ตอนที่13 แยกครอบครัว
ซ่งเย่กวาดสายตามองไปรอบบริเวณวิลล่าทั้งด้านในและด้านนอก
หลิวเย่เข้าใจท่าทางของเธอเป็อย่างดี
เขาจึงพูดขึ้นมาให้เธอสบายใจ“ไม่ต้องห่วงครับ อีกสักครู่จะมีคนมาจัดการให้เอง”
“ตกลงค่ะ” เธอพยักหน้าเข้าใจและบอกเขาเพิ่มเติมว่า“ทรัพย์สินนำไปบริจาคนะคะ”
หลิวเย่เมื่อได้ยินคำร้องขอจากเธอเขาพลันยิ้มกว้างอย่างใจดี “ได้ครับ”
และคิดในใจว่า“สาวน้อยของเขามีมุมโอบอ้อมอารีด้วย”
..........
ในเวลานี้หลิวเย่และซ่งเย่กลับมาที่ร้านอาหารของแม่เธอแล้ว
เส้าม่านเอ๋อที่ผุดลุกผุดนั่งด้วยความกระวนกระวายใจ
เธอกังวลว่าลูกสาวตนเองจะไปทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย
เพราะลูกสาวเธอช่างสวยงามบอบบาง น่าทะนุถนอมเป็อย่างยิ่ง
รถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มจอดหน้าร้านอาหาร“ม่านเอ๋อ”
ซ่งเย่ก้าวลงมาจากรถ
เส้าม่านเอ๋อพลันโผเข้ากอดเธอและลูบไล้ใบหน้าแขน และลำตัวของเธอเพื่อสำรวจอาการาเ็
เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเธอบ่นเล็กน้อย “ลูกสาวของแม่ พวกเราเพิ่งจะได้เห็นหน้ากัน อย่าทำแบบนี้อีกนะจ้ะ”
เธอไม่รู้ว่าซ่งเย่ไปทำธุระอะไร?!
แต่สัญชาตญานบอกเธอว่าลูกสาวของเธอไปแก้ไขปัญหาบางอย่างให้กับพวกเธอ
“เข้ามาทานข้าวกันเถอะจ้ะ”ม่อฮวาเรียกทุกคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เอ่อนี่คุณ?”เส้าม่านเอ๋อหันหน้ามาทางหลิวเย่และถามซ่งเย่อย่างแปลกใจ
“ผมเป็บอดี้การ์ดของเธอครับ”หลิวเย่แต่งตั้งตำแหน่งให้ตัวเองเสร็จสรรพ
“อ้อ”ซ่งเย่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีก
“ถ้าเช่นนั้นมาทานข้าวด้วยกันจ้ะ”
“โครกคราก”ทันใดนั้นเสียงท้องของซ่งเย่ดังขึ้น
เธอกลอกตาไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก
หลิวเย่กลั้นหัวเราะจนปวดแก้ม
“ฮ่าๆหลานสาวของฉันหิวจนท้องร้องแล้ว” ปรากฏว่าเป็ยายของเธอที่พูดขึ้นมา
ขณะที่ซ่งเย่แม่และยายของเธอ และหลิวเย่กำลังทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุขนั้น
……….
ทางด้านตระกูลซ่ง
เวลานี้สมาชิกตระกูลซ่งกำลังทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ซ่งซ่านโจวเว่ยผิง ซ่งซ่านเจ๋อ ไป๋จูซี ซ่งซ่านจิง และซ่งจูหว่าน
ซ่งซ่านจิงรวบรวมความกล้าเมื่อมองเห็นทุกคนทานเสร็จแล้ว
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจว่า“พ่อครับ ผมกับลูกจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกนะครับ”
ซ่งซ่านโจวตกตะลึงกับคำพูดเหมือนสายฟ้าฟาดนั่น
ลูกชายคนรองของเขาไม่เคยขัดคำสั่งหรือขัดใจเขาเลย
วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น?!
แต่ทางด้านของซ่งซ่านเจ๋อไป๋จูซีและซ่งจูหว่านกลับมีสีหน้ายินดี
หญิงชราทำสีหน้าแปลกประหลาดใจและบ่นออกมา
“ทำไม? จะเอาอกเอาใจลูกไปถึงไหน? อยู่ที่นี่ลำบากใจมากนักหรือ?”
ซ่งซ่านโจวใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ“ทำไมอาจิง? เกิดอะไรขึ้น?”
“พ่อแม่ครับ พี่ใหญ่พี่สะใภ้ ผมขอออกไปอยู่กับลูกเถอะนะครับ พ่อกับแม่เองก็ใช่ว่าจะต้อนรับเย่เอ๋อร์”
ซ่งซ่านจิงพูดในสิ่งที่เขาคิด
“เ้าลูกอกตัญญูพอมีลูกของตัวเองแล้วลืมดูแลพ่อแม่หรือ?”เว่ยผิงตวาดเสียงดังลั่น
“ไม่ลืมแน่นอนครับผมจะดูแลพ่อกับแม่ แต่ขอให้พวกเราได้ย้ายออกไปเถอะครับ”
“ฮึ! ปีกกล้าขาแข็งแล้วทำผยอง” ชายชราตบโต๊ะทานข้าวดังลั่นแล้วตะคอกด่าซ่งซ่านจิง
“เฮ้อ! ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะด่าว่าผมยังไง ผมกับลูกก็จะย้ายออกไปอยู่ดีครับ”ซ่งซ่านจิงยืนยันคำเดิม
“โธ่! พ่อแม่ครับในเมื่อน้องรองอยากออกไปอยู่ข้างนอก พวกเราควรตามใจอาจิงดีกว่านะครับ”
ซ่งซ่านเจ๋อพูดเข้าข้างน้องชาย
เขาดีใจจนแทบอยากะโโลดเต้นแต่ไม่สามารถทำได้
“ใช่ๆ พ่อแม่คะน่าจะตามใจน้องรองดีกว่าค่ะ” ไป๋จูซีพูดสนับสนุนสามีของเธอ
“ฮึ! เมื่อก่อนไม่เห็นมีปัญหาต้องเป็เพราะนังเด็กกำพร้านั่นแน่นอน” เว่ยผิงยังคงโทษซ่งเย่
“แม่ครับอย่าว่าลูกของผมอีกเลย มันเป็ความคิดของผมคนเดียวครับ” ซ่งซ่านจิงปกป้องลูกสาวของตนเองเต็มที่
“เฮ้อ! จะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกนั่น มันไม่ต่างจากการแยกครอบครัวเลยนะ”ชายชราบ่นเสียงดัง
“ในเมื่ออยากย้ายก็แยกเสียเลยยายแก่คนนี้ก็รำคาญเด็กบ้านป่านั่นเต็มทน”
หญิงชราตัดบทโดยมีพื้นฐานจากความรู้สึกอคติต่อหลานที่ไม่รัก
“คุณปู่คุณย่าทำแบบนี้น้องสาวจะไม่เสียใจแย่หรือคะ?”
ซ่งจูหว่านที่นั่งฟังอยู่นานออกตัวแทนซ่งเย่ด้วยเสียงกังวล
แต่ภายในใจของเธอตื่นเต้นและมีความสุขไม่แพ้พ่อแม่ของเธอ
“ถ้าอยากแยกครอบครัวจะไม่ให้เงินแม้แต่หยวนเดียว!”หญิงชรายื่นคำขาด
“ปัดโธ่! อย่าใจร้ายนักเลยยายเฒ่านั่นก็ลูกเหมือนกัน” ชายชราท้วงติงอย่างหนักใจ
เขากำลังกังวลว่าการแยกครอบครัวจะกระทบถึงการบริหารบริษัท
เป็เพราะว่าลูกชายคนโตไม่มีความสามารถที่จะบริหารบริษัทได้เลย
นอกเสียจากหลานชายคนโตซ่งจูป๋อ ที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศ
“แล้วงานที่บริษัทล่ะ?”ชายชราถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ให้ซ่งจูป๋อมาบริหารแทนเถอะครับ”ซ่งซ่านจิงตัดสินใจครั้งสำคัญทันที
เขาผิดหวังที่เห็นพ่อแม่ตนเองไม่ได้รักใคร่เขาและครอบครัวของเขาเลย
พ่อแม่สนใจแต่ความรู้สึกของพี่ชายและครอบครัวพวกเขา
“ไม่ดีหรอกอาป๋ออีกหนึ่งปีถึงจะเรียนจบ ให้มากลางคันแบบนี้ไม่ดี”
หญิงชราแสดงความคิดเห็นปกป้องหลานชายคนโปรดทันที
“ก็ให้พี่ใหญ่บริหารแทนไปก่อนแล้วกันครับ”ซ่งซ่านจิงโยนไม้ให้กับพี่ชายตนเอง
“พี่ไม่ว่างพี่มีธุรกิจทำกับเพื่อนอยู่นะ” ซ่งซ่านเจ๋อออกตัวทันทีเพราะเขารู้จักความสามารถของตัวเองดี
แต่ที่สำคัญคือเขาจะไม่มีเวลาไปเล่นการพนันกับเพื่อนๆ
“ถ้าเช่นนั้นให้เพ่ยหมินหาคนมาช่วยสิคะ”ไป๋จูซีเสนอขอความช่วยเหลือจากน้องเขยที่ทำธุรกิจเหมือนกัน
“นั่นสิลืมพวกเขาไปได้อย่างไรกัน?” น้ำเสียงตื่นเต้นของหญิงชราดังขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นควรแบ่งเงินด้วยไหมคะ?”ไป๋จูซีกลั้นใจถามออกมา
แต่ในใจกังวลว่าจะมีการแบ่งที่ทำให้พวกเธอเสียเปรียบ
“ไม่จำเป็ต้องแบ่งให้พวกเราครับเราจะนำแค่ของใช้ส่วนตัวบางอย่างไปเท่านั้น”
ซ่งซ่านจิงตัดสินใจพูดตามข้อมูลที่ลูกสาวบอกตนเองไว้
“ดี! ถ้าเช่นนั้นก็ตกลง!”หญิงชราเมื่อเห็นว่าชิ้นเนื้อยังเท่าเดิม ไม่ขาดหายไป เธอรีบตกลงทันที
“เฮ้อ! แบ่งเป็สามส่วนเถอะ ให้สองตายาย อาเจ๋อและอาจิงก็พอ” ชายชราแสดงความมีน้ำใจออกมา
“ไม่ได้สิ! อาจิงบอกเองว่าไม่เอาไม่ต้องแบ่งให้เขาหรอก” หญิงชราพูดขัดขึ้นมาทันที
“ผมไม่เอาไม่ต้องแบ่งให้ผมครับ” ซ่านจิงยืนยันหนักแน่นอีกครั้ง
เขาเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ลูกสาวตนเองกำลังจะผลิตนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้มากกว่าตระกูลซ่ง
“เห็นไหม? อาจิงก็บอกว่าไม่เอาตาแก่อย่าเื่มากอีกเลย” เว่ยผิงชักชวนสามีตนให้รีบตัดสินใจ
“ตกลง แต่อาจิงต้องช่วยอาเจ๋อก่อนนะ”ชายชรายังคงเป็ห่วงบริษัท
“คุณพ่อไม่ต้องเป็ห่วงบริษัทครับพวกเราสามารถบริหารได้แน่นอนครับ” ซ่านเจ๋อยืนยันเสียงหนักแน่น
ในเวลานี้เมื่อน้องชายของตนจะแยกครอบครัวออกไปแล้วเขาพร้อมที่จะเข้าไปบริหารบริษัทแทน
..........
การพูดคุยเื่การแยกครอบครัวของสมาชิกตระกูลซ่ง
ทำให้เกิดวงสนทนาของคนรับใช้และคนขับรถเช่นกัน
“ผมจะลาออกและจะไปสมัครเป็คนขับรถของคุณชายรอง”ลุงโจวพูดขึ้นกับแม่ครัวและคนรับใช้ทั้งหลาย
“เฮ้! อาโจวอย่าทิ้งพวกเราไปแบบนี้สิ ฉันก็จะลาออกเหมือนกัน”
แม่ครัวหลี่พูดขึ้นบ้างเธอไม่พอใจการบ่นด่าของครอบครัวคุณชายใหญ่ทั้งสามคน
“.....”คนรับใช้ชายหญิงอีกสามคนต่างมองหน้ากันและไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไรดี?
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราอย่าเพิ่งลาออกเลยหากไปทั้งหมดแล้ว ที่นี่คงจะแย่แน่เลย” เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้น
“ฉันเองก็พออยู่ได้คงไม่ลาออกตอนนี้ค่ะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยสนับสนุน
“ถ้าอย่างนั้นหนูจะอยู่กับพวกน้าและอาที่นี่ก็แล้วกันค่ะ” หญิงสาวอีกคนพูดสนับสนุน
……….
ทางด้านร้านอาหาร“ม่านเอ๋อ”
หลิวเย่เมื่อทานข้าวอิ่มแล้วและอยากให้ครอบครัวของสาวน้อยได้พูดคุยกันสะดวก
จึงแยกตัวไปพักที่โรงแรมใกล้ๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณตาคะ?” ซ่งเย่ถามยายและแม่ของเธอ
“เฮ้อ! พูดถึงเื่นี้แล้วยายไม่อยากคิดถึงมันเลยจ้ะ”ม่อฮวาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แม่คะพูดความจริงให้เย่เอ๋อร์ฟังเถอะค่ะ อย่างไรเสียสักวันเย่เอ๋อร์จะต้องรู้”
เส้าม่านเอ๋อกระตุ้นให้แม่ของเธอพูดออกมา
“ตาของหลานเป็จิตรกรชื่อดังและมีความสามารถพิเศษบางอย่างเขาสามารถวาดรูปแล้วสะกดจิตคนได้เป็จำนวนมาก ทำให้องค์กร
หนึ่ง้าตัวแต่ตาไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวองค์กรร้ายกาจนั่นเขาจึงถูกตามฆ่าและพวกมันทำให้ดูเหมือนเป็อุบัติเหตุรถยนต์”
เื่ราวที่ปิดบังมานานได้ถูกเปิดเผยในวันนี้
“มันคือองค์กรอะไรคะ?” ซ่งเย่ถามด้วยความอยากรู้
“หลานรักอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมันเลย พวกมันร้ายกาจและมีหูมีตาไปทั่วโลกจ้ะ”
ยายเตือนเธอด้วยความเป็ห่วง
“บอกมาค่ะ”ซ่งเย่ย้ำอีกครั้ง เธอหงุดหงิดที่ยายกับแม่หวาดกลัวพวกมัน
เธอไม่จำเป็ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว
แต่พวกมันจะเป็แรงผลักดันให้เธอต้องแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน
“พวกมันเรียกตัวเองว่าKill Angels คนส่วนใหญ่จะเรียกว่า KA สมาชิกของพวกมันจะมีรอยสักรูปดาวที่ต้นคอ”ยายยอมแพ้เธอและ
บอกตามจริง
ชื่อองค์กรนั้นถูกฝังในความทรงจำของเธอทันที
วันหนึ่งข้างหน้าอีกไม่นานนี้
เธอจะทำลายล้างพวกมันเอง!
“เข้าใจแล้วค่ะไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ หนูไม่ทำอะไรในตอนนี้หรอกค่ะ”
ซ่งเย่พูดยืนยันหนักแน่นกับยายและแม่เพื่อให้พวกเขาสบายใจและหายกังวล
หลังจากพูดคุยกันสักพักแล้ว
ทุกคนมาโรงพยาบาลประชาชนเพื่อเยี่ยมตาของเธอเส้าจ้าน
ชายชรานอนอยู่บนเตียงในห้องรวมที่มีคนป่วยอยู่4 คน
ยายและแม่ของเธอได้ว่าจ้างพยาบาลให้คอยดูแล
เนื่องจากยายกับแม่ต้องไปทำงานเปิดร้านอาหาร
หลิวเย่ที่เดินทางมาด้วยเขาสำรวจบริเวณรอบห้องและคอยอำนวยความสะดวกให้กับสาวน้อยของเขา
ซ่งเย่ตรวจสอบข้อมูลประวัติการเจ็บป่วยและการรักษาที่ได้รับ
เธอคิดในใจว่าควรศึกษาเื่ทางการแพทย์ทั้งแผนตะวันตกและแผนจีนเพื่อหาทางรักษาคุณตาของเธอโดยเร็ว
“คุณมีหนังสือทางการแพทย์ไหมคะ?”ซ่งเย่เดินไปถามหลิวเย่โดยตรง
หลิวเย่ที่ยืนอยู่ระเบียงด้านนอกห้องคนป่วยหันกลับมามองเธอด้วยความสนใจกับคำถาม
“สาวน้อยเธออยากเรียนรู้หรือครับ?”
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ายืนยัน
“มีสิครับมีเยอะด้วย”
หลิวเย่วางแผนที่จะสั่งงานลูกน้องให้นำหนังสือทางการแพทย์ขั้นสูงมาให้เธออ่านอย่างเต็มที่
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่ขอบคุณด้วยเสียงที่อ่อนโยน
“ถ้าอ่านหมดแล้วผมจะพาไปดูสถานที่จริงจะได้เข้าใจมากขึ้นนะครับ” หลิวเย่พร้อมสนับสนุนสาวน้อยของเขา
“ขอบคุณค่ะ”
..........
หลังจากเยี่ยมคุณตาเสร็จแล้วหลิวเย่ไปส่งครอบครัวซ่งเย่ที่ร้านอาหาร
ส่วนตัวเขากลับไปพักที่โรงแรมและโทรสั่งลูกน้องให้นำหนังสือทางการแพทย์ไปส่งไว้ที่วิลล่าของตนเอง
“อาโจวเอาหนังสือทางการแพทย์ทั้งหมดที่มีและหากไม่มีก็ซื้อแล้วเอาไปไว้ที่วิลล่าของฉันภายในสองวันนี้”
หลิวเย่สั่งงานลูกน้องเสียงเข้ม
ไป๋โจวเป็จิตแพทย์และแพทย์ทั่วไปที่เก่งกาจ เขาเป็เอสเปอร์คนหนึ่งในทีมที่มีความสามารถพิเศษนั่นคือ สะกดจิตและลบความทรง
จำและเข้าไปในความฝันของใครๆ ได้แค่เห็นรูปภาพหรือหน้าตาเรียกว่า KeepDream
“เ้านายครับผมสั่งเป็ชุดเลยเกิดอะไรขึ้นครับ?”
ไป๋โจวที่กำลังจะเปิดประตูรับคนป่วยแต่ต้องมารับโทรศัพท์จากเ้านายแทนถามด้วยความงุนงง
แต่อนิจจา!
คำถามของเขาไม่มีคำตอบ
เพราะว่าหลิวเย่วางสายไปแล้ว
ไป๋โจวอยู่เมืองหลวงแต่เขาต้องส่งหนังสือไปให้เ้านายภายในสองวันเห็นทีเขาต้องรบกวนเพื่อนยาก เพ่ยเหวินซี
ในห้องนอนใหญ่บนชั้นสองของร้านอาหาร“ม่านเอ๋อ”
ม่อฮวาและเส้าม่านเอ๋อต่างพากันสอบถามเื่การเติบโตอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ซ่งเย่เล่าให้ยายและแม่ของเธอตามตรง
คืนนี้ทุกคนนอนหลับอย่างมีความสุข
เส้าม่านเอ๋อนอนกอดซ่งเย่ไม่ยอมปล่อย
ซ่งเย่เข้าใจความรู้สึกของเธอดีจึงพยายามอดทนกับความรู้สึกอึดอัด
เนื่องจากปกติแล้วเธอไม่ชอบให้ใครััตัวเธอั้แ่ยังเป็เด็ก
..........
รุ่งเช้ายายและแม่เธอตื่นขึ้นมาเตรียมเปิดร้านอาหาร
“คุณยายคะแม่คะ วันนี้ไม่เปิดร้านได้ไหมคะ?”ซ่งเย่ถามขึ้นขณะทานอาหารเช้าด้วยกัน
“ทำไมล่ะหลานรัก?” ยายถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หนูมีเงินมากพอและอยากให้ยายกับแม่พักผ่อนค่ะ”ซ่งเย่พูดตามตรง
“มีเงินมากก็เก็บเอาไว้ใช้เองเถอะหลานรักพวกเราเคยชินแล้วจ้ะ”
ยายปฏิเสธโดยตรงและไม่ยอมรับเงินจากหลาน
“คุณยายคะแม่คะ พวกเราพาคุณตาไปรักษาที่เมืองกรีนดีไหมค่ะ?”
ซ่งเย่ชักชวนเพราะเธอ้ารักษาคุณตาเองและอยากจะให้พ่อกับแม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
“ถ้าพวกเราไปอยู่ที่นั่นมันจะสร้างความลำบากให้ลูกเกินไป เย่เอ๋อร์ แม่ไม่ไปไหนหรอกจ้ะ”
แม่ของเธอรีบปฏิเสธทันที
“ไม่ลำบากค่ะกลับมาอยู่ด้วยกันกับพ่อนะคะ” ซ่งเย่พูดตรงประเด็นกับยายและแม่
“เฮ้อ! มันเป็ไปไม่ได้จ้ะแม่กับพ่อหย่ากันแล้วเย่เอ๋อร์” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นจากแม่ของเธอ
“ถ้าพ่อแยกครอบครัวออกมาแล้วล่ะคะ”ซ่งเย่ลองหยั่งเชิงความคิดของยายกับแม่
“ไม่มีทางจ้ะเป็ไปไม่ได้หรอกหลานรัก” ยายโบกมืออย่างจริงจัง
“จริงค่ะตอนนี้พ่อซื้อบ้านใหม่แล้ว พวกเราจะย้ายกันออกมาวันจันทร์นี้ค่ะ”
ซ่งเย่ยืนยันจริงจังพลางจ้องมองแววตาของทั้งสองคนเพื่อสื่อความหมาย
“ซ่งซ่านโจวกับเว่ยผิงสองผู้เฒ่านั่นจะยอมหรือจ๊ะ?”ยายพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“หนูบอกให้พ่อไม่ต้องแบ่งเงินหรือสมบัติใดๆพวกเขาต้องยอมสิคะ” ซ่งเย่อธิบายความคิดของพ่อและเธอ
“แล้วพ่อของลูกจะทำงานอะไรต่อไปจ๊ะ?” แม่เธอถามอย่างแปลกใจ
“หนูจะเปิดบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคตตอนนี้พ่อกับหนูและหลิวเย่กำลังช่วยกันวิจัยสินค้าอยู่ค่ะ”
ซ่งเย่พูดยาวๆเพื่ออธิบายให้ยายกับแม่เชื่อมั่นในตัวเธอ
“หลานมีเงินหรือจ๊ะ?”ยายประหลาดใจกับความคิดของหลานตนเอง
“มีค่ะมากด้วย” ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับ
“หืม! น่าทึ่งเสียจริง!” แม่เธออุทานเสียงดัง
“แม่ไม่อยากอยู่ด้วยกันกับพ่อหรือคะ?” ซ่งเย่ปล่อยหมัดเด็ดทันที
เธอััความรู้สึกของแม่เธอได้ว่ายังห่วงใยพ่ออยู่
ในเวลานี้ยายและแม่สบตากันและเหมือนจะมีคำตอบในใจกันบ้างแล้ว
“วันนี้พวกเราไปท่องเที่ยวด้วยกันเถอะค่ะ”ซ่งเย่ชักชวนยายกับแม่ไปผ่อนคลายด้วยกัน
เธออยากใกล้ชิดยายกับแม่ให้มากขึ้น
เนื่องจากชีวิตก่อนนี้เธอไม่มีโอกาสได้เห็นพวกเขา
ทำให้เกิดความรู้สึกโหยหาความอบอุ่นจากแม่ตนเอง
“ตกลงจ้ะไปกันเถอะ” ในที่สุดเส้าม่านเอ๋อก็ตอบตกลง
“ไปกันเถอะจ้ะคนแก่ไปด้วยก็เป็ภาระเฉยๆ” ยายโบกมือปฏิเสธอย่างเกรงใจหลานรัก
“ไม่ค่ะยายไปด้วยกันนะคะ” ซ่งเย่ขอร้องพลางจับแขนยายให้ลุกขึ้นยืน
“ไปก็ไป!” ยายตอบตกลงในที่สุด
หลิวเย่ทำหน้าที่เป็คนขับรถที่เรียบร้อยและสงบเสงี่ยม
เขาต้องทำคะแนนที่ดีต่อหน้าว่าที่แม่ยายในอนาคตของเขา
วันนี้ทุกคนไปท่องเที่ยวด้วยกันหลายแห่งไม่ว่าจะเป็
สวนดอกไม้แห่งวัดเฉิงเต๋อ
แหล่งธรณีวิทยา“ไป๋ซือซาน”
สวนสัตว์ฉือเจี้ยจวง
โบราณสถานซานไห่
บรรยากาศแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามร่มรื่น
ทำให้ความผูกพันระหว่างสายใยแห่งครอบครัวถักทอเหนียวแน่นมากขึ้น
ซ่งเย่้าใช้เวลากับครอบครัวมากที่สุดเพราะในอนาคตเธอมีงานและภาระที่ต้องทำอีกมากมาย
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือชายหนุ่มที่ชื่อหลิวเย่ นั้น
เขาทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยที่ดีและคอยช่วยเหลือยายกับแม่ของเธอเป็อย่างดี
เหมือนกับว่าพวกเขารู้จักกันมาเนิ่นนาน
ม่อฮวาและเส้าม่านเอ๋อก็มีความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขไม่แตกต่างจากซ่งเย่
ในตอนนี้เส้าม่านเอ๋อมีคำตอบในใจแล้ว
หากว่าเป็ดังที่ลูกสาวของเธอพูดจริง
อดีตสามีของเธอที่เธอยังคงรักเขาอยู่เสมอนั้น
หากเขามีความกล้าหาญมากพอจนกล้าที่จะแยกครอบครัว
เธออาจจะให้โอกาสกับเขาอีกสักครั้ง