บทที่9.1 ปะทะวิหค์ (1)
จิวเฉินสายตาคมเกล้าทะยานร่างอย่างรวดเร็วเข้ามาถึงหน้าวิหารเขาอยู่ห่างจากวิหค์ทั้งสองตัวเพียงแค่ห้าเมตรเท่านั้น
ฟึบบ!
จิวเฉินหยุดร่างลงตรงหน้าสองวิหค์สองมือของเขาไขว้หลังวางท่าทางสูงศักดิ์ เหล่าวิหค์เมื่อััถึงผู้บุกรุกพวกมันก็กระชับทวนในมือเตรียมสู้ทันที
ทันทีที่ภาพเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีผู้หนึ่งปรากกฎแก่ครรลองสายตาของพวกมันทั้งสองมันก็ต้องขมวดคิ้วแน่น
"มนุษย์?"
"เป็มนุษย์?"
สองวิหาร์ต่างอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกมิได้ั้แ่หลายพันปีที่ผ่านมาพวกมันมิเคยพบมนุษย์ตนใดอีกเลย แต่บัดนี้ตรงหน้ามันกับปรากฏมนุษย์เยาว์วัยผู้หนึ่งจะมีสรร้างความตื่นตระหนกให้พวกมันทั้งสองได้เยี่ยงไร
จิวเฉินมองพวกมันด้วยสายตาเฉื่อยชาอย่างถึงที่สุดแม้ระดับพวกมันทั้งสองจะอยู่บนจุดสูงสุดของเขตแดนวิญญาญ แต่หาสร้างความครั้นกลัวให้จิวเฉินไม่
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ั้แ่เกิดมาข้าพึ่งได้พบมนุษย์ตัวเป็ๆนี่แหละ"
"มนุษย์เ้าขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไร? เ้าสามารถผ่านเขตแดนอัสนี์ระดับสูงมาได้รึ?"
วิหค์ตัวด้านซ้ายหัวเราะออกมาอย่างขบขันที่ได้เจอเหล่ามนุษย์ตัวจ้อยเป็ครั้งแรกแต่ผิดกับวิหค์อีกตัวที่ดูฉลาดเฉลียวมันถามหยั่งเชิงออกมาอย่างรอบครอบและตื่นตระหนกที่มนุษย์เยาว์วัยผู้นี้สามารถขึ้นมาได้
จิวเฉินไม่ตอบคำเขารู้ดีว่าอีกสักพักหากเขาไม่ตอบพวกมันด้วยคำหยิ่งยโสของพวกมันต้องบังเกิดโทสะเป็แน่ และก็เป็ดั่งคาดวิหคตัวด้านซ้ายเดือดดาลเป็การใหญ่
"มนุษย์สหายข้าถามไม่ได้ยินหรือไร!รีบตอบมาก่อนที่ข้าจะหั่นร่างเ้าออกเป็หลายส่วน!"
"ใจเย็นก่อน!ซาเหยียนมันขึ้นมาถึงที่นี้ได้มันต้องมิใช่มนุษย์ธรรมดาเป็แน่"
"เฮอะ! มิใช่มนุษย์ธรรมดาได้เยี่ยงไร ััของข้าบอกว่ามนุษย์ตัวจ้อย ผู้นี้ยังมิบรรลุถึงเขตแดน์เลยด้วยซ้ำเ้ากังวลมากไปแล้ว ซาหยิน"
จิวเฉินยิ้มเย็นออกมาคราหนึ่งพวกมันช่างหยิ่งยโสมิผิดเพี้ยนจากสายเืหลักเหล่าทวยเทพแม้แต่น้อยแต่จิวเฉินก็อดชมเชยกับความฉลาดของซาหยินมิได้
"หั่นร่างข้าเป็หลายส่วน? น้ำหน้าอย่าางเ้ามีปัญญารึ?วิหค์ตัวจ้อย!"
จิวเฉินพูดออกมาอย่างเย้ยหยันด้วยท่าทีปลอดโปร่งเรียบสบายหารู้สึกอึดอัดไม่ที่จะต้องพบกับจุดสูงสุดของระดับเขตแดนิญญาทั้งสองตน
"บังอาจ! คำพูดของเ้าช่างโอหังยิ่งนัก! เตรียมตัวตาย!"
ซาเหยียนบังเกิดโทสะลุกฮือกับคำพูดถากถางของจิวเฉินมันก็ซับทวนในมือแน่น กลิ่นอายสุดแสนน่ากลัวของระดับเก้าเขตแดนิญญาทะลักออกมาจากร่างของมันอย่างบ้าคลั่งสองปีกกระพือออกสายลมอันรุนแรงต่างโบกสะบัดผมและชุดของจิวเฉินอย่างหนักหน่วง พลันซาเหยียนตวัดปลายทวนอันแหลมคมเข้าหาจิวเฉินอย่างเกรี้ยวกราด
"ตายไปซะ! มนุษย์จอมอวดดี!"
จิวเฉินหาขยับไม่
ฟู้ม!
พลังทั่วร่างของจิวเฉินพลันพุ่งทะยานขึ้นะเิออกมาด้วยระดับหกเขตแดนิญญาอย่างบ้าคลั่งแม้เขาจะอยู่เพียงระดับหกก็ตามที ทว่าในระดับเขตแดนิญญานี้ย่อมมิมีผู้ใดสามารถต่อกรกับเขาได้
กลิ่นอายระดับหกเขตแดนิญญาทะลักออกมาจากร่างของจิวเฉินพุ่งปะทะกับกลิ่นอายสุดอันตรายของซาเหยียนอย่างมิอาจหยุดยั้ง
ตู้มม!
มวลอากาศรอบข้างล้วนบิดเบี้ยวด้วยคลื่นพลังอันมหาศาลสองสายปะทะกันแม้พลังของจิวเฉินจะด้อยกว่าแต่หาเป็รองไม่ด้วยความหนาแน่นของจิติญญาสามารถปะทะกับคลื่นพลังที่มากกว่าตนได้
"อะไรกัน?"
เมื่อกลิ่นอายของตนถูกซัดปลิวหายไปในอากาศร่างของวิหค์ซาเหยียนพลันหยุดชะงักทวนและตัวเองทันที เมื่อมันเห็นจิวเฉินสามารถต้านทานพลังกลิ่นอายของมันได้มันก็ต้องตื่นตระหนกใและมิกล้าประมาทอีก
จิวเฉินยิ้มเยาะอย่างเฉื่อยชาหัวเราะออกมาอย่างขบขันเพื่อยั่วโมสะของวิหค์ทั้งสองตน
"อ้าวๆ ไหนบอกว่าจะหั่นร่างข้าออกเป็หลายส่วนมิใช่หรือ? ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าว่าแล้วเ้าคงมิมีปัญญาจริงๆด้วย ช่างเสียชาติเกิดยิ่งนักที่เกิดมาจากสายเืของเทพทั้งทีฮ่าฮ่าฮ่า!"
"เ้า...."
ทันทีที่ได้รับฟังคำสุดแสนจะหยามิ่เกียรติ์ศักดิ์สีของตนซาเหยียนกำมือแน่นไฟโทสะยิ่งมายิ่งลุกโหมเป็การใหญ่ มันพลันทะยานร่างเข้าหาจิวเฉินด้วยอารมณ์ฉุดเฉียวมิหลงเหลือความรอบครอบหรือระวังตัวอีกมันคำรามออกมาอย่างโกธราและบ้าคลั่ง
"ตาย!"
"ซาเหยียน! อย่าเข้าไปถอยออกมาเร็วเข้า"
เมื่อซาหยินสามารถััถึงเล่ห์กลของจิวเฉินที่พูดยั่วโทสะของซาเหยียนให้ขาดสติหุนหันพันแล่นมันก็รีบร้องเตือนอย่างร้อนรน แต่วิหค์ซาเหยียนหาได้ยินไม่
จิวเฉินยกมุมปากยิ้มอย่างชั่วร้ายพลังทั่วร่างต่างถูกรีดเค้นออกมาไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองอย่างรวดเร็ว สองเท้าฉีกออกจากกันย่อตัวลงเล็กน้อยมือซ้ายตวัดเป็แนวนอน มือขาวตวัดเป็แนวตั้ง เส้นแสงสีฟ้าครามอันทรงพลังปรากฏขึ้นเป็ตาข่ายสีฟ้าครามอันน่ากลัวตาข่ายหนึ่ง
"ปราการดาบคมข่าย์!"
ชิ้งง!
เสียงอากาศถึงตัดขาดจนแยกออกเป็มิติสีดำต่าขายสีฟ้าครามอันแหลมคมและน่าหวาดกลัวพุ่งเข้าหาร่างวิหค์ซาเหยียนที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"ไม่ดีแล้ว!"
ซาเหยียนเมื่อััได้ถึงพลังอันน่ากลัวจากตาข่ายสีคราม มันตกหลั่งเหงื่ออกมามิน้อยคิดหลบหลีกแต่หาทันไม่ด้วยความเร็วสูงที่มันพุ่งเข้าหามิสามารถหยุดได้ทันการอีกแล้วมันพลันคิดในใจ่สุดท้ายของชีวิต นี้มันต้องตกตายในเงื้อมมือของมนุษย์ตัวจ้อยจริงหรือ?
อ้ากกก!
ทันทีที่ตาข่ายพุ่งผ่านร่างของวิหค์ซาเหยียนไปเสียงร้องทรมานของซาเหยียนดังก้องขึ้น ก่อนที่ร่างของมันจะกลายเป็ชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมหลายส่วนกระจายออกเป็เศษเนื้อขนาดเท่าลูกเต๋า!โลหิตสีเขียวมรกตต่างสาดกราดกลื่อนเต็มพื้นหน้าวิหารส่งกลิ่นคาวเืฟุ้งออกมา มันมิคาดคำพูดของตนจะกลับมาทำร้ายตนเองจนต้องตกตายอย่างอเนจอนาถ'ข้าจะหั่นร่างเ้าเป็หลายส่วน' และมันก็ถูกหั่นออกเป็หลายส่วนจริงๆ
____________________________________________________________________
บทที่9.2 ปะทะวิหค์ (2)
ด้วยทักษะระดับสูง'ปราการดาบคมข่าย์' ของจิวเฉินส่งผลให้ซาเหยียนตกตายอย่างอนาถอเนจซาหยินพลันสติขาดห้วงไปชั่วหนึ่งเมื่อมองเห็นเศษส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยของสหายรัก ก่อนมันจะเริ่มรู้สึกตัวมันะโออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ซาเหยียน!"
พลันไฟโทสะถูกจุดขึ้นในใจของมันอย่างมากล้นสองหมัดของมันกำแน่นดวงตาสีเขียวพลันกับกลายเป็แดงฉานอย่างน่ากลัว ซาหยินคำรามออกมาอย่างโกรธแค้นมองไปที่จิวเฉินด้วยแววตาดุร้ายยิ่ง
"มนุษย์!เ้าอาจหาญมากที่กล้าสังหารพวกของเราเหล่าวิหค์ที่สืบเชื้อสายมาจากทวยเทพ!เ้าจักต้องชดใช้ด้วยความตาย!"
ทุกถ้อยคำของซาหยินล้วนประดับไปด้วยโทสะจิวเฉินกลับมาอยู่ในท่วงท่าปลอดโปร่งมือทั้งสองไขว้หลังไว้เช่นเดิน หาหวาดเกรงไม่แววตาเย็นเยือกและรอยยิ้มอันเ็าปรากฏบนหน้าของจิวเฉิน
"สืบเชื้อสายมาจากทวยเทพแล้วเป็เช่นไร? พวกเ้าเหล่าวิหค์!นั้นมิได้แตกต่างจากเหล่าทวยเทพที่หยิ่งผยองคิดว่าตนยิ่งใหญ่คับฟ้านั้นเลยแม้แต่น้อย!"
คำพูดของจิวเฉินส่งผลให้ทั้งร่างของซาเหยียนสั่นสะท้านเป็ไปได้ว่ามนุษย์เยาว์ไว้ผู้นี้เคยพบเทพตัวเป็ๆมาแล้ว ทั้งที่พวกมันเหล่าวิหคมิเคยพบแม้เพียงซักครั้งพวกมันรู้แค่เพียงว่าตนเกิดมาจากเหล่าทวยเทพเท่านั้นความสงสัยหนึ่งปรากฏขึ้นในใจของมันอย่างรวดเร็ว
"มนุษย์เ้าเป็ใครกันแน่?"
"เ้าตอนนี้ยังมิคู่ควรพอ! ที่จะได้รู้นามอันสูงส่งของข้า!"
คำพูดของจิวเฉินนั้นส่งผลให้ซาหยินบังเกิดโทสะอีกคราด้วยเพราะมันเป็วิหค์ที่สืบเชื้อสายมาจากเหล่าทวยเทพ นี้จะยังมิคู่ควรพอรู้นามของมนุษย์ตัวจ้อยต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้อย่างไร
"เ้าอวดดีเกินไปแล้ว!หากวันนี้ข้ามิได้ดับชีวิตอันเน่าเหม็นของเ้าข้าคงอยู่มิสุข! เตรียมตัวตาย!"
จิวเฉินหัวเราะออกมาดังลั่นกับท่าทีอันยิ่งยโสของวิหค์
"ฮ่าฮ่าฮ่า! เ้าคิดว่าสามารถฆ่าข้าได้รึ? ฮ่าฮ่าฮ่า!มาๆ เข้ามาฆ่าข้าได้เลย!"
จิวเฉินฉีกยิ้มกว้างกวักมือเรียกวิหค์อย่างท้าทาย
"เ้า...."
ซาหยินเดิมทีเป็วิหค์ที่เฉลียวฉลาดทว่าเมื่อโดนหยามิ่เช่นนี้มันก็มิสามารถห้ามเพลิงโทสะของตนได้อีกพลันกระซับทวนอันแหลมคมในมือคำรามอย่างดุร้ายพุ่งเข้าหาจิวเฉินอย่างบ้าคลั่ง
"ตาย!"
จิวเฉินยกมุมปากยิ้มเช่นเดิมหาขยับหลบหลีกไม่
"หาที่ตายโดยแท้!"
"ปราการดาบคมข่าย์"
ชิ้งง!
จิวเฉินตะวัตมือทั้งสองข้างใช้ทักษะระดับสูงอันทรงพลังอย่างปราการดาบคมข่าย์ทันทีเสียงตัดอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตาข่ายสีครามอันน่ากลัวพุ่งเข้าหาวิหค์อย่างรวดเร็ว
"คิดใช้แผนเดิมรึ? ไม่ได้ผลหรอก! เ้ามนุษย์"
ซาหยินรู้ได้จากประสบการณ์ที่สหายของตนตกตายเพราะทักษะนี้มันกระพือปีกสีขาวคู่ใหญ่ออกคิดทะยานหลบหนีขึ้นไปได้บนอย่างรวดเร็ว
ฟิ้วว์ !
ซาหยินทะยานร่างหลบตาข่ายสีครามอันแหลมคมขึ้นไปบนท้องฟ้าใบหน้าของมันผ่อนคลายออกอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลับมีซุ้มเสียงอันเย็นเยือกเสียงหนึ่งส่งผ่านหูของมันมาจากเื้ั
"โลกใบนี้มิมีที่สำหรับเ้าอีกต่อไปแล้ว! วิหค์เอ๋ยจงลงนรกไปซะ!"
"กรงเล็บพยัคฆ์์!"
ชิ้ง!
อ้ากกกก!
ซาหยินร้องโหยหวนดังลั่นก่อนสายตามันจะเป็พร่ามัว โลหิตสีเขียวมรกตสาดกระจายทั่วท้องฟ้าบริเวณนั้น ศีรษะของวิหค์พลันขาดออกจากลำคอร่างและศีรษะของมันล่วงลงพื้นอย่างน่าสังเวช
จิวเฉินยกมุมปากยิ้มอย่างพึงพอใจเหินร่างลงตรงซากของวิหคทั้งสอง เขาลงมือคว้าเอาหินผลึก์จากร่างของวิหค์พร้อมดวงจิตของพวกมันจิวเฉินจึงมิได้สนใจร่างไร้ิญญาของพวกมันอีก เขาทะยานร่างกลับไปหาเจียวเฟิ่งอี้อย่างรวดเร็ว
____________________________________________________________________
บทที่9.3 ปราการอันทรงพลัง
เจียวเฟิ่งอี้ร่างสั่นสะท้านอย่างหนักหน่วงั้แ่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหญิงสาวสามารถััได้ถึงกลิ่นอายพลังระดับเก้าเขตแดน์ิญญาของวิหค์ทั้งสองตนแต่นางมิคาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีผู้หนึ่งจะสามารถไปถึงระดับหกเขตแดนิญญาได้ด้วยอายุเพียงเท่านั้น
หนำซ้ำเขายังสามารถเข่นฆ่าวิหค์ทั้งสองตนที่มีระดับพลังเลื่อมล้ำกว่าถึงสามระดับลงได้ด้วยตัวคนเดียวภาพเหล่านี้หากเจียวเฟิ่งอี้มิได้เห็นกับตาตนเอง นางคงจะมิยินยอมเชื่อแน่นอน
ไม่นานจิวเฉินก็มาถึงตรงหน้าของเจียวเฟิ่งอี้หญิงสาวจ้องมองจิวเฉินไม่วางตา พลางครุ่นคิดในใจ
'หรือเื่ที่ท่านปู่บอกข้าจะเป็เื่จริง!'
จิวเฉินเมื่อเห็นสายตาของเจียวเฟิ่งอี้ที่มองตนไม่วางตาจิวเฉินยกมุมปากขึ้นพลางสืบเท้าเดินเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้นอีกจนหยุดเมื่อเขาห่างจากนางเพียงสามก้าวเท่านั้น
"สาวน้อย! มองข้าด้วยสายตาร้อนแรงเช่นนี้ หลงรักข้าเข้าแล้วใช่หรือไม่?"
"แหวะ! ผู้ใดหลงรักท่านกัน!"
จิวเฉินอดที่จะหยอกเย้านางมิได้เจียวเฟิ่งอี้ควันออกหูกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคืองนี้เขาจะหลงตัวเองเกินไปแล้ว หญิงสาวสะบัดหน้าหนีพร้อมเดินออกห่างจากจิวเฉิน
"สาวน้อยเ้าจะไปไหน? มิเข้าไปสำรวจในวิหารกับข้ารึ?"
เจียวเหิ่งอี้พลันหยุดชงักเท้าเดินกลับมายืนข้างจิวเฉินอย่างยินยอม ดวงตาของนางสาดประกายแสงจ้าออกมา
"ไปสิๆ รีบไปกันเถอะ"
จิวเฉินเมื่อเห็นท่าทีที่เหมือนเด็กน้อยอยากได้ขนมของเจียวเฟิ่งอี้เขาตัวหัวเราะออกมาเป็การใหญ่ ก่อนที่ร่างทั้งสองจะมุ่งตรงไปยังวิหาร
วิหารนี้มีขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้าปลายยอดอันแหลมคมของมันพุ่งขึ้นสูงเสียดดวงอาทิตย์ ยามนี้นั้นเป็ยามค่ำมืดแล้ว แต่วิหารก็ยังคงเปล่งแสงสีทองสว่างออกมาจิวเฉินและจิวเฟิ่งอี้มาหยุดยืนที่ปากทางเข้าของวิหาร
ประตูสีทองสองบานติดกันขนาดมหึมาปรากฏแก่สายตาของพวกเขาจิวเฉินจ้องมองรูปสลักอยู่บนบานประตูอย่างมิวางตา มันเป็รูปของัโบราณสีทองตนหนึ่งถูกโซ่นับพันนับหมื่นพันธนาการไว้
'นี้มันรูปสลักอะไรกัน?'
จิวเฉินแม้ตนจะมีภูมิความรู้มากมายแต่เขาก็มิสามารถรู้ได้ว่านี้คือภาพสลักจากยุคสมัยใด
'หรือว่ามันจะเป็ของั้แ่ก่อนยุคา!ยุคแรกเริ่มโลก!'
จิวเฉินครุ่นคิดในใจเขาได้ขอสรุปเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นนั้นคือภาพสลักนี้ถูกจารึกไว้ั้แ่ยุคแรกเริ่มของโลก
เจียวเฟิ่งอี้หาครุ่นคิดเช่นจิวเฉินไม่นางเพียงชมดูด้วยความอัศจรรย์ใจเพียงเท่านั้น
"เข้าไปข้างในกันเถอะ"
"อื้ม"
จิวเฉินอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นหากวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากยุคแรกเริ่มของโลกจริงนั้นสมควรต้องมีสมบัติโบราณมากมายเป็แน่
ครืน!
จิวเฉินค่อยๆผลักปรตูออกอย่างช้าๆไม่นานบานประตูก็ถูกเปิดออก ทว่าภาพเบื้องหน้าของจิวเฉินและเจียวเฟิ่งอี้หาใช่ด้านในวิหารไม่มันกับมีม่านพลังสีทองอันแข็งแกร่งขวางกันอยู่ มิให้สามารถมองด้านในได้
"นี้มัน! ปราการอนันต์กาล์!"
จิวเฉินทันทีที่เห็นม่านพลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานเขาก็อดอุทานออกมาอย่างตกตะลึงมิได้ เมื่อเขานึกย้อนกลับไปยังชีวิตที่แล้ว คราบุกไปถึงตำหนักราชันย์เทพ์เขาก็ถูกปราการอนันต์กาล์อันทรงพลังขวางไว้มิให้ไปถึงตำหนักได้ แม้ในท้ายที่สุดเขาจะสามารถทำลายมันลงได้ก็ตามแต่ก็ต้องสูญเสียพลังไปเป็จำนวนมหาศาลจนถูกราชันย์เทพ์ลอบโจมตีจนตายอย่างง่ายดาย
เจียวเฟิ่งอี้เมื่อเห็นม่านสีทองอันแข็งแกร่งก็อดตกตะลึงมิได้นี้นับเป็ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่หญิงสาวได้เห็นปราการป้องกันเช่นนี้ แต่ที่นางสนใจมากในตอนนี้ก็คืนเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีผู้นี้รู้จักม่านพลังสีทองนี้
'ท่านเป็ใครกันแน่?ท่านใช่เด็กอายุสิบห้าปีจริงหรือ? เหตุใดท่านถึงมีความรู้มากมายเช่นนี้?อีกทั้งยังมีท่าทีสงบเยือกเย็นดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่มิสมควรมีในเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีและสุดท้ายยังมีความแข็งแกร่งของท่านอีก! ท่านเป็ตัวตนเช่นไรกันแน่?"
เจียวเฟิ่งอี้ได้แต่สงสัยในใจมิกล้าถามออกมา เพราะกลัวว่าจะระลาบละล้วงมากเกินไป จิวเฉินต้องแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุดออกมา
'ปราการอนันต์กาล์นี้อันแข็งแกร่งก็จริงแต่ว่ายามนี้มันกับอ่อนแอลงมาก ข้าคงสามารถทำลายมันได้อยากแน่นอนหากใช้ทักษะต้องห้ามอันนั้นล่ะก็...ด้านในนี้มีสิ่งใดอยู่กัน? พวกเหล่าเทพ์มันซ่อนอะไรไว้กันแน่?'
จิวเฉินพลันตัดสินใจในบัดดลว่าเขาจะต้องเข้าไปดูให้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ด้านในวิหารนี้
จบบทที่ 9