เช้าวันต่อมา
ยามที่แสงอรุณเริ่มสาดส่อง หลิงเทียนและเซียงเซียง หลังจากเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว ก็รีบไปยังสำนักคุ้มภัย และไม่นานนักพวกเขาก็มาถึง แล้วก็ออกเดินทางในทันที การเดินทางของพวกเขาในครั้งนี้ไม่ต่างไปจากการนั่งอยู่บนนกที่มีขนาดใหญ่ ในช่วงแรกๆ หลิงเทียนเก้ๆ กังๆ ไม่ได้เพราะเขาไม่เคยนั่งอะไรแบบนี้มาก่อน จึงวางตัวไม่ถูก พอผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มเข้าใจมากวิถีชีวิตของคนในโลกนี้มากขึ้น และรู้สึกว่ามันจะดูสุขสบายและอิสระมากกว่าโลกของเขาซะอีก ถ้าไม่นับเรื่องสัตว์อสูรที่ชอบออกมาคร่าชีวิตผู้คน โลกแห่งการต่อสู้นี้ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
พวกเขาใช้เวลาในการเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืนก็จนมาถึงชายป่าพฤกษาเหมันต์ ขณะที่เจ้าสำนักค่อยๆ ให้สัตว์อสูรร่อนลงอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของผู้คนโดยรอบที่มองตามมาด้วยสายตาทที่ดูถูก เพราะทุกคนที่มาที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนของตระกูลใหญ่ๆ ที่มีผู้ติดตามมากันทั้งนั้น และการเดินทางมาโดยใช้สำนักคุ้มภัยมาส่ง เป็นการบ่งบอกฐานะของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นเพียงแค่พวกตระกูลชั้นต่ำ
ส่วนเจ้าสำนักคุ้มภัยที่เสร็จสิ้นงานคุ้มกันแล้ว ก็ไม่ได้รีบร้อนกลับไปไหน ราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้การเข้าร่วมการทดสอบเป็นศิษย์ของแต่ละตำหนักจะไม่เคยมีใครตาย ในพื้นที่ของตำหนักนั้นๆ แต่ทว่าด้านนอกชายป่านั้นต่างออกไป เพราะมีการฆ่ากันเองเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือไม่ก็ถูกขู่เข็ญให้ไปเข้าร่วมกลุ่มเพื่อใช้เป็นตัวล่อสัตว์อสูรในป่า
หลิงเทียนที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศโดยรอบ แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะการมาที่นี่มีเพียงสองเหตุผลเท่านั้น เหตุผลแรก คือเขาต้องการแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเหตุผลที่สอง ก็เพราะว่าเขาโดนไอ้ระบบเฮงซวยมันทอดทิ้งไป แถมยังมีภารกิจทิ้งท้ายมาให้ และถ้าหากยังไม่สำเร็จก็จะไม่สามารถใช้งานระบบได้อีก ทำให้เขาจำใจต้องมา [กลัวไม่ได้ใช้งานระบบนั่นแหละ]
ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนรุ่นเดียวกับหลิงเทียนราว 7-8 คนและผู้ติดตามอีกจำนวนนึงเดินมาทางพวกเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยองและดูถูก
"ข้าคือหลี่เว่ย บุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองหมอกม่วง ข้าต้องการให้แกเป็นหน่วยกล้าตายเอาไว้ใช้ล่อพวกสัตว์อสูร" หนึ่งในกลุ่มที่ดูเหมือนหัวหน้าชี้ไปทางหลิงเทียน และเอ่ยอย่างไม่แยแสราวกับชีวิตคนอื่นสำหรับเขานั้นถือว่าไร้ค่า
"ขอปฏิเสธ" หลิงเทียนตอบโดยไม่แม้จะแลสายตาไปมองด้วยซ้ำ
"ไอ้ขยะ นี่แกกล้าปฏิเสธข้างั้นหรอ!!?" หลี่เว่ยถึงกับเดือดดาล
"อ้าว อ้าว นี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรอ ทำไมต้องถามซ้ำด้วยล่ะ!!?" หลิงเทียนกล่าวอย่างขบขัน
หลี่เว่ยที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดจายียวนกวนประสาท ก็เริ่มมีโทสะมากขึ้น ก่อนจะสั่งให้เหล่าผู้ติดตามไปสังหารชายหนุ่มทิ้งในทันที และให้จับตัวหญิงสาวที่มากับชายหนุ่ม กลับไปเป็นนางบำเรอให้คนในตระกูล
ในตอนแรกที่หลิงเทียน ได้ยินหลี่เว่ยออกคำสั่งกับเหล่าผู้ติดตาม เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้าย ราวกับฟางเส้นสุดท้ายของเขาได้ขาดลง จิตสังหารเริ่มที่จะพลุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรง จนผู้คนโดยรอบยังสามารถสัมผัสได้ แม้กระทั่งสองอาวุโสที่นั่งหลับตา เฝ้าทางเข้าป่าพฤกษาเหมันต์ ยังลืมตาตื่นขึ้นมามองด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอย่างไม่สนใจใดใดอีก
สำหรับหลิงเทียนแล้ว แม้เขาจะเคยผ่านการฆ่าคนมาบ้าง แต่จิตสังหารที่แท้จริงของเขานั้นค่อนข้างบอบบางราวกับเด็กน้อย แต่เป็นเพราะได้สายเลือดศักดิ์สิทธิ์และประสบการณ์การฆ่าฟันที่ส่งผ่านมารุ่นต่อรุ่น ทำให้จิตสังหารของเขาเทียบเท่าได้กับผู้ที่เข่นฆ่ามานับล้านล้านชีวิต และมันมักจะถูกปลดปล่อยออกมาเองโดยที่เขานั้นไม่รู้ตัว และแทบจะควบคุมมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
"พะ พวกเจ้ารีบสังหารมันเดี๋ยวนี้" หลี่เว่ยที่สัมผัสกับจิตสังหารของอีกฝ่ายได้ถึงกับต้องเอ่ยซ้ำกับเหล่าผู้ติดตามด้วยความหวาดกลัว
ถึงแม้เหล่าผู้ติดตามจะหวาดกลัวในตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่ทว่าเมื่อมีคำสั่งจากนายน้อยตน พวกเขาก็ไม่อาจขัดขืนได้ ก่อนจะรีบพุ่งร่างเข้าไปจู่โจมทันที หลิงเทียนที่เห็นแบบนั้นกลับใช้ความเร็วที่เหนือกว่า ไปหยุดอยู่ตรงหน้าหนึ่งในผู้ติดตามก่อนจะใช้มือคว้าจับไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะฟาดลงกระแทกกับพื้น จนเกิดฝุ่นควันที่คละคลุ้งและเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว จนเหล่าผู้ติดตามคนอื่นๆ ถึงกับต้องกระโดดถอยหนีห่างออกไปคนละทิ���คนละทาง
เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง สีหน้ากลุ่มของหลี่เว่ยพลันซีดลงทันใด เพราะสภาพของหนึ่งในผู้ติดตามนั้น ได้ตกตายอย่างน่าอนาถ เพราะศีรษะของเขาถูกฝังกลบลงไปในพื้นพสุธา แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับลุกขึ้นมาปัดฝุ่นผงตามเสื้อผ้า ราวกัับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับสองอาวุโสที่เฝ้าปากทางเข้า ป่าพฤกษาเหมันต์แล้ว รูปแบบการต่อสู้ที่เด็กหนุ่มใช้ มันไม่ต่างไปจากรูปแบบการต่อยตีข้างถนนของพวกนักเลงเลยด้วยซ้ำ จะมีที่น่าสนใจก็คือจิตสังหารที่ปล่อยออกมาเท่านั้น แต่พวกเขาทั้งสองเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่า เด็กหนุ่มคนนั้นยังไม่อาจที่จะควบคุมมันได้ จึงไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจอีก
หลิงเทียนที่ลุกปัดฝุ่นเสร็จ เพียงลมหายใจเดียวร่างของเขาก็ไปปรากฏต่อหน้าหลี่เว่ย พร้อมๆ กับมือคว้าจับไปยังคอของหลี่เว่ยในชั่วพริบตา และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"หากเอ่ยคำขอโทษข้าจะไม่ถือสาเจ้า แต่หากไม่จะมีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่"
สิ้นเสียงของหลิงเทียน หลี่เว่ยแทบไม่ต้องคิดอะไรให้มากรีบกล่าวขอโทษในทันที แต่ขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีร่างของชายกลางคนโผล่ออกมา พร้อมกับอาวุธจ่อไปยังลำคอของหลิงเทียน
"ไอ้หนุ่ม อย่าโอหังให้มันมากนักนะ!!!?"
"ท่านพ่อ" หลี่เว่ยที่เห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใคร ถึงกับอุทานขึ้น
"หืม!!?" หลิงเทียนอดที่จะแปลกใจไม่ได้ ถึงเนตรราชันย์ของเขาในตอนนี้ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบรายละเอียดของคนอื่นได้ชัดเจนเหมือนที่เคยเป็น แต่ก็สามารถรับรู้ถึงระดับพลังของอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยาก และที่แน่ๆ คนๆ นี้แม้จะอยู่ในแดนจักรพรรดิเหมือนกับเขา ทว่าความสามารถนั้นกลับอ่อนด้อยกว่าเขาอย่างชัดเจน ก่อนจะบีบคอของหลี่เว่ยแน่นขึ้น แล้วกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
"ตาแก่ เจ้าไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับข้า หากวันนี้ข้าไม่ได้ยินคำขอโทษ เมืองหมอกม่วงได้เปลี่ยนเจ้าเมืองคนใหม่เป็นแน่"
"แก ไอ้เด็กเหลือขอ"
ชายกลางคนที่ได้ยินคำสบประหม่าของเด็กหนุ่ม ถึงกับเกิดโทสะจนฟันกระบี่ลงไปหมายตัดศีรษะของเด็กหนุ่มตรงหน้า โดยไม่ได้สนใจชีวิตของบุตรชายตนเลยด้วยซ้ำ แต่กระบี่กลับถูกหยุดด้วยสองนิ้วที่คีบปลายกระบี่เอาไว้ จากหนึ่งในผู้อาวุโสที่เฝ้าปากทางเข้าป่าพฤกษาเหมันต์ ชายกลางคนที่พยายามผลักดันกระบี่ออกไปแต่มันกลับไม่ขยับเลยสักนิด ก่อนจะเอ่ยอย่างเดือดดาล
"เหตุใด ท่านอาวุโสของตำหนักเหมันต์ถึงชอบมายุ่งเรื่องของผู้อื่น"
"ข้าก็แค่ไม่อยากให้เมืองหมอกม่วง มาเปลี่ยนเจ้าเมืองในเวลานี้ เพราะมันจะทำให้ภายในตำหนักข้าต้องวุ่นวายกับภารกิจไปดูแลเมืองหมอกม่วง แต่หากท่านเจ้าเมืองยังเรียกร้องหาความตายอีก ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายอีก"
สิ้นเสียงของอาวุโส ร่างของเขาก็พลันหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน เจ้าเมืองถึงกับชะงักในคำพูดของอาวุโสทันที ผิดกับหลิงเทียนที่เริ่มหลั่งเหงื่อเย็นออกมาทันที เพราะเขาเองก็ไม่ได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังขยายจิตสัมผัสไปรอบๆ เพื่อป้องกันการลอบจู่โจมตลอดเวลา แต่กลับไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของอาวุโสที่มาหยุดปลายกระบี่ได้ แม้กระทั่งความเร็วในตอนที่จากไปเขากลับมองไม่เห็นถึงการเคลื่อนไหวใดใดเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากเปลี่ยนเป็นการมาลงมือสังหารเขาแล้วล่ะก็ มันคงจะง่ายดายไม่ต่างไปจากการกระพริบตาเท่านั้น
"ข้าต้องขออภัยแทนบุตรชายที่ปากเสียของข้าด้วย ถ้ายังไงเจ้าช่วยอย่าถือสาได้ไหม" เจ้าเมืองหมอกม่วงที่เริ่มได้สติจากที่อาวุโสออกมาเตือน ก็หันไปทางเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนัก
"ผู้เยาว์เองก็ต้องขออภัยในความใจร้อนของตัวเองด้วย ขอท่านเจ้าเมืองอย่าได้ถือสา" หลิงเทียนที่ได้ยินเจ้าเมืองเอ่ยขอโทษ ก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน
ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกัน หลิงเทียนมองไปทางหนึ่งในอาวุโสที่นั่งหลับตาเฝ้าปากทางเข้าป่า อย่างครุ่นคิด ก่อนจะได้ยินเสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคยร้องทักจนถึงกับหน้าซีดลง แล้วรีบวิ่งไปหลบด้านหลังของเซียงเซียงทันที นั่นก็คือยัยองค์หญิงจอมซุ่มซ่าม ที่เกือบทำให้เขาต้องสูญเสียความเป็นชาย ก่อนจะรีบตะโกนดักคอทันที
"เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าได้เข้ามาใกล้ข้า!!!"
"ขะ ข้าก็แค่อยากขอเข้าร่วมกลุ่มกับพวกท่านเท่านั้นเองคะ" องค์หญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
เซียงเซียงที่เห็นแบบนั้นอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ แม้นางจะเคยโกรธเคืองที่หญิงสาวคนนี้เคยขโมยจูบหลิงเทียนไป แต่การฝ่าเข้าไปในป่าจำเป็นต้องรวมกลุ่มเพื่อตีฝ่าเข้าไป นางจึงพยายามเลิกสนใจกับเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
"ในเมื่อเจ้าคิดจะขอเข้าร่วมกลุ่ม เหตุใดจึงไม่แนะนำตัวก่อน"
"ข้าขออภััยที่เสียมารยาทค่ะ ข้ามีชื่อว่า หนิงเอ๋อร์"
"แล้วเจ้าถนัดการต่อสู้รูปแบบไหนกัน"
"ข้าถนัดการโจมตีระยะไกล และการรักษาค่ะ"
"ดี ถ้างั้นเจ้าก็มารวมกลุ่มกับเราได้"
"เอ่อ!!! ไม่มีใครถามความคิดข้าหน่อยหรอ!!?" หลิงเทียนถามออกไปด้วยสีหน้าเหรอหลา
"ไม่จำเป็น แค่เจ้าไม่ก่อเรื่องเพิ่มก็ถือว่าดีต่อพวกเราที่สุดล่ะ" เซียงเซียงตอบกลับไปในทันที
"คร้าบ!!! คร้าบบ!!!" หลิงเทียนตอบรับอย่างเหนื่อยใจ
ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มคนนึงที่อยู่ห่างไปจากเขาไม่มากนัก ด้วยท่าทีสนอกสนใจก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อชักชวนเข้ากลุ่ม และชายหนุ่มเองก็ยอมรับทันทีก่อนจะเริ่มแนะนำตัว
"ข้าชื่อ ไป๋หยุนเฟย ยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคนนะ"
เซียงเซียงมองไปที่ไป๋หยุนเฟยเล็กน้อยด้วยท่าทีแปลกใจ ก่อนจะเลิกสนใจในตอนนี้กลุ่มของหลิงเทียนมีครบ 4 คนแล้ว และลงความเห็นกันว่าไม่ควรหาใครมาเพิ่มอีก เพราะอาจมะกลายมาเป็นตัวถ่วงได้ พวกเขาทั้งสี่จึงตรงไปยังปากทางเข้า และยื่นจดหมายแนะนำตัวให้อาวุโสที่เฝ้าปากทางเข้าป่าพฤกษาเหมันต์ อาวุโสที่รับจดหมายแนะนำตัวเสร็จ ก็มอบกำไลข้อมือให้คนละหนึ่งวง แล้วก็เริ่มอธิบายถึงการทดสอบแรกทันที
"การทดสอบแรก ขอแค่พวกเจ้าไปถึงตำหนักจันทราเหมันต์ได้จะถือว่าผ่านการทดสอบ และกำไลที่พวกเจ้าได้ไปนั้นมันมีพลังอักขระ และค่ายกลเฉพาะ ของเหล่าอาวุโสในตำหนัก ในกรณีที่ต้องต่อสู้ หลบหนี หรือสังหารสัตว์อสูรได้ มันจะทำการประเมินผลและตีเป็นคะแนนให้กับพวกเจ้าเอง ส่วนคะแนนพวกนั้นเมื่อเจ้าสามารถผ่านการทดสอบที่สองได้ จะมีคนแจ้งให้รู้ถึงวิธีการใช้งานอีกทีนึง จากตอนนี้ไปพวกเจ้ามีเวลา 3 วันต้องไปให้ถึงตำหนักไม่เช่นนั้นจะถือว่า ไม่ผ่าน ในทันทีเมื่อพวกเจ้าเข้าใจแล้วก็เข้าไปได้"
ทั้งสี่ที่ได้ยินเงื่อนไขการทดสอบแรก ก็ไม่มีความลังเลใดใดอีกและพร้อมใจกันเดินเข้าไป ก่อนที่หนึ่งในอาวุโส จะส่งเสียงผ่านลมปราณให้เพียงหลิงเทียนเท่านั้นที่ได้ยิน
"เจ้าหนุ่ม จงเรียนรู้และควบคุมจิตสังหารของเจ้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันอาจจะคร่าชีวิตผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ รอบตัวเจ้า โดยที่เจ้าไม่รู้ตัว"
หลิงเทียนมองไปยังอาวุโสเล็กน้อย ก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ และรีบตามกลุ่มของเขาเข้าไปด้านในของป่าพฤกษาเหมันต์ทันที