เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    34 ความทรงจำ

            ทั้งสองคนเงียบอึ้งกันไปนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจึงยกชาขึ้นดื่มและกล่าวขึ้นเสียเอง“เชิญท่านเข้ามานั่งก่อนเถิด”

            จางฝูลู่จึงต้องเดินเข้ามานั่งข้างจินลี่หยางอย่างจำใจ

            ตงฮุ่ยฉือเห็นทั้งสองคนที่นั่งข้างกันแต่เมินหน้าออกไปคนละทางก็นั่งมองอย่างนึกสนุก

            “ในเมื่อมาแล้ว ท่านทั้งสองก็คุยกันดีๆ เถิด ถอยกันสักคนละก้าว ทะเลจะดูสวยท้องฟ้าจะสดใส มีสิ่งใดก็ควรกล่าวกันให้เข้าใจ” ท่านนักพรตเอ่ยขึ้นทั้งสองคนจึงมีท่าทางผ่อนคลายลงและชำเลืองมองกันเอง

            “ในเมื่อคนที่ท่านทั้งสองเป็นห่วงคือคนๆ เดียวกัน ไยท่านต้องขัดแย้งกันเองมิสู้ช่วยเหลือกันและกันไม่ดีกว่าหรือ” ท่านนักพรตกล่าวต่อ

            “ก็เขา….!” จินลี่หยางและจางฝูลู่กล่าวขึ้นพร้อมกันต่างฝ่ายต่างก็ชี้นิ้วไปที่อีกคน

            “แต่ข้า….!” ทั้งสองคนกล่าวขึ้นพร้อมกันอีกครั้งพร้อมทั้งชี้นิ้วเข้าหาตนเองทั้งสองคน

            ทั้งคำพูดและท่าทางของทั้งสองคนเหมือนกันราวกับนัดกันไว้ต่างคนจึงต่างถอนใจและหยุดพูด

            ตงฮุ่ยฉือมองทั้งคู่แล้วก็เม้มปากกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อมองทั้งสามคนแล้วก็ถอนใจเบาๆ

     

            เฉินอี้กับอาหลิ่งยังคงเพลิดเพลินพากันเก็บสมุนไพรตอนนี้เฉินอี้นั่งลงไปกับพื้นดินเรียบร้อยแล้วอาหลิ่งยืนยิ้มมองดูเฉินอี้นั่งคลำต้นนู้นต้นนี้ บ้างก็เด็ดมาดม บ้างก็เด็ดมาชิมปากก็พูดเจื้อยแจ้วราวกับย้อนกลับไปวัยซุกซนตอนอายุสามขวบก็มิปาน

            อาหลิ่งมองไปรอบๆกาย แล้วก็เจอต้นไม้เล็กๆ ที่ดูคุ้นตาต้นหนึ่ง จึงขยับเข้าไปดูใกล้ๆมันคลับคล้ายคลับคลาแต่นางยังมิแน่ใจ

            “เฉินอี้ ท่านมาดูทางนี้หน่อยสิ” อาหลิ่งเรียกเฉินอี้จึงลุกขึ้นและเดินมาหานางพร้อมรอยยิ้มสดใส “มีอันใดหรือ”

            “ท่านดูนี่สิ นี่ใช่ต้นฉงโหลวหรือไม่”

            “ฉงโหลว….” รอยยิ้มของเฉินอี้ค่อยๆ เลือนหายไป

     

            “ชะตาชีวิตของเฉินอี้นั้นน่าสงสาร แต่เขาโชคดีที่มีพวกท่านและมีคนที่เอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อยถ้าอย่างไร ปล่อยวางปัญหาที่ท่านขัดแย้งกันเสียเถิดมิสู้ไปช่วยกันแก้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นดีกว่า”

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวจบก็จิบชาอีกครั้งตงฮุ่ยฉือหันไปมองอาจารย์ของตนแล้วก็ทำตาปริบๆ

            พี่ชายเฉินคงต้องเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในภาพนิมิตรของอาจารย์เป็นแน่เพราะอาจารย์ของเขาไม่เคยพูดอันใดเกี่ยวกับใครมากมายขนาดนี้มาก่อน

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอาจารย์พูดออกมามากขนาดนี้เห็นทีคงต้องแอบบันทึกเอาไว้ในสมุดคัดคำสอนเสียแล้วกระมัง

            จินลี่หยางพยักหน้าเบาๆ“ขอรับ ขอบคุณท่านนักพรตที่เตือนสติ”

            จางฝูลู่เองก็มีสีหน้าเหมือนสำนึกได้จึงกล่าวขอบคุณท่านนักพรตเช่นกัน

     

            “ต้นฉงโหลวหรือ………” เฉินอี้ขมวดคิ้วเข้าหากันพลันภาพเก่าเมื่อสิบปีก่อนก็ปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำ

            ภาพอันลี่จูที่ยิ้มให้เขาและชูเหง้าฉงโหลวกับตี้กู่ผีขึ้นมาคู่กัน

            ภาพตัวเขาเองที่บอกว่าสามารถทำเป็นยาพิษได้

            ภาพสีหน้าของท่านแม่ที่โล่งใจเมื่ออันลี่จูปล่อยตัวเขาออกมา

            และภาพสุดท้ายคือภาพรถม้าที่กลายเป็นเศษกระจัดกระจายถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงสีดำ

            เฉินอี้รู้สึกว่าอยู่ดีๆก็แข้งขาอ่อน ใจเต้นไม่เป็นส่ำและความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตาก็กลับมาอีกครั้งราวกับเรื่องวันนั้นกำลังเกิดขึ้นตอนนี้

            เฉินอี้โซซัดโซเซไปชนกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆและยกมือเย็นเฉียบขึ้นมาปิดหน้าของตนเองไว้รู้สึกเจ็บปวดที่ตาทั้งสองข้างราวกับถูกฝุ่นผงสีดำสัมผัสดวงตาเหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกครั้ง

            “เฉินอี้! ท่านเป็นอันใดไป!”

            “ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ” เฉินอี้ที่ยังใช้มือปิดหน้าตนเองอยู่เอ่ยเรียกพ่อกับแม่เสียงสั่น

            “เฉินอี้! เฉินอี้!” อาหลิ่งเรียกเขาอีกหลายครั้งแต่เฉินอี้ก็ยังพร่ำเรียกพ่อกับแม่ของเขาอยู่ราวกับเขาไม่ได้ยินเสียงของนางเลยแม้แต่น้อย

     

            จินลี่หยางกับจางฝูลู่เอ่ยลานักพรตเหลิงจิ้นเต๋อและออกมาด้านนอกอาราม จางฝูลู่จึงถามหาเฉินอี้จากจินลี่หยาง

            “ข้าให้เขารออยู่ด้านนอก อาจจะอยู่แถวนี้”จินลี่หยางกล่าวพลางมองหาเฉินอี้ไปรอบๆ

     

            เฉินอี้นั่งชันเข่าคู้ตัวพิงอยู่กับต้นไม้สองมือยังคงปิดหน้าของตนเองไว้ราวกับเจ็บปวดทรมาน ปากก็เรียกหาแต่ท่านแม่ไม่หยุดอาหลิ่งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงสร้างเกราะคุ้มภัยครอบเขาเอาไว้และออกไปตามหาคนมาช่วย

            อาหลิ่งเห็นจางฝูลู่กับจินลี่หยางยืนอยู่ด้านหน้าอารามแต่นางมิอาจไปถึงตัวพวกเขาได้ เพราะสิ้นสุดอาณาเขตพลังชีวิตของเฉินอี้นางจึงตะโกนเรียกตงเปียนและหลิวซูเจี๋ยแทน

            วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองตนหันมาตามเสียงเรียกและเห็นอาหลิ่งที่มีท่าทีร้อนใจราวกับถูกเผาด้วยไฟลงอาคม

            “ให้พวกเขาไปที่ป่าท้ายอาราม”อาหลิ่งตะโกนเสียงดังและหายตัวกลับไปหาเฉินอี้

            ตงเปียนกับจางฝูลู่จึงใช้พลังชวี่ฝูกับเจินจูของตนเอง

            จินลี่หยางกับจางฝูลู่พลันรู้สึกขึ้นมาพร้อมกันว่าเฉินอี้อยู่ที่ป่าท้ายอารามจึงพากันเดินไปดู

            อาหลิ่งยืนรอสองมนุษย์กับสองวิญญาณอย่างร้อนใจเมื่อเห็นทั้งหมดกำลังตรงเข้ามาใกล้ นางจึงรีบเคลื่อนกายเข้าไปหาเฉินอี้ทันที

            “เฉินอี้ ท่านได้ยินข้าหรือไม่ ตอบข้าทีเถิด อย่าเป็นแบบนี้เลย”อาหลิ่งเริ่มน้ำตาคลอ นางไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น เหตุใดเฉินอี้จึงกลายเป็นเช่นนี้เมื่อครู่ก็ยังดีๆ อยู่ แต่แล้วอาหลิ่งก็ชะงัก และเริ่มนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้

            ภาพอันลี่จูที่ถือฉงโหลวแล้วยิ้มให้เฉินอี้ผุดขึ้นมาชัดเจนจนอาหลิ่งใจหายวาบ

            ‘ฉงโหลว’ อาหลิ่งทวนซ้ำคำนั้นในใจนางแทบอยากจะตีปากตนเองให้ใช้การต่อไปไม่ได้อีก

     

            “อาอี้! อาอี้! เจ้าเป็นอันใดไป!” จางฝูลู่ที่วิ่งเข้ามาถึงตัวเฉินอี้ก่อนเห็นเขาอยู่ในสภาพนั้นก็ตกใจจนเกือบทำอันใดไม่ถูกเหมือนกัน

            พอเข้าไปแตะตัวเฉินอี้ก็ถอยหนีราวกับกลัวว่าจะถูกทำร้าย มือทั้งสองข้างก็ปิดหน้าไว้ไม่ยอมปล่อยพูดเสียงสั่นสลับกันอยู่สองคำ คือคำว่าท่านแม่กับคำว่าข้าเจ็บ

            จางฝูลู่พยายามจะจับตัวเฉินอี้แต่ยิ่งสัมผัส เขาก็ยิ่งจิกเล็บเข้าไปที่ใบหน้าของตนเองจินลี่หยางรีบจับข้อมือเฉินอี้ทั้งสองข้างและดึงมือของเขาออกใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแดงเป็นจ้ำๆ จากเล็บของตนเองจินลี่หยางต้องพยายามยื้อยุดมือทั้งสองข้างของเฉินอี้เอาไว้ และเรียกเขาเสียงดัง

            “เฉินอี้! ตั้งสติก่อน! เจ้าเป็นอันใดไป”

            เฉินอี้เงยหน้าขึ้นราวกับพยายามมองหาบางสิ่งใบหน้าของเขาขาวซีด ตัวเย็นเฉียบแต่เหงื่อโทรมกาย “เขาเป็นคนทำๆ”เฉินอี้พูดเสียงสั่นเทาซ้ำไปซ้ำมาอยู่ประโยคเดียว

            “ใคร ใครทำอันใด เจ้าบอกข้ามา” จินลี่หยางที่ยังยึดข้อมือ  เฉินอี้ไว้เอ่ยถามเขา จางฝูลู่เองก็หน้าซีดไม่แพ้กัน

            “เขาทำร้ายพ่อแม่ของข้า เขาทำข้าตาบอด”

            จินลี่หยางกับจางฝูลู่มีสีหน้าตกตะลึงเฉินอี้พยายามจะยกมือขึ้นไปที่ดวงตาอีก แต่จินลี่หยางไม่ยอมปล่อยมือเขา

            เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เฉินอี้คิดว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุเมื่อสิบปีก่อน

            จางฝูลู่เองก็ไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อครั้งนั้นเฉินอี้ต้องพบเจอเหตุการณ์อันใดบ้างตอนนี้เมื่อเฉินอี้มีสภาพเช่นนี้ แสดงว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นต้องน่ากลัวไม่น้อยเขาเองยังรู้สึกสะเทือนใจตามเฉินอี้ไปด้วย

            ตอนนั้นเฉินอี้เพิ่งจะมีอายุเพียงแปดขวบเท่านั้นจางฝูลู่คิดพลางก็รู้สึกราวกับกระเพาะถูกบีบจนเจ็บ

            เฉินอี้กวาดสายตาจนมาเจอวิญญาณของอาหลิ่งเขาจึงหยุด  ดิ้นรนและเอ่ยเรียกนางออกมาเสียงแผ่วเบา“อาหลิ่ง”

            อาหลิ่งที่ยืนมองเฉินอี้อยู่ตอนนี้น้ำตาของนางไหลอาบแก้ม แต่ก็พยายามพูดตอบกลับเขา “เฉินอี้ ไม่ต้องกลัวข้าจะอยู่กับท่านเอง”

            จินลี่หยางรู้สึกว่ามือของเฉินอี้ค่อยๆอ่อนแรงลงและมิได้ยื้อยุดอันใดอีก สายตาของเขามองเลยไปที่ด้านหลังของจินลี่หยางพลางหลับตาลงช้าๆ

            จางฝูลู่รีบโอบมือเข้าไปรับเฉินอี้ไว้

            เขาหมดสติไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน