ตะเกียงในห้องลั่วจวินยังไม่ดับ
ตรีสารสีเทาด้านวางอยู่บนโต๊ะข้างกระบี่เก่า แสงไฟสีอุ่นตกลงบนผิวสามเหลี่ยมของมันเพียงบาง ๆ รอยเส้นละเอียดใต้ผิวยังจมลึก ไม่เปิดออกง่าย แม้จะถูกมองอยู่นานเพียงใด
ลั่วจวินเพิ่งยื่นมือไปแตะขอบของมันได้ไม่ทันไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เขาชะงักปลายนิ้ว
ตรีสารไม่ขยับ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าเดิมเล็กน้อย คล้ายคนด้านนอกไม่้าให้เสียงนั้นลอดไปไกลกว่าห้องนี้
ลั่วจวินลุกขึ้น เดินไปเปิดประตู
อวี้เซียวยืนอยู่หน้าห้อง เสื้อคลุมด้านนอกสวมเรียบร้อย ธนูอยู่บนหลังเช่นเดิม ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มบางในยามพูดคุย กลับนิ่งกว่าปรกติอยู่หลายส่วน
“ท่านสือเรียก”
ลั่วจวินมองเขาเสี้ยวหนึ่ง
“ตอนนี้หรือ”
“ใช่”
คำตอบนั้นสั้นพอให้เข้าใจว่า อวี้เซียวเองก็ไม่ได้รู้มากไปกว่านี้
ลั่วจวินปิดประตู กลับไปหยิบตรีสารบนโต๊ะเก็บเข้าชายแขนเสื้อ แล้วคาดกระบี่ไว้ข้างเอวดังเดิม
ยามดึกของเรือนรับรองเงียบกว่าด้านนอกมาก ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็ระยะ แสงตะเกียงตามทางทอดลงบนพื้นไม้เป็่ ๆ ไกลออกไปยังพอได้ยินเสียงล้อเกวียนครูดผ่านถนนหินกับเสียงคนเมามายจากร้านที่ปิดช้ากว่าที่อื่นอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเดินลึกเข้าไปในส่วนชั้นใน ความคึกคักของเมืองก็เหมือนถอยห่างออกไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของคนสองคน
ห้องของสือชิงเหอยังมีแสงอยู่
เมื่อทั้งคู่หยุดลงหน้าเรือน ประตูก็เปิดออกจากด้านใน
สือชิงเหอยืนอยู่หลังธรณีประตูในอาภรณ์สีดำเรียบเช่นเดิม ดวงตาคู่นั้นยังนิ่งและอ่านยากเหมือนทุกครั้ง ราวกับเวลาค่ำมิได้ทำให้เขาอ่อนลงแม้แต่น้อย
“เข้ามาข้างในก่อน”
อวี้เซียวกับลั่วจวินก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
ภายในห้องมิได้กว้างนัก หากทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบง่ายจนไม่เหลือสิ่งใดเกินจำเป็ โต๊ะไม้เตี้ยตั้งอยู่กลางห้อง ข้างกันมีตู้ไม้เตี้ยกับเชิงตะเกียงเหล็กดำอีกเพียงไม่กี่ชิ้น บนโต๊ะมีกาน้ำชาตั้งอยู่หนึ่งใบ ข้างกันมีถ้วยชาสามใบวางเรียงนิ่ง ไออุ่นบางเบายังลอยอ้อยอิ่งเหนือปากถ้วย บอกชัดว่าน้ำชาด้านในเพิ่งถูกรินไว้ไม่นาน
สือชิงเหอปิดประตูตามหลังเบา ๆ
“นั่งก่อน”
เขาไม่ได้พูดมากกว่านั้น เพียงเดินไปนั่งยังตำแหน่งเดิมของตน ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ คนทั้งสองจึงนั่งลงตามอย่างเงียบ ๆ
