พอออกจากห้องมาเหลยเฟิงก็เห็นว่ามีแค่แม่ของเขาที่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่กลางบ้าน เขาไม่ได้เข้าไปรบกวนท่านแม่แต่ค่อยๆเดินออกจากบ้านและตรงไปยังถ้ำที่เขาเคยไปเก็บตัวฝึกฝนตลอด
เมื่อมาถึงหน้าถ้ำเหลยเฟิงก็แผ่พลังจิตตรวจจับออกไปเพื่อดูว่ามีใครอยู่แถวนี้ไหม เมื่อพบว่าไม่มีใครเหลยเฟิงก็เริ่มฝึกวิชามัดและท่าเท้าของเขาทันที เขาเคลื่อนไหวไปมาอยู่หน้าถ้ำอย่างคล่องแคล่ว
เหลยเฟิงฝึกอยู่หน้าถ้ำราวครึ่งวันก่อนที่จะหยุดและเข้าไปในส่วนลึกของป่าอีกครั้งเพื่อหาสมุนไพร แน่นอนว่าเขาตามหาสมุนไพริญญาเป็พิเศษแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะมันหายากมาก
วันนี้พอก่อนดีกว่าได้แค่สมุนไพรธรรมดา วันนี้เหลยเฟิงได้แค่พวกสมุนไพรทั่วไปเท่านั้นแม้แต่สัตว์อสูรก็ยังไม่ได้สักตัว
หลังจากวันนั้นเหลยเฟิงก็ทำแบบเดิมอยู่สองสามวันแต่ก็ไม่ได้อะไรมากมาย พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะได้ต่อสู้กับเฟิงชิงเทียน
รุ่งวันใหม่มาถึงแสงแดดสอดส่องผ่านูเาเข้ามายังห้องของเหลยเฟิง ซึ่งขณะนี้เขายังนั่งทำสมาธิอยู่บนเตียงเขารู้ว่าวันนี้เป็วันที่จะได้ต่อสู้แต่ก็ไม่ได้เร่งรีบอะไรซึ่งแตกต่างจากพวกเฟิงชิงเทียนที่ไปรอที่สนามต่อสู้แต่เช้าตรู่
ณลานประลองของตระกูลเฟิง ตอนนี้คนในตระกูลกำลังรอการมาของเหลยเฟิง
กลางร้านประลองมีทรายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนึงกำลังโบกมือให้ลูกศิษย์ในตระกูลเฟิง วาดแขนแสดงกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งจนเกิดเสียงสูดลมหายใจโดยรอบ ฐานะของเฟิงสิ่งเทียนในตระกูลเฟิงสูงส่งเป็ที่ชื่นชอบอย่างยิ่ง
ไม่นานเหลยเฟิงก็มาถึงลานประลองของตระกูลพร้อมกับแม่และน้องสาว เมื่อมาถึงเขาก็เห็นเฟิงชิงเทียนโบกไม้โบกมือโชว์กล้ามเนื้ออยู่บนเวทีประลอง
พอเหลยเฟิงพาแม่และน้องสาวเดินเข้าไปทุกคนก็หลีกทางให้ พวกเขาเดินมาถึงขอบเวทีเหลยเฟิงก็พยักหน้าให้ชูชิงเยว่และเฟิงเอ๋อร์ สื่อความหมายให้พวกนางวางใจ จากนั้นเดินขึ้นเวทีอย่างไม่รีบร้อนพวกลูกศิษย์ในตระกูลเฟิงบางคนดูถูกและบางคนก็เห็นใจเพราะครอบครัวของเหลยเฟิงเดิมทีก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก ถึงแม้พร์ยุทธของเหลยเฟิงจะไม่ธรรมดาแต่เมื่อเทียบกับเฟิงชิงเทียนแล้วถือว่ายังห่างเพราะเฟิงชิงเทียนมีปู่ที่เป็ผู้าุโใหญ่หนุนหลังอยู่
ข้างกายชูชิงเยว่มีฮูหยินหลายคนเดินมาหาฮูหยินอ้วนผู้หนึ่งกังวลใจราวกับเหลยเฟิงเป็คนในครอบครับตน นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจอย่างยิ่ง
ข้าว่านะชูชิงเยว่ เด็กน้อยอย่างเหลยเฟิงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินตำก็แล้วไปเถอะ แต่เ้าไม่ควรเหลวไหลไปกับเขาด้วย ดูสิเขามีพละกำลังเพียงเท่านี้แล้วจะไปสู้กับเฟิงชิงเทียนได้อย่างไร ข้าว่าเ้ารีบไปนำพาเหลยเฟิงลงมาแล้วรีบขอโทษเฟิงชิงเทียน มอบสิทธิการรับทรัพย์กรให้ฝ่ายนั้นเสียอย่างน้อยพอจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ เ้าก็รู้ว่าเ้าเฟิงชิงเทียนนั้นเมื่อได้ประลองแล้วเขาไม่เคยไว้หน้าใครถ้าเ้าช้าไปกว่านี้มันจะสายเกินไปนะ
ใช่แล้ว เด็กน้อยเหลยเฟิงคนนี้พวกเราต่างก็เห็นเขาเติบโตมา แม้พร์ยุทธของเขาจะพอใช้ได้แต่เมื่อเทียบกับเฟิงชิงเทียนแล้วยังห่างชั้นอยู่มาก หากมาตายบนเวทีประลองจะทำให้ผู้คนรู้สึกเสยใจเพียงใด
เฟิงชิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างย่นจะมูก กล่าวอย่างไม่พอใจ
เื่ของครอบครัวเราไม่ต้องให้พวกท่านมายุ่ง หึ พวกท่านแต่ละคนล้วนดูถูกพี่ใหญ่ข้า อีกคู่ก็เบิกตาดูว่าพี่ใหญ่ของข้าจะเอาชนะเฟิงชิงเทียนอย่างไร
เชอะ ยายเด็กนี่ พวกข้าหวังดีกับครอบครับเ้าหรอกนะ เ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ฮูหยินอวบอ้วนกล่าวอย่างไม่พอใจ
ฮูหยินอีกคนหนึ่งเอ่ยเสริม ชูชิงเยว่เ้าไม่รู้จักอบรมลูกบ้างเลย เด็กในบ้านเ้ากล้าไสน้ำเสียงเส้นนี้กล่าวกับพวกเรานี่เป็ท่าทีที่ผู้เยาว์สมควรแสดงต่อผู้าุโหรือ
ชูชิงเยว่ไม่รู้ถึงพละกำลังของ เหลยเฟิง มากน้อยย่อมกังวลอยู่บ้างแต่เมื่อเห็นท่าทีมั่นใจของลูกชายนางก็พอจะเบาใจได้บ้างเมื่อได้ยินคำพูดของพวกฮูหยินที่อยู่ข้างๆจึงเอ่ยปากขอบคุณความห่วงใยของทุกท่าน แต่ว่าเฟิงชิงเอ๋อร์พูดถูก นี่เป็เื่ของครอบครัวเรามีค่าคอยกังวลใจก็พอพวกท่านยังคงเป็ห่วงเื่ของครอบครัวตนเองเถอะอีกอย่างผู้าุโที่น่าเคารพจึงจะเป็ผู้าุโเฟิงชิงเอ๋อร์ของครอบครัวข้าน่ารัก รู้ว่าควรให้ความเคารพผู้าุโเช่นไร
เ้า! ฮูหยินที่เอ่ยปากเ่าั้พากันขัดเคืองขึ้นมา
ไม่รู้จักดีชั่ว อีกเดี๋ยวพอเ้าเด็กน้อยเหลยเฟิงตายอยู่บนเวทีก็ถึงเวลาที่เ้าต้องร้องไห้แล้ว
ชูชิงเยว่ขมวดคิ้ว เอ่ยว่า ระวังคำพูดของพวกเ้าด้วย หากยังกล้าสาปแช่งเหลยเอ๋อร์ของบ้านข้าก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ
พวกฮูหยินที่อยู่โดยรอบต่างคิดไม่ถึงว่าชูชิงเยว่ในวันนี้จะเข้มแข็งขึ้นมา จึงถูกความดุดันในน้ำเสียงของนางทำเอาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รอจนรู้สึกตัวคิดตอบโต้ เวลาก็ล่วงเลยไปแล้ว พูดไปก็ไม่เกิดผลใดฮูหยินคนนั้นกล้ำกลืนความอึดอัดลงไป หนึ่งในพวกนางส่งเสียงพึมพำ หึ รอดูกันไปเถอะ
ยามนี้เหลยเฟิงขึ้นไปบนเวที เฟิงชิงเทียนไม่สนใจเขายังคงแสดงกล้ามเนื้อของตนต่อไป
บนเวทีประลองมีอาวุธที่ยามปกติพวกศิษย์ในตระกูลเฟิงใช้สำหลับฝึกฝนอยู่ไม่น้อย ในบรรดาอุปกรณ์เ่าั้มีกลองขนาดใหญ่อยู่ใบหนึ่งซึ่งเป็อุปกรณ์ที่ใช้ทดลองพละกำลัง เมื่อต่อยลงไปบนนั้น หนึ่งครั้งเสียงที่ดังขึ้นมาคือหนึ่งพันชั่งหากดังขึ้นสองครั้งก็คือสองพันชั่ง
เฟิงชิงเทียนหันมาทางเหลยเฟิงก่อนจะโคจรพลังในร่างและต่อยไปที่จุดวัดพลังหมัดหนึ่ง
กลองใบนั้นเริ่มส่งเสียงหนึ่งครั้งสองครั้งสามครั้งติดๆกันจนถึงเก้าครั้งแล้วยังมีครั้งที่สิบด้วยถึงแม้จะไม่ดังมากก็ตาม นี้แสดงให้เห็นว่าพละกำลังของเฟิงชิงเทียนมีถึงหนึ่งหมื่นช่าง
โอ้ ทุกคนอดหวั่นไหวไม่ได้ ก่อนหน้านี้เฟิงชิงเทียนอยู่ระดับเสริมกำลังขั้นแปดสูงสุดตอนนี้เขาเลื่อนระดับขึ้นไปขั้นเก้าแล้วถึงจะถูกกดระดับพลังให้อยู่ที่ขั้นเจ็ดแต่พละกำลังของหมัดที่เขาปล่อยออกมาก็ยังมีถึงหมื่นชั่ง พร์ของเฟิงชิงเทียนถือได้ว่าดีกว่ารุ่นเดียวกันมาก
ข้างเวทีประลองมีเวทียกสูงเหล่าผู้าุโนั่งกันอยู่ตรงนั้น ผู้าุโใหญ่มองเฟิงชิงเทียนที่วัดพลังได้ถึงหนึ่งหมื่นชั่งก็พอใจมาก ผู้นำตระกูลเจินอูเฟิงมองเฟิงชิงเทียนก่อนจะเอ่ยชม ชิงเทียนเป็ผู้เยาที่มีพร์ของตระกูลสาขาย่อยของเราจริงๆ ท่านผู้นำชมเกินไปเเล้วตอนนี้ระดับพลังของเทียนเอ๋อร์อยู่ที่ระดับเก้าแล้วก่อนขึ้นประลองข้าได้กดระดับของเขาให้อยู่ระดับเจ็ดเพื่อให้เขาประลองอย่างเป็ธรรม
ฮาๆ เ้าเด็กเฟิงงชิงเทียนชั่งเป็ผู้มี พร์โดยแท้ระดับพลังอยู่ขั้นเสริมกำลังขั้นเก้าแต่มีพละกำลังถึงหมื่นชั่งแล้ว ผู้าุโสี่หัวเราะ หางตามองไปทางพวกผู้าุโรองที่นั่งใกล้กับผู้อาวโสใหญ่อย่างไม่ตั้งใจ
ผู้าุโใหญ่และผู้าุโสี่สนิทสนมกัน แต่ผู้าุโใหญ่กับผู้าุโรองอยู่กันคนละฝั่ง หลานของผู้าุโใหญ่มีพร์ผู้าุโสี่ย่อมดีใจมากเป็ธรรมดา เขาเคยได้ยินมาว่า เสินเฟิงหลาสของผู้าุโรองมีระดับพลังขั้นเก้าเช่นกันแต่พละกำลังยังมีแค่เก้าพันชั่งเท่านั้น
ผู้าุโรองเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า ระดับเสริมกำลังเพียงการแสดงความแข็งแกร่งทางร่างกายเท่านั้น พร์ที่แท้จริงเป็เช่นไร เมื่อไปถึงระดับพลังยุทธ์แท้จริงก็จะรู้ว่าเป็เช่นไร บางคนดีใจเร็วเกินไปแล้ว
บนเวทีประลองเฟิงชิงเทียนเชิดหน้ามองเหลยเฟิงทำท่าผายมือให้เหลยเฟิงแสดงพละกำลังของตนออกมา
เหลยเฟิงยืนนิงไม่สนใจ การแสดงพละกำลังเป็เพียงการแสดงที่ไร้ประโยชน์เขาไม่คิดจะทำเื่น่ารังเกลียดเช่นนั้น
เมื่อเห็นว่าเหลยเฟิงไม่คิดจะแสดงพละกำลัง บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ะโขึ้นบนเวทีประลอง เขาโบกมือให้ผู้คนสงบลง ผู้คนพากันเงียบเสียง จากนั้นเขาก็เอ่อยปาก วันนี้เหลยเฟิงกับเฟิงชิงเทียนจะประลองยุทธ์กัน เดิมพันคือทรัพยากรของแต่ละเดือน บนเวทีประลอง เป็ตายไม่อุทธรณ์ บนเวทีประลองหากฝ่ายใดมิได้ยอมแพ้หรือตกตายไปก่อน ผู้ใดก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาแทรก และปฏิบัติตามกฎข้อเดิมพันอย่างเคร่งครัด การประลองครั้งนี้มีท่านประมุขตระกูลและเหล่าผู้าุโเป็พยาน
การประลองเริ่มขึ้น ณ บัดนี้
เฟิงชิงเทียนยืนแบบสบายๆยกมือคำนับก่อนการประลองและกล่าวออกไปว่าเชิญ
เหลยเฟิงพลันยิ้มมุมปากยกมือคำนับก่อนกล่าวชี้แนะด้วย
หมัดเดียว เฟิงชิงเทียนยกนิ้วชี้ขึ้นมา จากนั้นขยับลำคอ นิ้วมือ ข้อมือ จนเกิดเสียงกรอบแกรบ
เหลยเฟิงเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายมันคิดจะเอาชนะการประลองโดยใช้แค่หมัดเดียว
ตึง
เฟิงชิงเทียนกระทืบพื้น กล้ามเนื้อขาส่งเสียงดังน่ากลัว พุ่งตัวเข้าหาเหลยเฟิงดุจลูกธนูพุ่งออกจากคันศร
เร็วมาก เสียงตกตะลึงดังขึ้นจากด้านล่างเวที
เฟิงชิงเทียนผุดยิ้มชั่วร้าย ควงหมัดใส่เหลยเฟิง พละกำลังหนึ่งหมื่นชั่งทะลักออกมา หากเหลยเฟิงยังเป็เหลยเฟิงในการก่อนคงตายในหมัดนี้แน่
หนึ่งหมื่นชั่งก็นับว่าเก่งกาจหรือ เหลยเฟิงโคลงศีรษะ แม่เขาจะไม่เคยทดสอบอย่างจริงจัง เขาก็รู้ดีว่าพละกำลังของตนเองในตอนนี้มีมากกว่าหมื่นช่างแล้ว
อีกอย่างความเร็วของเฟิงชิงเทียนสำหรับลูกศิษย์ในตระกูลถือว่าเร็วมากแต่ว่าสำหรับเหลยเฟิงแล้วมันช่างเชื่องช้าจนหน้าอนาถ เหลยเฟิงคิดว่าหากตนใช้พละกำลังขั้นห้าสู้กับอีกฝ่ายจะเป็เช่นไร
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมาขวางอีก
อยากทำอย่างไรก็ทำตามนั้น ถึงอย่างไรกล้ามเนื้อของเขาในตอนนี้ก็เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วไปมาก ต่อให้ใช้ระดับพลังขั้นห้าเอาชนะไม่ได้แต่พลังหมัดของเมิงเชิงเทียนก็ไม่ได้เหนือกว่าเขาเท่าไหร่
เมื่อคิดเช่นนี้เหลยเฟิงก็ยกหมัดส่งพลังระดับขั้นห้าปะทะกับเฟิงชิงเทียน
บ้าไปแล้วเ้านั่นเสียสติไปแล้ว
มันไม่หลบ
ข้าว่าแขนของเขาจะต้องหัก
อยากตายหรือ เฟิงชิงเทียนเห็นเหลยเฟิงไม่หลบแถมยังคิดจะปะทะโดยตรงก็ผุดยิ้มเย็น เพิ่มพลังหใัดถึงขีดสุด
จบแล้ว ผู้าุโใหญ่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย