แม้หลี่ฟางซิ่นจะอยู่เพียงระดับรวมลมปราณขั้นที่9 แต่กลับสามารถรับมือผู้ฝึกฝนลมปราณระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 ได้ ถึง 1ก้านธูป ถึงไม่สามารถเอาชนะได้แต่ก็นับว่าเหลือเชื่อยิ่งนักสำหรับผู้ที่ได้รับฟังเพราะหากเป็ในระดับขั้นเดียวกัน นางสามารถรับมือกับศัตรูที่เหนือกว่าได้ถึง 2ระดับ! แต่เพราะระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 ไปยังระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่1 นั้น โดยทั่วไปต้องใช้พลังลมปราณมากกว่ายามที่ทะลวงขั้นเดียวกันถึง 2 เท่าทำให้การต่อสู้ข้ามระดับในขั้นใหญ่ เป็ไปได้ยากเป็อย่างยิ่ง
“จากที่ข้าทราบมาภายในป่าลมหวนมีเพียงสัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่ 8 ถึงระดับิญญาขั้นที่1 หรือ 2 เพียงเท่านั้น... ซึ่งพวกมันจะอยู่ภายในป่าลึกไม่ออกมาภายนอกอาณาเขต ส่วนสัตว์อสูรที่ออกมาจากภายในป่าลมหวนก็มีเพียงสัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่ 1- 7 เพียงเท่านั้นเหตุใด... ระหว่างทางข้าจึงพบเจอ สัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้น 8 และ 9 มากมายถึงเพียงนี้?”
หลี่ฟางซิ่นคิดอยู่ภายในด้วยความเศร้าเสียใจเป็อย่างมากนางเพียง้าแสวงหาโชคชะตา เพื่อเลื่อนระดับลมปราณให้ได้อย่างรวดเร็วจะได้มีสิทธิ์มีเสียงในตระกูลของนาง
ซึ่งตัวนางเคยได้ยินมาว่าลึกเข้าไปในป่าลมหวนมีหญ้าิญญาขจีเติบโตอยู่ ซึ่งมันสามารถทำให้ผู้ฝึกฝนลมปราณในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 สามารถทะลวงไปยังระดับเชื่อมโยงชีพจรได้อย่างแน่นอนและอาจไปถึงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 ภายในครั้งเดียวเพราะสมุนไพรชนิดนี้ สามารถทำให้ผู้ที่ติดคอขวดในระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้น 3ขั้นสูงสุด สามารถทะลวงผ่านได้อย่างง่ายดายราวกับดื่มน้ำ
ถึงแม้ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่2 จะยังไม่เพียงพอที่นางจะกลับไปยังตระกูลของตน แต่ก็ถือว่าเป็การเริ่มต้นที่ดีหากนางมีโชคในที่แห่งนี้ จะทำให้การเดินทางไปยังที่ห่างไกลปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นม้าที่นางควบอยู่ก็สมือนไร้เรี่ยวแรงที่จะวิ่งต่อไป ซึ่งเกิดจากอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาอย่างยาวนานโดยไม่หยุดพัก มันได้พานางล้มไถลไปกับพื้นเป็ทางยาวเสื้อผ้าที่นางสวมใส่อยู่ ได้ฉีกขาดไปบางส่วนทำให้ร่างที่งดงามเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไป คล้ายดรุณีสูงศักดิ์ผู้ตกยากเมื่อสัตว์อสูรที่วิ่งนำฝูงมาเห็นร่างดังกล่าวล้มลง มันจึงเร่งพุ่งกระโจนใส่หมายตะครุบเหยื่ออันโอชะทันที!
เสียงร้องของสตรีดังขึ้นมาแต่หาใช่เสียงร้องที่หวาดกลัว
“จะกินข้า?!เ้าอย่าได้คิดฝัน!!” นางร้องออกมาด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยวผิดกับกริยายามปรกติที่อ่อนหวานของนางยิ่งนัก
หลี่ฟางซิ่นรีบทรงตัวขึ้นมารักษาสมดุลร่างกายอย่างรวดเร็ว และชักกระบี่แทงสวนออกไปยังร่างสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาจวนจะถึงตัวของนาง
ฉึก!!
เอ๊งง!.เอ๊ง!..เอ๊ง!!...
เสียงกระบี่แทรกตัวผ่านเนื้อหนังของสัตว์อสูรทะลุตัดผ่านขั้วหัวใจ น้ำสีแดงฉานพุ่งทะลักราวกับห่าฝน ราดรดบนตัวของนางสัตว์อสูรเบื้องหน้าของนาง ส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปทรมานเพียงชั่วครู่ก่อนดิ้นทุรนทุรายสิ้นลมหายใจตกตายไป
จากนั้นหลี่ฟางซิ่นจึงใช้ทักษะการเคลื่อนที่ของนางหนีจากพวกมันอีกครั้ง ในขณะพวกสัตว์อสูรที่ตามมา กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวเนื่องจากภาพตรงหน้าที่สหายของพวกมันได้ตายจาก แต่เป็เวลาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ฝูงหมาป่าจะเริ่มรู้สึกตัวและรีบพุ่งตัวไปด้านหน้าเพื่อไล่ล่าตัวนางอีกครั้ง
แต่ตัวของหลี่ฟางซิ่นหาได้คิดว่าตนเองเป็เพียงเหยื่อ ที่ถูกสัตว์อสูรเ่าั้ไล่ล่าแต่เพียงฝ่ายเดียวเพราะเมื่อใดที่มีพวกมันแตกฝูงออกมาเพียง 1 ตัว นางจะอาศัย่จังหวะดังกล่าวในการลงมือสังหารมันอย่างรวดเร็ว จนเมื่อหลี่ฟางซิ่นได้สังหารพวกมันไปเป็ตัวที่ 3สัตว์อสูรเ่าั้ จึงไม่กล้าจู่โจมนางเพียงทีละตัวอีกต่อไปมันค่อยๆวิ่งต้อนนางจนอ่อนแรง พร้อมทั้งคอยเข้าจู่โจมมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปในแต่ละครั้ง
จนพลังลมปราณของนางที่มีเริ่มจะหมดลงทำให้หลี่ฟางซิ่นทราบได้ทันทีว่า คงไม่สามารถเห็นดวงตะวันของวันพรุ่งนี้ได้อีกเมื่อนางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงอย่างถึงที่สุด เหล่าสัตว์อสูรต่างเร่งพุ่งตัวมายังนางพร้อมกันถึง 7 ตัว!ใบหน้าของบิดาอันเป็ที่รักของนาง ได้ปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจหลี่ฟางซิ่นจึงได้กล่าวกับตนเองขึ้นมา คล้ายเป็คำลาก่อนสิ้นชีวิตลง
“ท่านพ่อ...ข้าคงมิอาจได้พบเจอท่านอีกครั้ง...” พร้อมกับง้างกระบี่เตรียมตัวฟาดฟันกับพวกมันเป็ครั้งสุดท้าย หมายจะลากให้พวกมัน ตายตกตามไปแม้เพียงสักตัว
แต่ได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งจู่โจมมายังนาง
“พวกเ้าทั้งหมด...จงมอดไหม้ไปซะ!”
ปัง!ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!!...
พรึบบบ!!
หมาป่าทั้ง7 ตัวเมื่อครู่ที่อยู่ด้านหน้านางกลับสลายหายไปในอากาศราวกับเป็เพียงภาพมายาแม้ตอนนี้หลี่ฟางซิ่นจะใในสิ่งที่เกิด และอยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นแต่ร่างกายของนางกลับไม่ตอบรับความปรารถนาดังกล่าวหนังตา้าเริ่มหนักอึ้งขึ้นมา อย่างไม่สามารถควบคุมและเริ่มที่จะปิดตัวลงไปอย่างช้าๆ มองเห็นเพียงร่างเลือนรางของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
แม้หลี่ฟางซิ่นอยากจะจดจำใบหน้าของผู้มีพระคุณก่อนสิ้นสติแต่ร่างกายของนางกลับทรุดลงไป คล้ายหุ่นเชิดที่โดนตัดสายป่าน ทำให้ตัวนางในตอนนี้ไม่สามารถรับรู้ถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นรอบกายได้อีก...
...เวลาได้ผ่านพ้นไปจนถึงเช้าในวันรุ่งขึ้น
ตอนนี้ร่างร่างหนึ่งได้นอนอยู่บนเตียงภายในห้องที่ดูคับแคบ เมื่อมองไปยังร่างนั้น กลับแลดูแปลกตายิ่งนักเนื่องจากเป็สตรีแต่กลับแต่งกายด้วยชุดของบุรุษ
ในตอนนี้ขนตางอนยาวของนางเริ่มสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาคู่โตที่น่ารักค่อยๆถูกลืมขึ้นเมื่อนางเริ่มได้สติจึงยก่ลำตัวขึ้นจากที่นอน และใช้สายตากวาดมองรอบๆตัวของนางครู่ต่อมาความรู้สึกสงสัยได้ฉายขึ้นมาบนใบหน้า
“ที่นี่...คือที่ไหนกัน?” หลี่ฟางซิ่นรู้สึกสับสนเป็อย่างมากตัวนางก่อนหน้าที่ถูกสัตว์อสูรรุมล้อมสังหาร แต่ในตอนนี้กลับมาอาศัยอยู่ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ซึ่งภายในห้องมีเพียงเตียงนอน นางค่อยๆนึกถึงความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสติไป
“รู้สึกว่า...ข้าจะถูกบุรุษผู้หนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้? หรือว่าที่นี่...จะเป็ที่พักของเขาคนนั้น?” นางเริ่มคาดเดาจากความทรงจำสุดท้ายที่ลางเลือน