ต่อให้ตอนนี้ชอนอินโฮก่อเรื่องวุ่นวาย พวกกลุ่มดาวก็จะไม่เรียกร้องให้มี ‘ซีนาริโอล่ารางวัล’ แต่อย่างใด
อีกนัยหนึ่งก็คือมันยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการกับชายคนนี้
ผมใช้เวลาประมาณครึ่งวันโฟกัสอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของสถานีกึมโฮโดยมีอีฮยอนซองเป็นคนให้ข้อมูลสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่
“ตอนนี้ในสถานีกึมโฮมีสมาชิกทั้งหมดแปดสิบหกคน อ๊ะรวมคุณดกจาด้วยก็เป็นแปดสิบเจ็ดแล้ว”
“น้อยกว่าที่คิดนะครับ”
“ครับ มีแต่คนที่นั่งรถไฟกับคนที่อยู่แถวสถานีตอนซีนาริโอเริ่มขึ้นเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ทุกคนไม่ได้พูดอะไรก็จริง แต่บางทีในซีนาริโอหลักแรกพวกเขาทุกคนอาจจะ...”
ไม่ต้องพูดอะไรต่อจากนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ จะเชื่อมนุษย์จากการมองแค่สีหน้าของพวกเขาไม่ได้คนพวกนี้เหยียบย่ำชีวิตของคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอดตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่ทุกคนต่างก็เป็นฆาตกรกันทั้งนั้น
“ปัจจุบันสถานีกึมโฮแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ครับพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือหนึ่งกลุ่มกับเศษที่เหลือ”
อีฮยอนซองมองไปทางผู้คนด้วยใบหน้ามืดมนพวกคนที่ถืออาวุธเห็นได้ชัดว่าอยู่ฝ่ายที่เป็นกลุ่มหลัก
“เชื่อในตัวฉัน! ท่านประธานกำลังพยายามอย่างหนักอีกไม่นานทุกคนจะต้องได้รับการช่วยเหลือ!”
หัวหน้าแผนกฮันมยองโอลูกชายคนเล็กของบริษัทในเครือฮันคยองประกาศก้อง
“ลูกพี่พูดถูกแล้ว ทุกคนอย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ พวกเราต้องออกไปได้แน่”
และผู้ที่กอดคอฮันมยองโอเอาไว้ชอนอินโฮผู้นำกลุ่มที่แท้จริง พวกเขาคือ ‘กลุ่มผู้นำ’
“เบื่อจัง แม่ฮะ...ขอเล่นเกมมือถือไม่ได้เหรอ”
“ทนหน่อยนะ เดี๋ยวหน่วยกู้ภัยก็มาแล้ว”
“รัฐบาลจะต้องเคลื่อนไหวแน่ ประเทศเราไม่ล่มสลายลงง่าย ๆ แบบนั้นหรอก”
คนที่ได้รับการปกป้องจากกลุ่มผู้นำผู้คนที่เหลือซึ่งยอมทำทุกวิธีเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป ถูกเรียกว่า ‘กลุ่มปลายแถว’
พวกเขาดูอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นฆาตกรที่ลงมือฆ่าใครได้แต่ถึงรวมฆาตกรหนึ่งร้อยคนมาไว้ด้วยกันก็ยังมีการแบ่งเป็นฝั่งที่แข็งแกร่งกับฝั่งที่อ่อนแออยู่ดีบางทีพวกเขาคงคิดว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกรละมั้ง ทั้งหมดนั่นมันก็แค่เรื่องที่ทำลงไปเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้พวกเขาคงจะคิดแบบนั้น
อีฮยอนซองมองกลุ่มผู้นำที่กำลังปลุกระดมผู้คนอยู่ก่อนจะพูดขึ้น
“ปริมาณอาหารที่แจกจ่ายจะถูกกำหนดโดยกลุ่มผู้นำครับอาหารในร้านสะดวกซื้อด้านล่างสถานีกับร้านอาหารหมดเกลี้ยงแล้ว...ตอนนี้แทบไม่เหลืออาหารให้กินกันแล้วละครับ”
“อย่างนี้นี่เอง”
“เพราะอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อวานคนในกลุ่มผู้นำจึงส่งสมาชิกหลายคนออกไปหาอาหารด้านบนคุณฮีวอนที่อยู่ด้วยกันกับพวกเราก็ถูกส่งออกไปด้วยครับ”
“คุณฮีวอน...?”
“อ๊ะ ชื่อของผู้หญิงคนที่คุณดกจาช่วยไว้เมื่อตอนกลางวันน่ะครับ”
ผมมองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนม้านั่งรถไฟใต้ดินสีหน้าของเธอดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้ามาก ปอดวานรคงจะช่วยได้เยอะทีเดียว
“สมาชิกที่ถูกทิ้งไว้มีแค่คนนี้คนเดียวหรือครับ”
“ไม่ใช่ครับ ที่จริงแล้วเมื่อเช้ามีอีกหลายคนออกไปแต่มีแค่กลุ่มปลายแถวที่ไม่ได้กลับเข้ามาครับ”
“ไม่ได้กลับเข้ามางั้นเหรอครับ”
“ครับ”
อีฮยอนซองกลับมามีสีหน้าหม่นหมองอีกครั้งผมพอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ผมบีบไหล่อีฮยอนซองอย่างแรงพอได้สัมผัสก็ยิ่งมั่นใจ ดาบเหล็กคนนี้อีกไม่นานพละกำลังของเขาจะต้องพุ่งสูงเกินเลเวล10
“ทะ...ทำไมเหรอครับ”
“ระดับคุณอีฮยอนซองน่าจะได้รับการชักชวนจากทางนั้นแท้ ๆแต่ดูเหมือนจะไม่ยอมไปสินะครับ”
พลังในการต่อสู้ของอีฮยอนซองเหนือชั้นกว่าบังชอลซูไม่มีทางที่ชอนอินโฮจะไม่เล็งเห็นจุดนี้
“อ่า...เรื่องนั้น”
อีฮยอนซองเกาแก้มแกรกๆ อย่างลำบากใจ ในขณะที่เอ่ยต่อ
“ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันครับ แค่...คิดว่าควรจะทำแบบนี้น่ะผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหลักศีลธรรมจริยธรรมอะไรหรอกครับแต่ว่า...ผมรู้สึกว่าทางนั้นมีอะไรบางอย่าง ‘ไม่ถูกต้อง’ ”
ไม่ถูกต้อง...
คำตอบฟังดูเรียบง่ายแต่เป็นถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ นึกแล้วเชียวอีฮยอนซองก็ยังเป็นอีฮยอนซองอยู่วันยังค่ำ
“อย่าลืมหัวใจนี้นะครับ”
เพื่อที่ผมจะได้เชื่อใจคุณต่อไป
โครกคราก
ได้ยินเสียงน่ารักๆ ดังมา พอหันหลังกลับไปก็พบว่าอีกิลยองกับยูซังอากำลังมองหน้าผมอยู่ใบหน้าราวกับลูกนกที่รอแม่นกบินกลับรังมาพร้อมอาหารผมหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
“จะว่าไปนี่ก็เย็นแล้ว ทุกคนคงหิวกันใช่มั้ย เอาไปคนละอันเถอะครับ”
ผมส่งอาหารที่เอามาจากร้านสะดวกซื้อให้พวกเขาคนละชิ้น
“อ๊ะ จริงเหรอคะ ได้จริงเหรอ”
“คราวนี้ฟรีครับ แต่ตั้งแต่ครั้งหน้าต้องจ่ายเงินนะครับ”
“คะ? เท่าไหร่...”
“ทุกคนมีเหรียญใช่มั้ยล่ะครับ ผมรับชิ้นละสิบเหรียญ จำไว้นะครับ”
“เรื่องนั้น...”
ใบหน้าของยูซังอากับอีฮยอนซองฉาบไปด้วยความตื่นตระหนกเป็นสีหน้าที่บ่งบอกว่าพวกเขาไม่คิดมาก่อนว่าผมจะใช้วิธีนี้
“แน่นอนค่ะ ฉันจ่ายตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า ไม่ต้องให้กันฟรี ๆ หรอกค่ะ”
น่าตกใจคนที่พูดประโยคนั้นขึ้นมาก็คือหญิงสาวที่นอนอยู่บนม้านั่งมาโดยตลอดดูท่าว่าเธอคงจะได้สติกลับมาสักพักแล้ว
“จองฮีวอนค่ะ เมื่อเช้าขอบคุณที่ช่วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ตอนเจอกันครั้งแรกผมคิดว่าเธอจะเป็นคนอ่อนแอแต่พอเห็นแบบนี้แล้วถึงได้เข้าใจว่าตัวเองอคติไปเอง
“คุณยูซังอา คุณอีฮยอนซอง ทุกคนตั้งสติให้ดีสิคะเวลาแบบนี้ไม่ควรจะมีสีหน้าแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อาหารพวกนี้น่ะชายคนนี้เป็นคนเสี่ยงชีวิตหามา คงไม่ได้คิดจะรับมันไว้ฟรี ๆ กันหรอกใช่มั้ยคะ”
เธอที่พูดประโยคนั้นออกมาอย่างไม่ลังเลแทบจะไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย
“อา...”
ยูซังอาแก้มแดงก่ำคงจะตั้งสติได้แล้ว
“ฉันคิดน้อยไปเองค่ะ ขอโทษนะคะต้องจ่ายเงินสิถึงจะถูก...ใช่แล้วฉันเองก็ไม่อยากได้ของอะไรฟรี ๆ เหมือนกันฉันไม่ชอบพึ่งพาใครค่ะ”
“ผมเองก็คิดเหมือนกับคุณยูซังอา ผมขอจ่ายเหรียญตั้งแต่ครั้งนี้เลยนะครับ”
นี่เป็นปฏิกิริยาตอบรับที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนเลยตกใจอยู่บ้าง ในยุคของวันสิ้นโลกก็ไม่ได้มีแค่มนุษย์ประเภทเดียวเท่านั้นสินะ
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้ครับ ทุกคนรู้วิธีการใช้เหรียญซื้อขายแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ ได้เรียนรู้เมื่อหลายวันก่อน เอานิ้วชี้มาแตะกัน อืม แล้วก็...”
“พูดจำนวนเหรียญที่จะจ่ายในใจก็เรียบร้อยครับ”
เริ่มจากจองฮีวอนยูซังอา และอีฮยอนซอง พวกเขาจ่ายเงินสิบเหรียญแลกกับอาหารคนละชิ้น โล่งอกไปทีที่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านอะไร
ในช่วงแรกๆ การกระทำแบบนี้อาจดูเลือดเย็นไปบ้างแต่ผ่านไปไม่นานทุกคนก็จะตระหนักได้เองว่ามันเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องแล้ว
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งโล่งใจกับความจริงที่ว่าคุณไม่ใช่ ‘คนยอมถูกเอาเปรียบ’]
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งมอบเงินสนับสนุนให้คุณ 100 เหรียญ]
เพราะนี่แหละวิธีการเอาชีวิตรอดในโลกเฮงซวยนี่
[‘อีกิลยอง’ จ่ายเงินจำนวน 20 เหรียญให้คุณ]
“หืม? นายจ่ายเกินมาสิบเหรียญนะ”
“ค่าช็อกโกแลตที่กินไปตอนกลางวันครับ”
สีหน้าของอีกิลยองขณะที่พูดดูกล้าหาญมาก
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งรู้สึกสนใจในตัวอวตาร ‘อีกิลยอง’]
บางทีคนที่ปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่นี้ได้เร็วที่สุดอาจจะไม่ใช่พวกผู้ใหญ่แต่เป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็เป็นได้
อีฮยอนซองผู้ซึ่งกำลังเคี้ยวแคลอรีบาร์เสียงดังกร๊อบถาม
“ถ้าอย่างนั้นคุณดกจาจะอยู่ด้วยกันกับพวกเราต่อไปใช่มั้ยครับ”
“อ่า คือ...”
“คุณคิมดกจา”
คนที่เรียกชื่อผมไม่ใช่อีฮยอนซองผมหันหลังกลับไปมองก็พบเข้ากับพวก ‘กลุ่มผู้นำ’รวมถึงชอนอินโฮยืนอยู่
อืมได้เวลาแล้วสินะ
“ขอคุยด้วยสักครู่ได้มั้ยครับ”
กระทั่งบังชอลซูที่ฟันร่วงไปสองซี่ก็รวมอยู่ในกลุ่มด้วยพอผมหรี่ตาจ้องเขาเขม็ง เขาก็รีบเบือนหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวไอ้โง่
“เอาสิครับ มาคุยกันหน่อย”
ชอนอินโฮพยักหน้าด้วยความพอใจกับคำตอบของผม
“ถ้าอย่างนั้นคนอื่น ๆ ช่วยหลบไปก่อนสักครู่นะครับ ผมอยากจะคุยกับคุณดกจาแค่สองคน”
“อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น...”
“ไม่ครับ ไม่มีใครจำเป็นต้องลุกไปไหน อยู่ฟังด้วยกันเถอะครับ”
คำพูดของผมทำให้สมาชิกกลุ่มที่ตั้งใจจะปลีกตัวออกไปหยุดยืนนิ่งด้วยความลังเล
นัยน์ตาของชอนอินโฮกระตุกถี่
“อืม เอางั้นเหรอครับ ก็แล้วแต่...ผมก็ไม่ได้สนอะไรหรอก”
ท่าทางผ่อนคลายมากราวกับจะบอกว่าอยากอยู่ฟังก็เชิญ
ชอนอินโฮเช็ดม้านั่งก่อนจะนั่งลงพวกแก๊งชอลดูแยกกันไปยืนประกบสองฝั่ง ส่งบุหรี่ให้แล้วจุดไฟแช็กหมอนี่ดูหนังมากไปหรือเปล่าเนี่ย
“ดูเหมือนจะเป็นพวกไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก งั้นผมจะพูดเข้าประเด็นเลยก็แล้วกันนะครับ”
“เอาสิครับ”
“มาร่วมกับกลุ่มเราเถอะครับ”