ไม่ว่าจะเป็นค่ำคืนที่ยาวนานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องผ่านพ้นไป วันใหม่เข้ามาทักทายพร้อมอากาศเย็นเยียบเสียดกระดูกของยามเช้า
ประตูใหญ่เรือนสกุลลู่ถูกเปิดออก ทุกคนเริ่มขนย้ายสัมภาระ
เฝิงเจี่ยนนายบ่าวทั้งสามคนตอนที่เพิ่งมาถึงสกุลลู่ครั้งแรกเมื่อปีก่อนนั้น รถม้าว่างเปล่า ยามนี้เมื่อต้องลาจากก็ยังเดินทางกลับด้วยรถม้าคันเดิม แต่ม้าที่ลากรถเปลี่ยนเป็นม้าสีน้ำตาลพ่วงพีสองตัว และสัมภาระก็มากขึ้นเป็นสิบเท่าตัว
ผู้เฒ่าหยางมองเสื้อคลุมหนังหมาป่าที่เขาใช้คลุมกายเป็นประจำถูกบรรจุลงไปในหีบสัมภาระ ดวงตาทอดมองไปยังเรือนสกุลลู่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ เรือนหลังนี้มอบความประหลาดใจและความอบอุ่นมากมายให้กับเขา ถึงแม้ในชีวิตอันยาวนานของเขาจะพบเจอเรื่องอันตรายหรือเรื่องดีที่น่าจดจำมามากมายเพียงใด แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ สำหรับเขาแล้วเป็นปีที่มีสีสันที่สุดในช่วงชีวิตอันยาวนานของเขา
รอจนสัมภาระทุกอย่างถูกบรรจุลงหีบจนแล้วเสร็จ ทุกคนก็เข้ามาล้อมเฝิงเจี่ยนนายบ่าวทั้งสามคน สนทนากับพวกเขาด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์
เฝิงเจี่ยนมองประตูเรือนเงียบๆ ท่าทางเช่นนั้นทำให้คนเห็นรู้สึกปวดใจ
ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังรออะไรอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะโน้มน้าวเขาอย่างไร
เวลาคล้ายว่าจะผ่านไปยาวนาน เหมือนฤดูกาลที่ผันแปร จากใบไม้ผลิไปจนถึงใบไม้ร่วง ในที่สุดก็มีคนเดินออกมาจากประตูนั้น แต่เป็นสองสาวใช้ชิงฮัวและชิงอวี้ ในมือพวกนางถือถุงผ้ามาสามใบ ใบใหญ่หนึ่งใบ ใบเล็กสองใบ
ครั้นเห็นว่าทุกคนกำลังมองมา สองสาวใช้ก็มีท่าทีตื่นกลัวเล็กน้อย พูดตะกุกตะกัก “คุณหนูบอกว่า...อากาศหนาว นางคงไม่ออกมาส่งทุกท่านแล้ว ถุงใบใหญ่นี้คือสัมภาระที่เตรียมไว้ให้คุณชายเฝิง สองใบเล็กเป็นของเกาเหรินและผู้เฒ่าหยาง”
เฝิงเจี่ยนหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่ว่าใครก็มองอารมณ์ของเขาไม่ออก เป็นนานเขาถึงค่อยๆ ประสานมือคารวะ เอ่ยเสียงเบาว่า “ฝากขอบคุณคุณหนูของพวกเจ้าแทนข้าด้วย”
จากนั้นเขาจึงหันไปคารวะลาบิดาลู่อย่างจริงจัง “ช่วงที่ผ่านมานี้ ต้องขอบคุณท่านลุงลู่และทุกท่านมากที่ให้ความช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดี จากกันวันนี้ วันหน้าค่อยพบกันใหม่ขอรับ”
“ไปเถอะ” บิดาลู่ทอดถอนใจ โบกมือน้อยๆ “เดินทางระวังด้วย”
คนอื่นๆ ก็พากันเอ่ยว่า “หากว่าคุณชายเฝิงมีเวลาว่าง จะต้องกลับมาเยี่ยมกันบ้างนะ”
“ข้าต้องกลับมาอย่างแน่นอน”
เฝิงเจี่ยนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม ทุกคนต่างก็ฟังความหมายแฝงที่อยู่ในประโยคนั้นออก กระนั้นการจากลาก็ยังมาถึงอยู่ดี...
พี่รองลู่เดินจูงม้าสีแดงพ่วงพีสองตัวออกมา สองฝั่งของอานม้าแต่ละตัวมีกล่องไม้ทำจากต้นหลิวแขวนไว้ มีกลิ่นหอมลอยออกมาจากกล่องไม้นั้น ทำเอาม้าสองตัวทำจมูกฟุดฟิดไม่หยุด
เขาเป็นคนใจร้อน รอพวกเฝิงเจี่ยนนายบ่าวไม่ไหวอีกต่อไป จึงตะโกนว่า “พวกเจ้าคุยกันไป ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน ต้องรีบไปรีบกลับ บอกเสี่ยวหมี่ด้วยว่า ตอนกลับมาข้าจะกินหม้อไฟ”
พูดจบเขาก็พลิกกายขึ้นม้า หวดแส้แล้วจากไปไม่เห็นเงา
ทำเอาทุกคนอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ แล้วหันไปทยอยเอ่ยลาพวกเฝิงเจี่ยน
เฝิงเจี่ยนทอดสายตามองเรือนสกุลลู่เป็นครั้งสุดท้าย สุดท้ายก็ก้าวขาขึ้นไปบนรถม้า
ผู้เฒ่าหยางแย้มยิ้มใจดีโบกมืออำลาทุกคน
เกาเหรินตวัดแส้ขึ้นอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ม้าส่งเสียงร้องลากรถให้พุ่งทะยานออกไป ไปจากสถานที่ที่คนภายนอกคิดว่าทุรกันดารยากจนข้นแค้น แต่แท้จริงแล้วเป็นสถานที่ที่ครึกครื้นและอบอุ่น รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันงดงามและผู้คนที่จิตใจงามยิ่ง
ที่ประตูไม้บริเวณปากทางเข้าที่ตีนเขา พรานหนุ่มผู้เฝ้าประตูเปิดประตูใหญ่ปล่อยรถม้าจากไป จากนั้นก็ปิดประตูลงอย่างแน่นหนาอีกครั้ง
เกาเหรินแก้มป่องไม่เอ่ยวาจาใด ผู้เฒ่าหยางเองก็นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า
ส่วนเฝิงเจี่ยนกำลังคาดเดาว่าเสี่ยวหมี่จะแอบนั่งปาดน้ำตาอยู่ที่เรือนหลังหรือไม่ ทว่าชั่วขณะหนึ่งก็เกิดหวาดกลัวขึ้นมา คิดว่าหรือนางจะไม่สนใจเขาแม้แต่น้อยเลยจริงๆ หัวใจพลันทรมานราวกับถูกทอดอยู่ในกระทะร้อนๆ แต่เพราะการอบรมเลี้ยงดูแต่เล็กแต่น้อยที่สอนไม่ให้เขาแสดงสีหน้าออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เขาจึงเปลี่ยนไปสำรวจถุงสัมภาระใบใหญ่แทน
ตอนที่วางมือลงไป เขาสัมผัสได้ถึงความแข็ง จึงอึ้งไปเล็กน้อยแล้วเปิดปากถุงออกให้กว้างขึ้น
มีกางเกงบุขนไก่หนึ่งตัว รองเท้าหนังกวางหนึ่งคู่ เสื้อคลุมกันลมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างดีฝีเย็บถี่ละเอียด คาดว่าอาภรณ์พวกนี้คงจะเตรียมไว้ให้เขาสำหรับฤดูหนาวในปีนี้
มีเพียงถุงผ้าขนาดเล็กที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อคลุมกันลมที่ฝีเย็บไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนอาภรณ์ตัวอื่น ฝีเย็บออกจะบิดเบี้ยวและดูจะ...ลวกๆ ไปบ้าง ถึงขนาดที่ว่ามุมหนึ่งของถุงผ้ามีรอยน้ำตาเทียนเปื้อนเป็นวงสีดำ ทว่าถุงผ้าขนาดเล็กที่ดูอัปลักษณ์อยู่หน่อยๆ ถุงนี้ ในสายตาของเฝิงเจี่ยนกลับล้ำค่ายิ่งกว่างานปักชั้นดีควรเมืองชิ้นไหนๆ เขากุมมันไว้ในมือแน่น ในหัวเต็มไปด้วยภาพสตรีอันเป็นที่รักกำลังขมวดคิ้วปักถุงผ้าให้เขาภายใต้แสงเทียนยามค่ำคืน
“หึๆ” เฝิงเจี่ยนอดส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ ทำเอาเกาเหรินและผู้เฒ่าหยางมองมาอย่างงุนงง
เขาเองก็ไม่อธิบายอะไร เพียงแค่ถามว่า “ตอนนี้พวกเสวียนหมิงเหลือใครอยู่บ้าง”
“เสวียนอู่ เสวียนลิ่ว”
เกาเหรินแค่นเสียงเย็นชา ไม่คิดจะพูดอะไรเพิ่มให้มากความแม้แต่คำเดียว กลับเป็นผู้เฒ่าหยางที่ยิ้มน้อยๆ เอ่ยเพิ่มว่า “วิชาตัวเบาของพวกเขายอดเยี่ยมที่สุด หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็คงจะส่งข่าวไปได้อย่างทันท่วงที”
เฝิงเจี่ยนพยักหน้า ถอนใจเบาๆ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ครู่หนึ่งถึงออกคำสั่งว่า “เร่งเดินทาง รีบกลับเมืองหลวง”
เกาเหรินกลอกตามองบน ตอบรับอย่างรำคาญใจว่า “ก็ไม่ใช่ว่ากำลังไปอยู่หรืออย่างไร ถึงอย่างไรก็ติดปีกบินไปไม่ได้เสียหน่อย”
ผู้เฒ่าหยางยื่นมือออกไปตบศีรษะเขาทีหนึ่ง ยามปกติพวกเขาทัศนาจรอยู่ข้างนอกนั้นไม่เป็นไร เพราะนายน้อยใจดีมีเมตตา แต่หากกลับไปถึงบ้าน ประโยคนี้ประโยคเดียวของเขาอาจทำให้จบชีวิตลงได้
…
ที่หมู่บ้านเขาหมี เสี่ยวหมี่ไปที่เรือนถิ่นสราญแต่เช้า คนสกุลเฉินทั้งสามทานอาหารเช้าเสร็จแล้วกำลังรอเสี่ยวหมี่อยู่
เมื่อคืนนี้เฉินซิ่นวางแผนเอาไว้มากมาย เช้านี้เขาจึงไม่คิดเกรงใจ เอ่ยปากขึ้นมาก่อนอย่างตรงไปตรงมา “น้องเสี่ยวหมี่ หากเราคิดจะเปิดโรงเตี๊ยมที่เมืองหลวง ย่อมเป็นที่กล่าวขานอย่างแน่นอน แต่สำหรับรายละเอียดว่าจะเริ่มกันอย่างไรนั้น คงต้องขอให้น้องหญิงพูดออกมาให้ชัดเจน”
“ข้าคิดไว้เช่นนี้” เสี่ยวหมี่หยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมา นี่เป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่ชาติก่อน ไม่ว่าจะทำอะไรนางมักจะร่างแผนออกมาในกระดาษก่อน เช่นนี้จะทำให้แผนการชัดเจน และไม่หลงลืมส่วนสำคัญอะไรไป
“หากว่าตุ๊กตาของเราทำกำไรได้มากเหมือนปีก่อน ประมาณสองพันตำลึง ก็เพียงพอที่จะหาหน้าร้านในเมืองหลวงเพื่อเปิดร้านได้แล้ว สำหรับลูกจ้างในร้าน ให้จ้างคนรับผิดชอบเครื่องเคียงหนึ่งคน คนรับผิดชอบทำหมี่หนึ่งคน ที่เหลือรวมถึงผู้ดูแลร้านต้องให้ลงนามในสัญญาขายตัวแบบไถ่ถอนไม่ได้ให้ครบทุกคน น้ำจิ้มและเครื่องหม้อไฟข้าจะส่งสูตรให้ หาคนที่ไว้ใจได้เป็นผู้จัดการดูแลก็พอแล้ว”
เฉินซิ่นพยักหน้า เสี่ยวหมี่รอบคอบไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังคงมีรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเข้าไป
“หากว่าหาคนจากในเมืองหลวงทั้งหมดก็ค่อนข้างเสี่ยง หากคนพวกนี้รวมหัวกันหลอกลวงเรา เราก็แย่ ไม่สู้หาคนที่ไว้ใจได้จากที่นี่ สูตรอาหารเหล่านั้น ถึงตอนนั้นก็ให้คนจากบ้านเราเป็นคนถือไว้ จะปลอดภัยกว่า”
“ได้ พี่ใหญ่เฉินรอบคอบนัก”
เฉินซิ่นยิ้มน้อยๆ ถามต่อว่า “ถึงแม้หม้อไฟจะเป็นอาหารที่เราไม่จำเป็นต้องใช้พ่อครัว ทั้งสะดวกและง่าย แต่วัตถุดิบจำพวกผักสดและเห็ดเหล่านี้กลับหาได้ยาก สำหรับเรื่องนี้เจ้าคิดเห็นเป็นประการใด”
“พี่ใหญ่เฉิน หากเป็นไปได้ ข้าอยากจะซื้อสวนเล็กๆ ไว้นอกเมืองหลวง ขนาดสักสิบกว่าหมู่ก็พอ ช่วงนี้คนในหมู่บ้านเราใกล้จะเริ่มปลูกผักกันแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เรียนรู้แค่ไม่กี่วันก็เป็นแล้ว ถึงตอนนั้นจะส่งคนลงไปสร้างเรือนกระจกสักสองหลัง ไม่ถึงครึ่งเดือนก็คงมีผักสดเต็มโต๊ะ ส่วนเห็ด เรื่องนี้...ข้าจะลองคิดดูอีกที จะต้องขนส่งไปได้อย่างแน่นอน”
“ได้ เช่นนั้นก็เอาตามนี้”
เฉินซิ่นปรบมืออย่างชอบใจ สุดท้ายก็เอ่ยถามเรื่องที่สำคัญที่สุด “น้องหญิงคิดจะร่วมมือกับสกุลเฉินเราอย่างไร?”
“โรงเตี๊ยมให้เปิดในชื่อของท่านพี่ไปก่อน แต่ยามที่ประกาศออกไปภายนอกจำเป็นต้องอาศัยชื่อของเจ้านายท่าน หากว่าได้กำไร ก็แบ่งให้พี่ใหญ่เฉินสามส่วน ให้เจ้านายท่านสองส่วน พวกเราสกุลลู่ห้าส่วนเป็นอย่างไร?”
คำตอบของเสี่ยวหมี่ทำให้คนสกุลเฉินอึ้งไปทันที “ไม่ได้เด็ดขาด เช่นนี้มากเกินไป”
ไม่ว่าจะที่เมืองหลวงหรือที่นี่ ยามปกติจ้างคนนอกเป็นพ่อบ้าน เป็นหลงจู๊ดูแลร้านล้วนแบ่งส่วนแบ่งให้แค่หนึ่งส่วน แต่เสี่ยวหมี่คิดจะแบ่งให้พวกเขาถึงสามส่วน นี่มากเกินไปแล้ว
แต่สองส่วนที่แบ่งให้เจ้านายของเฉินซิ่นนั้น นับว่ายุติธรรม
“ไม่เยอะหรอกเจ้าค่ะ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พี่ใหญ่เฉินสมควรได้รับ เราสกุลลู่ให้เพียงสูตรอาหารกับเงินทุน ยามปกติไม่ต้องปวดหัวกังวลใจเรื่องใด จะให้น้อยกว่านี้ข้าทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
เสี่ยวหมี่ตบโต๊ะตัดสินใจทันที “พี่ใหญ่เฉินไม่ต้องปฏิเสธแล้ว หากว่าท่านไม่รับ ก็ไม่ต้องเปิดโรงเตี๊ยมนี้แล้ว เพราะข้าไม่อาจไว้ใจคนอื่นได้อีก”
“ได้ น้องเสี่ยวหมี่ช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
เฉินซิ่นรู้สึกว่าตนได้รับความสำคัญก็ให้รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก เขาลุกขึ้นประสานมือคารวะเสี่ยวหมี่ เอ่ยให้สัญญาอย่างจริงจังว่า “น้องหญิงวางใจ ข้าจะทำอย่างเต็มกำลังแน่นอน”
“ลำบากพี่ใหญ่เฉินแล้ว”
“ข้าจะกลับเมืองหลวงพรุ่งนี้ เมื่อถึงแล้วจะรีบลงมือทันที แล้วจะส่งจดหมายกลับมา ส่วนทางน้องหญิงก็ตระเตรียมคนและของเอาไว้ให้พร้อมสรรพ ช่วงนี้อากาศหนาวลงมากแล้ว เมื่ออากาศหนาวมากพอจนหิมะตกเราก็เริ่มเปิดกิจการกัน ข้ารับรองว่ามันจะโด่งดังอย่างรวดเร็ว”
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่เฉินวางใจ”
คนทั้งสองสนทนากันอย่างครึกครื้นจนเถ้าแก่เฉินเองก็จิตใจเร่าร้อนตามไปด้วย แต่กลับทำเป็นบ่นอุบกับบิดาลู่ “เจ้าดูสิ พวกเราจะไม่แก่ได้อย่างไร ยามนี้พวกเด็กๆ ปีกกล้าขาแข็งกันเหลือเกินแล้ว”
“เราก็แก่ปูนนี้แล้ว หรือท่านจะลำบากลำบนต่ออีกหลายปีหรือ ปล่อยให้พวกเด็กๆ จัดการกันไปเถอะ ขอแค่รักษาสุขภาพให้แข็งแรงดี แค่นี้ก็นับว่าช่วยแบ่งเบาภาระให้พวกลูกๆ แล้ว”
ฮูหยินเฉินเอ่ยแทรกขึ้นมา ทำเอาทุกคนหัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง
เนื่องจากเฉินซิ่นยังมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ เขาจึงรู้สึกนั่งไม่ติดเล็กน้อย คนสกุลเฉินจึงรีบเอ่ยลาไปอย่างรวดเร็ว
ยามนี้โรงทำแป้งหยุดงานไปหลายวันแล้วเพราะขาดวัตถุดิบ แต่เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พี่ใหญ่ลู่จึงสั่งให้พวกหนิวเซิ่งผลัดเวรยามกันเฝ้าให้ดี
พวกหนิวเซิ่งยามเช้าขึ้นเขามาเรียนหนังสือ ตอนบ่ายจัดการงานจิปาถะ ช่วยวิ่งส่งสารส่งของทั่วไป ตอนกลางคืนผลัดเวรยามกันเฝ้า เรียกได้ว่าขยันขันแข็งกันอย่างมาก
จากโจรน้อยเปลี่ยนมาเป็นยามเฝ้า สถานะที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ทำเอาชาวบ้านขบขันกันไม่น้อย
ถึงแม้หิมะจะยังไม่ตกลงมา แต่อากาศก็หนาวลงมากแล้ว ยามเช้าตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าโดยรอบขาวโพลนจากน้ำค้างและหมอก ต้นไม้ใบหญ้าค่อยๆ พากันเหี่ยวเฉาลง
เสี่ยวหมี่วุ่นวายอยู่ที่ตีนเขามาทั้งวัน จะอย่างไรก็ไม่อยากกลับขึ้นไปบนเขา ทั้งยังไม่มีอะไรทำให้นางยิ้มออกมาได้
เรือนยังคงเป็นเรือนหลังเดิม แต่คนในเรือน...
ซูอีเดินตามเสี่ยวหมี่เงียบๆ อยู่ข้างหลัง ไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้ครึ่งคำ แต่ก็ไม่จากไปไหน เอาแต่เดินตามนางไม่หยุด จนกระทั่งเสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมาได้ ถึงได้รู้ตัวว่าเดินอ้อมมานานมากแล้ว
ครั้นเห็นว่ามีคนตามหลังอยู่ไม่ไกลจิตใจก็รู้สึกอบอุ่น นางปัดฝุ่นบนชุดให้เขา ถอนหายใจกล่าวว่า “ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
ซูอีฉีกยิ้ม ฟันขาวเจิดจ้าสะท้อนแสงทำเอาเสี่ยวหมี่ยิ้มตาม
ไม่รู้ว่าในชาติก่อนนางไปจำมาจากไหน แต่มีคำกล่าวไว้ว่าการทำตัวให้ยุ่งเป็นวิธีหนีจากความเศร้าโศกเสียใจที่ดีที่สุด
แต่เสี่ยวหมี่ก็ถึงเวลาต้องยุ่งขึ้นมาจริงๆ แล้วนั่นแหละ เพียงแต่ผลพลอยได้เป็นการลืมเลือนเรื่องบางอย่างในใจ