ลั่วจวินวางมือไว้ใกล้เข่า
อวี้เซียวนั่งตรงกว่าเขาเล็กน้อย สายตายังจับอยู่ที่สือชิงเหอ รอว่าอีกฝ่ายเรียกมาตอนดึกด้วยเื่ใด
สือชิงเหอไม่ได้ปล่อยให้ความเงียบยืดยาวนัก
เขาเลื่อนมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบของชิ้นหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ
เป็ตราหยกชิ้นหนึ่ง
ตราหยกสีขาวอมเขียวอ่อน บนผิวสลักลายเมฆม้วนซ้อนกันอยู่สามชั้น รายละเอียดคมแน่นเกินกว่าจะเป็ของตามร้านทั่วไป ต่อให้ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำสิ่งใด เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่ของที่ทำขึ้นอย่างลวก ๆ
สายตาของอวี้เซียวเลื่อนไปหยุดที่ของชิ้นนั้น
สือชิงเหอผลักมันไปทางเขา
“เก็บไว้”
อวี้เซียวก้มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“มันคือสิ่งใด”
“ตราหยกแสดงตัวแทนของข้า”
สือชิงเหอตอบเรียบ ๆ
“ห้อยไว้ที่เอว”
อวี้เซียวนิ่งฟัง
สือชิงเหอจึงกล่าวต่อเพียงสั้น ๆ
“มันอาจช่วยเ้าได้ยามคับขัน”
เขาไม่ได้อธิบายว่าช่วยอย่างไร ไม่ได้บอกว่าใช้กับผู้ใด หรือมีน้ำหนักเพียงใดในเป่ยหลัว เพียงกล่าวไว้เท่านั้น ราวกับสำหรับเขา เื่บางอย่างหากพูดเกินไปก็ยิ่งทำให้เบาลงเปล่า ๆ
อวี้เซียวมองตราหยกบนโต๊ะอีกครา
ปลายนิ้วของเขาขยับเพียงน้อย ก่อนยื่นมือไปรับมาอย่างไม่ลังเลนัก
“ข้าจะเก็บไว้ให้ดี”
“ดี”
สือชิงเหอรับคำเพียงเท่านั้น
จากนั้นสายตาของเขาจึงเลื่อนมาทางลั่วจวิน
“ส่วนเ้า”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
สือชิงเหอนั่งอยู่ในท่าเดิม แสงตะเกียงตกอยู่ข้างใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่ง ทำให้ดวงตาคู่นั้นยิ่งอ่านได้ยากกว่าเดิม
“ข้าไม่มีของจะให้”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“แต่มีข้อมูลบางอย่างจะให้เ้า”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังกระบี่เก่าที่ลั่วจวินพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“กระบี่เล่มนี้รับเสวียนได้”
ห้องทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย
ลั่วจวินไม่ได้ขยับมือไปแตะกระบี่
แต่สายตาของเขานิ่งขึ้นกว่าเดิม
“แล้วมันไม่ได้คืนสิ่งเดิมกลับมา”
สือชิงเหอกล่าวต่อ
“คราวที่ข้าใช้มันรับดาบของคนจากสำนักเพลิงนิล เสวียนบนคมดาบของอีกฝ่ายไม่ได้แตกออกเหมือนเวลาปะทะกับเหยียนทั่วไป มันถูกดึงเข้าไป”
เขาหยุดเพียงครู่เดียว
“ถึงแม้จะดึงได้ไม่หมด แต่พอให้คมดาบเสียน้ำหนัก”
ลั่วจวินยังไม่ตอบ
สือชิงเหอวางถ้วยชาที่ยังไม่ได้แตะลงเบา ๆ
“สิ่งที่ถูกคืนออกมาเป็แก่นพลังเหยียน”
เขาหยุดเพียงนิด
“ข้าเรียกเ้ามาเพื่อบอกว่า อย่าเชื่อว่าของที่ช่วยเ้าได้ครั้งหนึ่ง จะช่วยเ้าได้ทุกครั้ง”
ลั่วจวินหลุบตาลงเล็กน้อย
สือชิงเหอกล่าวต่อ
“คราวนั้นเ้าฝืนกดเสวียนกลับด้วยแรงดิบ ข้ายังเห็นร่องรอยอยู่ เส้นแก่นพลังในอกของเ้ายังไม่เข้าที่ดี หากเ้าปล่อยให้กระบี่ดึงเสวียนมากกว่าที่ควรในเวลานี้ ภาชนะที่รองรับมันอาจจะเกิดรอยร้าว หรือถึงขั้นแตกได้”
สือชิงเหอมองเขาด้วยแววตาที่อ่านยาก
“เ้ารู้”
“เื่ภาชนะข้ารู้”
“รู้กับควบคุมได้ เป็คนละเื่”
ลั่วจวินไม่เถียง
เพราะประโยคนั้นจริงเกินกว่าจะเถียงเพียงเพื่อรักษาหน้า
อวี้เซียวมองคนทั้งสองอยู่เงียบ ๆ ั้แ่ต้น จนถึงตอนนี้จึงเอ่ยขึ้น
“ท่านเรียกพวกเรามาตอนดึก มิใช่เพียงเพื่อมอบตราหยกกับเตือนเื่กระบี่กระมัง”
สือชิงเหอหันไปมองเขา
“ใช่”
เขาตอบสั้นจนแทบเหมือนไม่คิดปิดบัง
“พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง ข้าจำต้องออกจากเป่ยหลัว”
คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบลงอีกครั้ง
คราวนี้ความเงียบต่างจากเมื่อครู่
เมื่อครู่เป็ความเงียบของข้อมูลที่อันตรายเกินกว่าจะรีบแตะ
แต่คราวนี้เป็ความเงียบของสิ่งค้ำหลังที่กำลังจะหายไป
อวี้เซียวเป็ฝ่ายถามก่อน
“เรือนรับรองแห่งนี้พักได้ถึงเมื่อใด”
“พรุ่งนี้ยามสาย”
สือชิงเหอตอบ
“หลังจากนั้นจะมีคนมาเก็บกวาดที่นี่”
อวี้เซียวนิ่งรับคำ แล้วพยักหน้าเพียงน้อย
ลั่วจวินจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“แล้วตรีสาร”
สือชิงเหอรู้ว่าลั่วจวินกำลังจะถามอะไร
“ของสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะให้คำตอบแก่พวกเ้าได้”
เขากล่าวช้า ๆ
ลั่วจวินฟังแล้วก็ไม่ถามซ้ำ
อวี้เซียวแตะชายแขนเสื้อตรงที่เก็บตรีสารของตนไว้เพียงแ่เบา ก่อนกล่าวขึ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว”
บทสนทนาหยุดลงตรงนั้นครู่หนึ่ง
อวี้เซียวเงียบไปชั่วครู่ ราวกับชั่งอยู่ในใจว่าควรพูดออกมาเพียงใด สุดท้ายเขาจึงค้อมศีรษะลงน้อย ๆ น้ำเสียงยังเรียบตรงดังเดิม
“สองวันที่ผ่านมานี้ ท่านช่วยข้าไว้มาก”
เขาหยุดไปเพียงอึดใจ
“ขอบคุณ”
สือชิงเหอทอดตามองอวี้เซียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะขยับขึ้นเพียงน้อย คล้ายยิ้มก็ไม่ใช่
“หากคิดจะขอบคุณ”
เขาหยุดไว้เพียงชั่วลมหายใจ ดวงตายังคงนิ่งสงบดังเดิม
“เ้าก็รู้อยู่แล้ว ว่าควรตอบแทนข้าเช่นใด”
อวี้เซียวรับคำสั้น ๆ
“ขอรับ”
ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“ขอบคุณ”
ห้องทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย
อวี้เซียวเป็ฝ่ายเอ่ยอีกครั้ง น้ำเสียงยังตรงดังเดิม ทว่าเบาลงกว่าปรกติอยู่บ้าง
“ท่านก็รักษาตัว”
มุมปากของสือชิงเหอขยับขึ้นเพียงน้อย
“คนที่ควรรักษาตัว มิใช่ข้า”
สายตาของเขาเลื่อนไปทางคนทั้งสอง
“ทางข้างหน้าของพวกเ้า ยังอีกยาว”
ลั่วจวินรับฟังอยู่เงียบ ๆ ก่อนกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
“หากวันหน้ามีโอกาส ข้าจะตอบแทน”
สือชิงเหอนิ่งไปเพียงนิด
“อย่าเพิ่งพูดถึงวันหน้า”
เขากล่าว
“ไปถึงชางหลินให้ได้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
ลั่วจวินไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเบา ๆ
อวี้เซียวจึงลุกขึ้นก่อน ค้อมคำนับอย่างเรียบตรง
“เช่นนั้น พวกข้าขอลาก่อน”
ลั่วจวินลุกตาม ก่อนค้อมศีรษะลงอีกครั้งโดยไม่เอ่ยคำเกินจำเป็
สือชิงเหอเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงรับคำลา
“พวกเ้าไปเถอะ”
ทั้งสองหมุนตัวออกจากห้องโดยไม่เอ่ยอะไรอีก เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูมาแล้ว เสียงประตูปิดลงด้านหลังเบา ๆ เพียงครั้งเดียว
ระเบียงไม้ด้านนอกเย็นกว่าข้างในเล็กน้อย
ลมดึกพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาแ่ ๆ แสงตะเกียงตามทางทอดลงบนพื้นเป็่ ๆ ทิ้งเงาของคนทั้งสองให้ยืดยาวไปตามแนวระเบียง ไม่มีผู้ใดพูดในทันที ราวกับต่างยังเก็บคำของสือชิงเหอไว้ชั่งอยู่ในใจ
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว อวี้เซียวจึงเอ่ยขึ้นก่อน
“พรุ่งนี้จะเอาอย่างไร”
ลั่วจวินหันมองเขาเล็กน้อย
อวี้เซียวจึงกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา
“ออกไปหาที่พักใหม่ั้แ่เช้าดีหรือไม่”
ลั่วจวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“ไปั้แ่เช้าเลยก็ดี”
อวี้เซียวรอฟังต่อ
“อย่างน้อยหลังจากได้ที่พักใหม่ จากนั้นพวกเราค่อยดูอีกที ว่าจะทำอะไรกับของในมือ”
อวี้เซียวนิ่งคิดเพียงชั่วอึดใจ ก่อนพยักหน้า
“ได้”
บทสนทนาสั้นนัก หากระหว่างคนทั้งสองก็ไม่จำเป็ต้องพูดให้ยาวกว่านั้น
สิ่งที่ควรตัดสินใจ ตัดสินใจกันแล้ว
ที่เหลือก็เพียงรอให้ฟ้าสาง
คืนนั้น ลั่วจวินไม่ได้กลับเข้าห้องแล้วหลับในทันที
เขารอจนความเคลื่อนไหวรอบด้านเงียบลง จึงหยิบกระบี่คาดเอวไว้ดังเดิม แล้วผลักบานประตูออกอย่างแ่เบา
เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่หลังเรือนรับรอง
หากอ้อมเลาะตรอกแคบไปทางทิศตะวันตก ผ่านแนวรั้วเก่าและกองฟืนของบ้านคน จนพ้นย่านที่อยู่อาศัยออกไป ความครึกครื้นของเป่ยหลัวจึงค่อย ๆ ถอยห่างลงทีละน้อย เหลือเพียงเสียงลมกลางคืนกับเสียงแมลงจากพุ่มหญ้าริมทาง
เดินต่อไปอีกพักหนึ่ง เขาจึงมาหยุดอยู่ตรงชายป่าร้างนอกเมือง
ที่นั่นมีเพียงแนวไม้สูงกับพื้นดินแข็งเงียบงัน แสงจันทร์ส่องลอดกิ่งไม้ลงมาเป็หย่อม ๆ หมอกบางลอยต่ำอยู่ใกล้พื้น พุ่มไม้รอบด้านหนาพอจะบังสายตาคนภายนอกได้ และไกลพอจนต่อให้เกิดเสียงผิดปรกติขึ้นบ้าง ก็ยากจะมีผู้ใดได้ยินชัด
ลั่วจวินทอดสายตามองไปรอบด้านอีกครา
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ เขาจึงก้าวเข้าไปยังที่ว่างระหว่างแนวไม้ หยุดยืนอยู่กลางเงาจันทร์จาง ๆ แล้วค่อยกระชับปลายนิ้วลงบนด้ามกระบี่
เขายังไม่ชักกระบี่ออกในทันที
เพียงปล่อยให้ลมหายใจนิ่งลงก่อน แล้วจึงค่อยดึงคมเหล็กออกจากฝักช้า ๆ
เสวียนสายบางไหลจากปลายนิ้วลงสู่สันกระบี่
ครั้งแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ครั้งที่สอง คมเหล็กในมือกลับนิ่งผิดปรกติ เสวียนที่ควรเกาะอยู่กับผิวเหล็กไม่ค้างอยู่ตามเดิม หากถูกดูดกลืนหายเข้าไปทีละส่วน รวดเร็วพอให้จับได้แต่ไม่เร็วเกินควบคุม
ลั่วจวินส่งแก่นพลังเพิ่มไปอีกสาย
คราวนี้ชัดขึ้นกว่าเดิม
เสวียนไม่ได้หายไปเปล่า ๆ
ตรงด้ามกระบี่มีความอุ่นสายหนึ่งย้อนกลับขึ้นมา ไม่ใช่ความอุ่นของเหล็กหรือความร้อนจากภายนอก หากเป็แก่นพลังอีกสภาวะหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาหลังเสวียนถูกดึงเข้าไปแล้ว
เขาหมุนข้อมือเบา ๆ แล้วฟันเฉียงออกไปครั้งหนึ่ง
คมบางเสี้ยวที่แลบออกจากปลายกระบี่จึงไม่ใช่ความเย็นของเสวียนอีก หากมีน้ำหนักของเหยียนอยู่จริง
สือชิงเหอไม่ได้พูดเกินความจริงแม้แต่น้อย
ลั่วจวินลดกระบี่ลง มองแนวคมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝัก หลับตาลงช้า ๆ
ในหัวของเขา มิใช่ภาพการต่อสู้คราวนั้น
หากเป็เสียงของอวี้เซียว ในหอคัมภีร์
ตอนนั้น ตอนเ้าปล่อยเสวียนออกมา ข้าััได้
หากนับรวมส่วนนั้นเข้าไปด้วย พลังของเ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่ััขั้นต้น
“เข้าถึงขั้นกลางหรือ”
ลั่วจวินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ก่อนที่ถ้อยคำของหยวนเหลาโถวในวันเก่า จะย้อนคืนมาในห้วงความคิด
วิชานี้เ้ายังฝึกไม่ได้ในเวลานี้
แต่จงจำให้ขึ้นใจ
เมื่อใดที่เ้าอยู่ในระดับเข้าถึง เมื่อนั้นจะเป็เวลาที่เ้าสามารถฝึกมันได้
ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจนักว่า เหตุใดจึงต้องให้ท่องจำสิ่งที่ยังใช้ไม่ได้อยู่เนิ่นนานเช่นนั้น
แต่คืนนี้ เมื่อเสวียนยังไหลผ่านแขนไม่สงบ และคมเก่าก็แสดงสิ่งที่มันซ่อนไว้ให้เห็นแล้ว เขากลับรู้ว่า ตนเองไม่จำเป็ต้องหยุดอยู่เพียงเท่านี้
ลั่วจวินหลับตาลงช้า ๆ
ลมหายใจยาวหนึ่งครั้งค่อย ๆ จมลึกลงไปในภาชนะ เหยียนในร่างยังนิ่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านนั้น ความเย็นดำลึกที่เขาคุ้นเคยกว่าสิ่งใดค่อย ๆ ถูกแตะปลุกขึ้นมาอย่างระวัง
เสวียนไม่เหมือนเหยียน
มันไม่พลุ่งพล่าน
ไม่แผ่ความร้อน
ไม่กดออกมาจากอกอย่างเปิดเผย
มันเงียบ ลึก และเย็นพอจะทำให้เืลมทั้งร่างนิ่งลงไปพร้อมกัน
ลั่วจวินลืมตาขึ้น
มือขวาคลายจากฝัก กระบี่เก่าถูกชักออกช้า ๆ จนคมเหล็กรับแสงจันทร์อยู่ตรงหน้า จากนั้นเขาจึงขยับเท้าแรกออกไป
ความเย็นสายหนึ่งไหลออกจากภาชนะสู่แขนขวาอย่างรวดเร็ว อากาศรอบคมกระบี่พลันบางลง ก่อนเงาดำน้ำเงินเส้นหนึ่งจะวาบผ่านความมืดไปเงียบ ๆ เร็ว คม และสั้นพอจะเหมือนภาพลวงตา
เสี้ยวทิวา
ลั่วจวินไม่หยุดแค่นั้น
เพราะคืนนี้เขาไม่ได้ออกมาฝึกเพียงเสี้ยวทิวา
เสี้ยวทิวาเป็เพียงประตู
ปลายกระบี่ของเขายังไม่ลดลง เสวียนที่ถูกปล่อยออกไปแล้วไม่ถูกตัดขาด หากยังค้างอยู่เป็แนวบาง ๆ ต่อจากคมแรก ราวกับเงาจันทร์เสี้ยวที่ยังไม่ทันแตกสลาย
ลั่วจวินหมุนข้อมือ เปลี่ยนจังหวะเท้าตามแบบที่หยวนเหลาโถวเคยบังคับให้ท่องซ้ำแล้วซ้ำอีก
หนึ่งเสี้ยวเปิดทาง
หนึ่งเส้นตามหลัง
เส้นจันทรา
พริบตานั้นเอง คมเสวียนที่ควรสลายไปพร้อมเสี้ยวทิวากลับไม่ดับลง ลั่วจวินพลิกปลายกระบี่ตามจังหวะเท้า ราวกับเกี่ยวเงาคมแรกกลับมาจากอากาศ แล้วดึงมันให้ยืดออกเป็แนวแสงเงินอมฟ้าเย็นบางเฉียบที่พาดอยู่กลางเงาไม้
เส้นนั้นบางจนแทบมองไม่เห็น แต่เย็น คม และตึงราวสายพิณที่ขึงด้วยคมกระบี่
มันไม่ใช่คมที่ฟันจบในกระบี่เดียว หากเป็คมที่ขึงอยู่
กดอยู่
และแบ่งพื้นที่ตรงหน้าออกเป็สองฝั่งในทันที
ลั่วจวินหรี่ตาลง
เกิดรูปเพียงครึ่งเดียว
เขารู้ในทันที เพราะแนวเสวียนเมื่อครู่ยังไม่นิ่งพอ มันสั่นอยู่ที่ขอบเส้น ลมหายใจในอกเขาก็สะดุดไปเล็กน้อย ราวกับวิชานี้ยังฝืนร่างกายมากกว่าที่คาดไว้
ลั่วจวินลองกดปลายกระบี่ลงครึ่งชุ่น คิดจะดึงเส้นนั้นกลับเข้าสู่คมตามเคล็ดที่เคยท่องไว้
แต่เส้นเงินยังไม่ทันเกี่ยวสิ่งใดกลับมา
เสียงเบาบางดังขึ้นจากปลายกระบี่
เส้นเงินอมฟ้าที่ควรทรงอยู่ต่อ กลับแตกกระจายหายไปทีละส่วนราวหมอกต้องลม
ลั่วจวินชะงักเท้า
เืลมในอกพลันกระเพื่อมขึ้นมาอีกระลอก เสวียนที่ไหลต่อจากเสี้ยวทิวาถูกตัดขาดกลางทาง จนปลายนิ้วมือขวาชาวาบไปทั้งแถบ
เขาก้มมองกระบี่ในมือ หายใจช้าลงทีละน้อย ก่อนค่อย ๆ กดความะเืในภาชนะกลับลง
ไม่ใช่เพราะวิชาผิด
หากเพราะตัวเขายังเชื่อมมันไม่พอ
เสี้ยวทิวาใช้คมเดียวตัดเปิด
แต่เส้นจันทราต้องอาศัย่ต่อจากคมนั้นโดยไม่ให้ขาดแม้ครึ่งเสี้ยว
หากปล่อยแรงมากเกิน เส้นจะกระชากขาดออกจากกัน
แต่หากปล่อยเบาเกิน เส้นนั้นจะไม่สามารถก่อตัวขึ้นได้
ลั่วจวินหลับตาลงอีกครั้ง
ภาพในหัวย้อนกลับไปเป็ลานดินเก่าในเว่ยกู่ เป็คืนที่หยวนเหลาโถวใช้ไม้กิ่งหนึ่งขีดรอยบนพื้นทีละเส้น แล้วบังคับให้เขาท่องตามอยู่ตรงนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสี้ยวหนึ่งอย่าให้ขาด
เส้นหนึ่งอย่าให้ตาย
หากคมแรกไม่เปิด คมหลังย่อมไม่มีวันเกิด
ตอนนั้นเขาฟังไม่เข้าใจนัก
เพราะร่างกายยังไปไม่ถึง
แต่คืนนี้ เมื่อเสวียนไหลผ่านแขนอีกครั้ง เขากลับเข้าใจความหมายนั้นชัดขึ้นกว่าที่เคย
ลั่วจวินยกกระบี่ขึ้นใหม่
ครานี้เขาไม่รีบ
ปลายเท้ากดแนบพื้น ลมหายใจถูกประคองให้ยาวขึ้น เสวียนในภาชนะไม่ถูกฉุดออกมารวดเดียว หากค่อย ๆ คลายออกเป็ชั้นบางเท่าที่จำเป็
ลั่วจวินใช้เสี้ยวทิวาเปิดก่อนอีกครั้ง
เงาดำน้ำเงินวาบออกไปเงียบ ๆ
และในจังหวะที่คมแรกยังไม่ดับ ลั่วจวินก็บิดข้อมือต่อในทันที ดึงกระแสเดียวกันออกเป็แนวที่สองอย่างแม่นยำกว่าเดิม
ครั้งนี้ เส้นจันทราเกิดขึ้นชัดกว่าเดิม
เส้นเงินอมฟ้าบางเฉียบขึงอยู่กลางช่องว่างระหว่างแนวไม้ได้ยาวกว่าครั้งก่อน ลมที่พัดผ่านเหมือนถูกเฉือนออกเป็สองส่วน แม้แต่เงากิ่งไม้บนพื้นยังถูกรั้งให้ค้างอยู่นิ่งไปชั่วครู่
ครั้งนี้ ลั่วจวินััได้เลือนรางว่า ปลายเส้นควรถูกดึงย้อนกลับไปทางใด
แต่เขายังไม่ปล่อยให้มันเกี่ยวสิ่งใด และยังไม่ดึงมันกลับเข้าคมกระบี่
เพียงเท่านั้น ลั่วจวินก็หยุดเอง
เขาไม่ฝืนต่อ
เพราะรู้ดีว่า ตอนนี้เขาเพียงแตะประตูได้แล้วเท่านั้น ยังห่างไกลจากคำว่าคุมมันไว้ในมือ
กระบี่ถูกลดลงช้า ๆ
เส้นเงินในอากาศค่อย ๆ จางหายไปพร้อมลมหายใจของเขา ทิ้งไว้เพียงความเย็นบางเบาที่เกาะอยู่เหนือพื้นดินครู่หนึ่งก่อนสลาย
ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางชายป่า
อกยังตึงอยู่เล็กน้อย
ปลายนิ้วยังชา
แต่ในดวงตากลับนิ่งกว่าเดิม
อย่างน้อย วิชาที่หยวนเหลาโถวบังคับให้ท่องจำไว้หลายปี ก็มิได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกแล้ว
เขาเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก ก่อนหันมองความมืดรอบด้านอยู่ชั่วอึดใจ ราวกับจะย้ำกับตนเองอีกครั้งว่า สิ่งนี้ยังเป็เพียงของที่ต้องเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ
จากนั้นจึงหมุนกายกลับ เลาะเงาไม้และทางเปลี่ยวกลับสู่เรือนรับรองอย่างเงียบงัน ราวกับตลอดคืนนี้ ไม่เคยมีผู้ใดออกมาจากที่นั่นเลย