“ในจุดนี้ เป็จุดที่ลำนำมีความแคบที่สุด และเต็มไปด้วยเกาะแก่งที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ลำน้ำพระเ้าข้า หากผู้ไม่ชำนาญการยากนักที่จะล่วงรู้ พวกกลุ่มคาราวานสินค้าทางตอนบน จึงมักเลือกเปลี่ยนไปใช้ทางบก ซึ่งปลอดภัยกว่า แล้วค่อยไปเปลี่ยนลงเรือในชุมชนที่อยู่ถัดออกไป ข้าตัดสินใจแล้วว่า ในจุดลำน้ำหัก นับว่าดีที่สุดแล้วที่เราจะใช้จัดการพวกมัน”
“กูเห็นด้วย ความคิดเ้าโยนยางคำ ตรงใจกูนัก เอาตามที่มึงว่ามา”
“เรียนเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง บัดนี้ข้าพเ้าได้ส่งฝีพายชำนาญการ ให้ไปสำรวจพื้นที่แล้ว เหลือเพียงแต่พระองค์มีรับสั่ง ก็สามารถวางข่ายกลศึกใยแมงมุมได้ทันที ข้าพเ้าเลือกใช้โซ่เหล็กแลเชือกหนังควายอาบยางรัก นำไปขึงตึงอยู่ใต้ลำน้ำ ในระดับที่เรือกินน้ำลึกของพวกเยว่จะสะดุดจนท้องเรือแตกหรือหางเสือหัก จนเสียการบังคับทิศทาง ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวขนาดนั้น ข้าพเ้าจะปล่อยเรือเล็กบรรทุกหม้อดิน บรรจุเชื้อไฟและน้ำมันยางไม้ ให้ไหลไปตามกระแสน้ำ พอพวกมันซัดกระแทกเข้ากับเรือของพวกข้าศึก เราก็ระดมยิงธนูไฟเข้าใส่ ให้สายน้ำโขงกลายเป็ทะเลเพลิงเข้าแผดเผาพวกเยว่ ให้มันมอดไหม้ในอ้อมกอดขององค์พญานาคินทร์”
แผนการที่เ้าโยนยางคำแห่งเชียงลาวนำเสนอ ทำเอาทุกคนในที่ประชุมต่างขนลุกขนพองด้วยคิดภาพตาม แผนใยแมงมุมใต้น้ำและนาคีพ่นไฟนั้น ช่างแลดูน่าหวาดหวั่นสมชื่อ แผนการของเ้าโยนยางคำจบลงด้วยความเห็นชอบจากทุกฝ่าย แลมีพระบัญชาให้จัดเตรียมของทุกอย่างได้ในทันที
เ้าพรหมเสกที่นั่งคุกเข่าอยู่ จึงเริ่มเอ่ยขึ้นถึงแผนการของตนขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นว่าเ้าโยนยางคำ รายงานส่วนของตนจบสิ้นลงแล้ว พยัคฆ์ซ่อนคมและคชสารทลายศึก เป็ชื่อแผนการในครั้งนี้ของเ้าพรหมเสก
เ้าพรหมเสกลุกขึ้นยืน มองดูแผนที่หนังสัตว์ภายใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันอยู่ชั่วอึดใจ แล้วทรงก้มลงชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ อันเป็พื้นที่ราบลุ่มสลับป่าทึบของชายป่าเวียงชัย ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักระหว่างค่ายของทัพเยว่และเขตแนวกำแพงแก้วเวียงชัย รวมทั้งสายน้ำของที่ใช้ส่งเสบียงอาหารให้ทัพเยว่
"กองทัพเยว่เจนจัดพื้นราบก็จริง แต่พวกมันมักประมาทกับชัยภูมิที่เป็ป่าปิดพระเ้าข้า"
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ทรงมองไปยังตำแหน่งที่พระอนุชาต่างมารดาชี้นำบนแผนที่ผืนใหญ่
“ข้าพเ้าจะใช้กองกำลังม้าเร็วและทัพเท้าเบา ไปดักซุ่มอยู่ในป่าแถบนี้ ในจุดนี้พวกเยว่มักใช้นำส่งเสบียงที่มากับเรือเข้ากองทัพ ข้าจะดักตีตัดส่วนหางทัพเสบียงของพวกมัน ทำให้กองทัพที่ใหญ่โตของมัน เกิดความระส่ำระสายแลขาดอาหาร เมื่อพวกมันตกอยู่ในความพะวักพะวงกับทัพซุ่มของข้า ข้าก็จะนำทัพช้างที่ขึ้นชื่อเื่ความดุร้าย ให้พวกมันสวมเกราะหวายยาชัญ บุกทะลวงเข้ากลางค่ายข้าศึกในยามวิกาล ช้างเหล่านี้ไม่หวาดกลัวต่อไฟและกลิ่นคาวเื พวกมันจักพากันเหยียบย่ำ และทำลายล้างค่ายพักของข้าศึก ให้พินาศเพียงชั่วข้ามคืนพระเ้าข้า”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ฟังดูแผนการของเ้าพรหมเสกที่ออกจะเสี่ยงไปสักหน่อย กับการบุกไปถึงรังข้าศึก แต่ก็นับว่ามีเหตุผลที่ดี เมื่อแผนการทั้งของเ้าโยนยางคำ แลเ้าพรหมเสกเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ข้าศึกแม้ยิ่งใหญ่สักปานใด ก็ต้องอ่อนแอลงเมื่ออาหารไม่มีตกถึงท้อง
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ทรงพยักหน้าด้วยความพอพระทัย "ดีนัก...เ้าพรหมเสก มึงควรย้ายไปจัดการพวกมัน ในจุดโค้งน้ำหัก ป่าในจุดนี้น่าจะเป็จุดที่มดแตกรังจะปีนหนีน้ำขึ้นฝั่ง มึงจงต้อนพวกมันที่รอดชีวิต ให้กลับลงน้ำไปเสีย มิต้องรอจนมันเดินทางเข้าป่า เอาเสียให้สิ้นที่ริมฝั่งน้ำนั่น เสบียงที่มันขนมาหากเก็บกู้ได้ ก็นำเข้าค่ายของกูเสียให้สิ้น พ้นไปสักสามวันห้าวัน เสบียงไปไม่ถึงค่าย ค่อยเอาทัพช้างเข้าจัดการตามที่มึงว่ามา พี่เองก็จะเอาทัพม้าและพลธนูไฟ ตามหลังช้างมึงด้วยอีกแรง ในเมื่อไม่ยอมยกทัพกลับ เช่นนั้นก็ให้พวกมันทิ้งร่างไว้ที่นี่แลกลับไปแต่เพียงิญญาเถิด"
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับแผนการของเ้านายทั้งสอง เสียงโห่ร้องด้วยความหึกเหิมดังกู่ก้อง เ้านางเอื้อที่เฝ้าดูแลสวามีถึงกับตกพระทัย รีบลุกออกมายืนดูเหล่าพลทหาร ที่พากันกู่ร้องะโโลดเต้นอยู่หน้าพลับพลาชั่วคราว ที่ในยามนี้กลายเป็ที่บัญชาการรบ ราวกับว่าแผนการในที่ประชุมที่เพิ่งจบลง จะคว้าชัยได้แม้จะเป็แค่เพียงความคิดที่เริ่มต้นขึ้น
"ให้พวกมันรู้ว่า แผ่นดินเวียงชัยแห่งสุวรรณโคมคำ แลสายน้ำของแห่งนี้ มิใช่ที่ที่คนต่างถิ่น จะมาดูิ่ได้ตามใจชอบ"
เ้าพรหมเสกและเ้าโยนยางคำต่างสบตากันด้วยความเชื่อมั่น แม้จะมีที่มาต่างกัน แต่ในเพลานี้ เืของความเป็นักรบและหัวใจของผู้ที่้าปกป้องมาตุภูมิ กลับหลอมรวมกันจนเป็หนึ่งเดียว ภายใต้คำสั่งบัญชาการของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง
“น้ำ…น้ำ…ขอน้ำกินหน่อย…” เสียงแหบพร่า ๆ แ่เบา ดังขึ้นจากด้านในกระโจมพลับพลา เ้านางเอื้อที่ยืนอยู่ด้านนอกกลับได้ยินชัดถนัดหู
“เ้าพี่…น้องอยู่นี่ ทรงรู้องค์แล้ว ช่างดียิ่งนัก”
“เ้าเอื้อ พี่หิวน้ำ”
“เ้าข้า ๆ” นางรีบคุกเข่าลงตะเกียกตะกายเอื้อมหยิบคนโฑดินเผา เทน้ำใส่จอกให้แก่ผัว น้ำตาแห่งความปิติเอ่อขึ้นคลอเบ้า นางรีบประคองศีรษะคนเจ็บ รินน้ำเข้าปากที่แห้งผากด้วยความทุลักทุเล
พอน้ำไหลเข้าปากของเ้าศรีศักดิ์ คนเจ็บซมไข้ก็พลันชุ่มชื่นใจ เปรียบได้กับต้นกล้าแห้งเหี่ยวได้รับน้ำฝน แผลที่สีข้างเจ็บแปลบทรมานเมื่อศีรษะวางลงบนหมอน ใบหน้าที่บิดเบี้ยวทรมาน กับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมา ทำเอาเ้านางเอื้อถึงกับลนลานใ ด้วยไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่
ผ้าม่านพลับพลาที่ประทับถูกเปิดออก พร้อมเสียงร้องะโของนางดังขึ้น
“เร็วเข้า ๆ ผู้ใดก็ได้! ไปตามหมอมาที ผัวกูฟื้นแล้ว แลเจ็บแผลยิ่งนัก!…”
เสียงร้องของเ้านางเอื้อ ทำเอาเหล่าบุรุษที่รวมตัวกันอยู่ในพลับพลาชั่วคราว ต่างพากันแตกตื่น
“ว่าอย่างไรนะ สหายกูฟื้นแล้วรึ ดีจริง เร็วเข้าเถิด ไอ้น้องรักกับไอ้โยน มึงสองเร่งไปปรึกษากันเตรียมการตามแผน กูให้เวลาพวกมึงเพียงสามวันเท่านั้น จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าปล่อยนานจนพวกมันตั้งหลักได้ เ้าแก้วแสงฟ้าเมืองปาว มึงจงนำกองกำลังของมึง ไปลาดตระเวนตรวจตราพวกข้าศึกเอาไว้ หากมันมีการเคลื่อนไหวเป็ภัยต่อชาวเรา กูอนุญาตให้มึงลงมือจัดการได้ในทันทีมิต้องรายงานกู”
“พระเ้าข้า…”
ทุกคนต่างน้อมรับพระบัญชา ในขณะที่เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง กลับเร่งรีบเดินจากไปด้วยเป็ห่วงในอาการของเ้าศรีศักดิ์เป็สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการศึกที่ต้องแบกรับดูแล
“ไอ้ศรีมึงฟื้นแล้วฤา ดีจริง มิเสียแรงที่กูเร่งควบม้ามาทั้งวันคืน หากไม่ติดพันพวกกองสอดแนมจู่โจมเรี่ยราดรายทาง ก็คงมาถึงเวียงชัยได้เร็วกว่านี้ มึงก็คงไม่ต้องเจ็บตัวปางตายเยี่ยงนี้เช่นกัน” ผ้ากันกระโจมไม่ทันเปิดออก แต่เสียงของเ้าขุนคำหลวง กลับดังมาก่อนองค์
เมื่อเ้ามหาอุปราชมาถึง ก็ทรงรีบเข้าไปนั่งบนพื้นข้างแคร่ไม้ไผ่ที่สหายนอนอยู่ จนทุกคนรวมทั้งพระชายาเอื้อ ต้องรีบหมอบกราบลงแนบพื้น
“ขอบใจ…ขอบใจมึงนัก มึงรู้หรือไม่…กูมองเห็นประตูนรก มาจ่ออยู่เบื้องหน้าแล้วหนา แต่เสียงยินดีของพวกมึงดังขึ้น ทำให้กูต้องหวนคืนกลับคืนมา”