บทที่ 25 ลู่จิ่วอันฝากตัวเป็ศิษย์
เซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่เมื่อครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนก็ไม่รู้ว่าผิดปกติที่ตรงไหน
“จิ่วอัน เดี๋ยวผมช่วยถือให้เอง”
ลู่จิ่วอันไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเซี่ยอวิ้นหนิงด้วยเื่เล็กน้อย
เธอหยิบหินแถวนั้นแล้วใส่ลงในตะกร้าเงียบ ๆ
เซี่ยอวิ้นหนิงรีบเข้าไปรับตะกร้าจากลู่จิ่วอัน เขาสะพายขึ้นหลังด้วยความหนักอึ้งโดยถือม้วนใบปาล์มด้วยมือสองข้างและเดินกลับไปพร้อมกับภรรยา
เห็ดต้นสนในตะกร้าสะพายหลังไม่ได้หนักอะไร แต่เมื่อรวมกับม้วนใบปาล์มก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรง ไหนจะใบปาล์มอีกสองม้วนที่อยู่ในมือทำให้เซี่ยอวิ้นหนิงทรงตัวไม่อยู่ราวกับพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
ในที่สุดก็มาถึงศูนย์อนุรักษ์ยวนยางด้วยความยากลำบาก
“คุณแบกของกลับบ้านไปก่อน ฉันจะไปหาอาจารย์เผย”
เซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกถึงแรงกดทับที่ไหล่ทั้งสองข้างยามสะพายตะกร้า ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความยากลำบากที่ลู่จิ่วอันต้องเผชิญตลอดหลายปีที่อยู่ในตระกูลลู่ อีกทั้งนึกโทษตัวเองที่นอนหลับเป็ตายถึงขนาดนั้น
หากว่าเขาตื่นเช้ากว่านี้และเข้าป่าไปพร้อมกัน เธอก็คงไม่ต้องฝืนแบกของหนักคนเดียวเช่นนี้
ลู่จิ่วอันมาถึงลานหน้าบ้านเผยเสวี่ยซงพร้อมกับสมุนไพร ต้าหวงทักทายเธออย่างมีความสุข
ส่วนอาจารย์เผยก็กำลังยุ่งอยู่กับสมุนไพรอยู่อีกด้าน
“อาจารย์เผย นี่ใช่สมุนไพรที่คุณ้าหรือเปล่าคะ?”
เผยเสวี่ยซงหยิบสมุนไพรในมือลู่จิ่วอันที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ และเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่อันนี้แหละ ขอบใจเธอมากนะ”
คราวก่อนที่พบกัน ลู่จิ่วอันเห็นว่าอาจารย์เผยดูไม่เหมือนคนที่ขายสมุนไพรเพื่อหาเลี้ยงชีพ เธอจึงถามอย่างสงสัย “อาจารย์เผยรู้วิชาแพทย์เหรอคะ?”
“เธอจะอยากรู้ไปทำไม?”
ท่าทีของเผยเสวี่ยซงสงบนิ่ง ไม่สนิทสนม แต่ก็ไม่รังเกียจ
ลู่จิ่วอันนึกถึงชาติก่อนยามที่ลูกชายของตนไม่สบาย นึกถึงความยากลำบากที่ต้องฝ่าพายุฝนกลางดึกเพื่อไปโรงพยาบาล เธอจึงไม่ปิดบังและบอกความตั้งใจของตัวเอง
“อาจารย์เผย ฉันขอฝากตัวเป็ลูกศิษย์ของคุณได้ไหมคะ?”
เผยเสวี่ยซงที่กำลังตากสมุนไพรชะงักมือเล็กน้อย
เขามองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ของลู่จิ่วอันภายใต้แสงแดดยามเช้า ก่อนเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “ทำไมเธอถึงอยากเรียนหมอล่ะ?”
“ถ้าฉันรู้วิชาแพทย์ ก็ไม่ต้องกลัวเวลาที่ลูกป่วย”
คำตอบของลูจิ่วอันนั้นเรียบง่ายเสียจนเผยเสวี่ยซงพูดไม่ออกเลยทีเดียว
และคำตอบเรียบง่ายนี้เองที่ทำชายชรารู้สึกประทับใจ
อันที่จริงหลายปีมานี้เขาเองก็มีความคิดที่จะรับลูกศิษย์มาสืบทอดวิชาต่อจากเขา
แต่ว่าช่วยไม่ได้… วิชาแพทย์เป็อะไรที่ซ้ำซากน่าเบื่อ จำเป็ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น กระทั่งต้องทนกับความโดดเดี่ยว
“ฉันจะเอาตำราแพทย์มาให้ เธอลองเอาไปอ่านดู อ่านจบแล้วค่อยมาหาฉัน แล้วฉันจะทดสอบเธอ ถ้าหากสอบผ่าน ฉันจะสอนวิชาแพทย์ให้”
“จริงเหรอคะ?” ลู่จิ่วอันถามด้วยรอยยิ้มที่สดใสในทันที “ขอแค่สอบผ่าน คุณก็จะสอนฉันงั้นเหรอ?”
“ใช่”
เผยเสวี่ยซงไม่เชื่อว่าลู่จิ่วอันจะสามารถสงบจิตใจเพื่อเรียนรู้วิชาแพทย์ได้
แต่เขาเองก็ดูออกว่าถึงแม้หญิงสาวจะเล่าเรียนหนังสือมาเพียงไม่กี่ปี ทว่าอย่างน้อยก็เป็คนจิตใจดี อีกทั้งยังซื่อสัตย์และพึ่งพาได้ เธออาจจะไม่ประสบความสำเร็จในด้านการแพทย์มากนัก แต่ก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ผู้คน
“ขอบคุณค่ะอาจารย์ ฉันจะตั้งใจอ่านหนังสือ”
เผยเสวี่ยซงส่งตำรายา ‘เปิ๋นเฉ่ากังมู่’*[1] ให้ลู่จิ่วอัน เธอรับมาอย่างระมัดระวังและกอดอย่างหวงแหน
“ตั้งใจอ่านให้ดีล่ะ”
“แน่นอนค่ะ”
ลู่จิ่วอันถือตำรายา ‘เปิ๋นเฉ่ากังมู่’ กลับมาถึงบ้าน ส่วนเซี่ยอวิ้นหนิงก็วางข้าวของแล้วออกไปซื้ออาหารเช้าที่โรงอาหาร
เมื่อคิดได้ว่าเห็ดต้นสนไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป ลู่จิ่วอันจึงวางตำรายาและเริ่มลงมือจัดการกับเห็ดต้นสน
“จิ่วอัน มากินข้าวสิ”
ลู่จิ่วอันเงยหน้ามองเซี่ยอวิ้นหนิงช้า ๆ จากนั้นก็ยื่นไข่ไก่ที่เผยเสวี่ยซงให้มาแก่เขาหนึ่งฟอง
“คุณกินแล้วไปทำงานก่อนได้เลย เดี๋ยวฉันค่อยกินทีหลัง”
เซี่ยอวิ้นหนิงกินข้าวเพียงไม่กี่คำ จากนั้นก็นั่งลงข้างลู่จิ่วอันและช่วยเธอทำความสะอาดเห็ด
“คุณไปทำงานเถอะ”
หญิงสาวมีท่าทีเ็าเสียจนทำให้เซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกอึดอัด ขณะกำลังอ้าปากพูด จางฉือก็โผล่มาที่หน้าบ้าน เมื่อเห็นลู่จิ่วอันกำลังทำความสะอาดเห็ดต้นสนก็ถามอย่างตื่นเต้น “จิ่วอัน ตอนเที่ยงเธอจะทำของอร่อยอีกแล้วสินะ?”
ลู่จิ่วอันยังไม่ทันได้พูดอะไร เซี่ยอวิ้นหนิงก็ใช้มืออุดปากจางฉือแล้วลากตัวเขาออกไปข้างนอก
เมื่อจางฉือสังเกตเห็นบรรยากาศระหว่างสองสามีภรรยาก็เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกนายทะเลาะเหรอ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงตอบเสียงแข็ง “เปล่า”
“เดี๋ยวก่อนนะเซี่ยอวิ้นหนิง!” จางฉือมองเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะถามว่า “นายยังไม่รู้ตัวเหรอว่ามีคนกำลังโกรธนายอยู่?”
ใครก็ตามที่มีตาก็ต้องดูออกว่าเป็ลู่จิ่วอัน
แต่เซี่ยอวิ้นหนิงกลับดูไม่ออกเนี่ยนะ?
