หลังจากปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการในอดีต เหวินก็รู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความมุ่งมั่นของเขาไม่ใช่แค่การเขียนเื่ราวให้จบอีกต่อไป แต่เป็การเขียนด้วยจิติญญาและความจริงที่บริสุทธิ์
เด็กสาวทั้งสองนำเหวินไปที่ใจกลางของ “ภูมิทัศน์ของเื่เล่าที่ถูกทิ้ง” ซึ่งเป็บริเวณที่เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณที่แต่ละต้นมีเื่ราวซ่อนอยู่ และมีแม่น้ำแห่งความทรงจำไหลผ่านอย่างเงียบสงบ พวกเธอยืนอยู่ข้างต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีกิ่งก้านมากมาย แต่กลับไม่มีใบไม้เลยแม้แต่ใบเดียว
“นี่คือเื่ราวของพวกเรา” เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองกล่าว “มันยังไม่สมบูรณ์และไม่มีชีวิต”
เหวินมองดูต้นไม้ด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง เขาเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้แล้วใช้มือแตะที่ลำต้นที่ขรุขระอย่างอ่อนโยน เขาััได้ถึงความเหงาที่ต้นไม้ได้เผชิญมาตลอดหลายปี
“ฉันจะทำให้มันมีชีวิตอีกครั้ง” เหวินกล่าวอย่างหนักแน่น
เด็กสาวผมสีเงินม่วงยื่นปากกาขนนกในมือของเหวิน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “จงเขียนเื่ราวของเราและมอบลมหายใจให้เราด้วยความจริง”
เหวินรับปากกามา แล้วหลับตาลง เขานึกถึงเื่ราวของเด็กสาวทั้งสองที่เขาเคยเขียนและทุกตัวอักษรที่เขาบรรจงร้อยเรียงขึ้นมา เมื่อเขาลืมตาขึ้น เขาก็เริ่มเขียนเื่ราวของพวกเธอต่อ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เขียนลงบนกระดาษ แต่เขาเขียนลงบนลำต้นของต้นไม้แต่ละต้นอย่างตั้งใจ
ทุกตัวอักษรที่เขาเขียนลงบนต้นไม้ก็เหมือนกับหยดน้ำที่เติมเต็มชีวิตเข้าไป กิ่งไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวก็เริ่มผลิใบอ่อนออกมาอย่างช้าๆ ใบไม้แต่ละใบเป็ตัวแทนของเื่ราวที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แสงสีทองและสีม่วงเริ่มเปล่งประกายรอบต้นไม้ราวกับมีเวทมนตร์
เมื่อเขาเขียนไปจนถึงตอนสุดท้ายของบทที่ 1 ต้นไม้ก็มีใบไม้อย่างสมบูรณ์และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เด็กสาวทั้งสองมองดูต้นไม้ด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นไปด้วยความสุข น้ำตาแห่งความปิติไหลอาบแก้มของพวกเธอ
“ตอนนี้เราไม่ใช่แค่เื่เล่าที่ถูกทิ้งแล้ว” เด็กสาวผมสีเงินม่วงกล่าว “เราคือเื่ราวที่กำลังจะถูกเล่าจนจบ”
เหวินมองไปยังต้นไม้ที่มีชีวิตชีวา แล้วมองไปที่เด็กสาวทั้งสอง เขาเข้าใจแล้วว่าพันธนาการที่เขามีไม่ใช่แค่กับตัวเองเท่านั้น แต่เป็พันธนาการที่เชื่อมโยงเขากับเื่ราวที่ถูกทอดทิ้งทุกเื่ในโลกนี้