[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 ไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เหนือกว่าปรมาจารย์ เงาร่างจากฟากฟ้า (3)

            ขณะที่สิงจื้อ เจี่ยฮ่าวหราน และคนอื่นๆ เดินทางมาถึง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นร่างอันแข็งแกร่งดุจมังกรทะยานออกจากแคปซูลฟูมฟัก

            “ตูม!”

            สองเท้าเหยียบลงพื้น แผ่นกระเบื้องแตกกระจายเป็นรอยร้าว

            ร่างสูงสง่าปรากฏกาย หยาดน้ำสีทองไหลรินตามร่องกล้ามเนื้อ หยดลงบนพื้น

            ผิวขาวผ่องราวหยก ภายใต้แสงนั้นดูเหมือนจะเปล่งประกายสีทองระเรื่อ

            รูปร่างสมบูรณ์แบบราวกับงานศิลปะที่สวรรค์บรรจงสร้าง ปลดปล่อยพลังแห่งความหยิ่งผยองอย่างไม่ยั้งคิด

            ดวงตาของเหล่าทหารหญิงในห้องเปล่งประกายเจิดจ้า จับจ้องไปที่ร่างนั้นอย่างไม่วางตา

            ข่งฉิงหน้าแดงก่ำ ถ่มน้ำลายออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบหันหน้าหนี

            อวี๋เฟยอี้จ้องมองอย่างร้อนแรง พลันก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือออกไปคว้าไปยังร่างของเด็กหนุ่ม

            “ผู้บัญชาการ!”

            เสียงอุทานดังขึ้น

            ทว่าลู่เซิ่งกลับไม่หลบเลี่ยง ใบหน้ากลับเปล่งประกายความคาดหวังและตื่นเต้น

            แขนขวาของเขากำแน่นราวคันธนู ก่อนจะปล่อยหมัดออกไป

            ดาวฤกษ์แผดเผาสิบเท่า!

            ทักษะปรมาจารย์ ทศทินกรปรากฏกาย!

            ในสายตาของทุกคน ลู่เซิ่งพลันเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอร่าม ดวงอาทิตย์สีทองมายานับสิบลอยขึ้นจากด้านหลังของเขา

            คลื่นความร้อนแผ่ซ่าน

            “ตูม!”

            หมัดขาวผ่องปะทะเข้ากับฝ่ามือหนาอย่างรุนแรง

            เกิดเป็นคลื่นพลังสีขาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            คลื่นพลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พัดพากระแทกเครื่องมือและภาชนะนับไม่ถ้วนในห้องให้ล้มระเนระนาด

            ลู่เซิ่งถอยหลังไปหลายก้าว เหยียบย่ำบนพื้นแข็งจนเกิดเป็นรอยร้าว

            เขาแกว่งแขนที่ชาเล็กน้อย พลางยิ้มขมขื่น “ผู้บัญชาการ คุณใช้แรงมากเกินไปแล้ว ผมเพิ่งจะเข้าสู่ระดับสี่เอง...”

            “ระดับสี่? ฮ่าๆๆ...”

            ดวงตาของอวี๋เฟยอี้เป็นประกาย หัวเราะลั่น พลังของปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้แผ่ซ่านออกไปโดยรอบราวกับกระแสน้ำ

            “กระดูกทอง กล้ามเนื้อหยก รูปลักษณ์ราวกับปรมาจารย์ ค่าพลังการต่อสู้เกินห้าแสนไปแล้ว นายยังกล้าบอกว่าตัวเองเพิ่งเข้าสู่ระดับสี่...”

            ลู่เซิ่งกางมือออก แสดงท่าทางจนปัญญา “แต่ผมก็แค่ระดับสี่จริงๆ นี่ครับ”

            อวี๋เฟยอี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า “ฉันไม่สนหรอกว่านายจะระดับสี่จริงไหม นายกินไขกระดูกสัตว์ประหลาดของฉันไปตั้งหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน แค่ตบนายเบาๆ ก็ถือว่าปรานีแล้ว!”

            “ซี้ด”

            เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วห้อง

            เหล่าทหารที่เดินทางมาถึงเมื่อได้ยินข่าว มองไปยังถังสำรองที่ล้มระเนระนาดซึ่งมีป้ายกำกับว่าไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับสี่ก็ถึงกับตะลึงงัน

            ผู้บัญชาการอวี๋ช่างกล้าได้กล้าเสียจริงๆ!

            เจ้าหนูลู่เซิ่งนี่ก็สามารถกลืนกินมันลงไปได้ทั้งหมด!

            ไขกระดูกสัตว์ประหลาดหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน สิบสี่ถังเต็มๆ

            เกรงว่านักสู้ระดับหกยังต้องระเบิดตายไปแล้ว แต่เจ้าหนูนี่กลับไม่เป็นอะไร

            แถมยังรับการโจมตีของผู้บัญชาการอวี๋ได้อีก

            ถึงแม้จะรู้ว่าอวี๋เฟยอี้ไม่มีทางที่จะใช้พลังทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นการโจมตีโดยตรงของปรมาจารย์ระดับเจ็ดอย่างแท้จริง

            ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ค่าพลังการต่อสู้ขั้นต่ำต้องเริ่มต้นที่หนึ่งล้าน การโจมตีเพียงครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือ

            ค่าพลังการต่อสู้เกินห้าแสน...

            ไม่ได้เกินจริงไปเลยจริงๆ

            ที่สำคัญคือลู่เซิ่งเพิ่งเข้าสู่ระดับสี่เท่านั้น

            คราวนี้สายตาของนายทหารทุกคนที่มองลู่เซิ่งก็เปลี่ยนไป

            ในใจต่างคิดเป็นเสียงเดียวกัน

            พวกเขาเลือกสัตว์ประหลาดอะไรมาเป็นนายพลวีนัสแห่งกองทัพเขตตะวันออกกันแน่!

            “เจ้าหนูลู่เซิ่ง ตอนนี้แข็งแกร่งกว่าพวกเราไปแล้ว...”

            ฉินเซ่าจวินสูดปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก “ให้ตายสิ ปีนี้เขาอายุแค่สิบเจ็ดเองนะ...”

            ตงฉิงเสวี่ยจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ใจกลางผู้คนอย่างไม่วางตา พลันเอ่ยออกมาว่า “นายว่า ลู่เซิ่งมีโอกาส...ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดไหม?”

            ฉินเซ่าจวินหันขวับมา ดวงตาเบิกกว้างอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ส่ายหน้าในที่สุด

            “ไม่รู้ ฉันไม่รู้...”

            ในขณะนั้นสิงจื้อและคนอื่นๆ ก็ถึงกับงงงันไปหมด

            ไขกระดูกสัตว์ประหลาดหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน...

            รูปลักษณ์ของปรมาจารย์...

            ค่าพลังการต่อสู้เกินห้าแสน...

            คำพูดเหล่านั้นของอวี๋เฟยอี้ทำให้สมองของพวกเขาอื้ออึง กระดูกแทบจะสั่นสะท้าน

            รู้มานานแล้วว่าความแตกต่างระหว่างตนกับลู่เซิ่งนั้นมากมาย แต่ไม่คิดว่าจะมากมายถึงเพียงนี้

            ค่าพลังการต่อสู้เกินห้าแสน...

            มันคืออะไร?

            นั่นหมายความว่าลู่เซิ่งระดับสี่มีค่าพลังการต่อสู้เทียบเท่ากับนักสู้ระดับหก

            ก้าวกระโดดข้ามสองระดับใหญ่

            รอจนถึงระดับห้า ระดับหก ค่าพลังการต่อสู้จะ...ไม่ทะลุล้านเลยเหรอ?

            ไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เหนือกว่าปรมาจารย์!

            สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางสู่ระดับเจ็ดของลู่เซิ่งถูกเปิดออกไปนานแล้ว เขาได้รวบรวมเจตจำนงแห่งศิลปะการต่อสู้ของตนเองไปแล้ว

            ดวงอาทิตย์สีทองเจิดจ้าเมื่อครู่นี้คือหลักฐานที่ดีที่สุด

            พลังอันมหาศาลที่บดบังทุกสิ่ง การรับหมัดของปรมาจารย์อวี๋เฟยอี้ แม้จะเป็นเพียงระลอกคลื่นก็ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกซู่

            พวกเขาจะเทียบกับลู่เซิ่งได้อย่างไร จะเอาอะไรไปเทียบกับลู่เซิ่ง?

            สิ่งที่น่าโมโหที่สุดคือความสามารถในการดูดซับไขกระดูกสัตว์ประหลาดของลู่เซิ่งนั้นมากกว่าพวกเขาหลายสิบเท่า

            นั่นหมายความว่าแม้จะมีโอกาสเดียวกันวางอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ไม่สามารถแข่งขันกับลู่เซิ่งได้เลย

            จะไม่โกรธได้อย่างไร

            จะไม่สิ้นหวังได้อย่างไร?