ใบหูของเซี่ยอวิ้นหนิงเปลี่ยนเป็สีแดงเล็กน้อย เขากระแอมอย่างกระสับกระส่ายและกระซิบว่า “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิด จู่ ๆ เธอก็อารมณ์เสียแถมยังเตะฉันอีก”
เพื่อเห็นแก่บุญปากในอนาคตของตัวเอง จางฉือจึงไม่อาจปล่อยให้เซี่ยอวิ้นหนิงและลู่จิ่วอันต้องเลิกรากันได้
“นายเล่าเื่ที่เกิดขึ้นมาให้ละเอียดเลยนะ ฉันจะช่วยวิเคราะห์ให้เอง”
รอบตัวของเซี่ยอวิ้นหนิงก็ไม่มีคนที่ให้คำปรึกษาได้ เมื่อเพื่อนสนิทถาม ตัวเขาผู้มีความจำเป็เลิศก็ทวนเหตุการณ์ซ้ำอีกรอบ
เมื่อจางฉือฟังถึงตอนที่เซี่ยอวิ้นหนิงบอกว่าโอกาสตั้งท้องมีเพียงหนึ่งในแสนล้าน ก็ใช้ฝ่ามือตบไหล่เพื่อนตนอย่างแรง กระทั่งอยากแหวกสมองของเพื่อนเพื่อดูว่าข้างในนั้นมีอะไร?
“ฉันพูดผิดงั้นเหรอ? แต่ว่าหนังสือบอกไว้แบบนั้นนี่?”
จางฉือนวดศรีษะด้วยความปวดหัว จากนั้นก็พูดอย่างจนปัญญา “เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันเข้าใจนะถ้านายไม่อยากมีลูกตอนนี้ แต่ผู้หญิงน่ะไม่ใช่ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นคนไกล ยกตัวอย่างพวกพี่สะใภ้ของฉัน พวกหล่อนอยากมีลูกหลังแต่งงานกันทั้งนั้น เพราะว่าการท้องจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกมีความมั่นใจในครอบครัวของสามีได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าใครก็ต้องเห็นความแตกต่างระหว่างนายกับลู่จิ่วอันถ้าไม่ได้โง่จนเกินไป ลู่จิ่วอันรู้สึกไม่มั่นคงในการแต่งงานครั้งนี้ เธอจึง้าลูกเพื่อมารักษาชีวิตแต่งงานของตัวเองให้มั่นคง มันเป็ธรรมชาติของมนุษย์ นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
หลังจากฟังการวิเคราะห์ของจางฉือ เซี่ยอวิ้นหนิงก็เริ่มจะเข้าใจเหตุผลที่ลู่จิ่วอันโกรธ
“ฉันก็แค่พูดตามที่หนังสือบอก…”
“สิ่งที่หนังสือเขียนเป็หลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ชีวิตคู่ของสามีภรรยามันเป็อีกเื่ นายกับลู่จิ่วอันเป็คนแปลกหน้าสองคนมาั้แ่แรก จึงไม่แปลกที่ต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน คนเขาอุตส่าห์ดีใจที่จะได้มีลูก แต่นายดันบอกว่าเป็ไปไม่ได้ ถ้าเป็นายยังจะดีใจอยู่ไหมล่ะ?” จางฉือรู้สึกเหนื่อยใจกับเซี่ยอวิ้นหนิงที่ความฉลาดทางอารมณ์หนีหายไปจนหมด เขาจึงให้คำแนะนำที่จริงใจ “ฟังฉันนะ กลับไปง้อจิ่วอันซะ”
ลู่จิ่วอันเก็บเห็ดต้นสนมาตั้งเยอะขนาดนั้น วันนี้ต้องทำของอร่อยอีกแน่ ๆ
แต่เ้าเซี่ยอวิ้นหนิงดันทะเลาะกับเธอซะงั้น!
แบบนี้เขาก็หมดหวังที่จะฝากท้องน่ะสิ!
เอาเถอะ
เพื่ออาหารแสนอร่อย จางฉือจึงตัดสินใจช่วยเพื่อนรักในการแก้ไขปัญหาชีวิตคู่แรกที่พวกเขาต้องเจอ
เมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงฟังจบ ก็เริ่มตระหนักได้ถึงปัญหาของตัวเอง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับกระซิบถามว่า “ฉันต้องง้อยังไง?”
[1]เปิ๋นเฉ่ากังมู่ เขียนโดย หลี่สือเจิน พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน ค.ศ. 1596 กล่าวถึงสมุนไพร 1,892 ชนิด