"ซูเก๋อ ขอบคุณเ้ามาก" หลังเดินออกจากค่ายทหารต่อต้านมาร ซุนกวนก็เอ่ยขอบคุณขึ้น
"หากไม่ใช่เพราะเ้า พวกเราคงไม่อาจทำภารกิจเสร็จสิ้นได้ราบรื่นถึงเพียงนี้"
นี่นับเป็ภารกิจที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุด และผ่อนคลายสบายใจที่สุดเท่าที่เขาเคยเข้าร่วมมาเลยทีเดียว แม้แต่มั่วชิงอู่ หลิ่วชิง และคนอื่น ๆ ต่างก็ทอดถอนใจ เพราะการได้ร่วมทำภารกิจกับซูเก๋อมันช่างผ่อนคลายยิ่งนัก
"ทุกท่าน ตามหลักเหตุผลแล้ว ในฐานะเ้าบ้าน ข้าควรนำทางพวกเ้าเที่ยวชมเมืองเฉียนหลงสักรอบ"
ซูเก๋อประสานมือให้ทุกคน พร้อมเอ่ยอย่างขออภัยว่า "เพียงแต่ต้องขออภัยด้วย ทางบ้านข้ายังมีธุระต้องจัดการ คงไม่อาจต้อนรับดูแลพวกท่านได้ ไว้ข้าจัดการธุระทางบ้านเสร็จสิ้น แล้วค่อยหาโอกาสพบปะสนทนากันใหม่"
เขาเคยลังเลใจว่าจะเอ่ยปากเชื้อเชิญพวกซุนกวนมาร่วมพิธีสวมหมวกของตนหรือไม่ ทว่าเมื่อคิดดูว่าตนเองกับพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก หากบุ่มบ่ามเชื้อเชิญย่อมไม่เหมาะสม จึงตัดใจล้มเลิกความคิดนั้นเสีย
"ฮ่า ๆ ไม่เป็ไร เ้าไปจัดการธุระของตนเองเถิด อีกอย่าง มั่วชิงอู่ก็เป็คนเมืองเฉียนหลงเช่นกัน มีนางอยู่ พวกเราคงหลงทางไม่ได้หรอก" ซุนกวนโบกมือปัด
เมื่อได้ฟัง ซูเก๋อจึงหันไปมองมั่วชิงอู่ด้วยความประหลาดใจ "เ้าก็เป็คนเมืองเฉียนหลงหรือ?"
ด้วยพร์ของมั่วชิงอู่ หากเป็คนเมืองเฉียนหลงจริง ย่อมต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปนานแล้ว ทว่าซูเก๋อกลับไม่เคยได้ยินชื่อของมั่วชิงอู่ในเมืองเฉียนหลงเลยแม้แต่น้อย จึงค่อนข้างแปลกใจยิ่งนัก
มั่วชิงอู่อ่านสายตาของซูเก๋อออก เลยอธิบายอย่างเรียบเฉยว่า "คนในครอบครัวไม่อยากให้ข้าสร้างชื่อเสียงเร็วนัก จึงเจตนาปิดบังข้อมูลบางอย่างไว้ เ้าไม่เคยได้ยินชื่อข้าย่อมเป็เื่ปกติธรรมดา"
ซูเก๋อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สืบสาวถามต่อ เขาเพียงพยักหน้าว่า "เช่นนั้นก็ดี สหายร่วมศึกทั้งหลายคงต้องรบกวนเ้าช่วยต้อนรับดูแลแล้ว หากมีเื่อันใดสามารถไปหาข้าที่ตระกูลซูได้"
พูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือลาทุกคน "ทุกท่าน ไว้พบกันใหม่"
ไม่นานนัก ซูเก๋อและจางหลินก็เอ่ยลาเหล่าคนจากสำนักทหารรับจ้าง แล้วเร่งรีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังทิศทางประตูเมือง
ภายใต้แสงแดดอันแผดเผา กำแพงเมืองสีดำสูงใหญ่ตระหง่านมองเห็นได้แต่ไกล ทั้งสองก้าวผ่านประตูเมืองสูงใหญ่ เดินทางสะดวกราบรื่นตลอดเส้นทาง เพียงหนึ่งจิบชา ทั้งสองก็มายืนอยู่เบื้องหน้าประตูจวนตระกูลซูแล้ว
ด้านนอกประตูรั้ว ยามเฝ้าประตูสองคนกำลังนั่งรับลมเย็นใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างประตู ในขณะที่สายตาก็กวาดมองซูเก๋อและจางหลินเป็ระยะ
ในฐานะหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเฉียนหลง ประตูจวนตระกูลซูจึงไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้โดยง่าย
"พี่ซูหัง พี่ซูหลิน" ซูเก๋อสาวเท้าก้าวไปหายามเฝ้าประตูตระกูลซูทั้งสองคนพร้อมกับหัวเราะร่า
"ข้ากลับมาแล้วขอรับ"
ยามเฝ้าประตูจวนตระกูลซูทั้งสองโง่งมไปเล็กน้อย เมื่อพินิจพิจารณาซูเก๋ออย่างถี่ถ้วน ก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่กลับนึกไม่ออกในทันทีว่าซูเก๋อคือผู้ใด
"ข้าคือซูเก๋ออย่างไรเล่า" ซูเก๋อกระดากอายเล็กน้อย
"พวกท่านคงไม่ใช่ว่าลืมข้าไปแล้วกระมัง?"
"ซูเก๋อ!" ซูหัง... ผู้มีรูปร่างเตี้ยอ้วนเบิ่งตากว้าง
"เ้าคือซูเก๋อ!"
อัจฉริยะอันเจิดจรัสผู้โด่งดังไปทั่วเมืองเฉียนหลงในอดีต ชื่อของซูเก๋อย่อมมีผู้คนมากมายจดจำได้ โดยเฉพาะคนในตระกูลซู ยิ่งไม่มีทางลืมเลือนอัจฉริยะของตระกูลที่ออกไปศึกษาร่ำเรียนผู้นี้
"ข้ากับซูหลินเพิ่งจะเอ่ยถึงอยู่เมื่อครู่ คาดเดาว่าเ้าจะกลับมาวันใด คาดไม่ถึงเลยว่าจะประจวบเหมาะถึงเพียงนี้" ซูหังจ้องมองซูเก๋อ และเอ่ยด้วยความสะท้อนใจว่า "ไม่ได้พบกันห้าปี ความเปลี่ยนแปลงของเ้าช่างใหญ่หลวงเหลือเกิน ข้าแทบจะจำไม่ได้แล้ว"
ซูหลินเอ่ยหยอกเย้าว่า "เด็กน้อยในวันนั้น บัดนี้กลายเป็ชายชาตรีเสียแล้ว"
ซูเก๋อสนิทสนมกับทั้งสองยิ่งนัก จึงไม่ถือสาคำสัพยอกของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เขาชี้นิ้วไปที่จางหลินและเอ่ยว่า "ผู้นี้คือจางหลิน สหายรักที่ข้าคบหาในสำนักทหารรับจ้างขอรับ"
หลังหยุดไปครู่หนึ่ง ซูเก๋อก็แนะนำยามทั้งสอง "จางหลิน สองท่านนี้ล้วนเป็พี่ชายสายเืเดียวกับข้า ทางซ้ายคือพี่ซูหัง ทางขวาคือพี่ซูหลิน อย่าได้เห็นว่าคนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอมเชียว แท้จริงแล้วพวกเขาเป็พี่น้องแฝดกันนะ"
"พี่ชายทั้งสอง สวัสดีขอรับ" จางหลินรีบก้าวไปข้างหน้าด้วยความประหม่าเล็กน้อย "พบกันครั้งแรก ข้าไม่ได้เตรียมของขวัญอันใดมา แผ่นทองคำดำหนึ่งร้อยแผ่นนี้ถือเป็ของขวัญวันแรกพบ พี่ชายทั้งสองชอบสิ่งใด ก็สามารถไปเลือกซื้อได้ตามใจชอบเลยนะขอรับ"
ซูหังและซูหลินพลันตะลึงงัน และตระหนกใไปทันที พวกเขาเคยเห็นคนมอบของขวัญ แต่ไม่เคยเห็นคนมอบแผ่นทองคำดำออกมาตรง ๆ เช่นนี้มาก่อน นี่คือตราสกุลเงินที่มีมูลค่าสูงสุดในทวีปเทียนหยวนเชียวนะ!
แผ่นทองคำดำหนึ่งแผ่นมีมูลค่าเท่ากับแผ่นเงินดำสิบแผ่น และแผ่นทองแดงดำหนึ่งร้อยแผ่น แต่จางหลินมอบให้ถึงหนึ่งร้อยแผ่นทองคำดำ ช่างร่ำรวยมั่งคั่งเหลือเกิน
"ซูเก๋อ สหายของเ้าผู้นี้ เอ่อ... ออกจะ... ออกจะพิเศษไปหน่อยนะ" ซูหังหวั่นไหวจิตใจยิ่งนัก แผ่นทองคำดำหนึ่งร้อยแผ่นนี้ เพียงพอให้เขาต้องตรากตรำทำงานหลายเดือนเลยทีเดียว ทว่าเขาก็ทำได้เพียงคิดในใจ ไม่มีทางรับไว้จริง ๆ เด็ดขาด ในฐานะคนตระกูลซู ศักดิ์ศรีเช่นนี้เขายังคงมีอยู่
ซูเก๋อหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รีบขัดจางหลินไว้ แล้วเอ่ยกับซูหังและซูหลินว่า "พี่ชายทั้งสองอย่าเข้าใจผิดเลยขอรับ จางหลินไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เขาเพียงคุ้นชินกับการใช้เงินแก้ปัญหาเท่านั้น..."
"ช่างเถิด พวกเ้าเข้าไปข้างในก่อนเถิด" ซูหังโบกมือปัด
"ท่านพ่อท่านแม่ของเ้าเพิ่งเอ่ยถึงเ้าอยู่เมื่อสองวันก่อนนี้เอง"
ซูเก๋อเอ่ยลาทั้งสอง แล้วรีบจูงมือจางหลินเดินเข้าสู่ประตูรั้ว
"พี่ ตรงนี้ข้าอยู่ยามคนเดียวก็พอแล้ว ท่านรีบไปพบท่านผู้นำตระกูลเถิด ซูเก๋อกลับมาแล้ว เื่นี้ต้องรีบไปรายงานท่านผู้นำตระกูลโดยเร็ว" ซูหลินเอ่ยกับซูหัง
ซูเก๋อคืออัจฉริยะที่ตระกูลซูทั้งตระกูลตั้งความหวังไว้สูงยิ่ง การหวนคืนมาของอัจฉริยะย่อมเป็เื่ใหญ่สำหรับตระกูลซู
เมื่อมองส่งซูหังผละจากไปแล้ว ซูหลินก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "ห้าปีแล้ว ไม่รู้ว่าอัจฉริยะของบ้านเราผู้นี้ ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรจะบรรลุถึงระดับใดแล้ว?"
……
ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่งในเมืองเฉียนหลง
"โอ้โห พี่ชิงอู่ บ้านของพวกท่านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือเ้าคะ!" จอมมารน้อยจีเสี่ยวเสวี่ยเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
ภายนอกคฤหาสน์ดูทรุดโทรมเรียบง่ายยิ่งนัก ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่คฤหาสน์กลับเป็อีกโลกหนึ่ง ตกแต่งอย่างประณีตงดงาม บรรยากาศโอ่อ่าผ่าเผยราวกับวิมานเซียน สะอาดสะอ้านผ่อนคลายสบายใจไปทุกแห่งหน คาดว่าคนทั้งเมืองเฉียนหลงคงคิดไม่ถึงเป็แน่ว่าภายในเมืองเฉียนหลงจะซุกซ่อนสถานที่งดงามเช่นนี้ไว้
คนกว่าหกสิบคนจากสำนักทหารรับจ้างต่างก็ติดตามมั่วชิงอู่มายังคฤหาสน์แห่งนี้
"สามารถอยู่อาศัยที่นี่ได้ ฐานะของมั่วชิงอู่... ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ " ซุนกวนกวาดสายตามองมั่วชิงอู่ ในใจครุ่นคิดพิจารณาเงียบ ๆ
คนอื่น ๆ ต่างก็มองมั่วชิงอู่ด้วยความอิจฉา เติบโตขึ้นมาในคฤหาสน์งดงามถึงเพียงนี้ั้แ่เด็ก มิน่าเล่า มั่วชิงอู่ถึงได้งดงามไร้ตำหนิถึงเพียงนี้
ผู้ที่มีความพึงใจบางคนเริ่มถอยฉากถอดใจ เพราะฐานะของมั่วชิงอู่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเอื้อมคว้ามาได้เลย
มั่วชิงอู่นำทางทุกคนเดินผ่านระเบียงยาวบนผืนน้ำ ผ่านศาลารับลมหลายหลัง รวมถึงสวนดอกไม้อันงดงาม จนมาถึงจุดหมายปลายทาง