            ...

            ที่แท้ฉันก็ดูดซับไขกระดูกสัตว์ประหลาดระดับสี่ไปมากมายขนาดนี้?

            ลู่เซิ่งเพิ่งจะตระหนักได้ถึงสิ่งนี้

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อครู่ถึงรู้สึกว่าพลังงานภายนอกมันมากเกินไป ที่แท้ก็มีแหล่งพลังงานเสริมที่ไม่สิ้นสุด

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งก็กล่าวกับอวี๋เฟยอี้อย่างจริงจัง “ขอบคุณผู้บัญชาการมากครับ”

            ไขกระดูกสัตว์ประหลาดหนึ่งหรือสองถังก็พอว่า แต่นี่สิบสามถัง ความเอื้อเฟื้อของอวี๋เฟยอี้ที่มีต่อเขาในครั้งนี้มันมากเกินไปจริงๆ

            อวี๋เฟยอี้โบกมือ กล่าวอย่างเฉยเมย “ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รอจนถึงเวลาที่นายออกไปในสนามรบ สังหารสัตว์ประหลาดให้มากขึ้นก็ถือว่าไม่ได้สิ้นเปลืองไขกระดูกสัตว์ประหลาดของกองทัพเขตตะวันออกไปเปล่าๆ แล้ว”

            ลู่เซิ่งพยักหน้า กล่าวว่า “ผมจำไว้แล้วครับ”

            จากนั้นก็มีคนส่งผ้าขนหนูมาให้

            ลู่เซิ่งเช็ดคราบน้ำบนร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วตามตงฉิงเสวี่ยและคนอื่นๆ ออกไป

            ...

            สามวันต่อมา เหนือท้องฟ้าของเมืองเหลียงเฉิง มณฑลตงหนิง

            เฮลิคอปเตอร์ทหารขนาดใหญ่สีดำบินไปยังเหนือยอดเขาเตี้ยๆ ประตูห้องโดยสารเปิดออก

            “ลู่เซิ่ง นายแน่ใจนะว่าจะลงตรงนี้?”

            ลมแรงพัดเข้ามาในห้องโดยสาร พัดผมของตงฉิงเสวี่ยปลิวไสว

            ลู่เซิ่งสะพายกระเป๋าเป้สีดำ จับประตูห้องโดยสาร หันกลับมายิ้มให้ตงฉิงเสวี่ย กล่าวว่า “ที่นี่คนน้อย”

            ตงฉิงเสวี่ยพยักหน้า กล่าวว่า “งั้นรอให้เฮลิคอปเตอร์ลดระดับลงอีกหน่อย ฉันจะหย่อนบันไดเชือกลงไป...”

            “ไม่ต้องครับ”

            ยังไม่ทันที่ตงฉิงเสวี่ยจะได้ตอบสนอง ก็เห็นลู่เซิ่งปล่อยมือจากประตูห้องโดยสาร ร่างทั้งร่างพุ่งออกไปกลางอากาศอย่างรุนแรง

            อยู่ในท่ากางแขนขาออกเป็นรูปตัว “大”

            “ลาก่อนครับ ครูฝึกตง”

            ตงฉิงเสวี่ยจ้องมองลู่เซิ่งที่ตัวเล็กลงอย่างรวดเร็วตรงหน้าอย่างงุนงง สมองยังไม่ทันได้ประมวลผล

            ฉินเซ่าจวินรีบพุ่งเข้ามา ยื่นศีรษะออกไปนอกห้องโดยสารเพื่อตรวจสอบ มองอย่างตะลึงงัน

            “บ้าเอ๊ย เจ้าเด็กนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ ที่นี่ห่างจากพื้นดินอย่างน้อยสองร้อยกว่าเมตรเลยนะ...ที่สะพายอยู่ข้างหลังนั่นไม่ใช่ร่มชูชีพนะ!”

            ตงฉิงเสวี่ยกลับสงบลงแล้ว กล่าวอย่างเฉยเมย “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาไม่มีทางตกลงไปตายแน่นอน อย่าลืมสิว่าเขายังเป็นนักพลังจิตระดับสาม ระดับความแข็งแกร่งของพลังจิตแข็งแกร่งกว่าฉันมาก...”

            “ก็จริง...”

            ในที่สุดฉินเซ่าจวินถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วส่ายหน้าถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “เป็นคนบ้าจริงๆ...”

            ...

            เมืองเหลียงเฉิง เขาหวงเย่

            เขาหวงเย่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ภูมิทัศน์ก็ไม่ได้สวยงาม

            แต่มีความเงียบสงบ อากาศบริสุทธิ์ ดังนั้นในวันธรรมดาจึงมีคนมาปีนเขาออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ

            “คุณพ่อเหนื่อยไหมครับ?”

            “ไม่เหนื่อย พ่อเป็นนักสู้ระดับสี่ ค่าพลังชีวิตสองร้อยกว่า แข็งแรงพอที่จะแบกวัวได้หลายตัว ลูกหนักแค่นี้ จะเหนื่อยได้ยังไง”

            ชายวัยกลางคนสวมชุดกีฬาเอ่ยตอบลูกชายที่อยู่บนหลังอย่างอารมณ์ดี แถมยังมีแรงเหลือที่จะเอามือมาเทียบกับลูกชาย แสดงให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งใต้เสื้อผ้าของตน

            “คุณพ่อเก่งที่สุดเลย!”

            เด็กชายปรบมือด้วยความชื่นชม “โตขึ้นผมก็จะเป็นนักสู้ระดับสี่เหมือนคุณพ่อครับ”

            “แน่นอน ลูกได้รับยีนที่ดีจากพ่อมานี่นา ฮ่าๆๆ...”

            ชายวัยกลางคนหัวเราะร่า

            หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ขึ้นเขาให้พ่อแบกไปเกือบครึ่งทางแล้ว ตอนลงคุณต้องให้เขาเดินเองนะ อย่าเอาแต่โอ๋เขามากเกินไป จะทำให้เสียคน...”

            ชายวัยกลางคนตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร ปกติผมยุ่งกับเรื่องโรงศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว ไม่มีเวลาอยู่กับพวกคุณเท่าไร นานๆ ทีจะได้ออกมาปีนเขาพักผ่อนหย่อนใจ ไม่เป็นไรหรอก...”

            หญิงสาวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ในขณะนั้นเด็กชายที่อยู่บนหลังชายวัยกลางคนพลันชี้ไปบนท้องฟ้า ตะโกนเสียงดังว่า “คุณพ่อดูเร็ว ซูเปอร์แมน!”

            ชายวัยกลางคนและหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณ วินาทีต่อมาดวงตาก็หดเล็กลงอย่างรุนแรง

            เห็นเพียงบนท้องฟ้า เหนือศีรษะ จุดสีดำขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับเงาร่างคนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

            “ฟ้าว”

            เสียงแหวกอากาศของการร่วงหล่นดังขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นๆ บนยอดเขาก็สังเกตเห็นเช่นกัน รีบร้องอุทาน หลายคนรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพท้องฟ้า

            “นี่...มีคนกระโดดร่มเหรอ?”

            สีหน้าของหญิงสาวดูงุนงง “แต่ไม่เห็นมีร่มชูชีพเลยนี่นา?”

            ในดวงตาของชายวัยกลางคนกลับเปล่งประกายเจิดจ้าออกมาสองสาย แววตาเปลี่ยนไป “ไม่ใช่ นักสู้ เป็นนักสู้ที่แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็ระดับหก หรือกระทั่ง...”

            ชายวัยกลางคนสูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวช้าๆ ว่า “ปรมาจารย์!”

            “ตูม!”

            ในขณะนั้น เงาร่างที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าก็กระทบพื้นบนยอดเขาอย่างรุนแรง

            แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวเหยียบย่ำพื้นจนแตกละเอียด เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่สองหลุม

            คลื่นพลังสีขาวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่ขยายออกไปโดยรอบ โดยมีเงาร่างเป็นศูนย์กลาง พัดพาผู้คนที่อยู่โดยรอบจนต้องหรี่ตาลง ราวกับพายุที่พัดผ่าน

            ทุกคนพยายามเบิกตากว้าง มองไปยังศูนย์กลางของคลื่นพลัง

            พวกเขาเห็นร่างที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงด้วยสองเท้าที่กางออก ศีรษะก้มลงเล็กน้อย

            ด้านหลังของคนผู้นี้ยังสะพายกระเป๋าเป้ปีนเขาสีดำ สวมชุดลำลองสีดำน้ำเงิน ดูสง่างามราวกับหอกที่ตั้งตรง

            รอจนกระทั่งอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ทุกคนเห็นใบหน้าของเขา ชั่วขณะนั้นเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นบนยอดเขา หลายคนถึงกับร้องอุทานออกมา

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน