[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 4 การเสแสร้งก็เป็นความดี (3.1) (รีไรต์)

    ต่อให้ตอนนี้ชอนอินโฮก่อเรื่องวุ่นวาย พวกกลุ่มดาวก็จะไม่เรียกร้องให้มี ‘ซีนาริโอล่ารางวัล’ แต่อย่างใด

            อีกนัยหนึ่งก็คือมันยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการกับชายคนนี้

            ผมใช้เวลาประมาณครึ่งวันโฟกัสอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของสถานีกึมโฮโดยมีอีฮยอนซองเป็นคนให้ข้อมูลสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่

            “ตอนนี้ในสถานีกึมโฮมีสมาชิกทั้งหมดแปดสิบหกคน อ๊ะรวมคุณดกจาด้วยก็เป็นแปดสิบเจ็ดแล้ว”

            “น้อยกว่าที่คิดนะครับ”

            “ครับ มีแต่คนที่นั่งรถไฟกับคนที่อยู่แถวสถานีตอนซีนาริโอเริ่มขึ้นเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ทุกคนไม่ได้พูดอะไรก็จริง แต่บางทีในซีนาริโอหลักแรกพวกเขาทุกคนอาจจะ...”

            ไม่ต้องพูดอะไรต่อจากนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ จะเชื่อมนุษย์จากการมองแค่สีหน้าของพวกเขาไม่ได้คนพวกนี้เหยียบย่ำชีวิตของคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอดตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่ทุกคนต่างก็เป็นฆาตกรกันทั้งนั้น

            “ปัจจุบันสถานีกึมโฮแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ครับพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือหนึ่งกลุ่มกับเศษที่เหลือ”

            อีฮยอนซองมองไปทางผู้คนด้วยใบหน้ามืดมนพวกคนที่ถืออาวุธเห็นได้ชัดว่าอยู่ฝ่ายที่เป็นกลุ่มหลัก

            “เชื่อในตัวฉัน! ท่านประธานกำลังพยายามอย่างหนักอีกไม่นานทุกคนจะต้องได้รับการช่วยเหลือ!”

            หัวหน้าแผนกฮันมยองโอลูกชายคนเล็กของบริษัทในเครือฮันคยองประกาศก้อง

            “ลูกพี่พูดถูกแล้ว ทุกคนอย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ พวกเราต้องออกไปได้แน่”

            และผู้ที่กอดคอฮันมยองโอเอาไว้ชอนอินโฮผู้นำกลุ่มที่แท้จริง พวกเขาคือ ‘กลุ่มผู้นำ’

            “เบื่อจัง แม่ฮะ...ขอเล่นเกมมือถือไม่ได้เหรอ”

            “ทนหน่อยนะ เดี๋ยวหน่วยกู้ภัยก็มาแล้ว”

            “รัฐบาลจะต้องเคลื่อนไหวแน่ ประเทศเราไม่ล่มสลายลงง่าย ๆ แบบนั้นหรอก”

            คนที่ได้รับการปกป้องจากกลุ่มผู้นำผู้คนที่เหลือซึ่งยอมทำทุกวิธีเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป ถูกเรียกว่า ‘กลุ่มปลายแถว’

            พวกเขาดูอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นฆาตกรที่ลงมือฆ่าใครได้แต่ถึงรวมฆาตกรหนึ่งร้อยคนมาไว้ด้วยกันก็ยังมีการแบ่งเป็นฝั่งที่แข็งแกร่งกับฝั่งที่อ่อนแออยู่ดีบางทีพวกเขาคงคิดว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกรละมั้ง ทั้งหมดนั่นมันก็แค่เรื่องที่ทำลงไปเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้พวกเขาคงจะคิดแบบนั้น

            อีฮยอนซองมองกลุ่มผู้นำที่กำลังปลุกระดมผู้คนอยู่ก่อนจะพูดขึ้น

            “ปริมาณอาหารที่แจกจ่ายจะถูกกำหนดโดยกลุ่มผู้นำครับอาหารในร้านสะดวกซื้อด้านล่างสถานีกับร้านอาหารหมดเกลี้ยงแล้ว...ตอนนี้แทบไม่เหลืออาหารให้กินกันแล้วละครับ”

            “อย่างนี้นี่เอง”

            “เพราะอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อวานคนในกลุ่มผู้นำจึงส่งสมาชิกหลายคนออกไปหาอาหารด้านบนคุณฮีวอนที่อยู่ด้วยกันกับพวกเราก็ถูกส่งออกไปด้วยครับ”

            “คุณฮีวอน...?”

            “อ๊ะ ชื่อของผู้หญิงคนที่คุณดกจาช่วยไว้เมื่อตอนกลางวันน่ะครับ”

            ผมมองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนม้านั่งรถไฟใต้ดินสีหน้าของเธอดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้ามาก ปอดวานรคงจะช่วยได้เยอะทีเดียว

            “สมาชิกที่ถูกทิ้งไว้มีแค่คนนี้คนเดียวหรือครับ”

            “ไม่ใช่ครับ ที่จริงแล้วเมื่อเช้ามีอีกหลายคนออกไปแต่มีแค่กลุ่มปลายแถวที่ไม่ได้กลับเข้ามาครับ”

            “ไม่ได้กลับเข้ามางั้นเหรอครับ”

            “ครับ”

            อีฮยอนซองกลับมามีสีหน้าหม่นหมองอีกครั้งผมพอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

            ผมบีบไหล่อีฮยอนซองอย่างแรงพอได้สัมผัสก็ยิ่งมั่นใจ ดาบเหล็กคนนี้อีกไม่นานพละกำลังของเขาจะต้องพุ่งสูงเกินเลเวล10

            “ทะ...ทำไมเหรอครับ”

            “ระดับคุณอีฮยอนซองน่าจะได้รับการชักชวนจากทางนั้นแท้ ๆแต่ดูเหมือนจะไม่ยอมไปสินะครับ”

            พลังในการต่อสู้ของอีฮยอนซองเหนือชั้นกว่าบังชอลซูไม่มีทางที่ชอนอินโฮจะไม่เล็งเห็นจุดนี้

            “อ่า...เรื่องนั้น”

            อีฮยอนซองเกาแก้มแกรกๆ อย่างลำบากใจ ในขณะที่เอ่ยต่อ

            “ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันครับ แค่...คิดว่าควรจะทำแบบนี้น่ะผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหลักศีลธรรมจริยธรรมอะไรหรอกครับแต่ว่า...ผมรู้สึกว่าทางนั้นมีอะไรบางอย่าง ‘ไม่ถูกต้อง’ ”

            ไม่ถูกต้อง...

            คำตอบฟังดูเรียบง่ายแต่เป็นถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ นึกแล้วเชียวอีฮยอนซองก็ยังเป็นอีฮยอนซองอยู่วันยังค่ำ

            “อย่าลืมหัวใจนี้นะครับ”

            เพื่อที่ผมจะได้เชื่อใจคุณต่อไป

            โครกคราก

            ได้ยินเสียงน่ารักๆ ดังมา พอหันหลังกลับไปก็พบว่าอีกิลยองกับยูซังอากำลังมองหน้าผมอยู่ใบหน้าราวกับลูกนกที่รอแม่นกบินกลับรังมาพร้อมอาหารผมหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา

            “จะว่าไปนี่ก็เย็นแล้ว ทุกคนคงหิวกันใช่มั้ย เอาไปคนละอันเถอะครับ”

            ผมส่งอาหารที่เอามาจากร้านสะดวกซื้อให้พวกเขาคนละชิ้น

            “อ๊ะ จริงเหรอคะ ได้จริงเหรอ”

            “คราวนี้ฟรีครับ แต่ตั้งแต่ครั้งหน้าต้องจ่ายเงินนะครับ”

            “คะ? เท่าไหร่...”

            “ทุกคนมีเหรียญใช่มั้ยล่ะครับ ผมรับชิ้นละสิบเหรียญ จำไว้นะครับ”

            “เรื่องนั้น...”

            ใบหน้าของยูซังอากับอีฮยอนซองