ทักษพรลูบใบหน้าเล็กๆ กลมๆ ด้วยความทุกข์ใจ ครูประจำชั้นเข้ามาแจ้งให้ทราบว่าลูกชายของเธอมีอาการท้องเสีย หลังจากอุจจาระเริ่มเหลวเป็นน้ำและมีอาการอาเจียนคุณครูก็ไม่นิ่งนอนใจรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
ผู้อำนวยการโรงเรียนรีบประสานงานกับโรงพยาบาลเพราะพบว่าเด็กมีอาการเดียวกันหลายคน
“เรื่องค่ารักษาพยาบาลคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ทางโรงเรียนจะรับผิดชอบทั้งหมด ที่ต้องให้นอนห้องรวมไว้ก่อนเพราะคุณครูกับครูผู้ช่วยจะได้ช่วยดูแลเด็กๆ ได้ค่ะ”
ทักษพรกล่าวขอบคุณครูประจำชั้น เธอมองไปเห็นครูของโรงเรียนอนุบาลสี่คนคอยเดินวนเวียนดูแลเด็กๆ เพราะเวลานี้ผู้ปกครองหลายคนอยู่ที่ทำงาน เมื่อแจ้งว่าเด็กๆ ปลอดภัยและมีครูคอยช่วยดูแลอย่างดี ผู้ปกครองหลายคนจึงยังไม่ออกมาดูอาการ
“คุณภัทรคะ ขอบคุณมากที่มาส่งดิฉัน ดิฉันขอลางานครึ่งวันนะคะ”
วรภัทรมองไปยังเด็กชายที่นอนหลับในมือป้อมกำนิ้วของมารดาเอาไว้ “ไม่เป็นไรนะ คุณต้องการให้ช่วยอะไรก็บอกผมได้ จะย้ายเข้าห้องพิเศษเลยไหม? ผมจะไปจัดการให้”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเนือยๆ
วรภัทรจัดแจงแจ้งขอเข้าพักห้องพิเศษ แต่ยังต้องรอคิวและรอให้น้ำเกลือหมดก่อน ทักษพรเห็นด้วยกับพยาบาลที่อยากให้เด็กอยู่รวมกันเพื่อรอดูอาการอีกสักหน่อย ตอนนี้กำลังสืบสวนหาสาเหตุของการป่วย
“คุณภัทรกลับไปบริษัทเถอะค่ะ ดิฉันอยู่คนเดียวได้”
ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวา “เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำดื่มมาไว้ให้คุณก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
วรภัทรไปซื้อน้ำเปล่ามาทิ้งไว้ให้เธอสองขวดแล้วก็ขอตัวกลับบริษัท “เลิกงานแล้วผมจะมาเยี่ยมอีกที คืนนี้คุณอาจจะต้องเฝ้าน้องพืชให้ผมมาอยู่เป็นเพื่อนดีไหม?”
“รบกวนคุณภัทรเปล่าๆ ค่ะ พรุ่งนี้คุณก็ต้องทำงาน แต่ดิฉันต้องลานะคะ”
“ครับ เรื่องลาเดี๋ยวผมจัดการให้ ตอนเย็นเจอกันครับ”
แบงค์ที่ได้รับโทรศัพท์จากทักษพรเพิ่งจะกินข้าวเสร็จพอดี เขาจึงเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ของพืชและทักษพรใส่กระเป๋าหิ้วเร่งรีบมาโรงพยาบาล แบงค์คิดจะลางานร้องเพลงมาช่วยเฝ้าน้องพืชแต่ทักษพรไม่อยากให้เพื่อนเสียงาน
“ถ้างั้นก็ให้ลิลี่มาอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน”
ผู้ปกครองของเด็กหลายคนเพิ่งมาถึง เด็กชายที่จับนิ้วมารดาเอาไว้หันไปมองเห็นเพื่อนเตียงข้างๆ ที่มีทั้งพ่อทั้งแม่นั่งเฝ้าก็แววตาสลดลง ทักษพรเห็นสายตาเศร้าสร้อยของลูกก็ก้มหน้าลงไปจูบแก้มเบาๆ
“น้องพืชมีทั้งแม่ พ่อแบงค์และก็แม่ลิลี่เลยนะครับ”
เด็กชายพยักหน้ารับช้าๆ ในใจก็คิดว่าครอบครัวที่ตนเองมีไม่เหมือนที่เพื่อนมี เขาอยากได้พ่อเหมือนกับพ่อเพื่อนเหมือนกับพ่อของทิกเกอร์
แบงค์ก้มลงหอมแก้มอีกข้างของเด็กชาย “พ่อแบงค์รักน้องพืชนะครับ รักที่สุดในโลกเลย”
เด็กชายค่อยๆ ยิ้มออกมาได้ หันไปมองมารดาทีและมองพ่อแบงค์ที พอน้องพืชหลับลงไปอีกครั้ง แบงค์จึงขอตัวไปเตรียมเข้าทำงาน ผู้ปกครองเตียงข้างๆ ที่เพิ่งมาถึงหันมาสอบถามอาการน้องพืชจากทักษพร
“คุณพ่อน้องรู้หรือยังคะ?” คนถามเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี
“ค่ะ” ทักษพรยิ้มน้อยๆ
“พี่ว่าจะออกไปซื้อของร้านข้างล่างสักหน่อย ฝากซื้ออะไรไหมคะ?”
“ขอบคุณมากค่ะ เพื่อนซื้อน้ำมาให้แล้ว รอเย็นกว่านี้ค่อยจะออกไปซื้อของกินหน้าโรงพยาบาลค่ะ”
ร่างสูงในชุดภูมิฐานยืนอยู่ตรงประตูห้องกวาดสายตามองไปรอบๆ พอเห็นหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงมุมสุดก็รีบเดินเข้าไป
“น้องพืชเป็นไงบ้าง?”
ทักษพรเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความตกใจ “คุณ เอ่อ ท่านมาได้ยังไงคะ?”
ธนาไม่ตอบ เขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเตียง ก้มหน้าลงยิ้มให้กับเด็กชายที่จ้องหน้าเขาอยู่ ชายหนุ่มนั่งบนเก้าอี้พลาสติกกลมใช้มือลูบแก้มเด็กชายเบาๆ
“เจ็บมากไหมครับ?”
“ไม่เจ็บแล้วครับ” เด็กชายยิ้มแป้น ในใจดวงน้อยเต็มอิ่มไปด้วยความสุข ลุงนาที่นั่งอยู่ตรงหน้าดูแล้วคล้ายกับพ่อของทิกเกอร์ แต่งตัวดี หน้าตาหล่อและยังใจดี
คุณแม่เด็กชายที่อยู่เตียงข้างๆ เดินหิ้วถุงอาหารและเครื่องดื่มกลับเข้ามาพอดี ฝ่ายนั้นเห็นใบหน้าของธนาที่นั่งอยู่อีกฟากของเตียงใบหน้าคล้ายกับเด็กที่นอนอยู่บนเตียงก็ยิ้มให้
“คุณพ่อน้องพืช สวัสดีค่ะ”
ทักษพรหน้าเสีย เธอคิดจะเอ่ยปากปฏิเสธด้วยความเกรงใจแต่ธนากลับรีบรับคำ
“ครับ ผมเพิ่งรู้ก็เลยมาช้าไปหน่อย”เขาทักทายและสอบถามอาการของลูกชายอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง
“น้องพืชหล่อเหมือนคุณพ่อนี่เอง” เสียงชมของฝ่ายนั้นทำเอาทักษพรหน้าเจื่อนยิ้มรับ “พยาบาลบอกว่าห้องพิเศษพร้อมแล้วนะคะ เดี๋ยวจะเริ่มจัดเข้าห้องทีละคนค่ะ”
ธนาหันกลับมาหาเด็กชายที่นอนจ้องตาแป๋ว “เดี๋ยวคืนนี้พ่อจะนอนเฝ้าน้องพืชดีไหมครับ?”
เด็กชายยิ้มกว้าง “ครับ คุณพ่อ”
“ท่านค่ะ”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ทักษพรพูดต่อ เขาทำสายตาให้เธอมองหน้าลูกชาย เมื่อเห็นแววตาเปี่ยมสุขและคาดหวังของน้องพืช เธอจึงต้องเก็บปาก เก็บคำ
เด็กชายหน้าบานเมื่อมีธนายืนอยู่ข้างเตียงและตามเข้าไปในห้องพิเศษ ด้านหลังของ ‘คุณพ่อ’ มีคนเดินตามมาอีกสองคน ทักษพรเกรงใจเลขาทั้งสองของธนาจึงขอถือกระเป๋าเสื้อผ้าเอง ธนาให้ณัฐวุฒิสั่งอาหารจากร้านอร่อยมาให้ ทักษพรได้แต่นั่งฟังตาปริบๆ เธอไม่กล้าออกความเห็น
“ณัฐ ไปเก็บเสื้อผ้ากับของใช้ที่บ้านมาให้ด้วย คืนนี้เดี๋ยวฉันจะนอนเฝ้าน้องพืช หาที่นอนพับ หมอน กับผ้าห่มมาด้วย”
ณัฐวุฒิตะลึงอยู่ครู่ก็รีบตอบรับ ในห้องพิเศษมีโซฟายาวที่นอนได้เพียงคนเดียว เลขาหนุ่มตกใจที่เจ้านายของตนคิดจะนอนเฝ้าเด็กชายธนาธิปกับ ทักษพร
“รีบไปเถอะ ค่ำกว่านี้น้องพืชจะได้พัก”
ทักษพรเองก็ไม่ต่างจากณัฐวุฒิเธอคิดว่าเขาแค่พูดกับคุณแม่ของเพื่อนร่วมห้องลูกชายเธอเพื่อแก้หน้า แต่เขากลับทำจริง พอเลขาทั้งสองของเขาเดินออกจากห้อง เขาก็หันมายิ้มให้
“เดี๋ยวเราก็กินข้าวกันในห้องก็แล้วกัน ผมให้เขาเตรียมจานชามมาให้ด้วยแล้ว กินเสร็จก็ให้ณัฐเก็บกลับ ต่อไปเรียกผมว่าคุณนาก็พอ”
“ไม่ดีค่ะ คุณธนาก็แล้วกัน” หญิงสาวยิ้มอึดอัด “คุณธนาจะนอนที่นี่จริงๆ เหรอคะ? ดิฉันว่าไม่เหมาะค่ะ”
“คุณก็เห็นว่าผมรับเป็นพ่อแล้ว หน้าที่ของพ่อก็ต้องดูแลลูกจริงไหม? คุณลองถามน้องพืชดูสิว่าอยากให้ผมนอนเป็นเพื่อนหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มหันไปหาเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียง ยื่นมือไปลูบแขนน้อยๆ ที่มีเนื้อแน่น “น้องพืช อยากให้พ่ออยู่ด้วยไหมครับ?”
“อยากครับ” แววตาของเด็กน้อยเป็นประกายเจิดจ้า ท่าทางที่ดูเงื่องหงอยเมื่อตอนบ่ายกลายเป็นสดชื่นมีพลัง
ทักษพรพูดไม่ออก เธอรู้สึกสะท้อนใจ ลึกๆ ในใจของน้องพืชคงอยากจะมีคุณพ่อเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ
“คุณไปเตรียมผ้ามาเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกเถอะ เรื่องนั้นไม่ต้องพูดแล้ว ผมเข้าใจดี” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน
เธอลุกขึ้นไปเตรียมกะละมังใบเล็กใส่น้ำอุ่น ธนาหันไปหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นมา เขาหยิบเสื้อผ้าของเด็กชายออกจากกระเป๋า เมื่อมองไปด้านล่างก็เห็นเสื้อผ้าชุดลำลองกับชุดชั้นในของเธอ
“คุณเตรียมชุดมานอนแล้วนี่?”
เธอเหลือบมองไปเห็นสายเสื้อชั้นในของตนเองก็หน้าแดงระเรื่อ “คุณธนา อย่าดูนะคะ ปิดกระเป๋าเถอะ”
***************
