบพื้นไม้ โชคดีที่กรอบกระจกไม่แตก แต่นั่นกลับทำให้เศษเสี้ยวความคิดถึงที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในใจของคนเฝ้ามองต้องแตกสลายทันทีที่ได้เห็นรูปถ่ายที่ถูกเก็บอยู่ภายใน 

                 

            มาโมรุกำหมัดแน่นก้มตัวลงไปเก็บกรอบรูปไม้สีน้ำตาลหม่นขึ้นมาก่อนจะวางมันคว่ำไว้บนหลังตู้เก็บของดังเดิม เด็กหนุ่มเหลียวมองไปรอบห้องที่ไร้ผู้ครอบครองอีกครั้ง ข้าวของทุกชิ้น เครื่องเรือนทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้เหมือนอย่างวันที่มันเคยมีคนครอบครองอยู่แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปีแล้วที่ห้องนี้ถูกทิ้งร้างแต่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องยังคงดูเหมือนใหม่เขารู้ว่าแม่เข้าออกห้องนี้ทุกอาทิตย์เพื่อเข้ามาทำความสะอาดนานๆครั้งก็ขังตัวอยู่ในห้องนี้นานเป็นชั่วโมงเพื่อระลึกความทรงจำถึงคนที่จากไป 

                 

            แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกรุกระจกใสที่ถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาพระจันทร์เสี้ยวสีเงินส่องสว่างอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มอีกไม่กี่วันมันก็คงจะกลายเป็นพระจันทร์สีเงินเต็มดวงที่ทำให้เขารู้สึกไม่สงบใจ

                 

            “มาโมรุ?”

                 

            เสียงเรียกของแม่ดังมาจากชานบันไดเด็กหนุ่มละทิ้งทุกความรู้สึกไว้ในห้องนั้นก่อนจะรีบก้าวออกไปจากห้อง

                 

            “ยังไม่นอนอีกเหรอจ๊ะพรุ่งนี้มีแข่งนัดสำคัญไม่ใช่เหรอ?”

                 

            คุณนายเจ้าของบ้านถามก่อนจะเงียบเสียงลงไปเมื่อเห็นลูกชายทำท่าลุกลี้ลุกลนจับลูกบิดประตูห้องตัวเองอยู่ทั้งๆที่ขึ้นมาชั้นบนได้สักพักแล้ว

                 

            “กำลังจะนอนฮะ”

                 

            มาโมรุตอบด้วยน้ำเสียงเร็วรัวก่อนจะรีบหายกลับเข้าไปในห้อง

                 

            “มีอะไรเหรอ?ยาคุมิ” เสียงเจ้าบ้านอีกคนร้องถามขณะที่เดินขึ้นบันไดมาหา“เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงโครมคราม มีอะไรรึเปล่า?”

                 

            คนเป็นภรรยายังไม่ทันจะตอบเสียงประตูเปิดเบาๆก็ดังขึ้นมาจากห้องด้านในสุดริมระเบียงทางเดินที่มีแสงไฟส่องสลัวสองสามีภรรยาคิวาตะมองหน้ากันก่อนที่ฝ่ายหญิงจะก้าวเดินอาดๆตรงไปยังห้องที่เคยถูกปิดล็อคนั้น

                 

            “มาโมรุคงจะเข้ามาในนี้”คนเป็นสามีเอ่ยขึ้นเมื่อมองออกไปรอบๆห้อง ข้าวของทุกชิ้นในห้องอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ยกเว้นแต่เพียงกรอบรูปบนหลังตู้เก็บของที่ถูกวางคว่ำเอาไว้

                 

            “คิดว่าอย่างนั้นค่ะ”คุณนายคิวาตะตอบเสียงแผ่ว เอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปให้ตั้งขึ้นอย่างที่มันควรจะเป็นจู่ๆน้ำตาก็ไหลคลอนัยน์ตาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อมองไปยังรูปถ่ายของเด็กหนุ่มสองคนในกรอบรูปนั้น

                 

            ร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีแดงสดยืนยิ้มร่าอยู่ในภาพถ่ายในมือสวมถุงมือคู่โปรดไว้ข้างกายเขาคือเด็กชายร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ดูอายุมากกว่าเขาสองสามปีแม้จะเพียงน้อยนิดแต่ก็มองเห็นรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเรียบสนิทของคนตัวสูงกว่านั่นได้อย่างชัดเจน

                 

            ร่างของคนเป็นสามีเดินเข้ามาใกล้โอบกอดคนที่กำลังกลั้นเสียงร้องไห้ไว้ด้วยความรู้สึกปวดร้าวไม่แพ้กันมือใหญ่ลูบเรือนผมของคนตัวเล็กเบาๆอย่างปลอบโยนขณะที่ปล่อยให้เจ้าหล่อนกุมชายเสื้อของเขาแน่น

                 

            “ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ...พวกเราในตอนนี้... ช่วยอะไรเด็กพวกนี้ไม่ได้เลยเหรอคะ?”

                 

            คนในอ้อมแขนสะอื้นไห้อย่างพยายามอดกลั้นเจ้าของมือใหญ่ที่ลูบศีรษะอย่างปลอบโยนนั้นก้มลงมาประทับริมฝีปากลงกลางกระหม่อมอย่างแผ่วเบา

                 

            “นี่คือชะตาของเด็กพวกนั้นถึงจะเป็นคำพูดที่ดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยก็เถอะ แต่เราก็ทำอะไรให้พวกเขาได้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ”

                 

            “ฉันอยากให้เด็กพวกนั้นมีความสุข”หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับสะอื้นไห้ “ไม่อยากให้ใครสูญเสียอะไรไปไม่อยากให้มีใครจากไปอีก ไม่อยากให้ลืม... ไม่อยากให้พวกเขาลืมเรื่องของเด็กคนนั้นไปจริงๆ”

                 

            “จะไม่มีใครลืมเรื่องของเด็กคนนั้นยาคุมิ” คิวาตะ จุน เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“จะไม่มีใครลืมเรื่องของมาซารุได้อย่างเด็ดขาด”

     

     

                 

            จะไม่ลืม...สัญญา...

                 

            สัญญาว่าจะไม่ลืมอย่างเด็ดขาด...

     

                 

            “ฮึ่ก!...ใคร...?  แล้วคุณเป็นใครกันคะ?”

                 

            เสียงสะอื้นดังมาจากร่างที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนัยน์ตาของเด็กสาวแดงช้ำฝ่ามือสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นขณะที่ปล่อยให้น้ำตาไหลซึมปลอกหมอนจนมันชื้น

                 

            “คุณเป็นใคร...?”

     

     



    -เอิร์ธมูน, สิบปีก่อนสงครามใหญ่-

                 

            ‘ฉันชื่อแอลโด้ครอส เป็นคู่หมั้นของเธอ’

                 

            ‘คู่หมั้น?’

                 

            ‘ใช่’

                 

            เจ้าของนัยน์ตาสีเทาคมกริบพยักหน้ารับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้งใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบปีในชุดประจำราชวงศ์เต็มยศฉุดเครื่องหน้าคมเข้มของเขาให้ดูเคร่งขรึมยิ่งไปกว่าเก่าคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงหอคอยค่อยๆยื่นคอออกมาสำรวจดูเขาช้าๆอย่างไม่ไว้วางใจ ขณะที่เด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่งให้เธอจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นอย่างไม่นึกรำคาญใจ

                 

            ‘มาทำอะไรที่นี่?’

                 

            เด็กสาวเอ่ยถามเสียงแผ่วผลุบเข้าไปซ่อนอยู่หลังกำแพงอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มขยับเข้ามาใกล้

                          

            ‘มาหา’เด็กหนุ่มบอกเสียงเรียบก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งแถวๆแปลงดอกไม้ที่เด็กสาวทำค้างไว้ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวขึ้นมาและทำให้เธอตกใจจนหนีไปซ่อนหลังกำแพง

                 

            ผ่านไปหลายนาทีเด็กสาวยังคงผลุบๆโผล่ๆดูเขาอย่างเว้นระยะห่างอยู่หลังกำแพงปราสาทขณะที่เด็กหนุ่มชักจะเริ่มเบื่อกับการนั่งอยู่นิ่งๆเต็มทนแล้วท่ามกลางความแปลกประหลาดใจของเด็กสาว เด็กหนุ่มหยิบเอาพลั่วเล็กๆขึ้นมาเกลี่ยดินรอบๆแปลงที่เด็กสาวทำค้างไว้อย่างขะมักเขม้นจนเสร็จทั่วแปลงก่อนจะใช้ปลายนิ้วค่อยๆกดลงไปในดินอย่างไม่นึกรังเกียจเพื่อทำหลุมใส่เมล็ดดอกไม้ในถุงที่ถูกแกะค้างไว้

                 

            ‘มันเปื้อนนะ!’

                 

            เด็กสาวร้องบอกเขา

                 

            ‘ไม่เป็นไร’เด็กหนุ่มตอบกลับมาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะค่อยๆหยิบเมล็ดดอกไม้สีเขียวแก่อวบอูมหย่อนลงไปในหลุมที่เขาทำทีละเมล็ด

                 

            ‘ไม่ได้นะ!ตรงนั้นต้องใส่ต้นแมรี่โกลด์ลงไปไม่ใช่แดฟโฟดริล!’ เด็กสาวร้องปรามก่อนจะวิ่งออกมาจากหลังกำแพงอย่างลืมตัวมือเล็กๆขุดเอาเมล็ดของดอกแดฟโฟดริลขึ้นมาก่อนจะหย่อนเมล็ดสีน้ำตาลแห้งๆใส่ลงหลุมไปแทน

                 

            ‘ชอบเหรอ? ดอกแมรี่โกลด์’

                 

            ‘ท่านพี่ชอบ’เด็กสาวร้องบอกอย่างมีความสุขก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าใบหน้าของเธออยู่ห่างจากคนแปลกหน้าแค่ไม่กี่นิ้วดวงหน้าใสๆของเด็กสาวตัวน้อยขึ้นสีเรื่อก่อนที่เจ้าตัวจะทำท่าวิ่งหนีอีกรอบ

                 

            ‘ไม่ต้องกลัวหรอก’ฝ่ามือใหญ่คว้าชายกระโปรงของเด็กสาวเอาไว้ขณะที่เธอกำลังจะวิ่งหนีส่งผลให้ร่างเล็กๆนั่นล้มคว่ำลงกับพื้นจนเรือนผมสีชาและกระโปรงสีขาวเปื้อนดินทันที

                 

            ‘ฉันขอโทษ’เด็กหนุ่มบอกก่อนจะเข้ามาประคองร่างเธอไว้เป็นการไถ่โทษ แต่เด็กสาวกลับส่งรอยยิ้มซุกซนอย่างเขินอายให้กับเขา

                 

            ‘ไม่เป็นไร’

                 

            ดูเหมือนระยะห่างระหว่างพวกเขาจะลดลงไปมากทีเดียวเมื่อเด็กหนุ่มกลายมาเป็นลูกมือช่วยเธอทำแปลงดอกไม้ที่เหลือให้เสร็จแปดในสิบส่วนของแปลงที่ทำเด็กสาวตั้งใจจะปลูกดอกมารีโก้ให้พี่สาวที่ดูเหมือนว่าเธอจะชื่นชมมากทีเดียวเอาไว้ส่วนแปลงที่เหลือเป็นดอกหญ้าดอกเล็กๆที่เธอบอกว่าหาเมล็ดมาได้จากต้นของมันที่ขึ้นอยู่รอบกำแพงหอคอย

                 

            ‘ฉันไม่ค่อยได้ออกไปจากที่นี่นานๆทีท่านพี่จะมาหา เอาเมล็ดดอกไม้มาให้ แต่ส่วนใหญ่ท่านแม่จะมา’

                 

            เธอเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังแล้วเด็กหนุ่มก็สัญญาว่าครั้งหน้าที่มาหาเขาจะเอาเมล็ดดอกไม้สายพันธุ์ใหม่มาให้เธอด้วย

                 

            เด็กสาวส่งรอยยิ้มกว้างอวดฟันซี่เล็กๆให้เขาอย่างยินดี

                 

            สี่ห้าวันหลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็นำเมล็ดดอกไม้หลากสายพันธุ์มาให้เด็กสาว มันถูกบรรจุอยู่ในห่อผ้าสีหวานผูกด้วยริบบิ้นสีเข้ากันเด็กสาวขุดแปลงรอเขาไว้แล้วสี่ห้าแปลง แต่เมื่อเธอเห็นของขวัญที่เขาเอามาให้เธอก็ร้องขึ้นอย่างเสียดาย

                 

            ‘ฉันขุดแปลงไว้ไม่พอปลูกพวกมัน!’

                 

            ‘เดี๋ยวฉันช่วย’

                 

            เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับแย้มรอยยิ้มแล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันทำแปลงดอกไม้จนค่ำก่อนที่เด็กหนุ่มจะขอตัวจากไป

     

                 



    ‘เขาบอกว่าคราวหน้าเขาจะเอาดอกไม้พันธุ์ใหม่มาให้เป็นดอกไม้ที่ปลูกได้ทุกฤดู!’

                 

            เด็กสาวบอกกับผู้มาเยือนที่ส่งรอยยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นขณะที่ค่อยๆบรรจงรดน้ำดอกไม้ในแปลงอย่างทะนุถนอม

                 

            ‘ดีจังเลยน้า...คู่หมั้นของน้อง ไว้คราวหน้าพี่จะแนะนำคู่หมั้นของพี่ให้รู้จักบ้างนะจ๊ะ’

                 

            แต่แล้วเด็กสาวก็ไม่ได้รู้จักคู่หมั้นของพี่สาวอันที่จริงเป็นเวลานับเดือนแล้วที่พี่สาวไม่ได้แวะมาหาเธอ  เช่นเดียวกับเขาคนนั้นที่เคยสัญญาว่าจะเอาดอกไม้พันธุ์ใหม่มาให้เธอไม่ได้พบกับเขาอีกเลยนับตั้งแต่วันที่เขาสัญญากับเธอไว้ เวลาผ่านมานานหลายเดือนแปลงดอกไม้ที่ขุดรอไว้ถูกทิ้งร้างตอนนี้มันกลายเป็นเนินดินที่ถูกวัชพืชขึ้นปกคลุมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสวนกว้างแปลงดอกไม้อื่นๆก็มีสภาพไม่ต่างกันพวกมันถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาเมื่อฤดูกาลผ่านพ้นไป

                 

            สามเดือนต่อมาเธอก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากหอคอยเป็นครั้งแรก ท่านแม่มารับเธอแต่เช้าที่หน้าห้องบอกว่าวันนี้จะพาไปหาท่านพ่อ เด็กสาวไม่เคยพบกับท่านพ่อมาก่อนเลยนับตั้งแต่จำความได้มีเพียงเรื่องเล่าของพี่สาวเท่านั้นที่บอกว่าท่านพ่อใจดีมากแค่ไหนหวังว่าท่านพ่อของพี่นั้นจะใจดีกับเธอด้วยเช่นกัน

                 

            ในปราสาทตอนเช้าเงียบสงบเธอแทบจะไม่เห็นใครเลยตลอดทางที่ท่านแม่พาเธอเดินผ่าน ดูท่าทางท่านแม่จะรีบร้อนและกังวลใจเสียเหลือเกินมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ?

                 

            แล้วในที่สุดเธอก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ท่านแม่เคาะประตูสองสามครั้ง มีเสียงตอบรับดังมาจากคนที่อยู่ข้างในแล้วท่านแม่ก็ผลักประตูเข้าไป มือข้างหนึ่งโอบหลังพาเธอเข้าไปด้านในด้วย

                 

            เด็กสาวเบิกตากว้างอย่างตื่นตาตื่นใจกับความงดงามภายในห้องม่านปักรูปดาวสีเงินบนผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วของห้องเครื่องเรือนสีเข้มกับรูปภาพประดับผนังเป็นรูปวิวทิวทัศน์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามพื้นห้องปูด้วยพรมหนาผืนใหญ่ เหนือขึ้นไปเป็นเพดานโค้งรูปท้องฟ้าจำลองยามค่ำมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางห้องเจ้าของห้องผู้ครอบครองนัยน์ตาสีเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะทอดสายตามองมาที่เธออย่างอ่อนโยน เด็กสาวหลบสายตาอย่างเขินอายขณะที่ท่านแม่พาเธอเดินเข้าไปใกล้แล้วมือใหญ่ก็วางลงบนศีรษะเธอเบาๆ

                 

            ‘ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ’

                 

            เสียงของท่านพ่อทุ้มต่ำและอบอุ่นมือใหญ่นั่นเอื้อมมาอุ้มเธอนั่งลงตรงที่นั่งข้างๆ เป็นฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับพี่สาว

                 

            ‘ไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมาตั้งนานแล้วจริงสิ! ลูกคงรู้จักแอลแล้วสินะ’

                 

            คนเป็นพ่อเอ่ยขึ้นก่อนจะแนะนำคนที่ชื่อคุ้นหูให้รู้จักเด็กสาวหันไปมองร่างของเด็กหนุ่มที่ทำสีหน้าเรียบเฉยนั่งอยู่ข้างกายพี่สาวเธอเขาทำตัวราวกับว่าไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน

                 

            ‘เคยพบกันแล้วครับ’

                 

            เด็กหนุ่มบอกเสียงนิ่ง

                 

            ‘นั่นสินะ...’คนเป็นพ่อหันมาพูดกับเธอ ‘งั้นแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้งแล้วกัน นี่คือแอลโด้ครอส เป็นคู่หมั้นของพี่สาวลูก’

                 

            คู่หมั้นของพี่...?

                 

            อะไรบางอย่างในจิตใจของเด็กสาวแตกสลายเธอไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำว่าทำไมความรู้สึกว่างเปล่าถึงได้ก่อตัวขึ้นอย่างง่ายดายภายในจิตใจที่ราวกับจะแหลกสลายไปแล้วของเธอ

                 

            ครั้งหนึ่ง...เขาเคยบอกว่าตัวเขาเองเป็นคู่หมั้นของเธอหรือเปล่านะ?

            

            เด็กสาวเริ่มไม่แน่ใจนัก

            

            เขาจำเธอสับสนกับพี่สาวของเธอหรือเปล่า?

                 

            คำถามนั้นไม่อาจหาคำตอบได้...

                 

            แล้วดอกไม้ที่เขาสัญญาไว้ว่าจะเอามาให้ล่ะ?

                 

            ไม่มีคำอธิบายอื่นใดเลยนอกจากการแนะนำตัวสั้นๆอาหารเช้าเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายหลังจากนั้น

     

                 

            แล้วในที่สุด...เธอก็เข้าใจ…

     

                 

            ไม่มีดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูมันไม่มีอยู่จริง

                 

            มีเพียงแปลงดอกไม้ที่ถูกทิ้งร้างไว้หลังหอคอยเท่านั้นที่จะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป

                 

            ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาและถูกลืมทิ้งไว้ของเอิร์ธมูน

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน