ภายในบ้านหลังใหญ่ของเ้าแม่วงการค้าเพชรทองชื่อดังคุณนายกมลวรรณ เดชาวัฒนสกุล พร้อมด้วยบุตรสาว บุตรเขย และหลานสาวตัวน้อยวัยสองขวบ
ทั้งหมดกำลังนั่งพักผ่อนพูดคุยกันอยู่ภายในห้องรับแขกด้วยบรรยากาศที่มีแต่รอยยิ้มเสียงหัวเราะและมีความสุขไปกับหนูน้อยสมาชิกใหม่นามว่า ทิชาที่นั่งเล่นอยู่กับพื้นโดยมีพี่เลี้ยงคอยหยิบจับของเล่นหลากสีสันส่งให้อย่างสนุกสนาน
รถแท็กซี่สีสวยสะอาดตาจอดเทียบหน้าประตูรั้วอัลลอยของบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นนายแพทย์วิทยา เดชาวัฒนสกุลหมอหนุ่มผู้มีรูปร่างสูงโปร่งหล่อเหลาขาวตี๋ดีกรีนายแพทย์ใหญ่มาดนุ่มนวลก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าที่สง่างามเขาจากบ้านอันแสนอบอุ่นหลังนี้ไปด้วยภาระหน้าที่และหัวใจอันหนักอึ้งในตอนนั้นบัดนี้เขากลับมาด้วยหัวใจที่เข้มแข็งขึ้นพร้อมกับความสามารถที่มากล้นด้วยประสบการณ์และความชำนาญในสายการแพทย์ที่ตัวเองถนัด
ตลอดทางที่เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาในบริเวณบ้านเขาได้ยินเสียงหัวเราะครื้นเครงของบุคคลหลายคนดังแว่วมาเป็ระยะ ซึ่งเขาจำได้ดีว่าเสียงหนึ่งในนั้นก็คือมารดาของเขาแค่ได้ยินคนเป็แม่หัวเราะแบบนี้เขาก็พลอยยิ้มตามไปด้วยและทันทีที่เท้าแกร่งก้าวเข้ามาภายในห้องรับแขกที่เป็ต้นเสียงแห่งความสุขนั้นทุกอย่างก็หยุดลงทันทีเหมือนกับปิดสวิตซ์ได้
“สวัสดีครับทุกคน”
“ตาวิท/พี่วิท” สองแม่ลูกร้องเรียกผู้มาใหม่ด้วยความใและดีใจไปพร้อมๆกัน
“สวัสดีครับคุณแม่” หมอหนุ่มก้าวเข้าไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ามารดาก่อนจะพนมมือก้มกราบที่ตักของท่านด้วยความรักและคิดถึง
“สวัสดีลูก แม่คิดถึงลูกมากนะวิท” คุณนายกมลวรรณรั้งตัวบุตรชายขึ้นมานั่งเคียงข้างพร้อมกับโอบกอดด้วยความห่วงหาจนสุดหัวใจ
“ผมก็คิดถึงคุณแม่มากครับ”
“สวัสดีค่ะพี่วิท/สวัสดีครับหมอวิท” สองสามีภรรยาทักทายผู้มีศักดิ์เป็พี่ด้วยความรู้สึกยินดีในขณะที่คนเป็น้องสาวจ้องมองพี่ชายของตัวเองอย่างนึกภาคภูมิใจวันและเวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้พี่ชายของเธอหล่อเหลาน้อยลงเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับมีความสง่างามราวเทพบุตรจนเธออึ้งไปนานทีเดียว
“ครับน้องมล คุณกร สบายดีนะครับ” วิทยาผละจากอกอบอุ่นของมารดาแล้วหันไปถามน้องสาวกับน้องเขยด้วยรอยยิ้มเต็มวงหน้า
“พวกเราสบายดีค่ะพี่วิท” พิชามลตอบพี่ชายเสียงสดใส
“ผมต้องขอบคุณคุณกรมากนะครับ ที่ทำให้น้องสาวกับคุณแม่ของผมมีรอยยิ้มและมีความสุขแบบนี้”
“ผมว่าต้องขอบคุณหนูน้อยคนนี้มากกว่าครับ” ทินกรบอกด้วยรอยยิ้มขณะก้มตัวลงไปอุ้มบุตรสาวสุดที่รักอันเป็ดวงใจของทุกคนขึ้นมานั่งบนตักแกร่งเพื่อเป็การแนะนำให้คนเป็ลุงได้รู้จักหลานสาวตัวน้อยที่น่ารักของเขา
“สวัสดีครับหลานลุง ขอลุงอุ้มหน่อยได้ไหมครับ” วิทยามองเด็กน้อยวัยสองขวบด้วยความรู้สึกรักและเอ็นดูพร้อมทั้งสาวเท้าเข้าไปหาเหมือนกับว่ามีแรงดึงดูด
ทินกรส่งตัวบุตรสาวให้กับวิทยาเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ข้างๆกัน หนูน้อยทิชาตบมือแปะๆ หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขเพราะถูกผู้เป็ลุงหอมแก้มยุ้ยๆนั้นไปฟอดใหญ่
“นางฟ้าตัวน้อยของลุงชื่ออะไรครับ” วิทยาถามหนูน้อยบนตักพลางหันไปมองหน้าน้องสาวกับน้องเขยยิ้มๆ
“ทิชาค่ะ พี่วิท” พิชามลตอบพี่ชายด้วยรอยยิ้มสดใสไม่ต่างจากบุตรสาวของตัวเองที่กำลังยิ้มร่าส่งเสียงอ้อแอ้เหมือนกำลังร่วมวงสนทนาด้วยยังไงยังงั้น
“อืม... ชื่อเหมาะและก็คล้องจองกับพ่อแม่ด้วย” คนเป็พี่ว่าพลางหันไปส่งยิ้มให้น้องสาวกับน้องเขยด้วยความรู้สึกพอใจกับชื่อของหลานสาว
“เอ... ทำไมทิชาถึงดูไม่ตื่นกลัวกับพี่เลยล่ะครับ” วิทยาถามอย่างนึกแปลกใจเพราะปกติแล้วเด็กในวัยนี้น่าจะมีความตื่นกลัวกับคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยนอกจากจะไม่ยอมให้อุ้มง่ายๆ แล้ว ยังร้องไห้งอแงอีกด้วยแต่หนูทิชาคนนี้กลับหัวเราะคิกคักยิ้มหวานให้ตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ
“ก็พวกเราเอารูปของพี่วิทแทบจะทุกๆอิริยาบถมาให้ทิชาดูแล้วบอกเขาว่าเป็คุณลุง พอดูทุกวันเข้าก็เลยคุ้นหน้าน่ะค่ะ”พิชามลเป็คนอธิบายให้พี่ชายได้รับรู้ถึงความฉลาดและหัวไวของบุตรสาว
“หลานลุงความจำดีนะเนี่ย ไหนขอลุงหอมแก้มให้ชื่นใจหน่อยสิ๊ คนเก่งของลุง”ว่าจบหมอหนุ่มก็ก้มลงหอมแก้มนุ่มนิ่มของหลานสาวทั้งสองข้างอย่างนึกมันเขี้ยวหนูน้อยทิชาได้แต่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ มือป้อมๆ น้อยๆพยายามไขว่คว้าจับแว่นตาของผู้เป็ลุงด้วยความอยากรู้อยากเห็นกับของแปลกที่ไม่ได้พบเจอบ่อยนัก
“แล้ววิทมายังไงเนี่ยลูก ทำไมไม่โทรมาบอกก่อน แม่จะได้ให้รถที่บ้านเราไปรับ”คุณนายกมลวรรณเอ่ยขึ้นเหมือนนึกขึ้นได้ว่าบุตรชายของตัวเองกลับมาอย่างกะทันหันโดยไม่ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้าให้ได้รับรู้มาก่อน
“ผมมาแท็กซี่น่ะครับคุณแม่”
“น่าจะโทรมาบอกสักหน่อย ผมจะได้ไปรอรับที่สนามบิน” ทินกรบอกอย่างมีน้ำใจ
“ขอบคุณครับคุณกร พอดีเมื่อคืนผมลงเครื่องมาก็ดึกมากแล้วเลยนั่งแท็กซี่ไปนอนที่คอนโดก่อนแล้วค่อยมาที่นี่ตอนสายๆ จะดีกว่า จะได้ไม่เป็การรบกวนทุกคนด้วย” วิทยาอธิบายให้คนที่มีศักดิ์เป็น้องเขยได้เข้าใจ
“รบกวนอะไรกันครับหมอวิท พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะครับ” ทินกรกล่าวพลางส่งยิ้มและสบตากับทุกคนในห้องอย่างอบอุ่น
“ครับยังไงผมต้องขอบคุณอีกครั้งนะครับที่คุณกรดูแลคุณแม่และน้องสาวของผมเป็อย่างดี”
“มันเป็หน้าที่ที่ผมทำด้วยความยินดีและเต็มใจเป็อย่างยิ่งครับ” คนเป็เขยรับคำน้ำเสียงหนักแน่นเรียกรอยยิ้มปลื้มปิติของทุกคนที่มีให้แก่กันด้วยความซาบซึ้ง
“กลับมาคราวนี้ไม่ต้องไปไหนอีกแล้วใช่ไหมลูก” คนเป็แม่หันไปถามบุตรชายด้วยความกังวลเพราะกลัวว่าลูกชายสุดที่รักจะต้องเดินทางไปไหนไกลๆ อีก
“ครับคุณแม่ต่อไปนี้ผมต้องทำงานตอบแทนทุนของทางโรงพยาบาลที่ส่งผมไปศึกษาเพิ่มเติมมาน่ะครับ”
“ดีลูก... แม่น่ะไม่อยากให้ใครต้องพลัดพรากไปไหนไกลๆ อีกแล้วทั้งคิดถึงและเป็ห่วงเหลือเกินลูก” คุณนายกมลวรรณพูดอย่างรู้สึกโล่งใจเหมือนยกูเาออกจากอกที่หนักอึ้งมาหลายปีซึ่งใน่ที่บุตรชายคนโตไปศึกษาต่อนั้นนางทั้งคิดถึงและเป็ห่วงอยู่ตลอดเวลาจริงๆ
“งั้นวันนี้เราชวนบ้านพี่ธีร์กับยัยแพรมาทานข้าวเย็นกันนะคะคุณแม่พักนี้ไม่ได้เจอกันนานแล้วด้วย” พิชามลเสนอความคิดด้วยความดีใจอยากให้ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันสักที
“อืม... แม่ว่าก็ดีเหมือนกันนะ แล้ววิทล่ะ ว่ายังไงลูก” สิ้นคำพูดของคนเป็แม่ ทั้งหมดต่างก็รอลุ้นคำตอบของหมอหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อเพราะทุกคนรู้ดีว่า ความรักในอดีตสร้างความเ็ปให้เขาสาหัสขนาดไหนแล้วเขาจะพร้อมหรือยังหากต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เขาเคยรักและเคยคิดจะเมื่อหลายปีก่อน
“ผมยังไงก็ได้ครับคุณแม่ งั้นผมขอตัวเอาของขึ้นไปเก็บบนห้องก่อนนะครับ”วิทยามีสีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดแต่เพราะไม่อยากให้ใครต้องไม่สบายใจ เขาจึงขอหลบหน้าไปข้างบนสักพักจะดีกว่า
“ตาวิท... ลูก...”
“ผมไม่เป็ไรครับ” ว่าจบก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วอุ้มหนูน้อยทิชาไปส่งคืนให้กับน้องสาว
“พี่วิท... เอ่อ... มลขอโทษนะคะหากทำให้พี่วิทไม่สบายใจ” พิชามลพูดด้วยความรู้สึกผิดพลางอ้าแขนรับตัวบุตรสาวมากอดไว้บนตักของตัวเอง
“พี่ไม่ได้คิดมากเื่นั้นอีกแล้วครับ น้องมลสบายใจได้”
“พี่วิท... ลืมได้แล้วหรือคะ”
“พี่ไม่ได้ลืม แต่พี่เก็บไว้ในใจจนลึกที่สุดต่างหาก” วิทยาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าแล้วก้าวขึ้นชั้นบนไปเงียบๆทิ้งให้ทุกคนที่นั่งอยู่เื้ัมองตากันไปมาด้วยความรู้สึกสงสารชายหนุ่มยิ่งนักการจะลืมคนที่ตัวเองเคยรักนับว่ายากแล้วแต่การเก็บคนรักเก่าเอาไว้ในหัวใจให้ลึกที่สุดนั้นคงยากและเ็ปยิ่งกว่า
“คุณแม่คะ มลสงสารพี่วิทจังเลยค่ะ” พิชามลพูดขึ้นขณะมองตามพี่ชายเมื่อเห็นเขาเดินลับตาไปแล้ว
“แสดงว่าวันเวลาและระยะทางไม่ได้ทำให้ความรักที่หมอวิทมีต่อคุณแพรลดเลือนลงไปเลยหรือยังไงนะ”ทินกรเปรยออกมาเบาๆ แต่ก็ทำให้ทั้งภรรยาและแม่ยายที่นั่งคิดเื่เดียวกันอยู่ได้ยินชัดเจน
“เฮ้อ... นั่นสิ ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเมื่อไหร่ลูกชายของแม่จะมีความสุขสักทีก็ไม่รู้” คุณนายกมลวรรณถอนหายใจหนักๆออกมาด้วยความรู้สึกกังวลถึงบุตรชายคนโตที่เพียบพร้อมไปซะทุกอย่างแต่กลับไม่สมหวังในเื่ของความรัก ‘นี่แหละน้า... ที่เขาเรียกว่าโชคชะตาฟ้าลิขิต’
“เอ... หรือแม่จะลองคุยกับคุณสินชัยเพื่อนของแม่ดีนะ” จู่ๆ คนเป็แม่ก็พูดออกมาลอยๆ เหมือนขอความเห็นจากคนที่ได้ยิน
“ใครหรือคะคุณแม่” พิชามลหันไปมองหน้าสามีอย่างครุ่นคิดขณะเอ่ยถามมารดาแขนเรียวปล่อยตัวหนูน้อยทิชาให้ลงไปนั่งเล่นของเล่นกับพี่เลี้ยงตามเดิม
“ก็คุณลุงสินชัยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสินกมลที่แม่ไปร่วมลงทุนกับเขาเมื่อสองปีก่อนนั่นไง” นางนึกถึงเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่เป็หมอใหญ่ของโรงพยาบาลชื่อดังซึ่งมีทั้งความสามารถและชื่อเสียง จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนฝ่ายนั้นเข้ามาชวนก่อตั้งโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันตอนนั้นนางตอบตกลงเพราะคิดว่าการมีโรงพยาบาลเป็ของตัวเองก็เป็ความใฝ่ฝันอันสูงสุดของบุตรชายคนโตด้วยเหมือนกันและจะเป็การดีไม่น้อยหากได้นายแพทย์ใหญ่ผู้มากประสบการณ์เป็ผู้เบิกทางให้
“อ๋อ... ผมจำได้แล้วครับคุณแม่ นายแพทย์สินชัย วรโชติ” คนเป็เขยนึกขึ้นได้ เพราะวันที่แม่ยายไปตกลงทำสัญญากับฝ่ายนั้นเขาเองก็ไปด้วย และยังร่วมเป็พยานในเอกสารหลายๆฉบับในฐานะทนายความประจำตัวให้แม่ยายอีกด้วย
“ใช่แล้ว... คนนั้นแหละลูก”
“แล้วยังไงหรือคะคุณแม่” บุตรสาวคนเล็กยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่มารดา้าจะสื่อ
“คุณสินน่ะ เขามีลูกสาวคนเดียว และเขาเคยพูดกับแม่เป็เชิงทีเล่นทีจริงว่าอยากได้พี่วิทของเราไปเป็ลูกเขย” คนเป็แม่บอกบุตรสาวและบุตรเขยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่น
“อย่าบอกนะคะว่าคุณแม่...” พิชามลอ้าปากค้างเว้นวรรคคำพูดไว้ในเชิงที่เข้าใจตรงกัน
“ใช่ลูก... แม่คิดแบบนั้น” รอยยิ้มที่อ่อนโยนและอบอุ่นนั้นยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้าุโเพื่อยืนยันความตั้งใจ
“เอ่อ... แต่หมอวิทเขาจะยอมหรือครับคุณแม่” คำพูดของบุตรเขยทำให้รอยยิ้มของแม่สื่อที่คิดจะจับคู่ให้ลูกชายคนโตหุบฉับลงทันทีก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวลพลางนึกไปถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่นางให้ความรักและเคารพมาโดยตลอดซึ่งตอนนี้กลายมาเป็ญาติเกี่ยวดองกันแล้ว
“เฮ้อ... แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันลูกเย็นนี้แม่ว่าจะลองขอคำปรึกษาจากคุณหญิงเพ็ญพักตร์อีกทีดีกว่ารายนั้นเขามีความคิดที่เด็ดขาดกว่าแม่”
“ก็ดีค่ะคุณแม่ คุณป้าเพ็ญท่านทั้งเด็ดขาดและรอบคอบ ดูอย่างพวกเราสิคะตอนเกิดเื่วุ่นวายขึ้นเมื่อตอนนั้นก็ได้คุณป้าเพ็ญนี่แหละจัดการให้จนพวกเรามีวันนี้” พิชามลนึกถึงเื่ราวความรักของเธอและสามีกับคู่ของธีรพัฒน์และแพรวาเพื่อนรักของเธอที่กว่าจะลงเอยกันได้ก็ทำเอาคุณหญิงเพ็ญพักตร์กับคุณแม่ของเธอเป็ลมกันไปหลายตลบ
“แต่หวังว่าคราวนี้คงจะไม่ผิดตัว ผิดฝาผิดคู่กันอีกนะครับ” ทินกรพูดล้อเลียนยิ้มๆเพราะแต่ก่อนคุณป้าของเขากับคุณแม่ยายก็เคยจับคู่ให้พวกเขาสลับกันมาแล้ว
“แหม่... คราวนี้มีคู่เดียวคงไม่มีผิดฝาแล้วล่ะจ้ะ” คุณนายกมลวรรณพูดเหมือนประชดประชันใส่บุตรเขยอย่างมั่นใจก่อนจะได้รับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มไปตามๆ กัน รวมถึงหนูน้อยทิชาด้วยที่ส่งเสียงคิกคักเหมือนกับเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกันทำให้ห้องรับแขกเกิดเสียงแห่งความสุขขึ้นมาอีกครั้ง
ณอาคารคีตาพิพัฒน์ ซึ่งเป็ทั้งชื่อบริษัทและที่ตั้งของสำนักงานรับออกแบบชื่อดังที่มากทั้งความสามารถและประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น
จวบจนปัจจุบันที่การบริหารสานต่อมาถึงรุ่นลูกซึ่งเป็บุตรชายเพียงคนเดียวอย่าง นนท์ประวิธ คีตาพิพัฒน์ หรือ นนท์ชายหนุ่มที่มีทั้งความหล่อเหลาเ้าคารมแถมยังมาพร้อมกับความสามารถทางการศึกษาที่โดดเด่นกว่าใครด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และด้วยความเด่นดังนี้เองชายหนุ่มจึงเป็ที่หลงใหลหมายปองของสาวๆ มากมายแต่เขาก็มีใจเดียวที่รักมั่นคงต่อเพื่อนสาวคนสนิทที่เรียนคณะเดียวกันมาตลอดซึ่งปัจจุบันความสัมพันธ์ได้พัฒนาจากเพื่อนกลายมาเป็คนรักที่สำคัญเขายังชวนเธอและเพื่อนอีกคนที่สนิทกันให้มาทำงานที่บริษัทของเขาอีกด้วย
อรณิชาวรโชติ หรือ อร หญิงสาวผู้มีใบหน้าขาวใสดูอ่อนกว่าวัยประกอบกับบุคลิกที่ช่างพูดช่างเจรจาไม่มีจริตเ้ามารยาเหมือนสาวๆ สมัยใหม่ทำให้สาวสวยวัย 28 ปีคนนี้ ดูน่ารักสดใสและซุกซนเหมือนเด็กในวัยแรกรุ่นทีเดียวเธอมีทั้งความสวยความน่ารัก อัธยาศัยดี และยังมีดีกรีถึงเกียรตินิยมอันดับ 2ติดตัวมาอีกด้วยจึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะได้ตำแหน่งมัณฑนากรสาวมือหนึ่งของบริษัทออกแบบชื่อดังมาซึ่งบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นเป็ของเพื่อนชายคนสนิทที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาดูใจในฐานะคนรักได้ไม่นานอีกด้วย
“ยัยอร เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันเถอะ” กรรณิการ์ชะเง้อคอเรียกเพื่อนสาวข้ามฉากกั้นโต๊ะทำงานมาเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งจมอยู่กับงานออกแบบของลูกค้ารายใหญ่บนโต๊ะั้แ่เช้าจนไม่สนใจใครแม้แต่กาแฟที่อยู่ในแก้วก็ยังดื่มไม่หมดด้วยซ้ำ
กรรณิการ์หรือ ก้อย เป็เพื่อนสนิทอีกคนของนนท์ประวิธและอรณิชาซึ่งทั้งสามคนมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดหลังจากเรียนจบเพื่อนรักทั้งสองก็ชวนให้เธอมาทำงานด้วยกันที่บริษัทออกแบบแห่งนี้ซึ่งเธอก็ยินดีเป็อย่างมากที่จะได้ทำงานกับเพื่อนที่คบกันมาั้แ่ตอนเรียนจนกระทั่งจบการศึกษาและยังได้มาทำงานด้วยกันแบบนี้อีก ทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นไปด้วย
“อ้าว เที่ยงแล้วเหรอก้อย รอแป๊บนะ อรขอเคลียร์ตรงนี้อีกนิดนึง” อรณิชาหันไปมองเพื่อนที่โผล่หน้ามาเพียงแว๊บๆ เท่านั้นก่อนจะก้มลงสนใจกับงานตรงหน้าต่อเธออยากเคลียร์จุดสำคัญที่เธอกำลังคิดได้ให้เสร็จก่อนเพราะตอนนี้สมองเธอกำลังแล่นดีทีเดียว
“โอเค งั้นก้อยไปห้องน้ำก่อนนะ”
“จ้ะ...”
หลังจากเพื่อนสาวขอตัวไปเข้าห้องน้ำระหว่างรอเธอเคลียร์งานอรณิชาก็รีบก้มหน้าก้มตาขีดเขียนไอเดียที่กำลังวิ่งเข้ามาในหัวสมองอย่างใจจดใจจ่อจนไม่ได้มองชายหนุ่มที่มายืนอยู่ตรงหน้าและจ้องมองเธออยู่เป็เวลากว่าห้านาทีแล้ว
“นี่... คุณมัณฑนากรที่น่ารัก ขยันทำงานแบบนี้สิ้นปีมีหวังนนท์จ่ายโบนัสอ่วมแน่ๆ” นนท์ประวิธเอ่ยแซวพร้อมกับส่งยิ้มที่สาวใดได้เห็นเป็ต้องละลายให้กับเพื่อนสาวที่ตอนนี้เธอกลายมาเป็คนรักของเขาไปแล้ว
“อ้าวนนท์ อรคิดว่านนท์จะไปทานข้าวกับลูกค้าซะอีก” คนที่เอาแต่ก้มหน้าทำงานเงยขึ้นมาพบกับรอยยิ้มละลายใจเข้าพอดีทำให้ใบหน้าขาวใสที่ไร้เครื่องสำอางมีสีระเรื่อขึ้นมาอีกนิดเธอยอมรับว่าเขาเป็ชายหนุ่มที่หน้าตาดี ยิ่งตอนเวลาเขายิ้มแทบจะทำให้สาวๆละลายลงไปกองกับพื้นได้เลยทีเดียว แต่น้อยคนนักที่จะเห็นเขายิ้มแบบนี้ดูเหมือนจะมีแต่เธอเท่านั้นที่มักจะได้รับรอยยิ้มจากเขาเสมอ
“พอดีลูกค้าเขาโทรมาเลื่อนนัดน่ะ นนท์เลยว่าง” ชายหนุ่มบอกพลางหันไปมองโต๊ะข้างๆ ที่เป็ของเพื่อนสนิทอีกคนของเขาเมื่อไม่พบหญิงสาวเ้าของโต๊ะที่นั่งอยู่ตรงนั้นเขาจึงเอ่ยถาม
“แล้วนี่ก้อยไปไหน”
“ไปห้องน้ำน่ะจ้ะ เดี๋ยวคงมา” เสียงหวานตอบไปโดยไม่เงยหน้าจากงานบนโต๊ะที่เธอลงมือขีดเขียนอยู่ตลอดเวลา
“วางปากกาดินสอลงได้แล้วที่รัก งานของนนท์ไม่ได้เร่งขนาดนั้นสักหน่อย”คนที่มีตำแหน่งเป็ทั้งเ้านาย เพื่อนสนิทและคนรักบอกแกมบังคับขณะยื่นมือเข้าไปหยิกแก้มใสเบาๆอย่างนึกมันเขี้ยวในความขยันจนดื้อของเธอ
“นนท์น่ะ อย่าทำอย่างนี้อีกนะคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามันดูไม่ดีกับตัวนนท์นะ”หญิงสาวดุอย่างไม่จริงจังนัก เธอห่วงภาพลักษณ์ของเขาเสมอในเวลาที่อยู่บริษัท เธอกับเขาเสมือนเป็เ้านายกับลูกน้อง เธอไม่อยากให้ใครๆมองว่าเธอใช้ความสนิทสนมมาเป็เส้นสายในการทำงานที่ประสบความสำเร็จของเธอ
“แล้วเมื่อไหร่จะเชื่อฟังกันบ้างล่ะครับ” นอกจากเขาจะไม่ฟังเสียงดุตักเตือนของเธอแล้วเขายังหยอกล้อเธอด้วยการยื่นมือเข้าไปหยิบปลายผมที่ยาวคลุมแผ่นหลังบอบบางมาปัดป่ายที่แก้มนวลๆนั้นอีกด้วย
“ฮื้อ... นนท์ก็อย่าแกล้งสิ อีกนิดนึงจะเสร็จแล้วค่ะ” อรณิชาส่งเสียงรำคาญเล็กๆ ให้คนตรงหน้าหยุดแกล้งเธอเพราะอยากเร่งทำงานให้เสร็จจะได้ไปหาอะไรกินสักทีตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วด้วย
ท่าทีหยอกล้อของหนุ่มสาวตรงหน้าทำให้คนที่ไปเข้าห้องน้ำและกำลังเดินกลับมาเห็นภาพนั้นพอดีเท้าบางหยุดชะงักแล้วหลบวูบเข้ามุมกำแพงห้องทันทีด้วยความตั้งใจ ก่อนจะค่อยๆพิงแผ่นหลังกับผนังสูงนั้นเพื่อฟังคนทั้งสองพูดคุยกันเธอรู้ว่าสองคนนั้นกำลังคบกันในฐานะอะไรเธอรู้ว่าระหว่างเราสามคนมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วและความเปลี่ยนแปลงนั้นมันทำให้เธอต้องเ็ปแต่เธอก็ยินดีและเต็มใจที่จะยอมรับมัน กรรณิการ์แหงนเงยหน้าขึ้นเพื่อให้น้ำตาที่เอ่อคลอเต็มหน่วงนั้นกลับกลืนลงไปที่เดิมในเมื่อเธอรักเขาเธอย่อมไม่หวังสิ่งใดนอกจากยินดีที่เห็นเขามีความสุข
“อ้าวนนท์ นึกว่าไม่อยู่ซะอีก” กรรณิการ์เอ่ยทักชายหนุ่มหลังจากหลบมุมเพื่อทำใจจนเป็ปกติแล้ว
“อืม... พอดีลูกค้าเลื่อนนัดน่ะ” นนท์ประวิธหันมาบอกเพื่อนสนิทอีกคนที่กำลังเดินเข้ามา
“งั้นเดี๋ยวเราไปกินข้าวด้วยกันนะ” คนมาใหม่เอ่ยชวนยิ้มๆ
“ก็เนี่ย รอคุณมัณฑนากรมือหนึ่งที่ไม่รู้จะขูดเืขูดโบนัสกับนนท์ไปถึงไหนดูสิ ทำงานไม่ยอมขยับเลย” เ้าของบริษัทเอ่ยล้อเลียนประชดประชันคนขยันอย่างอารมณ์ดี
“จ้าๆ เสร็จแล้วจ้ะ แหม่... หวงจังนะ โบนัสเนี่ย” อรณิชาเหน็บแนมเล็กๆกลับไป ขณะหมุนเก้าอี้ออกจากโต๊ะทำงานเพื่อลุกขึ้นยืน
“ก็ต้องหวงสิครับ นั่นน่ะ เงินทุนเพื่ออนาคตครอบครัวของเราเลยนะครับ”พอได้จังหวะนนท์ประวิธก็หยอดคำหวานใส่แฟนสาวทันทีโดยหารู้ไม่ว่าคำพูดของเขาทำให้หญิงสาวอีกคนที่ได้ยินรู้สึกะเืใจไม่น้อย
“เราไปกันเถอะก้อย เ้านายของเราชักจะเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว” อรณิชาหัวเราะคิกคักกับคำหยอดของชายหนุ่ม ก่อนจะทำทีเป็ไม่รู้ไม่ชี้แล้วหันไปจูงมือเพื่อนรักให้เดินไปด้วยกัน
“อะ... อือๆ” กรรณิการ์ตื่นจากภวังค์แห่งความเจ็บแล้วหันมาอือออกับเพื่อนสาวพร้อมทั้งขยับเท้าตามแรงฉุดดึงอย่างมึนงงเล็กน้อย
นนท์ประวิธมองสองสาวที่เดินจูงมือกันเดินนำหน้าเขาออกไปแล้วชายหนุ่มจึงรีบก้าวเท้าฉับๆ ตามไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขเพราะคิดว่าอรณิชาคงเขินอายที่เขาพูดกับเธอถึงเื่อนาคตของเขาและเธอที่จะมีร่วมกันเป็แน่
ศาลาริมน้ำที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ทั้งน้อยใหญ่ดูเงียบสงบสบายตาเหมาะแก่การพักผ่อนร่างสูงของชายหนุ่มที่จากบ้านไปนานกำลังยืนชื่นชมกับความงดงามของธรรมชาติพลางสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดไปอึดใจใหญ่ๆก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เขาแสนคิดถึง
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกับทุกคนและเล่นกับหลานสาวตัวน้อยที่เริ่มติดเขาแจจนต้องอยู่เล่นด้วยเป็นานกว่าหนูน้อยทิชาจะยอมไปนอนชายหนุ่มจึงกลับขึ้นห้องไปพักผ่อนบ้างตื่นมาอีกทีก็เกือบจะเย็นแล้วชายหนุ่มจึงลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมานั่งพักผ่อนในมุมที่เขาโปรดปรานที่สุดในบ้านก็คือที่ศาลาริมน้ำแห่งนี้นั่นเอง
ขณะที่หมอหนุ่มกำลังซึมซับกับธรรมชาติรอบตัวอยู่นั้นจู่ๆ สายตาคมก็เหลือบไปเห็นหนูน้อยตัวจ้ำม่ำกำลังเดินเตาะแตะมุ่งตรงมาทางนี้ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าเป็ทิชาหลานสาวตัวน้อยของเขาแต่พอเขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหากลับพบว่าหนูน้อยคนนี้เป็เด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักยิ่งเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ยิ่งพบว่าหนูน้อยคนนี้ช่างมีใบหน้าที่คุ้นตาจนหัวใจดวงแกร่งกระตุกวาบ
“ว่าไงหนุ่มน้อย มากับใครครับ” ชายหนุ่มย่อตัวลงใช้เข่าข้างหนึ่งยันกับพื้นไว้เพื่อคุยกับเด็กน้อยที่เขารู้สึกถูกชะตาด้วยหนูน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ชี้มือชี้ไม้เข้าไปในบ้านเหมือนกับจะบอกว่าคนที่มาด้วยนั้นอยู่ในบ้านของเขายังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรต่อเสียงหญิงสาวที่ดูเหมือนกำลังร้องเรียกตามหาใครบางคนอยู่ก็ดังขึ้นชายหนุ่มหันไปมองทางต้นเสียงที่ฟังดูคุ้นหู
“แพทริกอยู่ไหนลูก... แพทริก...” แพรวาะโเรียกลูกชายสุดที่รักที่ไม่รู้เดินหายไปั้แ่ตอนไหนเพราะเธอมัวแต่หยิบนั่นหยิบนี่ลงจากรถตามประสาแม่ลูกอ่อนที่ต้องมีของใช้มากมายสำหรับลูกน้อยในยามออกมาข้างนอกบ้านแบบนี้แต่แล้วเท้าบอบบางก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบว่าบุตรชายของตัวเองกำลังอยู่กับใคร
“น้องแพร...” วิทยาครางเรียกชื่อหญิงสาวที่เคยเป็ดวงใจของเขาด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งใ ดีใจ และเสียใจไปพร้อมๆ กัน ขณะที่มือหนาค่อยๆปล่อยแขนเล็กป้อมของหนูน้อยที่ทำท่าเหมือนกำลังจะวิ่งเข้าไปหาเธอด้วยความดีใจส่วนเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าตามหนูน้อยเพื่อไปหาเธอด้วยเหมือนกัน
“พี่วิท...” แพรวาเรียกพี่ชายแสนดีของเธอด้วยน้ำเสียงแ่เบาจากความไม่คาดคิดว่าเขาจะยืนอยู่ตรงหน้าเธอขณะที่หญิงสาวกำลังยืนอึ้งตกตะลึงอยู่นั้นพลันหัวใจดวงน้อยต้องกระตุกวูบเมื่อลูกชายจ้ำม่ำของเธอเดินโซซัดโซเซไปตามทางเดินที่โรยด้วยก้อนหินเหมือนกำลังจะล้มด้วยความใที่กลัวลูกน้อยจะเจ็บตัวเธอจึงถลาเข้าไปพร้อมกับคว้าเ้าตัวเล็กมากอดไว้แนบอกซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่วิทยาก็พุ่งตัวเข้าไปหาหนูน้อยด้วยเหมือนกันทำให้สองแม่ลูกตกอยู่ในวงแขนแกร่งของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
“ไอ้หมอ! แกปล่อยเมียกับลูกของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ” ธีรพัฒน์ะโลั่นยกมือชี้หน้าคู่ปรับเก่าด้วยความโกรธจัดสองขาแกร่งก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาบุคคลตรงหน้าทันทีอย่างรวดเร็ว ‘หน๊อย...! ไอ้หมอเลวจนป่านนี้มันยังคิดจะงาบเมียเขาอยู่อีก’
เสียงของธีรพัฒน์ทำให้ทั้งสามคนที่เหมือนกอดกันกลมในสายตาของคนโกรธจัดต้องสะดุ้งผละออกจากกันด้วยความใ วิทยาเป็ฝ่ายลุกขึ้นก่อนเพราะคิดว่าหญิงสาวที่เขาโอบประคองอยู่นั้นคงได้รับาเ็ที่หัวเข่าเป็แน่เขาเห็นขาของเธอขูดกับพื้นก้อนหินตอนที่ถลาเข้ามารองรับตัวหนูน้อยเอาไว้
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะยืนได้เต็มความสูงหมัดหนักๆ ของคนต้นเสียงที่ทำให้พวกเขาใก็ซัดเข้ามาที่ใบหน้าหล่อเหลาอย่างเต็มแรง
ผัวะ!...
“ไอ้หมอสาระเลว! นี่แกยังจ้องจะแย่งเมียคนอื่นเหมือนเดิมเลยนะ” คนใจร้อนตะคอกใส่ไม่ยั้ง เดินดิ่งเข้าไปหาคู่อริ หมายจะซ้ำหมัดหนักๆลงไปอีก
วิทยาที่ไม่ทันตั้งตัวหลังจากโดนหมัดของอีกฝ่ายจนเซถอยหลังไปสองสามก้าวชายหนุ่มยืดตัวขึ้นแล้วส่งหมัดของตัวเองสวนกลับไปให้คนที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาอย่างคุกคาม
ผัวะ!...
“แกก็ยังใช้กำลังโดยไม่ฟังเหตุผลเหมือนเดิมเช่นเดียวกัน ธีรพัฒน์!” วิทยาบอกอีกฝ่ายที่ลงไปกองกับพื้นด้วยหมัดของเขาเพื่อหวังจะเตือนสติให้ยั้งคิดและฟังเหตุผลกันบ้างแต่คนที่กำลังหน้ามืดตามัวเพราะความหึงหวงกลับไม่ฟังอะไรทั้งนั้นธีรพัฒน์รีบผุดลุกขึ้นยืนแล้วย่างสามขุมเข้ามากระชากคอเสื้อหมอหนุ่มหมายจะตะบันลงไปที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นอีกครั้ง
“หยุดนะคะคุณธีร์!” แพรวาร้องเรียกสามีด้วยความโกรธจนถึงขีดสุดเขาเป็คนใจร้อนเธอพอจะเข้าใจแต่สิ่งที่เขาทำเหมือนเป็การดูถูกเธอและไม่ไว้ใจเธอขนาดนี้มันเป็สิ่งที่เธอเสียใจและรับไม่ได้
“น้องแพร...” ธีรพัฒน์หันไปตามเสียงเรียกเขาใที่เห็นภรรยายืนร้องไห้กอดลูกน้อยที่กำลังแผดเสียงจ้าด้วยความตื่นกลัวกับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของคนเป็พ่อ
“น้องแพราเ็” วิทยาพูดออกมาพร้อมกับสะบัดคอเสื้อให้หลุดจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายเพื่อเดินไปหาหญิงสาวที่เขาเห็นว่ามีเืไหลซึมลงมาตามขาเรียวสวยจากแผลที่หัวเข่าของเธอ
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยประกอบกับเสียงโวยวายดังลั่นทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านรีบวิ่งออกมาดูด้วยอาการตื่นใเพราะคิดว่าต้องเกิดเื่ร้ายแรงขึ้นแน่ๆทินกรรีบปรี่เข้าไปคว้าแขนของธีรพัฒน์เอาไว้ส่วนพิชามลหันไปส่งบุตรสาวตัวน้อยให้กับพี่เลี้ยงและเธอก็รีบเข้าไปหาแพรวาทันทีด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นทั้งสองแม่ลูกยืนกอดกันร้องไห้
“ตาธีร์! นี่มันอะไรกัน” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ผู้าุโที่สุดของบ้านร้องถามบุตรชายด้วยใบหน้าบึ้งตึงและยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายและหลานชายที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกมีรอยแตกช้ำมีเืไหลซิบๆที่มุมปาก
“ตาวิท เกิดอะไรขึ้นลูก” คุณนายกมลวรรณยกมือทาบอกด้วยอาการใเมื่อเห็นทั้งลูกและหลานทะเลาะวิวาทกันเหมือนเช่นในอดีตและสาเหตุก็คงหนีไม่พ้นหญิงสาวที่ยืนน้ำตาคลอโอบกอดลูกน้อยเพื่อปลอบโยนนั่นอีกเป็แน่‘ระยะทางและวันเวลาไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ หรือไงนะชายหนุ่มทั้งสองถึงยังตั้งหน้าตั้งตาเป็ศัตรูหัวใจกันไม่จบสิ้น’
“เื่เข้าใจผิดกันน่ะครับคุณป้าคุณแม่” วิทยาเป็ฝ่ายตอบคำถามแล้วรีบสาวเท้าเข้ามาหาแพรวาเพื่อพาเธอไปทำแผลแต่ยังไม่ทันจะถึงตัวหญิงสาวก็เจอเสียงของคนหวงเมียขัดขึ้นมาเสียก่อน
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยไอ้หมอ และออกไปห่างๆ เมียฉันด้วย” คนขี้หวงะโลั่นรีบสาวเท้าเข้ามาหาคนเป็ภรรยาด้วยอาการร้อนรนเมื่อเห็นเืที่ขาของเธอ
“แกจะอะไรนักหนาวะธีร์ คุณแพรเธอาเ็ไม่เห็นหรือไง” ทินกรพูดขึ้นเพื่อหวังเตือนสติอีกฝ่ายให้ใจเย็น แต่ดูเหมือนคนใจร้อนจะยังดื้อดึงไม่ฟังใคร
“เห็น! ก็ฉันกำลังจะมาดูอยู่นี่ไง” ธีรพัฒน์บอกแล้วยื่นมือเข้าไปหมายจะรับตัวลูกชายตัวน้อยจากภรรยามาอุ้มไว้แทนแต่ก็ต้องหน้าเสียเพราะภรรยาของเขาสะบัดตัวหนีและขยับออกห่าง
“อย่ามายุ่งกับแพร... แพทริกไปอยู่กับป้ามลก่อนนะลูก” แพรวากระชากเสียงใส่สามี ก่อนจะส่งตัวบุตรชายในอ้อมกอดให้กับเพื่อนรักเพราะเธอรู้สึกเจ็บขาหากอุ้มลูกไปด้วยคงจะเดินไม่ถนัดนัก และอาจจะล้มลงไปอีก
“ไปครับน้องแพร เดี๋ยวพี่จะทำแผลให้” วิทยายื่นแขนให้หญิงสาวจับเพื่อพาเธอเดินเข้าไปในบ้าน
“ตาธีร์ แกตามฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ปล่อยให้หมอวิทเขาทำแผลให้หนูแพรก่อน”คุณหญิงเพ็ญพักตร์สั่งเสร็จสรรพก็หันหลังเดินเข้าบ้านทันทีตามด้วยคุณนายกมลวรรณ และทินกรที่รับตัวลูกสาวจากพี่เลี้ยงมาอุ้มไว้ก่อนจะเดินไปโอบเอวภรรยาที่อุ้มหนูน้อยแพทริกอยู่ให้เดินตามกันเข้าไปในบ้าน
ทั้งหมดพากันเดินเข้ามาภายในห้องรับแขกของบ้านคุณนายกมลวรรณโดยธีรพัฒน์ตามเข้ามาเป็คนสุดท้ายด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดเหมือนคนถูกขัดใจ
ร่างสูงเดินเข้าไปหาพิชามลหมายจะรับลูกน้อยของเขามาอุ้มแต่เ้าหนูแพทริกกลับส่ายหัวดิกพร้อมทั้งสะบัดตัวดีดดิ้นเวลาเขาจับสองแขนเล็กๆ ป้อมๆ นั่นก็กอดรัดคนเป็ป้าเอาไว้แน่นเขาจึงเดินไปหาที่นั่งเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อน
“ไงล่ะตาธีร์ รู้จักอายลูกแกบ้างไหมโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวเป็อันธพาลอยู่อีก” คุณหญิงเพ็ญพักตร์เอ็ดบุตรชายทันทีที่เห็นอีกฝ่ายหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้าม
“โธ่... คุณแม่ครับ ก็ไอ้หมอนั่น เอ่อ... หมอวิทมากอดเมียผมทำไมล่ะครับ”ธีรพัฒน์เกือบหลุดปากเรียกคู่อริด้วยคำหยาบ แต่พอเหลือบไปเห็นตาดุๆของมารดาเขาจึงรีบแก้คำพูดให้ดูสุภาพขึ้น
“แล้วแกถามเขาหรือยัง ว่าเขาตั้งใจจะกอดเมียแกหรือเปล่า” คนเป็แม่ถามกลับไปด้วยความฉุนเฉียว นิสัยไม่ฟังใครของบุตรชายที่ไม่ว่าจะอายุปูนไหนก็แก้ไม่หายทำให้นางรู้สึกเอือมระอายิ่งนัก
“ไม่ได้ถามครับ” คนผิดก้มหน้าตอบน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยด้วยสำนึกว่าตัวเองเป็ฝ่ายผิดเต็มประตู ดูสิ ทั้งเมียทั้งลูกพากันงอนเขาไปหมดหนูน้อยแพทริกลูกชายสุดที่รักก็ไม่ยอมให้เขาอุ้มไม่ยอมให้เข้าใกล้เพราะกลัวความโหดร้ายป่าเถื่อนของเขาเมื่อกี้นี้ส่วนคนเป็ภรรยาก็ไปให้คู่กรณีของเขาทำแผลอย่างหน้าตาเฉย
“เหอะ! เวรกรรม ลูกฉัน” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ถอนหายใจออกมาแรงๆพลางยกมือขึ้นบีบนวดขมับเพื่อระบายความกลัดกลุ้มที่สุมอยู่ในอกอย่างไม่รู้จะทำยังไงกับลูกชายตัวแสบของนางดี
“แกไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะนายธีร์เผื่อจะได้ดับความร้อนรุ่มในใจแกได้บ้าง” ทินกรบอกเพื่อนรักด้วยความเป็ห่วงไม่อยากให้อีกฝ่ายพูดคุยโดยใช้อารมณ์อีก เพราะดูจากสถานการณ์แล้วกลับบ้านไปธีรพัฒน์คงต้องเจอศึกหนักเป็แน่ ดูสิ ทั้งเมียทั้งลูกพากันงอนตุ๊บป่องแบบนี้
“อือ... ก็ดี งั้นผมขอตัวสักครู่นะครับ” ธีรพัฒน์เห็นด้วยกับคำแนะนำของเพื่อนก่อนจะเอ่ยขอตัวแล้วลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของห้องรับแขกทันที
“พี่ขอโทษด้วยนะคะคุณน้อง ที่ตาธีร์มาทำตัวป่าเถื่อนที่นี่และยังทำร้ายหมอวิทอีก”คุณหญิงเพ็ญพักตร์หันมาบอกเพื่อนรุ่นน้องที่เป็เ้าของบ้านด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจนางเชื่อว่าบุตรชายของนางเป็ฝ่ายผิดอย่างแน่นอนไม่อย่างนั้นลูกสะใภ้ของนางคงไม่ร้องไห้และไม่ยอมให้คนเป็สามีเข้าใกล้แบบนี้หรอก
“ไม่เป็ไรค่ะคุณพี่ น้องเข้าใจ ตาธีร์คงยังไม่ไว้ใจตาวิทเพราะต่างก็รู้ดีว่าทางนี้รักหนูแพรมากแค่ไหน” คุณนายกมลวรรณบอกอย่างนุ่มนวลด้วยความที่เป็คนใจเย็นทำให้นางไม่รู้สึกโกรธเคืองอีกฝ่ายภายในใจนั้นกลับพยายามครุ่นคิดหาทางแก้ไขให้เื่นี้คลี่คลายลงในเร็ววัน
“เฮ้อ... หมอวิทนะ หมอวิท เมื่อไหร่จะทำใจได้สักทีนะ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์เปรยออกมาอย่างไม่จริงจังนัก
“คุณพี่คะ น้องว่า... เราจัดการตามแผนที่เราคุยกันไว้ดีกว่าค่ะ จัดการเลยไม่ต้องรอความพร้อมอะไรแล้ว” จู่ๆ คุณนายกมลวรรณก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเพราะก่อนหน้านี้นางได้พูดคุยและปรึกษาหารือกันมาบ้างแล้ว
“หือ... คุณน้องจะเอาอย่างนั้นเลยหรือคะ” คนให้คำปรึกษาหันมาทวนถามด้วยความไม่แน่ใจเพราะตอนที่คุยนั้นได้ตกลงกันไว้ว่าจะรอให้เด็กทั้งสองได้ทำความรู้จักและคบหาดูใจกันตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ก่อนแล้วค่อยถึงขั้นให้แต่งงานกัน
“ค่ะ น้องจะไปทาบทามสู่ขอบุตรสาวของคุณสินชัยพรุ่งนี้เลยหากทางโน้นไม่มีปัญหา เราก็จะจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด” คนเป็แม่ที่ตั้งใจลิขิตโชคชะตาให้กับบุตรชายอันเป็ที่รักกล่าวออกมาด้วยความมุ่งมั่นพลางเหลือบตาไปมองบุตรสาวและบุตรเขยที่มองหน้ากันด้วยอาการใอย่างคาดไม่ถึงแต่ทั้งสองก็เลือกที่จะนิ่งฟังเพราะหากผู้ใหญ่ไม่ถามความคิดเห็นเราในฐานะผู้น้อยหรือลูกหลานจะพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้มันเป็มารยาทที่ใครๆ ต่างก็รู้ดี
“พี่ว่านะ ปัญหาน่ะ มีแน่นอน คุณน้องเตรียมทำใจเอาไว้ได้เลย...หนุ่มสาวสองคนแต่งงานกันโดยที่ไม่รู้จักกันสักนิด พี่เชื่อว่า... ต่อให้ต้องแต่งทั้งสองก็คงไม่เต็มใจนักหรอก” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ออกความเห็นตามความเป็จริงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในวันข้างหน้าของคู่แต่งงานที่ถูกคลุมถุงชนแบบนี้
“น้องคิดว่า ความใกล้ชิดหลังจากแต่งงานแล้วอาจจะทำให้คนทั้งสองเกิดความรักขึ้นมาได้นะคะคุณพี่”
“อันนี้ก็ต้องแล้วแต่บางคนบางคู่ด้วยนั่นแหละคุณน้อง” คนออกความเห็นแย้งขึ้นเบาๆ
“น้องจะขอฝืนใจลูกแค่สองปีแล้วหลังจากนั้นจะตัดสินใจกันยังไงน้องก็ไม่ห้ามค่ะ” คุณนายกมลวรรณบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนเศร้าเล็กน้อยเพราะลึกๆแล้วนางเองก็ไม่อยากให้ชีวิตคู่ของบุตรชายที่นางตั้งใจลิขิตไว้ต้องพังทลายลง
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู ยังไงก็ต้องไปคุยกับฝ่ายหญิงเขาก่อน ” คุณหญิงเพ็ญพักตร์บอกอย่างตัดใจเพราะตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มากจนกว่าจะได้พูดคุยและปรึกษากับอีกฝ่ายถึงสิ่งที่้า
“ค่ะ พรุ่งนี้น้องจะรบกวนคุณพี่ไปด้วยกันได้ไหมคะ”
“ได้สิคะคุณน้อง พี่ยินดี” คนถูกชวนยิ้มกว้างตอบรับด้วยความเต็มใจ
“ขอบคุณมากค่ะ” เ้าของบ้านยิ้มตอบด้วยความดีใจและซาบซึ้งที่อีกฝ่ายคอยให้คำแนะนำปรึกษาไม่ขาด
สิ้นคำพูดของคุณนายกมลวรรณธีรพัฒน์ วิทยาและแพรวาก็เดินกลับเข้ามาที่ห้องรับแขกพอดี
“เป็ยังไงบ้างหนูแพร” คุณหญิงเพ็ญพักตร์เอ่ยถามลูกสะใภ้ทันทีที่เห็นหน้าก่อนจะส่งสายตาอาฆาตไปให้บุตรชายตัวก่อเื่
“แผลถลอกนิดหน่อยค่ะคุณแม่ ไม่เป็อะไรมาก” แพรวาตอบแม่สามีขณะเดินเข้าไปหาบุตรชายตัวน้อยที่หลับอยู่บนตักของเพื่อนรักโดยไม่หันไปมองผู้ชายใจร้ายขี้โวยวายที่คอยมองเธออยู่ตลอดเวลาด้วยความสำนึกผิด
“วิท...” คุณนายกมลวรรณเรียกบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเป็เชิงถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“เื่เข้าใจผิดกันน่ะครับคุณแม่ พอดีผมเห็นน้องแพทริกกำลังจะล้มก็เลยพุ่งตัวเข้าไปรับเป็จังหวะเดียวกับที่น้องแพรก็วิ่งเข้ามาด้วยเหมือนกันทั้งหมดเป็ความบังเอิญที่ผมไม่ได้ตั้งใจครับ” วิทยาเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้มารดาและคนอื่นๆได้ฟัง ก่อนจะส่งสายตาอบอุ่นไปให้หญิงสาวที่เขาเคยรัก แม้จะมีความเสียใจเจือปนอยู่บ้างแต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกเ็ปเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว
ทั้งหมดนั่งพูดคุยกันอยู่ไม่นานก่อนจะร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำพร้อมกันจากนั้นคุณหญิงเพ็ญพักตร์และลูกชายลูกสะใภ้พร้อมทั้งหลานชายตัวน้อยก็พากันกลับบ้านดูท่าแล้วบุตรชายของนางจะเจอศึกหนักจากภรรยาคนสวยเป็แน่เพราะแม้แต่ตอนนี้แพรวาก็ยังปั้นปึงไม่พูดไม่จาและยังไม่ให้คนเป็สามีเข้าใกล้อีกด้วย‘สมน้ำหน้า อยากขี้หึงไม่ดูตาม้าตาเรือดีนัก คืนนี้เมียไม่ให้เข้าห้องแน่ๆหึหึ’ คุณหญิงเพ็ญพักตร์คิดด้วยความสะใจในชะตากรรมที่บุตรชายจะได้รับ
รถยนต์คันหรูจอดเทียบหน้าประตูรั้วของบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ของนายแพทย์ชื่อดังในเวลาใกล้ค่ำเหมือนเช่นทุกวัน
เมื่อรถจอดสนิทอรณิชาปลดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับแฟนหนุ่มั้แ่เธอตอบตกลงจะคบหากับเขาในฐานะคนรัก เขาก็มารับมาส่งเธอทุกวันทั้งๆที่ไม่จำเป็เลย เพราะปกติเธอก็ขับรถไปไหนมาไหนเองอยู่แล้วแต่ในเมื่อมันเป็ความ้าของเขาที่อยากจะดูแลเธอและได้ใกล้ชิดกันอีกหน่อยเธอจึงไม่ว่าอะไร
“เดี๋ยวอร... คุยกันก่อนสิ” นนท์ประวิธคว้าข้อมือบางของแฟนสาวเอาไว้ก่อนที่เธอจะเปิดประตูรถลงไป
“มีอะไรเหรอนนท์” อรณิชาปล่อยมือจากประตูหันมามองหน้าชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ
“เมื่อไหร่เราจะแต่งงานกันสักทีล่ะ นนท์รออรมานานแล้วนะ” น้ำเสียงตัดพ้อออกมาจากปากของชายหนุ่มเ้าของรถทันทีที่หญิงสาวข้างกายหันมาสบตาเขา
“อรขอเวลาอีกหน่อยได้ไหม... นนท์ก็รู้ว่าคุณพ่อท่านไม่เห็นด้วยกับการคบกันของเรา”หญิงสาวบอกด้วยความรู้สึกเห็นใจแฟนหนุ่ม แต่ลึกๆภายในจิตใจแล้วเธอเองยังไม่คิดกับเขาถึงขั้นแต่งงานเลยด้วยซ้ำเธอมีความฝันที่จะเรียนต่อและท่องเที่ยวไปรอบโลกอย่างอิสระมากกว่าเพราะเห็นแก่ความเป็เพื่อนที่คบกันมานานทำให้เธอไม่กล้าที่จะปฏิเสธเขาตรงๆ แบบเปิดอกดังนั้นเื่ระหว่างเธอกับเขาจึงเหมือนเส้นขนานที่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆแต่ไม่มีวันกันได้
“ครับ นนท์รู้ แต่อรจะให้นนท์รอไปถึงเมื่อไหร่หากคุณพ่อของอรไม่มีวันเปลี่ยนใจมาชอบนนท์ได้ เราก็ต้องคบกันแบบนี้ต่อไปหรืออร”
“คุณพ่อท่านคงเป็ห่วงเราสองคนน่ะถึงแม้จะเป็เพื่อนกันมานานแต่เราก็ยังไม่เคยคบกันแบบคนรักท่านคงอยากให้เราศึกษาดูใจกันไปก่อน” อรณิชาพยายามหว่านล้อมให้อีกฝ่ายใจเย็นแม้ตัวเองจะรู้สึกกังวลใจไม่น้อยที่เขาเร่งรัดให้เธอแต่งงานด้วยเร็วๆ
“แต่นนท์ร้อนใจ... นนท์สังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้น่ะอร เหมือนมีบางอย่างบอกว่าอีกไม่นานอรจะไปเป็ของคนอื่น”นนท์ประวิธพูดด้วยสีหน้าหม่นหมองเหมือนคนกำลังสิ้นหวังเขารักเธอและขอเธอแต่งงานมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอดจนเขารู้สึกกลัวว่าวันนึงใครจะมาคว้าเอาตัวเธอไปเสียก่อน
“ฮื้อ... นนท์คิดมากไปแล้วนะ อรก็อยู่กับนนท์ทุกวันแทบจะทั้งวันด้วยซ้ำไม่เห็นจะมีคนอื่นที่ไหนมายุ่งวุ่นวายกับอรเลย” หญิงสาวยังคงหว่านล้อมปลอบใจอีกฝ่ายให้คลายความกังวลแม้จะอดขำเล็กๆ ไม่ได้กับลางสังหรณ์ของเขา เธอจะมีคนอื่นได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่คิดจะมองใครนอกจากงานที่เธอรักและความฝันของเธอ
“ไม่รู้สิ ใจมันหวิวๆ แปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ นนท์ไม่สบายใจเลย” ชายหนุ่มบอกเสียงเศร้า ความรู้สึกท้อแท้และหดหู่ฉายชัดอยู่ในแววตาคมของเขา
“น่า... ไม่มีอะไรหรอก นนท์ไม่ต้องคิดมากเลย อรก็ยังเป็อรเหมือนเดิม”อรณิชาแตะฝ่ามือกับลำแขนของเขาเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
“เป็คนที่นนท์รัก และรักนนท์ด้วยใช่ไหม” นนท์ประวิธทำเสียงเข้มจริงจังขณะยกมืออีกข้างขึ้นมาวางทับฝ่ามือบางของเธอเอาไว้เพื่อยืนยันคำพูด
“แน่นอนค่ะ เอาละ... อย่าคิดมาก พรุ่งนี้เจอกัน” หญิงสาวหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยคำว่ารักกับเขาพลางดึงมือกลับมาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันไปเปิดประตูแล้วก้าวเท้าลงไปยืนที่ข้างตัวรถ
“ครับ พรุ่งนี้นนท์มารับนะ” แม้จะผิดหวังที่หญิงสาวไม่เคยพูดคำว่ารักให้เขาได้ยินเลยสักครั้งแต่เขาก็ยังยินดีที่จะรอฟังคำนั้นจากปากเธอ
“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” อรณิชาโบกมือให้ชายหนุ่มและยืนมองจนรถของเขาแล่นไกลออกไปแล้วเธอจึงหมุนตัวเดินเข้าประตูบ้านหญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆระหว่างเดินเข้าสู่ตัวบ้านด้วยความรู้สึกที่เหนื่อยล้าทั้งกายใจหลายวันมานี้นนท์ประวิธรบเร้าเื่แต่งงานกับเธอเหลือเกิน จนเธอไม่รู้จะหาคำใดๆมาเป็ข้ออ้างปฏิเสธเขาได้อีกแล้ว เห็นทีเธอคงต้องหาเวลาปรับความเข้าใจและบอกความรู้สึกของตัวเองกับเขาตรงๆจะดีกว่า
“มีอะไรหรือเปล่า แม่เห็นรถจอดตั้งนานแน่ะกว่าลูกจะลงมา” คุณนายมณีนุชเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้ามาใกล้
“อุ๊ย! คุณแม่ อรใหมดเลย ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะคะ” คนใจลอยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นมารดายืนอยู่ที่ซุ้มไม้เลื้อยก่อนถึงตัวบ้าน
“ก็แม่เห็นรถตานนท์มาจอดหน้าบ้านแต่ไม่เห็นหนูลงมาสักทีแม่ก็เลยเดินมาดูน่ะ” คนเป็แม่บอกยิ้มๆพลางยกมือขึ้นลูบผมของบุตรสาวอย่างอ่อนโยน
“เอ่อ... พอดีนนท์ชวนคุยเื่งานนิดหน่อยน่ะค่ะคุณแม่” อรณิชายิ้มเจือน เธอไม่ได้อยากโกหกแต่เพราะไม่้าให้เื่ราวมันวุ่นวายมากไปกว่านี้หากแม่ของเธอรู้ว่านนท์ประวิธขอเธอแต่งงานรับรองว่างานแต่งงานระหว่างเธอกับเขาจะต้องเกิดขึ้นในเร็ววันอย่างแน่นอนด้วยเพราะมารดาของเธอมีความพอใจในตัวนนท์ประวิธอยู่ก่อนแล้ว
“อ่อจ้ะ งั้นเรารีบเข้าบ้านกันดีกว่า คุณพ่อรอทานข้าวแล้ว”
“ค่ะคุณแม่”
คุณนายมณีนุชจูงมือบุตรสาวเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขนางรู้สึกเป็ปลื้มไม่น้อยที่นนท์ประวิธมาขอคบหาดูใจกับลูกสาวของนางอย่างเปิดเผยแม้จะเป็เพื่อนกันมานานแต่เขาก็ไม่เคยฉวยโอกาสหรือล่วงเกินบุตรสาวของนางเลยสักครั้ง
“มีความสุขอะไรนักหนา เห็นยิ้มหน้าบานทั้งแม่ทั้งลูกเชียว” นายแพทย์สินชัยประมุขใหญ่ของบ้านพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจทันทีที่เห็นคนเป็ภรรยาและบุตรสาวเดินเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้มชอบใจเพราะเขารู้ดีว่ามันเกิดมาจากอะไร
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ อรคิดถึ๊ง... คิดถึงคุณพ่อที่สุดเลยค่ะ” อรณิชาส่งเสียงหวานรีบปรี่เข้าไปกอดแขนคนเป็พ่ออย่างเอาใจเธอรู้ดีว่าท่านไม่ชอบที่เธอคบหากับนนท์ประวิธผิดกับมารดาที่ท่านทั้งยินดีและเต็มใจให้เธอคบกับเขาอย่างเปิดเผย
“ไม่ต้องมาทำเป็ออดอ้อนกับพ่อเลย รถเราก็มีจะให้มันตามรับตามส่งทำไมกัน”คนเป็พ่อมีท่าทีอ่อนลงเมื่อเจอคำหวานของบุตรสาวอันเป็ที่รักแต่ยังคงตวัดเสียงดุเล็กๆ อย่างนึกฉุนเมื่อพูดถึงสิ่งที่ขัดใจ
“โธ่... คุณสิน ไม่เห็นจะต้องโกรธเลยค่ะเด็กเขาชอบพอกันก็ต้องมีมารับมาส่งกันบ้างเป็ธรรมดา” คุณนายมณีนุชแก้ตัวให้บุตรสาวแต่เหมือนเป็การเปิดทางให้กับฝ่ายชายอย่างชัดเจนในสายตาของคนเป็สามี
“คุณนุชก็อีกคน ผมเห็นเข้าข้างลูกทุกทีโดยเฉพาะกับเื่ไอ้นนท์อะไรนั่นน่ะ”นายแพทย์สินชัยต่อว่าภรรยาอย่างไม่จริงจังนัก
“ลูกก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะคุณสิน แค่มารับมาส่งกันแค่นั้นเองค่ะ”คนเป็ภรรยาส่งค้อนวงใหญ่ให้กับสามีก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างกายบุตรสาว
“งั้นอรขอตัวเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บก่อนนะคะ” อรณิชาเห็นท่าไม่ดีรีบหลบออกไปจากตรงนี้ก่อนจะโดนคนเป็พ่อต่อว่าตักเตือนเื่ของนนท์ประวิธอีกเพราะเธอฟังเกือบทุกวันจนแทบจะจำได้ ว่าท่านทั้งไม่ชอบ ไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับการคบกันระหว่างเธอกับแฟนหนุ่ม
“จ้ะลูก แล้วรีบลงมานะ ได้เวลาทานข้าวแล้ว” คุณนายมณีนุชรีบเอ่ยอนุญาตเพื่อปกป้องลูกสาวสุดที่รักไม่ให้โดนคนเป็พ่อต่อว่ามากไปกว่านี้
“ค่ะคุณแม่ เดี๋ยวอรมานะคะคุณพ่อ” เ้าหญิงเพียงคนเดียวของบ้านหันไปหอมแก้มคนเป็แม่เพื่อขอบคุณที่รู้ใจและอีกฟอดใหญ่ให้กับพ่อของเธอเป็การเอาใจก่อนจะลุกแล้วเดินขึ้นข้างบนไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขครอบครัวของเธอมีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูกเธอได้รับทั้งความรักความอบอุ่นจากบุพการีอย่างมากล้นจนเธอรู้สึกว่าเธอโชคดีกว่าใครๆที่มีครอบครัวที่แสนอบอุ่นและสมบูรณ์แบบนี้
...............................