เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 ย้ายเข้าเมืองทั้งครอบครัว

            ทว่าติงเหว่ยกลับขมวดคิ้วขึ้นมานางส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่จำเป็นจริงๆ พวกท่านทุกคนล้วนทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่การย้ายบ้านก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ พวกพี่ชายของข้าสามารถทำได้อย่างสบายๆ อีกอย่างสถานการณ์แผ่นดินตอนนี้เองก็ไม่สู้ดีเท่าไรนักควรจะให้พวกเขาฝึกรับมือเอาไว้เสียบ้าง วันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเจอกับเรื่องอะไรอีกอีกอย่างคนในครอบครัวร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคก็จะยิ่งรักใคร่ปรองดองกันมากขึ้นด้วย!”

            กงจื้อหมิงจ้องไปที่ดวงตาของนางอยู่เป็นเวลานานจากนั้นจู่ๆ ก็ละสายตาออกไป เขาเม้มริมฝีปากและยิ้มออกมา จากนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ“ตกลง เอาตามที่เจ้าว่า!”

            ติงเหว่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอกและในที่สุดก็ยิ้มออกมา

            ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันต่อสักพักเมื่อเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว ติงเหว่ยก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “นี่ก็ดึกแล้วข้าจะส่งอันเกอเอ๋อร์ไปหาเฉิงเหนียงจื่อ ท่านเองก็รีบอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”

            กงจื้อหมิงยิ้มและพยักหน้า“ตกลง เจ้าไปเถอะ!”

            เขาเฝ้ามองติงเหว่ยที่อุ้มลูกออกไปอย่างระมัดระวังดวงตาสีดำสนิทของเขาทอประกายขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            ……

            วันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลติงก็ยุ่งวุ่นวาย ว่ากันว่าบ้านเก่าๆ มีมูลค่ามหาศาล หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่ว่าจะของอะไรก็ตัดใจทิ้งไม่ลงพอจะย้ายบ้านขึ้นมาก็เริ่มลำบากไม่น้อย

            ติงเหว่ยนอกจากจะคอยเตรียมอาหารสามมื้อให้กับกงจื้อหมิงดูแลลูกชายนางก็ใช้เวลาว่างที่เหลือไปพิจารณาว่าหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้วครอบครัวของนางมีอะไรต้องระมัดระวังและต้องซื้อของจำเป็นอะไรเพิ่มบ้าง

            ภายในสองวันพี่รองสกุลติงก็มาหาถึงที่บ้าน

            บ้านหลังนั้นของติงเหว่ยเป็นเรือนขนาดกลางและแบ่งเป็นสองชั้นหลังจากเอาส่วนที่ปล่อยเช่ากลับคืนมา ปรากฏว่าห้องเพียงพอให้พวกเขาอยู่กันได้ทั้งครอบครัวนอกจากนี้แปลงปลูกผักที่ผู้อาวุโสติงทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ปลูกผักและถั่วทุกวันนี้ก็เพียงพอให้ทุกคนในครอบครัวมีผักกิน

            สิ่งที่ดีที่สุดก็คือมีห้องใต้ดินอยู่ใต้ห้องเก็บฟืนพื้นที่กว้างใหญ่สามารถเก็บเสบียงอาหารได้อย่างเหลือเฟือ

            ในเรือนหน้ายังมีบ่อน้ำหนึ่งแห่งสามารถใช้ดื่มกินได้อย่างสะดวก

            เรือนสองชั้นแห่งนี้มีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงทำจากกระเบื้องและอิฐสีเขียว ทั้งยังป้องกันเพลิงไหม้ นอกจากนี้ยังห่างจากถนนไม่ไกลเดินไปตามทางเล็กๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตลาดขายพืชผลแล้ว ซื้อของได้อย่างง่ายดายแล้วก็ห่างจากร้านเครื่องใช้ไม้ไม่ไกลทำให้ในระหว่างที่ยังไม่ได้ปิดร้านก็สามารถช่วยดูแลกันและกันได้

