5
หนังสือปริศนา
แสงแดดส่องลอดหลังคาซึ่งชำรุดเป็รูเข้ามากระทบม่านผืนบางอากาศหนาวเย็นทำให้คนด้านในหลับสนิท ไร้ความเคลื่อนไหว หนึ่งถ้วยน้ำชาให้หลังเงาใหญ่เลือนรางขยับพลิกตัวอย่างแ่เบา เพื่อไม่ให้รบกวนคนหลับ ร่างหนาพลิกตัวตะแคงหาคนนอนด้านในข้อนิ้วหยาบเตะแก้มอิ่มขาวผ่องอมชมพู ไล้เบา ๆ ใต้ตาคล้ำดวงตาคมกริบทอประกายอ่อนโยน
มือนุ่มผลักมือเขาทิ้งก่อนพลิกตัวหันหลังให้ ฉวีอวิ้นมู่หัวเราะเบา ๆมองหลังบางซึ่งมีรอยสีแดงทั่วด้วยสายตาสว่างพราว ดึงผ้าห่มคลุมปิดถึงลำคอขาว
ั์ตาคมหรี่ลงมองสันหนังสือซึ่งโผล่ออกมาจากใต้หมอน
“หนังสือนี่คือ...”หนังสือเล่มบางสีเขียวหม่นไม่น่าดึงดูด ถูกดึงออกจากใต้หมอนนิ้วเรียวยาวพลิกอ่านอย่างสงสัย ดวงตาคมกริบเป็ประกายวาว ปากเรียวบางสีชมพูยกขึ้นฉวีอวิ้นมู่ไม่ได้สนใจพลิกหน้าต่อไป เมื่อเห็นว่าเป็หนังสือเกี่ยวกับอะไรจึงปิดลงและซุกไว้ใต้หมอนตามเดิม เหลือบมองเ้าของหนังสืออย่างขบขันก่อนตัดใจลุกจากที่นอนอุ่น
เช้าแล้วดวงอาทิตย์ไม่ได้ประดับบนท้องฟ้า โดนเมฆหมอกบดบัง หิมะหยุดตกั้แ่กลางดึกควันไฟจากเรือนอื่นพวยพุ่งขึ้นเป็ระยะ นกกาบินออกจากรังเป็ฝูงกลางนภาบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มเดินเอื่อยเข้าครัวเริ่มจากต้มน้ำก่อน ค่อยหุงข้าวและทำกับข้าวตามลำดับ
เมฆหมอกเริ่มเลือนหายแสงสว่างจ้าเริ่มปรากฏรำไรตรงขอบฟ้า เตียงเตาเริ่มมีเสียงเคลื่อนไหวให้ได้ยินศีรษะเล็กค่อย ๆ โผล่ออกมาจากผ้าม่าน แพขนตาหนายาวกะพริบปริบ ๆดวงตาคู่โตเหลือบมองหาคนร่างสูงเมื่อเห็นเป้าหมายนั่งนิ่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทางสงบใจนางพลันเต้นผิดจังหวะวูบหนึ่งก่อนจะรีบมุดตัวกลับด้านในเมื่อเขาหันกลับมาประหนึ่งรู้ว่าตนแอบมอง
“ตื่นแล้วก็ลุกมาล้างหน้ากินข้าว”
“อื่อ”นางขานรับเสียงแข็งทื่อ ยอมลุกอย่างว่าง่าย เท้าเล็กนุ่มสีน้ำนมพาเรือนร่างบางหายลับไปทางฉากกั้นเสียงน้ำดังขึ้นเป็ระลอกฉวีอวิ้นมู่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่หันไปมองเงาเลือนรางน่าหลงใหลหลังฉากกั้นแม้ตาจะมองทัศนียภาพนอกหน้าต่าง แต่หูกลับได้ยินทุกความเคลื่อนไหวด้านหลัง
ชายหนุ่มเคยคิดว่าชีวิตนี้จะไม่แต่งภรรยาด้วยไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องมาจมปลักไร้อนาคตอยู่กับตนเขาจึงเลือกละทิ้งทุกอย่างแล้วมาอาศัยอยู่หมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แห่งนี้ทว่าทุกสิ่งย่อมมีข้อยกเว้น เมื่อเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้นสุดท้ายได้ภรรยาคนหนึ่งมาอย่างไม่ตั้งใจ
ฮูหยินตัวน้อยของเขามีใบหน้าพริ้มเพราคิ้วเรียวเล็กได้รูป ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใส แก้มเปล่งปลั่งเป็พวงชมพูระเรื่อจมูกโด่งงามเชิดรั้น ริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบชุ่มฉ่ำ รูปร่างเล็กบางผิวกายขาวผ่องเพราะได้รับการดูแลมาอย่างดีไม่เคยหยิบจับอะไรให้ต้องระคายผิวทว่ากลับมีนิสัยไม่น่ารักนัก ถูกบิดาตามใจจนเป็คนเอาแต่ใจ ไม่ค่อยมีเหตุผลยามไม่ได้ดั่งใจชมชอบข่มขู่ แต่ละคำขู่ไม่ได้น่ากลัวเท่าไรชอบหน้าบึ้งเมื่อเขาไถ่ถาม หน้าหงิกงอเมื่อโดนบังคับให้ตามขึ้นเขาพร้อมหาเื่กับสตรีทุกคนที่มาเยือนเขาถึงบ้าน งานหลังบ้านก็ทำไม่เป็เก่งแต่ออกไปเที่ยวตลาด ทว่าเขากลับพึงใจเพราะนางทำให้ชีวิตที่เงียบเหงาเริ่มมีสีสันขึ้นมา ทำให้บ้านหลังเล็กเริ่มอุ่น
“หอมยิ่ง”เสียงหวานใสดังขึ้นตามมาด้วยร่างบางในชุดสีเหลืองเปลือกไข่เยื้องย่างมาทรุดนั่งตรงข้ามกับฉวีอวิ้นมู่ใบหน้าคมคายเบือนกลับมาสบคนตรงหน้า ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ปลาตากแห้งราดพริกแกงจืดใบบัว แล้วก็ผักผัดพริกแห้ง” ระหว่างพูดมือหนาไม่ลืมคีบเนื้อปลาส่วนที่ไม่มีก้างให้ภรรยาอย่างใส่ใจเห็นดังนั้นเล่อหวงจึงคีบผักใส่ชามเขาคืน ชายหนุ่มยิ้มรับ คีบผักใส่ปากทันทีเมินเฉยต่อสายตาค้อนควักของหญิงสาว
ปลานุ่มมีรสหวานละลายในปาก กลิ่นหอมของซอสขึ้นจมูก ทำให้เล่อหวงกินข้าวไปสองชาม มือเล็กลูบพุงตัวเองด้วยใบหน้าหงอยเหงาอีกหน่อยนางต้องตัวใหญ่เหมือนตุ่มใส่น้ำแน่ หากสามียังทำกับข้าวอร่อยเช่นนี้แต่จะให้เขาหยุดทำก็ไม่ได้ ด้วยนางยังต้องกินดื่มเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ
“คิดเื่อะไรอีกแล้ว”ชายหนุ่มยอมรับว่าชอบมองสีหน้านิ่ว คิ้วขมวด ดีใจเสียใจ ไม่พอใจซึ่งฉายอยู่บนใบหน้างามทว่าก็อยากรู้ว่านางคิดเื่ใด ถึงแสดงอารมณ์หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
“ไม่มีอะไร”ศีรษะเล็กส่ายไปมาจนผมนุ่มสลวยสีดำดุจน้ำหมึกซึ่งวันนี้ไม่ได้เกล้ากระจายเต็มแผ่นหลังมีบางส่วนปรกแก้มใส
หลังมื้อเช้าฉวีอวิ้นมู่จำต้องเข้าไปในตลาดเพราะเครื่องปรุงบางอย่างหมด เล่อหวงอาสาเฝ้าบ้านถือโอกาสที่เขาไม่อยู่ ดึงหนังสือใต้หมอนมาอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
ชายหนุ่มกลับเข้ามาอีกทีก็เลยบ่ายไปแล้ว ดีที่ก่อนไปเขาทำอาหารทิ้งไว้ไม่เช่นนั้นภรรยาตัวน้อยคงได้โวยวายโมโหหิวเป็แน่
เล่อหวงเพียงผงกศีรษะขึ้นมองผ่านรอยแยกของผ้าม่านก่อนจะล้มตัวนอนดังเดิม ไม่สนใจไถ่ถามอีกฝ่ายนิ้วเรียวขาวพลิกหน้ากระดาษอ่านต่ออย่างเพลิดเพลินริมฝีปากเม้มแน่นราวกับข่มกลั้นอะไรบางอย่าง
ฉวีอวิ้นมู่เก็บของที่ซื้อมาเรียบร้อยแล้วเห็นว่าภรรยายังคงนอนเล่นบนเตียง จึงถามขึ้นลอย ๆ“ได้ยินท่านตาหลิ่วบอกว่ามีของขวัญให้ข้า ฝากเ้ามาเมื่อวานใช่หรือไม่”
นิ้วเรียวที่พลิกหน้ากระดาษพลันชะงักร่างบางเด้งขึ้นมานั่งก่อนจะยัดหนังสือไว้ใต้หมอน นำผ้าห่มมาทับอีกชั้น“ของขวัญอะไร ไม่มี ข้าไม่เห็น”
“อ้อแล้วของที่ซุกใต้หมอนคือสิ่งใด” เสียงเขาเจือหัวเราะ
เล่อหวงต่อว่าชายชราเ้าของร้านหนังสือในใจไม่หยุดเงินก็เงินนาง หนังสือนางก็เป็คนซื้อเอง จะเป็ของขวัญเขาได้อย่างไรชายชราผู้นี้แก่แล้วเลอะเลือนยิ่ง “ไม่มีสิ่งใดทั้งนั้น”
ร่างสูงเดินไปนั่งตรงขอบเตียงรวบผ้าม่านขึ้นผูกเก็บไว้ด้านข้างตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองภรรยาซึ่งกำลังทำหน้าซื่ออย่างขบขันมือหนาล้วงใต้หมอนอย่างที่หญิงสาวห้ามไว้ไม่ทัน ดึงบางสิ่งออกมา “อ้อ !แล้วนี่คืออะไร”
“นั่นของข้าหรือเ้าจะแย่ง” ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นทั้งที่แดงก่ำ หนังสือภาพสินเ้าสาวตอนออกเรือนมารดาเลี้ยงไม่ได้ใส่รวมกับหีบเ้าสาวพอผ่านค่ำคืนวสันต์กับเขาอีกครั้ง นางจึงตั้งใจซื้อมาศึกษาใครจะรู้ว่าชายชราเ้าของร้านหนังสือจะยกให้เป็ของขวัญฉวีอวิ้นมู่
น่าตายนัก! นางอุตส่าห์เก็บเป็ความลับ เขายังมารู้อีก
ชายหนุ่มพลิกหนังสือไปมาคล้ายสนใจ“ยืมดูได้หรือไม่” ปากขออนุญาตแต่มือพลิกหนังสือดูโดยไม่รอคำตอบจากเ้าของหนังสือ
เสียงเปิดกระดาษดังขึ้นตาคมกริบสีดำขลับกวาดมองภาพชายหญิงในหนังสือครู่หนึ่งก่อนเหลือบขึ้นมองเ้าของหนังสือซึ่งยามนี้ใบหน้างามแดงก่ำ ดวงตากลมโตมีแววสะเทิ้นอายฉายชัด ตกตะลึงทำตัวไม่ถูก
“ท่านี้น่าสนใจหากเ้าชอบ คืนนี้พวกเราค่อยลอง” น้ำเสียงที่เอ่ยจริงจังระคนหยอกล้อ
“ไม่”นางหน้าตื่น ริ้วแดงพาดผ่านแก้มใสไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
“เ้าเอาคืนมานะ”หลังตั้งสติได้ เล่อหวงพยายามคว้าหนังสือจากมือเขาแต่ก็ไม่อาจทำได้เมื่อฉวีอวิ้นมู่ยกขึ้นสูงเอี้ยวตัวหลบ จึงกลายเป็ภาพเล่อหวงกำลังเกาะแกะเขาสองมือเล็กโอบซ้ายทีขวาทีเพื่อคว้าหนังสือตนคืน ด้านชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังมือข้างที่ว่างโอบรอบเอวคอดกิ่ว รัดร่างบางเข้าหาตัว
เล่อหวงที่ถูกโอบกอดยังไม่รู้ตัวยังคงโวยวายเสียงเขียว “เ้าขโมยของข้า ข้าจำได้ว่าเป็ของข้า”
สามีภรรยายื้อแย่งหนังสือภาพกันไปมาสุดท้ายชายหนุ่มใจอ่อน ยอมคืนให้เมื่อภรรยาตัวน้อยเริ่มหน้างอ เมื่อได้หนังสือคืนเล่อหวงรีบนำไปเก็บไว้ในหีบสินเดิม
หลายวันมานี้ เล่อหวงกับฉวีอวิ้นมู่ใช้ชีวิตสามีภรรยาอย่างปกติเขาขึ้นเขา นางออกไปตลาด บางวันเขานั่งผ่าไม้เหลาไม้เพื่อทำเก้าอี้นั่งเอนหลังให้นางเล่อหวงจะนอนเล่นบนเตียงลอบมองเขาผ่านผ้าม่านการใช้ชีวิตร่วมกับบุรุษผู้หนึ่งก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ครั้นที่ถูกบิดาบังคับให้ออกเรือนกับเขานางคิดว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมกับบุรุษขาเป๋ได้ คงถูกชาวบ้านซื่อหลิวพากันดูแคลนทว่าความจริงหาเป็เช่นนั้น ฉวีอวิ้นมู่ไม่ได้น่ากลัวและน่ารังเกียจอย่างที่นางคิดตรงข้ามชายหนุ่มเป็คนดี ใจเย็น อดทนกับนางทุกเื่ ไม่แปลกใจที่โจวถิงถิงกับซูเยว่ฉินชอบมาป้วนเปี้ยนแถวบ้านตีนเขา
“คิดอะไรอยู่”อยู่ด้วยกันมาหลายวัน ไม่เคยมีสักครั้งที่หญิงสาวจะชวนคุยชายหนุ่มมักเป็คนเริ่มก่อนเสมอ
“คิดว่าข้าจะไม่ตามเ้าขึ้นเขาอีกแล้ว”นางตอบไปอีกเื่ จะไม่ยอมให้เขารู้เด็ดขาดว่าตนคิดเื่อะไรอยู่
“แน่ใจนะ”เขาถามย้ำ มีดคมเงาวับในมือชะงักก่อนจะแกะดอกโบตั๋นที่เหลืออีกเล็กน้อยต่อตั้งใจจะทำแจกันไม้ไผ่ใบเล็กไว้ให้นางใส่ดอกไม้จึงแกะสลักรูปดอกโบตั๋นเพื่อความสวยงาม
“อื้ม”เล่อหวงพยักหน้า แววตามุ่งมั่น
ปากบอกว่าจะไม่ตามชายหนุ่มขึ้นเขาอีกทว่าหลายวันต่อมา ร่างเล็กแบกกระบุงขึ้นหลังเดินตามร่างสูงขึ้นเขาด้วยสีหน้าขุ่นมัวตลอดทางนางไม่ยอมปริปากคุยกับเขา ปล่อยให้สามีคุยคนเดียว
น่าโมโหนักหลอกล่อนางมาอีกแล้ว เหตุใดตนต้องแพ้อีกฝ่ายอยู่ร่ำไปเพียงแค่เขายกเหตุผลว่ารู้สึกไม่สบาย นางก็ใจอ่อนยวบยอมแบกกระบุงเดินตามหลังต้อย ๆราวกับภรรยาตัวน้อยแสนเชื่อฟังสามี
เดินผ่านหน้าผาตั้งชันแห่งหนึ่งซึ่งมีแง่งหินสูง มองเห็นสุดขอบฟ้าชัดกว่าตรงอื่น เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น“ตรงนี้ดวงอาทิตย์ตกดินสวย ไว้วันหลังจะพาเ้ามาชม”
‘ใครอยากมาชมกัน’นางพูดในใจ ไม่วายเหลือบมองขอบฟ้าอันแสนไกลทิวทัศน์อันไกลโพ้นงามจนรู้สึกคุ้มค่าที่เดินขึ้นมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
“เ้าต้องมาแน่”ชายหนุ่มราวกับอ่านใจนางออก ใบหน้าคมคายเปื้อนยิ้มละมุนซึ่งทำให้นางเผลอมองอย่างไม่รู้เบื่อ จนเมื่อสบเข้ากับแววตารู้ทันของคนตรงหน้าใบหน้างามจึงเบือนไปทางอื่นพร้อมลอบด่าตัวเองและเขาในใจด้วยความหงุดหงิด
“อยู่กับข้าไม่ต้องคิดอะไรมากมายให้วุ่นวายใจ”
“เพราะเหตุใด”เสียงเอ่ยขึ้นในที่สุด เรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าคมคาย
“ทำในสิ่งที่เ้าปรารถนาจะทำก็พอคิดในสิ่งที่อยากคิด เพียงไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะร่วมแบกรับไปพร้อมเ้า”
“ข้าไม่อยากทำอะไรอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” วูบหนึ่งที่เล่อหวงรู้สึกซาบซึ้งจนอยากโผเข้ากอดเขาแต่ยังดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน ถึงนางจะถูกตามใจจนกลายเป็คนเอาแต่ใจ ทว่าก็ปรับตัวได้กับสิ่งที่เป็อยู่ไม่เคยเรียกร้องให้บิดาส่งสาวใช้มาปรนนิบัติไม่เคยเรียกร้องให้ฉวีอวิ้นมู่เปลี่ยนโน่นนี่เพื่อตามใจตนสำนึกได้ว่าชีวิตต่อจากนี้ได้ผูกติดไว้กับเขาตนเพียงแค่เอาแต่ใจเล็กน้อยแต่ไม่ควรมากเกินไปจนอีกฝ่ายทนไม่ได้
บิดาเคยบอกว่าทุกคนย่อมมีขีดความอดทนจำกัดอย่าทำให้ผู้อื่นหมดความอดทน ไม่ใช่เื่ดีมีแต่ผลเสีย
“ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเ้าพึงใจหรือ” ตื่นเช้ามาหุงหาอาหาร ขึ้นเขาทำนา กลับมาบ้านตอนเย็นทำอาหารกินแล้วเข้านอน ใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ทุกวัน นางจะพึงใจหรือไม่
“ชีวิตข้าก็เป็แบบนี้อยู่แล้ว”นางเกิดและเติบโตในหมู่บ้านซื่อหลิว ไม่เคยออกไปเผชิญโลกกว้างด้านนอกไปไกลสุดก็แค่ในตัวอำเภอ ชีวิตที่เขาเอ่ยมาเป็แบบอย่างที่นางเห็นและเติบโตมาตลอดเหตุใดวันนี้เขาจึงเอ่ยเช่นนี้
“เช่นนั้นก็ดี”เขายิ้มกว้างอย่างที่หาดูได้น้อยครั้ง สร้างความงุนงงให้กับเล่อหวงจนต้องยกมือขึ้นเกาศีรษะ คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จึงถามไปอีกเื่
“วันนี้พวกเราจะไปที่ใด”
“ไปูเาอีกลูกเพื่อเก็บสมุนไพร”ูเาอีกฝั่งส่วนใหญ่จะมีสมุนไพรนานาชนิดขึ้น หากขยันขึ้นเขาหาสมุนไพรสามารถนำไปขายได้ราคางาม เพียงแต่สมุนไพรขึ้นอยู่ลึกตามจุดที่อันตรายผู้คนจึงไม่ค่อยขึ้นไปเก็บ ชายหนุ่มเคยมาเก็บหลายครั้งแล้วและเขายังค้นพบสถานที่ซึ่งมีสมุนไพรขึ้นหนาแน่นกว่าที่อื่นและอันตรายน้อยกว่าอยู่แห่งหนึ่ง
หลายวันมานี้หิมะหยุดตกจึงมีสมุนไพรบางชนิดขึ้นตามซอกหิน ฉวีอวิ้นมู่ตั้งใจจะเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปขายตลาดในตัวอำเภอเพราะเป็ตลาดใหญ่ให้ราคาดีกว่าในหมู่บ้าน
“ข้ามีเงินสินเดิมอยู่ไม่น้อยหากเ้า้าใช้” นางเสนออย่างกระตือรือร้น ดวงตาเปล่งประกายวิบวับและเขาก็ดับมอดแววตาเปล่งประกายคู่นั้นลงด้วยเสียงทอดถอนใจพลางเอ่ย
“ข้ายังไม่ถึงคราวจำเป็ต้องหยิบเงินภรรยามาใช้”
“แต่ขาเ้าเป็แบบนี้ขึ้นเขาอันตราย” ดวงตาคู่โตมองขาข้างซ้ายเขาอย่างกังวลแม้ครั้งหนึ่งนางจะเคยไม่ชอบเขาเพราะขาข้างนี้เป็เหตุทว่ายามนี้กลับไม่มีความรู้สึกนั้นหลงเหลืออยู่อีก
“ไว้อยากหยิบยืมเมื่อใดข้าจะบอกเ้า” เขาทราบว่านางเป็ห่วง จึงเสนอให้ความช่วยเหลือเกิดเป็บุรุษจะให้พึ่งแต่ภรรยาได้อย่างไร หากเขายังเป็ที่พึ่งให้ตัวเองไม่ได้แล้วจะให้นางวางชีวิตไว้กับเขาได้อย่างไร
“ข้าไม่เป็ไรแค่ระวังหน่อยก็ได้แล้ว” สุดท้ายเพื่อความสบายใจของภรรยา ฉวีอวิ้นมู่จึงรับปากว่าจะระวังตัวเอง
“หากเ้าไม่ระวังข้าจะวิ่งหนีไม่ช่วยเ้าจริงด้วย” เล่อหวงขู่ ก่อนจะเดินนำอย่างเง้างอดแว่วเสียงนุ่มเจือหัวเราะดังขึ้นตามหลัง
“ข้าทราบแล้ว”