"ท่านปู่เ้าคะ ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ!" มั่วชิงอู่หยุดเท้าลงเบื้องหน้าเรือนไม้ไผ่หลังหนึ่ง และส่งเสียงร้องเรียก
ไม่กี่อึดใจต่อมา ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากเรือนไม้ไผ่ บนใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเมตตา
"ส่งเสียงโวยวายอะไรกัน อย่าทำให้แขกหัวเราะเอาได้" แม้ปากจะตำหนิ ทว่าความรักความเอ็นดูในดวงตา กลับไม่ได้ปกปิดไว้เลยแม้แต่น้อย
สายตาของชายชราทอดมองไปยังพวกซุนกวน ก่อนจะยิ้มกล่าวว่า "พวกเ้าล้วนเป็สหายร่วมศึกษาของแม่หนูชิงอู่กระมัง? ดี ยอดเยี่ยม ทุกคนดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก"
"ขออภัยที่มารบกวนขอรับ/เ้าค่ะ ท่านผู้าุโ" พวกซุนกวนเอ่ยอย่างมีมารยาท
"พวกเ้ายินดีมาเป็แขกเยี่ยมเยือน คนแก่อย่างข้ายินดีต้อนรับยิ่งกว่าสิ่งใด" ชายชรายิ้มหัวเราะ "คนแก่อย่างข้าชอบอยู่ร่วมกับพวกคนรุ่นหลังเป็ที่สุด ทำเช่นนี้จิตใจของคนแก่ก็จะพลอยสดใสเยาว์วัยตามไปด้วย มีชีวิตชีวาฮึกเหิม มีสิ่งใดไม่ดีกัน?"
ทุกคนต่างวางตัวเรียบร้อยเคร่งครัด แม้จะมองขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของชายชราไม่ออก แต่สัญชาตญาณกลับบอกพวกเขาว่า ชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
……
ณ เรือนเล็กหลังหนึ่งในจวนตระกูลซู
"ยามนี้ซูเก๋อเป็ศิษย์ปีห้าแล้ว ผ่านไปอีกปีหนึ่งก็ควรจะสำเร็จการศึกษา ถึงเวลานั้นเมื่อเขาร่ำเรียนสำเร็จกลับมา ตระกูลก็คงจะให้ความสำคัญกับเขามากยิ่งขึ้นกระมัง?"
เมื่อนึกถึงบุตรชายของตน ใบหน้าของซูอี้ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เขามีบุตรชายอันยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ซึ่งก็นับเป็ความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
หากไม่ใช่เพราะบุตรชายแสดงพร์ออกมาั้แ่วัยเยาว์ จนทำให้ตระกูลหันมาให้ความสำคัญ ครอบครัวของพวกเขาก็คงยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขัดสนอยู่ในยามนี้
"วันมะรืนนี้ก็จะเป็วันเกิดของซูเก๋อแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด" ซูอี้คิดถึงบุตรชายยิ่งนัก อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้พบหน้ากันมานานถึงห้าปีแล้ว
ตลอดห้าปีมานี้ ไม่รู้ว่าบุตรชายจะใช้ชีวิตในสำนักทหารรับจ้างอย่างไรบ้าง
"ห้าปีแล้ว ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานข้างนอกมากเพียงใด"
ซุนเหลียนผู้เป็ภรรยามีสีหน้าซูบเซียว ระยะนี้นางมักจะฝันเห็นบุตรชายถูกรังแกอยู่ภายนอก จนนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนการเรียนของบุตรชาย นางคงเดินทางไปเยี่ยมเยือนบุตรชายที่สำนักทหารรับจ้างนานแล้ว
บุตรเดินทางไกล มารดาย่อมเป็ห่วง ซูเก๋อเดินทางไกลเป็ครั้งแรกก็ไปนานถึงห้าปี มีหรือที่ซุนเหลียนจะไม่กังวล
"เป็บุรุษย่อมต้องทนรับความยากลำบากให้มาก ยามเยาว์ทนรับความยากลำบาก เติบโตขึ้นจึงจะประสบความสำเร็จและรู้จักแบกรับหน้าที่" ซูอี้เอ่ย
แม้เขาจะสงสารและรักเอ็นดูบุตรชายเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าการที่บุตรชายต้องทนรับความยากลำบากบ้างจะเป็เื่เลวร้ายอันใด