ขอเพียงแค่ให้เลี้ยงปลาได้ก็พอ เสวี่ยฮุ่ยสัญญาว่าตอนเที่ยงนางจะเข้ามาขุดเอง และให้เฮ่อจิ่นไปพักผ่อน
"มีคำพูดนี้ของเ้าก็เพียงพอแล้ว ข้าเองก็เพิ่งตื่น ร่างกายยังอ่อนแอเกินไป ปรับตัวสักพักคงจะดีขึ้น แต่เื่ตกปลานี่ทำบ่อย ๆ ไม่ได้นะ พวกปลานั่นงับกิ่งก้านใบของข้ายังไม่เท่าไหร่ แต่ปากของพวกมันขยับไม่หยุด มันคันเกินไปแล้ว!" เฮ่อจิ่นนึกถึงประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งก่อน ร่างกายก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
"วางใจเถอะ ข้าจะไม่ใช้ท่านไปตกปลาอีกแล้ว!" เสวี่ยฮุ่ยรับปาก
เพราะใกล้จะถึงเวลาไถหว่านฤดูใบไม้ผลิ คนบ้านเสวี่ยจึงตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิม เสวี่ยฮุ่ยไม่มีความรู้เื่การทำนาเลยแม้แต่น้อย แต่นางสงสัยในประโยชน์ของเครื่องมือเกษตรเ่าั้ จึงมักจะนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกายเสวี่ยจื้อหยงเพื่อดูเขาจัดการกับสิ่งของเ่าั้
เติ้งอาเหลียนและท่านย่าชุย รวมถึงลูกสะใภ้ ร่วมแรงร่วมใจกันทำขนมแป้งทอด ขนมชนิดนี้ต้องตั้งเตาไฟในลานบ้าน แต่ละบ้านจะเตรียมแป้งผสมอย่างน้อยหนึ่งถังใหญ่ เมื่อทอดเสร็จแล้วก็นำไปเก็บไว้ในโอ่ง เวลาที่ยุ่งกับการทำนาจนไม่มีเวลาทำอาหาร ก็สามารถกินคู่กับผักดองเพื่อให้อิ่มท้องได้
เสวี่ยฮุ่ยตามท่านย่าไปที่บ้านตระกูลชุยเพื่อดูพวกเขาทำขนมแป้งทอด นางใช้ช้อนคนแป้งในถัง ดูเหมือนจะเป็แป้งดิบที่ยังไม่ได้หมักให้ขึ้นฟู ขนมที่ทอดออกมาจึงค่อนข้างแข็ง ของกินแบบนี้ผู้ใหญ่และเด็กหนุ่มพอจะกินได้ แต่สำหรับเด็กและคนชรา หากไม่มีน้ำซุปก็แทบจะกลืนไม่ลง
"ท่านย่า วันนี้เป็บ้านท่านย่าชุยที่ทำขนมแป้งทอดใช่ไหมเ้าคะ?" เสวี่ยฮุ่ยถาม
"ใช่แล้ว บ้านเราจะทำพรุ่งนี้!" เติ้งอาเหลียนถกแขนเสื้อขึ้นแล้วนั่งยอง ๆ เติมฟืนเข้าเตา
เสวี่ยฮุ่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่ยังทันเวลา นางคิดว่าตอนหมักแป้งหากผสมแป้งถั่วลงไปและเติมแป้งขาวอีกนิด ขนมจะนุ่มขึ้น หากสามารถใส่ไข่ไก่ลงไปได้สักสองสามฟอง ขนมที่ทอดออกมาน่าจะนุ่มกว่านี้ และรสชาติก็จะดีขึ้นมากด้วย
หลังจากดูพวกเขาทำขนมอยู่พักหนึ่ง เสวี่ยฮุ่ยก็เดินกลับบ้าน เมื่อเห็นว่าทุกคนในครอบครัวกำลังยุ่ง นางจึงแอบย่องเข้าไปในห้องครัวล้างมือให้สะอาด นำกะละมังใบใหญ่ที่สุดออกมา ตักแป้งผสมลงไปครึ่งกะละมัง ตามด้วยแป้งถั่วครึ่งกระบวย และแป้งขาวอีกครึ่งกระบวย จากนั้นจึงหาเชื้อแป้งที่ท่านย่าทิ้งไว้มาละลายน้ำ
เสวี่ยฮุ่ยยกม้านั่งปีนขึ้นไปบนเตา เอื้อมมือหยิบไข่ไก่สองฟองจากตะกร้าที่แขวนไว้บนขื่อหลังคาตอกลงในแป้ง ใช้น้ำอุ่นนวดแป้ง พลางเติมน้ำพลางคนไปเรื่อย ๆ
เมื่อถึงเวลาทำมื้อเที่ยง โจวเสี่ยวเม่ยเห็นว่าแม่สามียุ่งอยู่ นางจึงวางมือจากงานที่ทำแล้วเข้าไปดูในห้องครัว ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปและเห็นภาพตรงหน้า นางก็ถึงกับตะลึง
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ นั่งยอง ๆ อยู่ข้างกะละมังแป้งใบใหญ่ กำลังออกแรงนวดแป้งอย่างขยันขันแข็ง บางครั้งก็ใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผาก
"ฮุ่ยฮุ่ย เ้ากำลังทำอะไรน่ะ?" โจวเสี่ยวเม่ยถามเสียงเบา เด็กคนนี้คงไม่ได้เห็นบ้านตระกูลชุยทำขนมแป้งทอดแล้วเกิดอยากกินหรอกนะ!
พูดตามตรง ขนมแบบนั้นไม่ได้อร่อยเลย เพียงแต่ใน่ไถหว่านฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจะมี่ที่ยุ่งเป็พิเศษ บางครั้งต้องระดมคนทั้งบ้านออกไปทำงาน ทุ่งนาอยู่ไกลจากบ้านจึงต้องพกอาหารไปด้วย ขนมชนิดนี้สะดวกและไม่เสียง่าย
"ท่านแม่ ข้ากำลังช่วยที่บ้านนวดแป้งไว้สำหรับทำขนมพรุ่งนี้เ้าค่ะ!"
แขนของเสวี่ยฮุ่ยล้าจนปวดไปหมด แต่เมื่อคิดว่าท่านพ่อท่านแม่จะได้กินขนมที่ทั้งนุ่มและหอม โดยไม่ต้องเคี้ยวอาหารแห้ง ๆ แข็ง ๆ นางก็รู้สึกว่ามีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง
"เ้าเด็กคนนี้... รีบลุกขึ้นเถอะ แม่ว่านวดได้ที่แล้ว ที่เหลือแม่ทำเอง... ฮุ่ยฮุ่ย บ้านเราจะทำขนมพรุ่งนี้ ทำไมเ้าถึงนวดแป้งั้แ่วันนี้ล่ะ!" แม้โจวเสี่ยวเม่ยจะไม่ถนัดเื่ทำอาหารเท่าไหร่ แต่บางเื่นางก็พอรู้
"ท่านแม่ บ้านตระกูลชุยใช้แป้งดิบ ขนมจึงทั้งแข็งและแห้ง การออกไปทำงานในนานั้นเหนื่อยอยู่แล้ว หากต้องกินอาหารแห้งแบบนั้นจะทนได้อย่างไรเ้าคะ! ข้าใช้เชื้อแป้งที่ท่านย่าทิ้งไว้ แป้งพวกนี้หมักไว้คืนเดียวก็จะกลายเป็แป้งฟู
ในแป้งยังมีแป้งถั่ว และแป้งขาวอีกครึ่งกระบวย แล้วข้ายัง... ใส่ไข่ไก่ลงไปสองฟองด้วย พรุ่งนี้ตอนทอดขนมถ้าใส่ต้นหอมซอยลงไปอีกนิด ขนมบ้านเราต้องนุ่มกว่าของบ้านอื่นแน่นอนเ้าค่ะ เวลาพวกท่านพกไปที่นาจะได้ไม่ต้องลำบากในการกลืน!"
สิ่งที่ลูกสาวทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อพวกเขา โจวเสี่ยวเม่ยยกกะละมังแป้งขึ้นมาวางบนโต๊ะ "แป้งพวกนี้ทอดเป็ขนมไว้ให้พวกเ้าพี่น้องและท่านย่ากินที่บ้านเถอะ พ่อกับแม่เป็ผู้ใหญ่ กินขนมจากแป้งดิบก็พอแล้ว"
สิ่งนี้ไม่ได้สิ้นเปลืองแป้งถั่วและแป้งขาวเท่าไหร่ นวดแป้งกะละมังใหญ่ใส่ไข่ไก่แค่สองฟอง จะเรียกว่ามากได้อย่างไร? พูดไปพูดมา บ้านนี้ก็ยังจนเกินไป หากฐานะดีกว่านี้ คงไม่ต้องมาใส่ใจเื่เล็กน้อยเหล่านี้
บ้านตระกูลชุยทำขนมกันทั้งวัน เติ้งอาเหลียนลากร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับบ้านในตอนเย็น เสวี่ยฮุ่ยต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้แล้ว เมื่อเห็นท่านย่ากลับมา จึงรินน้ำหนึ่งถ้วยส่งให้
"ฮุ่ยฮุ่ย ย่าได้ยินแม่เ้าบอกว่าเ้าช่วยนวดแป้งที่บ้านหรือ?" เติ้งอาเหลียนถาม
"ท่านย่า ขนมที่บ้านตระกูลชุยทำ ดูยังไงก็ไม่อร่อยเ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ทำงานเหนื่อยขนาดนั้น หากมื้อเที่ยงกินไม่อิ่ม ่บ่ายจะมีแรงทำงานได้อย่างไร อีกอย่างขนมแข็ง ๆ กินแล้วจะปวดท้อง หากคนเราปวดท้องจะเอาสมาธิที่ไหนไปทำงาน ท่านย่าว่าจริงไหมเ้าคะ!"
