รอยตีนหมาป่าบนหิมะมีเืสีดำหยดอยู่ตรงกลางทุกก้าว
เยี่ยซิงเหอย่อตัวข้างรอยนั้น มือหนึ่งถือจอบขุดสมุนไพรอีกมือแตะพื้นโดยไม่กดเต็มฝ่ามือ เืแข็งเป็เกล็ดดำมีกลิ่นคาวปนโลหะคล้ายปลายลูกธนูซึ่งคนจากูเานำเข้าหมู่บ้าน
เขาควรหันกลับ
ก่อนออกจากเรือนผู้เฒ่าโม่บอกให้เก็บรากหญ้าขมขาวห้ารากจากลาดเขาด้านใต้ แล้วกลับก่อนเมฆปิดยอดสนสมุนไพรใช้ลดความร้อนจากการฝึกเมื่อคืน มิใช่ของหายากและไม่มีเหตุให้ขึ้นมาสูงถึงแนวผาหิน
แต่รอยตีนหมาป่าอยู่ระหว่างเขากับแอ่งซึ่งหญ้าขมขาวขึ้นมากที่สุด
รอยแรกชี้ขึ้นเขา
รอยถัดมาชี้กลับลง
สัตว์ตัวเดียวเดินเป็วงรอบแอ่งสมุนไพรเหมือนกำลังเฝ้าสิ่งใด
เยี่ยซิงเหอมองท้องฟ้าระหว่างยอดสนเมฆจากทิศตะวันตกยังอยู่ห่าง แต่ลมเริ่มพากลิ่นหิมะใหม่มา หากกลับเรือนมือเปล่าความร้อนจากดวงตราอาจกำเริบในคืนนี้ หากฝืนเข้าแอ่งเขาอาจพบสิ่งซึ่งทิ้งรอยเืไว้
เขาเลือกเดินอ้อมตามขอบหิน มิใช่ตรงเข้าหาสมุนไพร
ทุกสิบก้าว เขาปักกิ่งสนเล็กไว้โดยหันด้านหักลงเขาเครื่องหมายเรียบง่ายจะช่วยให้กลับได้แม้หิมะกลบรอยเท้าเขายังหยิบก้อนหินสามก้อนใส่แขนเสื้อ มิใช่อาวุธดีแต่โยนทดสอบพุ่มไม้หรือเบี่ยงสัตว์ได้โดยไม่ต้องใช้ปราณ
ผู้เฒ่าโม่เคยสอนว่าคนไม่มีพลังต้องเตรียมทางหนีสองทางก่อนเข้าใกล้สิ่งที่มีเขี้ยวบัดนี้แม้รู้ว่ามีปราณสีทองอยู่ในร่าง กฎนั้นก็ยังจริงกว่าเดิมเพราะพลังซึ่งใช้ผิดอาจปิดทางหนีด้วยมือของเขาเอง
ขอบแอ่งมีหญ้าขมขาวขึ้นอยู่สองกอเยี่ยซิงเหอใช้จอบขุดรากแรกโดยไม่ก้าวลงกลางพื้นที่ เขาตัดเพียงรากแก่เหลือหน่ออ่อนไว้ให้แตกใหม่ในฤดูถัดไป รากที่สองมีรอยฟันสัตว์ เขาไม่เก็บเพราะน้ำลายหรือเืดำอาจซึมเข้าเนื้อสมุนไพร
ระหว่างห่อรากแรก เขาพบรอยตีนคนทับอยู่ใต้รอยหมาป่า
รอยรองเท้ากว้าง ปลายแหลม และลึกเพียงด้านนอกเ้าของเดินบนหิมะโดยลงน้ำหนักเบากว่าชาวบ้านทั่วไป รอยสิ้นสุดตรงโคนสนมิได้ต่อไปทางใด ราวผู้เดินจงใจลบร่องรอยหลังนำสัตว์มาถึง
เยี่ยซิงเหอใช้ปลายจอบเขี่ยหิมะข้างรอยพบขนสีเทาติดกับกิ่งสนเตี้ย ขนแข็งและมีกลิ่นไหม้ โคนขนมีเส้นดำแทรกเขาไม่เคยเห็นหมาป่าธรรมดามีลักษณะเช่นนี้
เสียงกิ่งไม้หักดังจากเบื้องบน
เด็กหนุ่มกลิ้งออกจากจุดเดิมก่อนเงาสีเทาจะตกลงมากรงเล็บกวาดผ่านชายเสื้อ หมาป่าหิมะตัวหนึ่งลงพื้นตรงที่เขาเคยนั่งหิมะกระจายรอบขา ลำตัวผอมจนเห็นซี่โครง แต่หัวไหล่กลับโป่งผิดรูปดวงตาข้างหนึ่งขุ่นขาว อีกข้างแดงคล้ำ
มันมิได้คำรามทันที
มันหันจมูกมาทางแผ่นหลังเขา สูดลมหายใจแล้วเืสีดำจากปากก็หยดเร็วขึ้น
รอยเสี้ยวดาวใต้เสื้อร้อนตอบ
“เ้าตามกลิ่นนี้หรือ” เยี่ยซิงเหอถามทั้งที่รู้ว่าสัตว์ย่อมไม่ตอบ
หมาป่าหมอบต่ำ
เขาถอยข้างหนึ่งก้าว วางจอบเฉียงระหว่างตนกับมันทางลงหมู่บ้านอยู่ด้านหลังหมาป่า ทางขวาเป็แนวสนรกทางซ้ายเป็ผาหินลาดลงสู่ลำธารแข็ง หากวิ่งลงตรง ๆสัตว์จะตามกลิ่นพลังไปถึงเรือนคน
เขาจึงขยับขึ้นเขา
หมาป่ากระโจน
เยี่ยซิงเหอใช้ด้ามจอบรับปาก มันงับไม้จนเกิดรอยลึกแรงชนผลักเขาถอยสองก้าว ชายโครงซึ่งยังช้ำเจ็บแปลบ เขาบิดด้าม หวังผลักหัวสัตว์ออกแต่หมาป่าสะบัดคอ จอบหลุดจากมือไปกระแทกต้นสน
พลังของมันมากกว่าสัตว์ป่าทั่วไป ทว่าการเคลื่อนไหวไม่สมดุลขาหน้าซ้ายลงน้ำหนักช้ากว่าขวาครึ่งจังหวะ
เยี่ยซิงเหอจำตำแหน่งนั้นไว้
หมาป่าหันกลับมา ดวงตาแดงจับเขาเพียงผู้เดียวแม้กระต่ายตัวหนึ่งวิ่งผ่านพุ่มใกล้ ๆ มันก็ไม่เหลียว
ผู้เฒ่าโม่เคยพูดว่า พลังมากไม่ได้หมายความว่าใช้เป็
สัตว์ตรงหน้ามีพลังเกินกาย แต่ความเจ็บกำลังบังคับมัน
เยี่ยซิงเหอหยิบก้อนหินขว้างไปทางขวา หมาป่าไม่มองเขาขว้างเสื้อคลุมตาม กลิ่นกายลอยไปติดกิ่งสน สัตว์เหลือบเพียงชั่วครู่ก่อนกลับมาหาแผ่นหลังเขา
มันมิได้ตามกลิ่นคน
มันตามดวงตรา
ความเข้าใจนั้นทำให้ทางลงหมู่บ้านกลายเป็ทางต้องห้ามหากเขาพามันกลับไป คนในเรือนแรกจะเป็ผู้รับกรงเล็บแทน
เยี่ยซิงเหอหมุนตัววิ่งขึ้นลาดหิน
เสียงย่ำหิมะไล่หลังใกล้ขึ้น เขาไม่เร็วพอ ชายโครงจำกัดลมหายใจขาขวายังชาจากค่ายกล ทุกสิ่งซึ่งผู้เฒ่าโม่เตือนกำลังตามทวงราคาในเวลาเดียวกัน
ด้านหน้ามีต้นสนล้มพาดช่องแคบระหว่างหินสองก้อนใต้ลำต้นเป็โพรงสูงเพียงครึ่งตัวคน เขามุดผ่านได้ หมาป่าต้องกระโจนข้าม
เขาเร่งฝีเท้า แล้วได้ยินเสียงกรงเล็บขูดหินอยู่เหนือศีรษะ
หมาป่าไม่ผ่านโพรง มันขึ้นบนหินแล้วตัดหน้า
เยี่ยซิงเหอหยุดไม่ทัน ไหล่ชนอกสัตว์ ทั้งคู่ล้มกลิ้งขากรรไกรงับลงข้างคอ เขายกแขนซ้ายขวาง เขี้ยวทะลุเสื้อและเฉือนผิวเือุ่นไหลทันที
เขาใช้เข่ากระแทกท้องหมาป่า แต่ตัวมันแข็งราวถูกปราณหุ้มแรงกลับะเืแผลชายโครง
ใบหน้าของเขาอยู่ห่างดวงตาแดงไม่ถึงหนึ่งคืบกลิ่นเืดำเหม็นจนหายใจลำบาก ตรงฐานคอสัตว์มีวัตถุสีดำฝังอยู่ใต้ขนปลายหนึ่งโผล่คล้ายเศษโลหะ
นั่นอาจเป็สิ่งทำให้มันคลุ้มคลั่ง
แต่ก่อนถอน เขาต้องรอดจากเขี้ยว
เยี่ยซิงเหอรวบรวมลมหายใจตามที่ฝึกเมื่อคืน ไม่ดึง ไม่บังคับเขานึกถึงทางลงเขาและหลังคาโม่เหอซึ่งอยู่ใต้หมอกความ้ามีเพียงไม่พาสัตว์ตัวนี้กลับบ้าน
ประกายทองผุดที่ข้อมือขวา
เขาสั่งให้มันไปยังแขนซ้าย
พลังแตกทันที
ความร้อนย้อนเข้ากลางอก รอยเสี้ยวดาวแผดจนสายตาพร่าแขนซ้ายซึ่งรับเขี้ยวอ่อนแรง หมาป่ากดปากลงอีกชุ่น เืซึมตามแขน
การใช้ครั้งแรกผิดพลาด
พลังมากไม่ได้หมายความว่าใช้เป็
คำผู้เฒ่าโม่กลับมา เยี่ยซิงเหอหยุดสั่งเขาปล่อยประกายที่เหลือ แล้วใช้มือขวาคว้าหิมะยัดใส่ตาแดงของหมาป่า
สัตว์สะบัดหัวตามสัญชาตญาณ
แรงกดคลายเพียงชั่วพริบตา เขาดึงแขนออก กลิ้งลงด้านข้างแล้วเตะขาหน้าซ้ายตรงข้อซึ่งลงน้ำหนักช้า
หมาป่าทรุดเข่า
เยี่ยซิงเหอคว้ากิ่งสนหักแทงขวางปาก มิได้หวังฆ่าเพียงกันเขี้ยว เขาถอยไปถึงจอบซึ่งตกข้างต้นไม้ ใช้เท้าเขี่ยด้ามขึ้นมือ
หมาป่ากัดกิ่งแตกแล้วพุ่งอีกครั้ง
คราวนี้เด็กหนุ่มไม่รับตรง เขาหลบไปด้านขาซ้ายใช้คมจอบฟันหิมะตรงหน้าสัตว์ มิได้ฟันเนื้อ ชั้นหิมะบนลาดหินแตก ไหลลงใต้เท้ามัน
หมาป่าเสียหลัก แต่กรงเล็บขวายังกวาดถูกหน้าอกเยี่ยซิงเหอเสื้อขาดสามทาง ผิวแสบยาว เขาหมุนตามแรงแทนต้าน ปลายจอบเกี่ยวหลังเข่าสัตว์แล้วดึง
มันล้มกระแทกต้นสนซึ่งพาดช่องแคบ
ลำต้นเก่าขยับ
เยี่ยซิงเหอเห็นรากด้านหนึ่งหลุดจากหิน หากผลักถูกจุดต้นสนจะกลิ้งปิดทางและกดสัตว์ไว้ แต่แรงกายเขาไม่พอ
หมาป่าลุกอีกครั้ง เืดำจากปากหยดลงบนหิมะเป็ทางมันไม่รู้จักถอย ความเจ็บจากโลหะที่คอคงเผาความกลัวทิ้งหมดแล้ว
เด็กหนุ่มวางฝ่ามือบนลำต้นสน
เขาไม่สั่งปราณให้ผลักไม้ เขาฟังน้ำหนัก ฟังเสียงรากแตกร้าวและรอจังหวะที่หมาป่ากระโจนจนแรงของมันจะเข้าสู่ทางเดียวกับที่เขา้า
สัตว์ถีบพื้น
เยี่ยซิงเหอขยับครึ่งก้าว ปล่อยให้ไหล่มันชนลำต้น
ในชั่วขณะนั้น ประกายทองรวมตรงฝ่ามือเอง
เขาผลัก
มิใช่แรงมหาศาลมีเพียงแรงเพิ่มขึ้นเท่าการกระแทกของคนอีกผู้หนึ่งแต่เมื่อรวมกับน้ำหนักหมาป่าและรากที่ขาด ลำต้นสนพลิกหลุดจากหิน
เสียงไม้ครูดดังลั่น
หมาป่าร่วงเข้าโพรงด้านล่าง ลำต้นกลิ้งตามลงไปขวางกลางลำตัวหิมะถล่มทับขาหลัง มันดิ้น กัด และคำราม แต่ขึ้นมาไม่ได้
เยี่ยซิงเหอทรุดเข่าข้างหนึ่ง
ปราณทองวิ่งจากฝ่ามือกลับเข้าข้อมือเหมือนไฟย้อนเขาได้ยินเสียงกระดูกนิ้วลั่น ความเจ็บพุ่งถึงข้อศอกรอยเสี้ยวดาวร้อนอยู่สองลมหายใจ แล้วดับ
บนลำต้นสนเหลือรอยฝ่ามือสีทองจาง ๆ
ร่องรอย
สิ่งที่ผู้เฒ่าโม่เตือนมิให้ทิ้ง
หมาป่าดิ้นแรงขึ้น ลำต้นเคลื่อนทีละน้อย หากปล่อยไว้มันอาจหลุดหรือไม่ก็ตายอย่างทรมาน เยี่ยซิงเหอหยิบจอบ เดินอ้อมไปด้านหลังเขาเห็นเศษโลหะที่ฐานคอชัดขึ้น มันฝังเฉียงเข้าใกล้กระดูกมีเส้นดำแผ่รอบแผลเหมือนรากไม้เน่า
“อย่าขยับ” เขาพูด ทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์
สัตว์หันงับ ด้ามจอบรับเขี้ยวไว้เยี่ยซิงเหอใช้เข่ากดขาหลังซึ่งติดหิมะ มือขวาคีบปลายโลหะแล้วดึง
มันไม่ออก
หมาป่ากระชากตัว รอยเขี้ยวบนแขนเขาเปิด เืแดงหยดลงบนขนดำเมื่อเืแตะเศษโลหะ รอยสลักเล็ก ๆ บนผิวมันสว่างแดง
รอยเสี้ยวดาวใต้สะบักตอบด้วยความร้อน
โลหะคลายตัวราวได้รับสิ่งที่้า
เยี่ยซิงเหอดึงสุดแรง
เศษสีดำหลุดออกพร้อมเืข้นหมาป่าแผดเสียงจนฝูงนกบนยอดสนกระพือหนี ร่างมันเกร็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนความแดงในดวงตาค่อยลด
สัตว์ยังหอบ ยังาเ็ และยังอาจฆ่าเขาได้แต่การดิ้นอย่างคลุ้มคลั่งหยุดแล้ว
เยี่ยซิงเหอถอยออก เขาไม่ใช้โอกาสฆ่าเพียงใช้จอบขุดหิมะด้านข้างให้ลำต้นกลิ้งลงต่ำ หมาป่าลากตัวหลุดแล้วหมอบอยู่อีกฝั่งช่องแคบ
คนกับสัตว์มองกัน
หมาป่าแยกเขี้ยวครั้งหนึ่ง แต่ไม่พุ่งมันหันขาซ้ายซึ่งเจ็บหนีขึ้นแนวสน ทิ้งรอยเืดำสลับแดง ก่อนหายหลังหมอก
เยี่ยซิงเหอนั่งลง หายใจยาวอย่างเ็ป
เขาชนะเพียงเพราะเห็นขาที่ผิดปกติ ใช้ทางแคบ ใช้น้ำหนักต้นไม้และยอมรอจังหวะ มิใช่เพราะปราณสีทองทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าสัตว์
พลังช่วยเพียงหนึ่งครั้ง
แต่ราคาคือข้อมือบวม แขนซ้ายมีรอยเขี้ยว หน้าอกถูกกรงเล็บและรอยทองบนลำต้นซึ่งอาจชี้ทางให้ศัตรู
เยี่ยซิงเหอใช้หิมะถูรอยฝ่ามือ สีทองจางแต่ไม่หายเขาจึงขูดเปลือกสนออกด้วยคมจอบ เศษไม้ที่มีรอยถูกฝังใต้หิมะลึกจากนั้นใช้กิ่งสนกวาดรอยเท้าตน่หนึ่ง
เขาไม่รู้ว่านั่นเพียงพอหรือไม่
เศษโลหะในมือยาวสองชุ่น ปลายหักจากชิ้นใหญ่กว่าผิวด้านหนึ่งมีร่องรูปหยดเื อีกด้านมีคราบดำซึ่งยังขยับช้า ๆ ราวมีชีพจร
เขาเปรียบรอยโลหะกับรอยรองเท้าซึ่งพบก่อนถูกโจมตีเ้าของรอยเท้าไม่ได้ล่าหมาป่า เพราะไม่มีรอยต่อสู้หรือเืคนเขาน่าจะเป็ผู้ฝังโลหะ แล้วปล่อยสัตว์เดินวนรอสิ่งที่ตรา้า
หากเป้าหมายเป็เพียงเขาเหตุใดต้องเลือกแอ่งสมุนไพรซึ่งชาวบ้านขึ้นมาเก็บทุกสัปดาห์
คำตอบหนึ่งทำให้มือเย็นกว่าหิมะศัตรูอาจไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้ใดถูกกัดระหว่างรอเยี่ยซิงเหอชีวิตของชาวโม่เหอเป็เพียงเหยื่อล่อซึ่งจ่ายแทนเ้าของดวงตราได้
เขากลับไปยังจุดซึ่งหมาป่าตก ใช้จอบตรวจใต้หิมะพบเส้นขนสัตว์ผูกระหว่างรากไม้สองข้าง เส้นนั้นขาดตอนลำต้นสนกลิ้งแต่เดิมคงใช้ปิดทางถอยของผู้เข้ามาในแอ่งใต้ขนสัตว์มีเกล็ดโลหะดำเล็กอีกสามชิ้นฝังเป็แนว
นี่มิใช่การพบกันโดยบังเอิญ พื้นที่ถูกเตรียมให้เกิดการปะทะ
เยี่ยซิงเหอใช้หินทุบเกล็ดทั้งสาม เกล็ดแรกแตกเป็ผงเกล็ดที่สองละลายเป็คราบดำ เกล็ดที่สามส่งแสงแดงวาบแล้วดับเขากลบทุกอย่างด้วยดินแข็งแทนหิมะเพื่อมิให้ความอุ่นของโลหะละลายพื้นจนคนถัดไปสังเกตได้
งานนั้นทำให้เสียเวลาและแผลเปิดอีกครั้งแต่หากมีเด็กเก็บฟืนเดินมาทางนี้ในวันรุ่งขึ้นอย่างน้อยกับดักเส้นแรกจะไม่รัดข้อเท้าเขา
เยี่ยซิงเหอเพิ่งเข้าใจว่าการมีพลังมิได้หมายถึงเพียงชนะสิ่งที่พุ่งใส่ตนบางครั้งหมายถึงต้องอยู่ต่อหลังการต่อสู้เพื่อเก็บคมมีดซึ่งผู้อื่นอาจเหยียบ
เยี่ยซิงเหอฉีกชายเสื้อห่อโลหะสามชั้นคราบดำยังซึมผ่านผ้าชั้นแรก เขาจึงวางไว้ในกล่องไม้ใส่สมุนไพร แยกจากรากหญ้าขมขาว
เมฆเริ่มปิดยอดสน
เขาเก็บสมุนไพรได้เพียงสามรากจากห้าที่้าและใช้เวลาเกินกว่าผู้เฒ่าโม่กำหนด หากกลับทางเดิม อาจพบหมาป่าอีก หากอ้อมทางลำธารต้องเดินเพิ่มหลายลี้ทั้งที่แขนซ้ายใช้แทบไม่ได้
เสียงหนึ่งดังจากไหล่เขา้า
มิใช่เสียงหมาป่า
เป็เสียงโลหะเคาะหินหนึ่งครั้ง แล้วเงียบ
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า เห็นเพียงหมอกเลื่อนผ่านต้นสน ไม่มีร่างคนแต่ตรงหิมะเหนือช่องแคบมีจุดแดงเล็ก ๆ ปรากฏแล้วหายเหมือนหยดเืถูกดึงกลับใต้พื้น
เขาเร่งลงเขาโดยเลือกทางลำธาร
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลังเขาพ้นแนวสนชายสวมเสื้อคลุมดำผู้หนึ่งก้าวออกจากเงาหิน เขามิได้ตามเยี่ยซิงเหอเพียงคุกเข่าตรงต้นสนซึ่งถูกขูดเปลือก
ปลายนิ้วแตะผงไม้บนหิมะ
ประกายทองจาง ๆ ติดขึ้นมา
ชายผู้นั้นนำเข็มสีดำแทงลงในรอยแล้วมองทิศทางซึ่งเด็กหนุ่มจากไป
การต่อสู้ครั้งแรกของเยี่ยซิงเหอจบลงแล้ว
แต่ร่องรอยพลังเพิ่งเริ่มเดินทาง