            จะมีข้อเสียนิดเดียวก็คือกำแพงบ้านด้านนอกเตี้ยไปสักหน่อย

            ติงเหว่ยเคยไปที่บ้านหลังนั้นครั้งเดียวก็เลยไม่ได้ดูทุกอย่างชัดเจนเท่าไรนักวันนี้พอได้ยินพี่ชายพูดขึ้นมาก็วางใจขึ้นกำแพงเตี้ยไปสักหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นางยิ้มแล้วพูดว่า“ปัญหานี้จัดการได้ง่ายมากครั้งที่แล้วที่พวกเราปรับปรุงห้องด้านข้างยังมีอิฐกระเบื้องเหลืออยู่เพียงพอพี่และพี่ใหญ่ไปหาช่างก่ออิฐมาสักสองสามคน แล้วมาทำสักครึ่งวันก็น่าจะเสร็จแล้ว”

            พี่รองสกุลติงยิ้มออกมาและพูดเสริมว่า“ไม่จำเป็นต้องใช้คนอื่น แค่ข้ากับพี่ใหญ่สองคนก็พอแล้ว!พอถึงตอนนั้นข้าค่อยเอาใบมีดจากที่ร้านมาใส่ไว้จำนวนหนึ่ง จะได้ป้องกันขโมยด้วย”

            ติงเหว่ยพยักหน้า“เรื่องเช่นนี้พี่รองและพี่ใหญ่ตัดสินใจได้เลยนอกจากนี้เดี๋ยวข้าจะเอาเงินมาให้เพิ่มสักหน่อย พวกท่านช่วยข้าเอาไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ใช้อย่างเต็มที่อย่าให้พวกเขาประหยัดมัธยัสถ์จนเกินไป”

            เมื่อพูดจบนางก็จะกลับเข้าไปในห้อง

            พี่รองสกุลติงรีบเข้ามาขวางนางเอาไว้เขาพูดขึ้นมาอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า “เหว่ยเอ๋อร์ พี่รองเข้าใจในเจตนาของเจ้าเจ้าเองก็กตัญญูอย่างมากแล้วก็คิดอยากจะช่วยเหลือครอบครัวของเราแต่ที่ครอบครัวเรามีวันนี้ได้ก็เป็นเพราะเจ้า พี่รองเจ้าเป็นคนไร้ความสามารถ ทว่าสองปีที่ผ่านมานี้ก็หาเงินได้จำนวนหนึ่งเงินเลี้ยงดูท่านพ่อกับท่านแม่ข้ายังรับผิดชอบไหว!ส่วนที่เจ้าต้องออกพี่รองจะออกให้เจ้าเอง เจ้าไม่ต้องมาสนใจเรื่องพวกนี้!วันนี้ที่พี่รองมาก็เพื่อจะบอกเจ้าเรื่องนี้แหละ งั้นข้าขอตัวก่อนมีเรื่องอีกมากมายต้องไปจัดการ!”

            ติงเหว่ยเบิกตากว้างนางรีบยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้ แล้วพยายามเกลี้ยกล่อมว่า “พี่รองนี่เป็นเรื่องที่พวกเราต่างก็ตกลงกันเอาไว้แล้ว…”

            พี่รองสกุลติงกลับพูดตัดบทนางด้วยท่าทีที่หนักแน่น“เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไปแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมาย!”

            ถึงแม้ครอบครัวจะมีจำนวนคนไม่น้อยแต่หากจะพูดขึ้นมาแล้วเดือนนี้ก็ใช้แค่สองสามตำลึงเท่านั้นที่จริงก็ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น

            ติงเหว่ยที่เห็นท่าทางเช่นนี้ของพี่ชายนางก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยงอะไรอีกต่อไป

            ใบหน้าของพี่รองปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาชั่วครู่หนึ่งเขาชะงักไปและกระซิบออกมาเบาๆ ว่า “เรื่องนี้อย่าบอกพี่สะใภ้รองของเจ้าก็แล้วกัน!”

            ติงเหว่ยตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นนางก็เบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ และแอบหัวเราะออกมา “พี่รองพี่คงไม่ได้แอบเก็บเงินออมส่วนตัวเอาไว้ใช่หรือไม่? พี่รองข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะกล้าหาญขนาดนี้!”

            พี่รองสกุลติงถูกน้องสาวหยอกล้อใบหน้าของเขาก็ข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขาถลึงตามองไปที่ติงเหว่ยหนึ่งที“ไม่ใช่ว่ากล้าหรือไม่กล้า!” พอพูดจบ เขาก็หันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็วแผ่นหลังนั้นไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนกำลังวิ่งหนีไม่มีผิด

            ติงเหว่ยหยุดหัวเราะหลังจากที่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ถอนหายใจออกมา

            วันเวลาค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ ไม่นานพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงก็ช่วยกันก่อกำแพงขึ้นมาจนเสร็จคนในครอบครัวทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็พากันย้ายเข้าไปอยู่และยังตั้งใจจ้างรถม้าเพื่อย้ายเสบียงอาหารในครอบครัวไปด้วยพวกเขาเกรงว่าช่วงเช้ากับช่วงเย็นจะถูกพบเห็นและมีคนคิดไม่ดีดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงเคลื่อนไหวในเวลาเที่ยงวัน

            ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนจัดแม้แต่ชาวนาที่ขยันขันแข็งที่สุดก็ยังพักกินอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อซ่อนตัวจากแสงแดด

            ในบางครั้งจะมีผู้ลี้ภัยอยู่บนถนนจำนวนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นใบหน้าผอมโซด้วยความหิวโหย และพวกเขายังเดินตามมาอยู่หลายก้าว

            แต่ก็ถูกพี่รองสกุลติงใช้แส้ไล่ทำให้ตกใจจากนั้นพวกเขาก็ไม่ตามมาอีก

            สรุปแล้วการย้ายบ้านก็ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นผู้คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าครอบครัวสกุลติงย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้วบางคนก็อิจฉาอยากจะเป็นเหมือนเขา บางคนก็ทั้งอิจฉาและมุ่งร้าย บางคนก็สงสารตนเองแล้วจึงยิ่งอิจฉาโกรธแค้นและรอคอยวันที่ครอบครัวสกุลติงจะโชคร้ายในเร็ววัน

            คนเยอะก็เรื่องแยะแต่ละคนก็คิดต่างๆ กันไป

            ……

            และแน่นอนว่ามีเรื่องขบขันอยู่ไม่น้อยเมื่อรู้ว่าสกุลติงกำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้วพวกหญิงชราหลายคนในหมู่บ้านที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียน

            คนนี้มองไปที่โต๊ะกลมที่อยู่ตรงกลางห้องแล้วก็พูดอย่างปากเสียว่า“โต๊ะตัวนี้เก่ามากแล้ว พวกเจ้าเองก็ไม่ได้ใช้อยู่ดีมิสู้ให้ข้าเอากลับไปใช้เป็นโต๊ะกินข้าวเถอะ?”

            คนนั้นก็มองต้นฟักทองในบ้านด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา“พวกเจ้าจะย้ายกันไปหมดแล้ว ฟังทองที่ปลูกไว้เปล่าๆ เหล่านี้ก็คงน่าเสียดายมิสู้ให้บ้านข้าเก็บไปทั้งหมดเถอะ ถือว่าจะได้มีอาหารกินสักหน่อย!”

            ครอบครัวสกุลติงเองก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อพวกเขาเคยชินกับการประหยัดมัธยัสถ์ ไหนเลยจะตัดใจให้ได้?

            แม่นางหลี่ว์ขมวดคิ้วและพูดปฏิเสธอย่างอ้อมๆทว่าน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ครอบครัวของข้าแค่ไปอยู่ในเมืองชั่วคราวของใช้เหล่านี้ก็ยังต้องใช้งานอยู่ หากว่าให้พวกเจ้าไปแล้ว พวกข้ากลับมาจะใช้อะไร?ปีนี้อากาศไม่ค่อยดีการเก็บเกี่ยวก็ไม่ได้เยอะมากครอบครัวข้ามีตั้งหลายคน ร้านอาหารก็ปิดไปแล้วต่อไปก็ไม่มีรายได้แล้วก็หวังจะให้ฟักทองเป็นอาหารของพวกเรานี่แหละ!”

            หญิงชราพวกนี้เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจะเอาเปรียบได้พวกนางก็โกรธขึ้นมาเล็กน้อย และพูดบ่นไม่หยุดว่า “ครอบครัวก็รวยจะตายอยู่แล้วแค่ฟักทองยังตัดใจไม่ได้ ขี้งกเกินไปแล้ว!”

            ในท้ายที่สุดพวกนางครึ่งหนึ่งก็คว้าไปอีกครึ่งหนึ่งก็แย่งมา เด็ดฟักทองที่เพิ่งจะโตไปได้สองลูกหลังจากนั้นก็อุ้มฟักทองเดินออกไป

            แม่นางหลี่ว์โกรธเคืองเป็นอย่างมากผู้อาวุโสติงก็เลยเข้ามาปลอบนางว่า “ในหมู่บ้านเรามีครอบครัวคนรวยไม่กี่บ้านทุกวันนี้ต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างอดๆ อยากๆ ครอบครัวเรายังสามารถไปต่อได้หากพวกเขาจะเอาเปรียบก็ทำเป็นมองไม่เห็นก็แล้วกัน!”

            แม่นางหลี่ว์เองก็เป็นคนใจดีหญิงสองคนที่มาเมื่อสักครู่นี้ต่างก็เป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่ามีชีวิตที่แสนลำบากไม่ใช่ว่าไม่มีใครดูแลยามแก่เฒ่าทว่าพวกเขายังมีหลานชายและหลานสาวอีกหลายคนที่ต้องดูแลพอถึงเวลาเก็บเกี่ยวของปีต่างก็ไม่เคยได้กินอิ่มท้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปีนี้ที่มีแต่ภัยพิบัติดังนั้นนางก็เลยถอนหายใจออกมาและไม่บ่นอีกต่อไป

            หลังจากที่ร้านอาหารของสกุลติงปิดลงคนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาก็ไม่ชินพวกเขาเคยชินกับการกินซาลาเปาและหมั่นโถวของสกุลติง จู่ๆพอไม่มีร้านแล้วพวกเขาจึงทำได้เพียงหยิบอาหารแห้งที่เอามาจากบ้านแล้วกินอย่างฝืนทนเมื่อเทียบกับซาลาเปาหอมๆ อาหารแห้งช่างไม่อร่อยและยากที่จะกลืนลงไปจริงๆ

            อย่างไรก็ตามเนื่องจากจำนวนผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นทุกวันพ่อค้าที่เดินทางผ่านถนนสายหลักก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป จึงค่อยๆ หยุดกิจการกันไป

            ในที่สุดติงเหว่ยก็หาโอกาสนำเงินที่ตนเองเก็บไว้หนึ่งร้อยตำลึงออกมาเพื่อให้คนในครอบครัวให้พวกเขาเอาไปซื้อข้าวสารและพืชผล

            ปกติแล้วราคาข้าวจะอยู่ที่ยี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินยามนี้ราคาขึ้นทุกวัน จนตอนนี้อยู่ที่หกสิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้วคนในอำเภอส่วนใหญ่ต่างก็ซื้อไม่ไหว

            สกุลติงเองก็ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยดังนั้นพวกเขาเองก็ตัดใจซื้อไม่ลงเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไปซื้อแป้งข้าวโพดเพิ่มจำนวนหนึ่งอีกประมาณหนึ่งเดือนก็จะมีข้าวโพดมาใหม่ดังนั้นราคาของเสบียงที่เก็บไว้เมื่อปีที่แล้วยังไม่ถือว่าแพงเกินไป แต่ราคาก็เพิ่มถึงสามสิบเหวินต่อหนึ่งจินแล้ว

            ผู้อาวุโสติงเห็นติงเหว่ยใช้เงินหนึ่งร้อยตำลึงซื้อแป้งข้าวโพดซึ่งก็ได้มาสิบกว่ากระสอบเท่านั้นและยังเอาเงินในครอบครัวอีกยี่สิบตำลึงมาซื้อบะหมี่และข้าวขัดสี

            พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็เอาเงินจำนวนหนึ่งออกมาซื้อมันฝรั่งมันเทศ และผักราคาถูกอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นกับข้าวและทำให้อิ่มท้องได้

            นอกจากนี้เมื่อรวมกับพืชผลที่เก็บเกี่ยวไว้ตอนฤดูใบไม้ร่วงซึ่งยังมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่งหากว่าครอบครัวสกุลติงกินอย่างประหยัดก็สามารถกินได้นานถึงสองสามปีแล้ว

            ติงเหว่ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและเริ่มครุ่นคิดถึงทางออกของครอบครัวสกุลติงในอนาคต

            ……

            ในขณะที่ทุกคนต่างก็เฝ้ารอดวงดาวและพระจันทร์ในที่สุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็มาถึงแล้วตอนนี้ผู้อพยพและขอทานมารวมตัวกันบนท้องถนนมากมาย ในอำเภอเมืองก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีคนคอยเฝ้าประตูทว่าก็มีคนหลั่งไหลเข้ามาจำนวนไม่น้อย แต่สุดท้ายยังมีเจ้าหน้าที่ของทางการและทหารรักษาเมืองคอยจัดการดังนั้นความปลอดภัยในเมืองจึงถือว่าไม่เลว

            ทว่าในหมู่บ้านกลับไม่มีคนคอยจัดการทั้งยังมีที่นา ทำให้คนเร่ร่อนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันเข้าไปในที่นาเพื่อแย่งอาหารกันหรือไม่ก็เข้าไปขโมยของในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้หลายๆ หมู่บ้านข้างเคียงก็เกิดการปะทะกันระหว่างคนงานที่แข็งแกร่งกับผู้เร่ร่อนทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับบาดเจ็บล้มตายแล้วยังมีบางครอบครัวในหมู่บ้านที่ถูกปล้นอาหารไปจนหมดเกลี้ยง

            ทุกครั้งที่คนแก่และเด็กในครอบครัวสกุลติงได้ยินข่าวคราวเช่นนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งโชคดีที่ตอนนั้นติงเหว่ยยืนกรานให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในอำเภอเมืองแทน

            ร้านเครื่องใช้ไม้ของพี่รองสกุลติงก็ปิดร้านไปตั้งนานแล้วหลังจากที่ปิดร้านพวกเขาก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ด้วยกันกับท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่

            แม่นางหลี่ว์เป็นคนอยู่ว่างๆไม่ได้ นางจึงพยายามครุ่นคิดหาพื้นที่เล็กๆ ในมุมสวนหลังบ้านและปลูกผักตามฤดูกาลนางยังบังคับให้พี่ใหญ่สกุลติงไปจับไก่ในชนบทมาเลี้ยง และสร้างกรงเล็กๆไว้ที่มุมเรือน ทุกวันให้แกลบกับลูกเดือยสักหน่อยทำให้พวกเขาได้กินไข่ที่สดใหม่เหมือนแต่ก่อน

            เดิมทีนางยังคิดอยากจะจับหมูมาด้วยแต่อึหมูนั้นกลิ่นเหม็นเกินไป บ้านสองชั้นนี้ก็ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่มากมายหากพอถึงตอนนั้นกลิ่นเหม็นลอยไปถึงบ้านเพื่อนบ้านซ้ายขวาคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร ดังนั้นก่อนที่เขาจะย้ายมาที่นี่จึงเอาไปขายให้ครอบครัวหนึ่งในราคาถูกอีกฝ่ายได้เปรียบแต่ก็สัญญาว่าพอตอนปีใหม่จะแบ่งเนื้อส่งมาให้สองสามจิน แม่นางหลี่ว์ก็เลยรู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย

            เนื่องจากผู้อพยพเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อปล้นเสบียงครอบครัวสกุลติงจึงรีบแย่งเก็บเกี่ยวข้าวไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนหลังจากที่จ่ายภาษีพืชผลแล้วก็เหลืออยู่สามถึงห้ากระสอบทุกวันนี้ก็เก็บไว้ที่ห้องเก็บของใต้ดิน ห้องใต้ดินเล็กๆของเขามีเสบียงอาหารวางอยู่เต็มไปหมด ทุกครั้งที่แม่นางหลี่ว์เห็นก็ยิ้มกว้างออกมาในเวลานี้เสบียงอาหารยิ่งเยอะก็หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตที่มากขึ้น!

            ส่วนครอบครัวอวิ๋นตอนนี้สารพิษในร่างกายของกงจื้อหมิงผ่านการรักษามากว่าสองเดือนร่างกายของเขาก็เกือบจะหายดีเป็นปกติ อย่างน้อยก็สามารถเดินเหินได้ตามต้องการกิจวัตรประจำวันไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป จะมีก็แค่ขายังไม่ค่อยมีแรงมากนักหากจะยิงธนูหรือขี่ม้าก็ยังมีอุปสรรคอยู่เล็กน้อย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592