ในเมื่อนวดแป้งไปแล้ว ตนเองจะพูดอะไรได้อีก เติ้งอาเหลียนจึงกินข้าวแล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อน ตอนกลางคืนเสวี่ยฮุ่ยและเฮ่อจิ่นเก็บเกี่ยวมันฝรั่งได้หนึ่งกระสอบ นางคัดเอาหัวเล็ก ๆ มาผ่าครึ่งแล้วปลูกเป็รุ่นที่สอง
"ปลูกมันฝรั่งอีกสักสองสามวัน เราเปลี่ยนไปปลูกผักอย่างอื่นกันเถอะ!" เฮ่อจิ่นเสนอ
"ข้าอยากปลูกข้าว ปลูกข้าวสาลี อาหารตอนนี้มัน... กลืนไม่ลงจริง ๆ เ้าค่ะ!" แป้งผสมเ่าั้ไม่เพียงแต่แห้งและสาก แต่เวลาขับถ่ายก็ลำบากมากด้วย
เฮ่อจิ่นบอกว่าเสวี่ยฮุ่ยหลอกให้มันช่วยทำงานอีกแล้ว เพิ่งจะช่วยขุดสระน้ำให้ ตอนนี้จะเอาข้าวอีก มันเป็ภูตมิติวิเศษ ไม่ใช่คนรับใช้!
เสวี่ยฮุ่ยเองก็เดาใจเฮ่อจิ่นออก ปากไม่ยอมคนแต่ใจไม่ร้าย จัดว่าเป็พวกปากร้ายใจดีอย่างแท้จริง!
"เื่สระน้ำขอบคุณท่านมากนะ! ท่านไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะขุดนาข้าวเอง พรุ่งนี้เย็นถ้ามีเวลาค่อยทำต่อ รอข้าซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมา คาดว่าน่าจะเปิดพื้นที่นาได้สักสองสามแปลง
ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่บ้านก็มี ชาวบ้านปลูกข้าวสาลีแต่ตัวเองกลับไม่มีปัญญาได้กิน ช่างน่าเศร้าจริง ๆ !"
เฮ่อจิ่นไม่ได้ห้ามเสวี่ยฮุ่ย เมื่อเห็นนางหาเสียมมาเล่มหนึ่งแล้วเลือกสถานที่ จากนั้นก็ลงมือทำทันที ตอนแรกเฮ่อจิ่นยังทำเป็วางท่าได้ แต่ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เห็นเสวี่ยฮุ่ยเหนื่อยจนนั่งหอบแฮก ๆ แต่ก็ไม่ยอมเรียกให้ตนช่วย มันจึงบินเข้าไปหาด้วยความโมโห
"เ้าเด็กน้อย จะอวดเก่งไปถึงไหน รีบเข้าครัวไปทำอะไรกินเถอะ สภาพตัวจ้อยแบบเ้านี่ เมื่อไหร่จะพาสมาชิกในครอบครัวเปิดร้านและร่ำรวยได้กันนะ!"
"ข้าเพิ่งจะหกขวบ เป็แบบนี้ก็ปกติแล้วนี่นา ข้ายังไม่รีบเลย ท่านจะรีบไปทำไม หรือว่าท่านอยากจะพามิติวิเศษหนีจากข้ากันแน่?" เสวี่ยฮุ่ยเดาไว้แล้วว่าสุดท้ายเฮ่อจิ่นต้องช่วยแน่ ๆ แต่นางไม่ได้คิดจะพึ่งพาคนอื่นในทุกเื่ แม้จะอยากหาเงิน แต่ก็รู้ว่าควรทำทีละขั้นตอน จะรีบร้อนเปิดร้านอาหารส่วนตัวขึ้นมาทันทีได้อย่างไร!
ตัวมันเองพามิติวิเศษไปที่ไหนได้ล่ะ? หลังจากเ้าของแต่ละรุ่นเสียชีวิต มิติวิเศษและภูตจะเข้าสู่การหลับใหล เมื่อถึงเวลาที่มีวาสนาได้พบกับเ้าของคนใหม่ พวกมันก็จะลืมเลือนเื่ราวในอดีตและคอยอยู่เคียงข้างเ้าของคนใหม่
ในฐานะภูต มันไม่สามารถแยกจากมิติวิเศษได้ และยิ่งไม่สามารถแยกจากเ้าของได้ สามารถออกจากมิติวิเศษได้ แต่ไม่สามารถอยู่นอกมิติได้นาน ๆ ลวี่อู๋มีพลังิญญาล้ำลึกกว่า จึงสามารถติดตามเ้าของออกไปข้างนอกได้บ่อยครั้ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลวี่อู๋ถึงจะตื่นขึ้นมา