แม้จิตใจส่วนหนึ่งจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อผู้เป็อาจารย์ที่เพิ่งพบเจอกันไม่นานยิ่งนัก แต่จิตใจอีกส่วนหนึ้งก็เกดิความตื่นเต้นไม่แพ้กัน กังหลงตื่นเต้นใคร่รู้ยิ่งนักว่าผลจะออกมาเช่นไร จึงรีบรีบหลับตาลงสำรวมจิตสำรวจร่างกายอย่างช้า ๆ ขณะเดินลมปราณสำรวจ เบื้องต้นพบว่าระดับปราณของตนยังอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นปลายเช่นเดิม เหมือนก่อนหน้านี้
"หรืออาจารย์ล้มเหลวในการปลูกจุดชีพจร แต่ความเ็ปทุกข์ทรมานที่ข้าได้รับในตอนนั้น หรือจะเป็เพียงความฝัน "
กังหลงสำรวจร่างกายต่อไป นอกจากพลังยุทธที่ยังอยู่ระดับเดิม คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อพบเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายเกิดขึ้น เมื่อลมปราณผ่านจุดชีจรทั้งห้าสิบสี่จุด คล้ายโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นกว่าเดิม ไม่มีอะไรติดขัด ส่วนนอกจากนี้คล้ายเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
แต่ทันใดนั้น !! มีสิ่งประหลาดได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อพบว่าในร่างกายมีจุดที่มีขนาดคล้าย ๆ กับจุดชีพจรเพิ่มขึ้นมา จำนวนเจ็ดจุด กระจายอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกาย แต่จุดเ่าั้ย่อมไม่ใช่จุดชีพจรอย่างแน่นอน เพราะคนเรามีจุดชีพจรทั้งสิ้นแค่ห้าสิบสี่จุดเท่านั้น แล้วจุดทั้งเจ็ดที่เพิ่มมาคืออะไร ?
แม้มีความสงสัยแต่กังหลงก็ไม่หยุดสำรวจ ยังคงกำหนดจิตสำรวจต่อไปเรื่อย ๆ และต้องตระหนกยิ่งกว่าเดิมเมื่อพบว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายมายคือ "จุดตันเถียน" เดิมทีก่อนหน้านี้จุดตันเถียนของตนมีขนาดปกติเหมือนคนทั่วไป แต่บัดนี้จุดตันเถียนของตนขยายขนาด ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงเจ็ดเท่า !! และสิ่งที่ทำให้กังหลงยินดียิ่งอีกอย่างคือ ขณะนี้ตนเองสามารถมองเห็นเส้นชีพจรของตัวเองแล้ว แต่ที่แปลกคือเส้นชีพจรของตนทำไมมีขนาดที่ใหญ่และหนายิ่ง !!
"เกิดอะไรขึ้นกับข้า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หรือว่า ท่านอาจารย์ทำสำเร็จแล้ว แต่ท่านอาจารย์บอกว่าการกำเนิดใหม่ชีพจรโดยการปลูกจุดชีพจร ต้องทำลายจุดชีพจรเดิมและเมื่อจุดชีพจรโดนทำลาย พลังยุทธก็จะสูญสลายไปสิ้นด้วยเช่นกัน แต่พลังยุทธของข้าไฉนไม่โดนทำลาย กลับยังอยู่ที่ระดับเดิมไม่เปลี่ยนแปลง !! "
"ไม่ทราบร่างพลังงานของท่านอาจารย์สลายไปตามกำหนดเวลาหรือปลีกไปทำสิ่งใดไม่ทราบว่าข้าจะมีโอกาสได้เจอท่านอีกหรือไม่ช่างเถอะหากมีวาสนาก็คงมีโอกาสได้พบเจอร่างจริงแต่ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้วชีวิตผู้คนจะยืนยาวไปถึงปานนั้นหรือไม่ เห้อ..!! เื่ที่ควรสนใจตอนนี้คือต้องตรวจดูหนังสัตว์ผืนที่วางไว้ก่อนคงเป็ข้อความจากท่านอาจารย์"
กังหลงหยิบหนังสัตว์ผืนที่วางบานแท่นศิลานิลกาลจน์มาขึ้นเมื่อคลี่หนังสัตว์ผืนนั้นออก เห็นข้อความมากมายเขียนด้วยลายมือสวยงามมีพลัง
"ถึงกังยี้ศิษย์ข้า อาจารย์ได้ใช้เวลาสี่ชั่วยามกว่าในการปลูกจุดชีพจรใหม่และส่งเสริมเ้าเพื่อให้เป็ยอดคน อาจารย์ได้ปลูกจุดชีพจรให้เ้าได้สำเร็จ และได้ใช้ศาสตร์ลับชั้นสูงเปิดจุดจักระให้แก่เ้าได้สำเร็จทั้งเจ็ดจุดแล้วเช่นกัน"
"ศาสตร์ลับนี้นอกจากเปิดจักระแล้วยังช่วยสร้างจุดชีพจรที่กำเนิดใหม่ให้สมบูรณ์เต็มวัยพร้อมทั้งช่วยเปิดจุดชีพจรของเ้าออกทั้งห้าสิบสี่จุดช่วยสร้างและขยายจุดตันเถียนให้มีขนาดใหญ่และมีความทนทานมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า"
"อาจารย์ได้ถ่ายเทปราณ เพื่อยกระดับพลังฝีมือเ้า ให้กลับมาอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดหากเ้าโคจรลมปราณตรวจสอบดูคงจะพบความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเหล่านี้แล้ว อาจารย์ตั้งใจจะอธิบายเ้าด้วยตนเองแต่เนื่องจากใช้พลังปราณมากเกินไปในการส่งเสริมเ้าร่างพลังงานจึงสลายไปก่อนครบกำหนดห้าชั่วยาม ไม่อาจรอจนเ้าฟื้นขึ้นมาได้ "
"จึงเขียนสิ่งต่าง ๆ ที่เ้าต้องดำเนินการตามลำดับให้เ้าดำเนินตามลำดับที่อาจารย์บ่งบอกไว้ในหนังสัตว์ด้านหน้าเ้าอย่าได้ใจร้อนข้ามขั้นตอน "
"ประการแรกเ้าจงรับ่เป็ผู้สืบทอดห้องโบราณนี้ซึ่งห้องโบราณได้เลือกเ้าเป็เ้าของั้แ่ขณะที่ได้รับโลหิตสามหยดในการเปิดประตูและสามารถเข้าไปถึงส่วนในของห้องอย่างปลอดภัยเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปเ้ามีสิทธิ์ในสิ่งของและทรัพย์สินทุกอย่างในตำหนักนิลกาลจน์แห่งนี้ของแต่ละอย่างล้วนมีคำอธิบายแนะนำวิธีการใช้งานทั้งสิ้นเ้าจำเป็ต้องใช้สถานที่นี้ในการฝึกตนให้กล้าแกร่งขึ้นจนมีความสามารถพอที่จะทำการใด ๆได้"
"ประการที่สองอาจารย์ได้กลั่นเื่ราวประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เ้าควรรู้เป็เม็ดพลังเก็บไว้ในถุงมิติสีทองที่วางบนแท่นศิลาเม็ดพลังแต่ละเม็ดจะบ่งบอกรายละเอียดหลังจากเ้าได้กลืนกินเม็ดพลังเหล่านี้และย่อยสลายจนเรียนรู้เื่ราวต่าง ๆ เ่าั้ซึมซับเข้าสู่จิต"
"ประการที่สามอาจารย์ได้ถ่ายเทพลังปราณเพื่อยกระดับพลังฝีมือเ้าให้กลับมาอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด เพื่อไม่ให้ใครสงสัยในตัวเ้าและภายในสามชั่วยามหลังจากเ้าฟื้นตื่นขึ้นจาการปลูกจุดชีพจรห้ามเ้าใช้พลังปราณต่อสู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นชีพจรที่กำลังปรากฎเป็รูปร่างได้รับความเสียหาย "
"ประการที่สี่ขณะนี้ครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยปี จากการคาดการณ์ของอาจารย์คงจะมีต้นอุทกศิลาที่ถึงคราออกผลแล้ว เหตุด้วยหลังจากอาจารย์สร้างห้องโอสถสำเร็จอาจารย์ได้ชักนำปราณฟ้าดินมารวมไว้ยังใจกลางห้องโอสถและใช้ซากต้นอุทกศิลาที่เหี่ยวแห้งเพื่อเป็สื่อล่อให้ต้นอุทกศิลาถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง"
"โดยปกติหากมีซากที่มีส่วนประกอบของอุทกศิลาไม่ว่าจะเป็ลำต้น ใบ หรือผล หล่อเลี้ยงด้วยปราณฟ้าดินที่เพียงพอครบกำหนดร้อยปีย่อมจะมีต้นอุทกศิลาที่พร้อมจะออกผลเกิดขึ้นแน่นอน "
"แม้ว่าขณะนี้จุดชีพจรของเ้าได้ถูกศาสตร์ลับจักระโบราณเปิดออกโดยบังเอิญทั้งห้าสิบสี่จุดแล้วแต่ขณะนี้เส้นลมปราณของเ้ายังมองดูไม่ชัดเจนว่าเป็อย่างไรลักษณะแบบนี้ดูเหมือนไม่แข็งแรงและสมบูรณ์เพียงพอจึงจำเป็ต้องใช้ประสิทธิภาพของผลอุทกศิลาจำนวนเจ็ดผลเพื่อหล่อเลี้ยงจักระทั้งเจ็ดจุดให้สมบูรณ์เต็มที่ทั้งยังเสริมสร้างจุดชีพจรและเส้นลมปราณให้สมบูรณ์แข็งแรงจนสามารถรองรับพลังต่างๆ ได้ "
"วันนี้เ้าจงกลืนกินผลอุทกศิลาที่สุกหนึ่งผลแล้วย่อยสลายก่อนและทุกสองวันเ้าต้องเก็บและกินผลอุทกศิลาพร้อมย่อยสลาย จนครบเจ็ดผล "
"เ้าใช้ผลอุทกสิลาเพียงเจ็ดผลก็เพียงพอ หากมากกว่านั้นจะเป็การเสียของไร้ประโยชน์ ส่วนผลที่เหลือเ้าต้องรอเก็บจนครบ เอาไว้ใช้ตามความเหมาะสมแต่ผลอุทกศิลาหากหลุดจากต้นจะคงอยู่ได้แค่สามชั่วยามหากไม่ได้ใช้งานหรือเก็บไว้ในที่เหมาะสมก่อนสามชั่วยามผลจะแห้งเหี่ยวจนไร้สรรพคุณเหลือเพียงซากธาตุของผล"
"ในถุงมิติทองอาจารย์ได้เตรียมผะอบมิติเยือกแข็งพันปีที่สามารถแช่แข็งสิ่งของให้คงสภาพเดิมได้ตลอดหากของนั้นถูกเก็บรักษาไว้ภายใน และในห้องโอสถมีอุปกรณ์ ตำราวิชาการปรุงโอสถเบื้องต้นการฝึกพลังจิตเบื้องต้น สมุนไพรต่าง ๆที่อาจารย์เก็บสะสมไว้พอประมาณให้เ้าได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์ได้ในระดับหนึ่ง"
"เ้าจงแบ่งเวลาทำการฝึกวิชาโอสถไปพร้อมกันขณะฝึกวิชายุทธ เนื่องจากในภายภาคหน้าเมื่อเ้าเดินทางท่องเที่ยวในยุทธภพวิชาโอสถก็จะเป็วิชาหนึ่งที่มีประโยชน์สำหรับเ้าอย่างยิ่ง"
"ประการที่ห้าคำฝากฝังและภารกิจที่เ้ารับปากอาจารย์ได้กลั่นเป็เม็ดพลัง ห้ามเ้าสลายเม็ดพลังคำฝากฝังเพื่อทำตามคำฝากฝังก่อนที่ระดับปราณยุทธของเ้าจะสูงกว่าระดับครึ่งก้าวจักรพรรดิ์า เพราะหากเ้าสลายเม็ดพลังออกก่อนถึงระดับที่กำหนดจะเป็ผลร้ายมากกว่าผลดีต่อเ้า"
"เ้าต้องหาเวลามาฝึกฝนพลังฝีมือในห้องฝึกยุทธและในห้องกาลเวลาห้องฝึกยุทธมีคัมภีร์ยุทธและศาสตราวุธระดับต่าง ๆ ที่อาจารย์เก็บสะสมไว้ทั้งที่ได้มาจากการแสวงหา แลกเปลี่ยนและแย่งชิง "