เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินดังระงมปะปนกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นะเืไปทั่วทั้งหุบเขา เอี้ยเสวียน วิ่งนำหน้าสุดตัวปลิวไหวราวสายลม ใบหน้าเปื้อนเขม่าและหยาดเหงื่อเกาะพราวแม้จะเหนื่อยล้าแต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ข้างกายเขาคือ พญาวานรต้าเสี่ยที่ถึงแม้จะตัวมหึมาแต่กลับว่องไวดุจเงาแต่ละย่างก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นะเื บนบ่าของต้าเสี่ยคือ จิ้งจอกเก้าหางไป๋ฮวาในรูปลักษณ์เดิมที่น่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกและหอบหายใจถี่รัว
เื้ัพวกเขาคือกลุ่มควันขนาดมหึมาที่ตลบอบอวลขึ้นมาจากปากปล่องูเาไฟที่บัดนี้กลายเป็ซากปรักหักพังของฐานทัพอสูรบนผืนฟ้าสีเืที่ถูกย้อมด้วยแสงจากเปลวเพลิงที่ลุกโชน นางพญามดิญญา ลอยตัวอยู่เหนือเหล่าอสูรบินนับร้อยที่กำลังพุ่งทะยานตามมาอย่างกระหายเืเสียงกรีดร้องของนางดังก้องไปทั่ว ราวกับจะฉีกกระชากิญญาของพวกเขาทั้งสาม
"โอ๊ย! พี่ต้าเสี่ย! เบาๆ หน่อยสิ!จะกระโจนไปไหนอีกเนี่ย!" เอี้ยเสวียนร้องเสียงหลงเมื่อพญาวานรกระโจนข้ามเหวลึกโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้เขาที่จับขนของมันไว้เกือบหลุดมือร่างกายของเขาลอยเคว้งกลางอากาศเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่เท้าจะกระแทกพื้นอีกครั้งจนเข่าแทบทรุด
"โฮก!" ต้าเสี่ยคำรามตอบสั้นๆ คล้ายจะบอกว่า 'ใครบอกให้เ้าวิ่งช้าเองเล่า! ข้าก็รีบเหมือนกัน!'
"ข้าก็รีบอยู่แล้วนี่! เ้ามันก็เกินไป!เดี๋ยวก็หล่นลงไปในปล่องูเาไฟที่กำลังะเิอยู่หรอก!"เอี้ยเสวียนโวยวายพร้อมกับหันไปมองด้านหลังแวบหนึ่งก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาของอสูรบินตัวมหึมาทาบทับลงมา "โอ้โห!พวกนั้นมาเร็วกว่าที่คิดนะ! นี่มันเหมือนโดนฝูงหมาป่ารุมกัดไม่มีผิด!"
"แง้วววววว!"ไป๋ฮวาที่เกาะอยู่บนไหล่ต้าเสี่ยกรีดร้องเมื่อมีอสูรบินตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาใกล้เกินไปจนลมปีกปัดโดนหน้ามันทำให้ขนของมันปลิวไสว
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 วันก่อนหน้า...
เบื้องหน้าของเอี้ยเสวียนและสหายคือภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดที่พวกเขาเคยจินตนาการปากปล่องูเาไฟขนาดมหึมา ไม่ได้พ่นลาวาแดงฉานแต่กลับกลายเป็ฐานรากของปราการทมิฬอันน่าเกรงขามที่สูงเสียดฟ้าราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อทิ่มแทงหัวใจของ์ยอดปราสาทแหลมคมสองยอดพุ่งทะยานเสียดเมฆหมอก ดุจ เขี้ยวอสูรแห่งหายนะ ที่หมายจะฉีกกระชากมิติและกลืนกินแสงอาทิตย์หอคอยคู่ นี้ไม่ได้เป็เพียงโครงสร้างธรรมดา แต่ดูราวกับ หอคอยแห่งบาปและคำสาป ที่ถือกำเนิดขึ้นจากศิลาทมิฬอันหยาบกร้านและเหล็กกล้าสีสนิมที่ดูดกลืนแสงโดยรอบบรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วย หมอกดำทะมึน ที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเืคละคลุ้งและกลิ่นกำมะถันที่บาดจมูกราวกับที่นี่คือรังของความมืดมิดที่รอคอยการกลืนกินโลกใบนี้
แสงสลัวจากลาวาที่ไหลเอื่อยในรอยแยกของูเาไฟสะท้อนบนพื้นผิวของปราสาทสร้างเงาเต้นระริกที่ชวนขนลุก ซอกหลืบและรอยแยกเ่าั้ไม่ได้มีเพียงลาวาแต่ยังเต็มไปด้วย อักขระปีศาจสีแดงฉาน ที่เรืองรองคล้ายเส้นเืของอสูรกายั์ขดตัวไปมาบนกำแพงหินที่แข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัวกำแพงสูงใหญ่รายล้อมฐานทัพดูเหมือนถูกสร้างขึ้นจาก กระดูกของสัตว์ร้ายโบราณ ที่ถูกนำมาหลอมรวมกับโลหะสีดำสนิทที่มืดมิดจนกลืนกินแสงโดยรอบแม้แต่แสงจันทร์ก็ยังดูหม่นหมองเมื่อทาบทาลงบนโครงสร้างอันน่าขยะแขยงนี้
ลมที่พัดผ่านมานำเอา เสียงคำรามโหยหวน จากเบื้องลึกของหุบเขาเสียงกรีดร้องที่ไม่อาจบรรยายของิญญาที่ถูกจองจำเอาไว้ในเหล็กและหินเสียงเศษโลหะเสียดสีกันอย่างไม่หยุดหย่อนดุจเพลงแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันจบสิ้นที่กำลังเล่นวนซ้ำซากกลิ่นอายปีศาจที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่อากาศที่นี่ก็หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออกเต็มไปด้วยพลังชั่วร้ายที่ค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของผู้ที่กล้าหาญพอที่จะเข้ามาใกล้
"ฐานทัพแห่งนี้..."เอี้ยเสวียนกระซิบเสียงเบา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสายตาจ้องไปยังปราสาทอันน่าเกรงขามที่สูงเสียดฟ้า"มันใหญ่โตเกินกว่าจะใช้เป็แค่ที่มั่น...หรือแค่ฐานสำหรับกองทัพอสูรทั่วไปที่้าแค่ที่พักพิงและเก็บกำลัง"
เขาหรี่ตาลง พยายามทำความเข้าใจโครงสร้างที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่นั้น เนตรหยินหยางของเขาหมุนวนช้าๆ สแกนไปทั่วปราสาทอย่างละเอียดเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ความรู้สึกบางอย่างที่เย็นเยียบและทรงพลังปรากฏขึ้นในจิตสำนึก... นี่ไม่ใช่แค่ปราสาทแต่คือเครื่องจักรขนาดมหึมา!
"หอคอยทั้งสอง... การจัดเรียงของอักขระปีศาจ...พลังงานที่พวยพุ่งมาจากปล่องูเาไฟ... นี่มันไม่ใช่แค่ฐานทัพ!"เอี้ยเสวียนพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "มันคือ เครื่องมือบางอย่าง! เครื่องมือที่จะรวบรวมพลังงานมหาศาล หรืออาจจะเป็... ประตูมิติ ที่จะดึงบางสิ่งบางอย่างออกมาจากมิติอื่นหรือกระทั่ง... ปลุก บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่าจอมมารให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์!"
เขาหันไปมองไป๋ฮวา "เมื่อครั้งที่ข้าเคยได้ยินจากไป๋เจ๋อเขาเล่าว่าที่นี่เคยเป็ูเาศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เหล่าผู้ปฏิบัติธรรมสูงส่งใช้สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่โลก"ดวงตาของเขาเศร้าหมองลง "แต่เมื่อห้าร้อยปีก่อน จอมมารได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลืนกินิญญาของผู้บริสุทธิ์และเปลี่ยนใหู้เาศักดิ์สิทธิ์กลายเป็รังปีศาจ ทุกๆอักขระที่ปรากฏบนกำแพงเ่าั้ คือคำสาปของิญญาที่ถูกจองจำพวกมันไม่สามารถตายหรือเกิดใหม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในนั้นตลอดกาล"
ไป๋ฮวาส่งเสียงครางเศร้าเบาๆหูของมันกระตุกได้ยินเสียงร่ำไรจากภายในปราสาท"มันเป็เสียงของพวกที่ถูกจองจำเ่าั้"จิ้งจอกเก้าหางพูดด้วยเสียงหนักหน่วง "พวกมันยังคงร้องเรียกหาความช่วยเหลือแม้ผ่านไปแล้วหลายร้อยปี... เป็ความทรมานที่ไม่มีวันสิ้นสุด"
หลังจากสำรวจฐานทัพจากระยะไกลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากเนตรของเขาเอี้ยเสวียนก็เริ่มวางแผนการบุกเข้าไปโดยละเอียดเขากางแผนที่ที่ร่างขึ้นเองบนพื้นดินหอบหินและร่องรอยบนแผนที่ถูกขีดเขียนด้วยอักขระเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็น
"เอาล่ะ พวกเรามีเวลาไม่มาก"เอี้ยเสวียนกล่าวเสียงจริงจัง "ตามรายงานของแม่ทัพลู่กองหนุนของพวกเราจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 วันกว่าจะมาถึงและระหว่างนั้นพวกเราต้องจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย"
"โฮก! (ยากนะ!)" ต้าเสี่ยคำรามเบาๆ"ฐานทัพนั่นดูแ่าเกินไป ไม่ใช่แค่ทหารอสูรธรรมดาๆ นะ"
"ใช่! เห็นด้วยกับพี่ต้าเสี่ยเลย!"ไป๋ฮวาะโลงจากบ่าต้าเสี่ยมานั่งยองๆ ข้างๆ เอี้ยเสวียน"พลังของนางพญามดิญญาน่ากลัวเกินไปข้าเกรงว่าแม้แต่มายาของข้าก็อาจจะถูกจับได้ หากเข้าใกล้มากเกินไป"
เอี้ยเสวียนยิ้มบางๆ "นั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องใช้แผนนี้"เขาชี้ไปยังจุดต่างๆ บนแผนที่ "เราจะไม่บุกโจมตีตรงๆ แต่เราจะแฝงตัวเข้าไปและที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องหา 'วัตถุแห่งชีวิต'ทั้งสามชิ้น ที่เป็เป้าหมายหลักของเรา"
เขาอธิบายแผนการอย่างละเอียด ไป๋ฮวาจึงส่งสัญญาณว่าเข้าใจก่อนที่จะสื่อว่า”ข้าจะทำการแปลงร่างสร้างมายาให้พวกเราทั้งสามกลายเป็ครึ่งคนครึ่งอสูร"เอี้ยเสวียนมองไปยังรูปลักษณ์ที่ตนเคยเห็นด้านนอกฐานทัพ"เพื่อให้กลมกลืนกับพวกมันมากที่สุด พี่ต้าเสี่ยเ้าจะแปลงเป็อสูรกายรูปร่างใหญ่ที่แข็งแกร่ง ส่วนเอี้ยเสวียน ข้าจะแปลงเป็ครึ่งคนครึ่งอสูรตัวเล็กๆที่ไม่สะดุดตา"
"อ๊า! อะไรนะ?!" เอี้ยเสวียนสะดุ้งเล็กน้อย"ข้าเนี่ยนะครึ่งอสูร? ขนจะขึ้นตามตัวไหม? เขี้ยวจะงอกออกมาหรือเปล่า? แล้วหน้าตาจะน่าเกลียดไหม?ข้ายังไม่เคยแปลงร่างเป็อสูรมาก่อนเลยนะ!"เขามีสีหน้าลังเลเล็กน้อย แสดงความไม่มั่นใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋ฮวาหัวเราะคิกคัก "ใจเย็นน่าเอี้ยเสวียน!ข้าจะควบคุมการแปลงร่างให้เอง มันจะไม่ทำให้เ้ากลายเป็อสูรน่าเกลียดหรอกน่า!เ้ายังคงเป็เ้าเพียงแต่มีกลิ่นอายและรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนครึ่งอสูรเท่านั้นเอง"
ต้าเสี่ยส่งเสียงโฮกฮาก คล้ายจะเยาะเย้ย "โฮก! (ก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องกลัว!)"
"เ้ามันก็พูดง่ายสิพี่ต้าเสี่ย!"เอี้ยเสวียนบ่นพึมพำ แต่ก็พยักหน้ายอมรับ "เอาล่ะ... ลองดู"
ไป๋ฮวาเริ่มต้นร่ายมนต์แปลงร่างพลังเวทมนตร์สีขาวนวลแผ่ออกมาคลุมร่างของทั้งสาม มันรู้สึกแปลกประหลาดเอี้ยเสวียนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อที่บิดเกร็งิัที่หยาบกร้านขึ้นเล็กน้อยและััได้ถึงพลังงานปีศาจที่ไหลเวียนในร่างกายที่ถูกปลอมแปลง แม้จะเป็เพียงมายาแต่ความรู้สึกทางกายก็สมจริงจนน่าใความไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ใหม่ทำให้เขาพยายามหลีกเลี่ยงการส่องกระจกเงาใดๆ
"เป็ไงบ้างเอี้ยเสวียน?" ไป๋ฮวาถามด้วยรอยยิ้ม "รู้สึกแปลกๆ ไหม?"
"แปลกสิ! ขนลุกไปหมดเลย!นี่ข้ามีหางงอกออกมาด้วยรึเปล่าเนี่ย?" เอี้ยเสวียนคลำก้นตัวเองอย่างงงๆ
ต้าเสี่ยตบไหล่เอี้ยเสวียนเบาๆ "โฮก! (ช่างมันเถอะ!นี่แหละความจริง!)"
"ก็จริงของเ้า..." เอี้ยเสวียนถอนหายใจ"เอาล่ะ เมื่อพร้อมแล้ว เราจะเริ่มการแฝงตัว"
การเดินทางเข้าไปยังฐานทัพอสูรเป็ไปอย่างช้าๆและเต็มไปด้วยความระมัดระวังพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ในการสำรวจเส้นทางและหลบหลีกอสูรยามที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณเอี้ยเสวียนใช้ เนตรวงแหวน ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของอสูรยามทุกตัวเขามองทะลุภาพลวงตาที่นางพญามดิญญาสร้างขึ้นได้อย่างง่ายดาย แต่กระนั้นก็ยังต้องระวัง กับดักเวทมนตร์ ที่มองไม่เห็นซึ่งซ่อนอยู่ตามทางเดินพวกมันเป็กับดักที่ซับซ้อน สร้างขึ้นด้วยพลังปีศาจบริสุทธิ์หากเหยียบพลาดแม้แต่น้อย ก็อาจจะถูกพลังนั้นกัดกร่อนจนถึงแก่ชีวิต
เขาต้องใช้ ประสาทััทุกด้าน เพื่อเอาตัวรอดฟังเสียงฝีเท้าที่แ่เบาของอสูรยามรับรู้ถึงกระแสลมที่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวและที่สำคัญที่สุดคือการ ััถึงกลิ่นอายปีศาจ ที่แตกต่างกันออกไปของอสูรแต่ละประเภทเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงไป๋ฮวาส่งเสียงครางเตือนเบาๆบางครั้งก็ใช้หางโบกบอกทิศทาง หรือใช้การแปลงร่างเป็สิ่งเล็กๆเพื่อล่ออสูรให้หันเหความสนใจไปอีกทาง
เมื่อเข้าสู่ภายในฐานทัพ เอี้ยเสวียนเริ่มปฏิบัติการที่สอง: การวางอักขระและกับดักเขาเคลื่อนไหวราวกับเงาในความมืดมิด มือของเขาไม่หยุดนิ่งชักปากกาอักขระออกมาและเริ่ม วาดอักขระแห่งการสลายตัว บนก้อนหินที่ตั้งอยู่รายทางบนผนัง หรือแม้แต่บนโครงสร้างโลหะต่างๆ อักขระเหล่านี้เรืองแสงสีดำจางๆเพียงชั่วขณะ ก่อนจะจมหายเข้าไปในเนื้อวัตถุอย่างไร้ร่องรอย
การร่ายมนต์แต่ละครั้งต้องใช้พลังจิตและสมาธิอย่างสูงเอี้ยเสวียนต้องมั่นใจว่าอักขระแต่ละตัวถูกจารึกอย่างสมบูรณ์แบบและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานของฐานทัพให้มากที่สุดเขานึกภาพฐานทัพนี้เป็เหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังจะถูกโจมตีด้วยการวางยาพิษอย่างช้าๆเขาไม่เพียงแค่วางอักขระะเิและอักขระไฟ แต่ยังวาง อักขระแห่งการกัดกร่อน ที่จะค่อยๆทำลายความแข็งแกร่งของกำแพง และ อักขระแห่งความปั่นป่วน ที่จะสร้างความสับสนวุ่นวายในระบบการตรวจจับของศัตรู
"นี่เ้าจะวางไปถึงไหนเนี่ยเอี้ยเสวียน!"ไป๋ฮวากระซิบถามอย่างหงุดหงิด "ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ข้าเริ่มจะเบื่อแล้ว!เมื่อไหร่จะได้หาของที่เรา้าจริงๆ สักที!"
"ใจเย็นน่าไป๋ฮวา"เอี้ยเสวียนตอบพลางเงยหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาจากหน้าผาก"ทุกอักขระที่เราวางไว้ตอนนี้ คือก้าวแรกของการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมันเหมือนกับการวางะเิเวลาที่มองไม่เห็นเพื่อสร้างความโกลาหลจากภายในในภายหลัง" เขาหันไปมองไป๋ฮวาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า"และที่สำคัญ... นี่เป็การป้องกันตัวของเราด้วย หากทุกอย่างไม่เป็ไปตามแผนอักขระเหล่านี้จะเป็ทางรอดของเรา"
หลังจากวางอักขระจำนวนมากทั่วฐานทัพพวกเขาก็เริ่มต้นภารกิจที่ยากที่สุด: การค้นหาวัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้น เอี้ยเสวียนคาดการณ์ว่ามันน่าจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บสมบัติของเทวบุตรจากยมโลกเขาใช้เนตรวงแหวนสอดส่องไปทั่วทุกซอกมุมของปราสาทจนในที่สุดก็พบห้องขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าหลายพันชิ้น
ห้องเก็บสมบัติเป็ดั่งถ้ำที่เต็มไปด้วยทองคำ อัญมณี อาวุธโบราณและวัตถุเวทมนตร์แปลกตามากมายนับไม่ถ้วนแสงสะท้อนจากสมบัติเ่าั้ส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาแต่เอี้ยเสวียนกลับไม่สนใจสิ่งใดนอกจาก 'วัตถุแห่งชีวิต'ที่เขา้าการค้นหาท่ามกลางสมบัติจำนวนมหาศาลนี้เป็งานที่แทบจะเป็ไปไม่ได้"วันนึงก็ไม่หมด ไม่รวมว่าแต่ละชิ้นมีผนึกป้องกัน"เอี้ยเสวียนพึมพำกับตัวเอง
เขาใช้ เนตรวงแหวน และ เนตรหยินหยาง ผสานกันอย่างเต็มที่เพื่อแยกแยะพลังงานที่แผ่ออกมาจากวัตถุแต่ละชิ้นเนตรหยินหยางช่วยให้เขามองทะลุผนึกและเห็นถึงพลังชีวิตที่แท้จริงของวัตถุเ่าั้แต่แม้จะมีเนตรวิเศษ เขาก็ไม่สามารถแก้ไขผนึกป้องกันทุกชิ้นได้รวดเร็วอย่างที่คิดผนึกบางชิ้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะปลดล็อกได้ในพริบตา เขายังต้องระวัง กับดักซ่อนเร้นที่ซ่อนอยู่ใต้สมบัติบางชิ้น บางครั้งมีแสงเลเซอร์พุ่งออกมาบางครั้งมีเงาอสูรพุ่งเข้าโจมตีเมื่อแตะต้องวัตถุผิดชิ้น
ใช้เวลาไปอีกกว่าสองสัปดาห์ในการค้นหาอย่างอดทนเอี้ยเสวียนใช้ความสามารถในการสังเกตการณ์ที่เหนือกว่าของเขาจนในที่สุดเขาก็สังเกตเห็น จุดที่น่าสงสัยสามจุด ที่วัตถุสามชิ้นซ่อนอยู่ซึ่งแต่ละชิ้นมีพลังงานลึกลับที่แตกต่างจากสมบัติชิ้นอื่นอย่างชัดเจนและมีผนึกป้องกันที่ซับซ้อนกว่าปกติถึงห้าชั้นนั่นทำให้เขาต้องใช้เวลาอีกหลายวันในการปลดผนึกแต่ละชั้นด้วยความระมัดระวังที่สุด
"เจอแล้ว!"เอี้ยเสวียนกระซิบอย่างดีใจเมื่อปลดผนึกชั้นที่สามของวัตถุชิ้นแรกสำเร็จแสงสว่างจางๆ เปล่งประกายออกมาจากวัตถุรูปทรงคล้ายคริสตัลสีเขียวมรกต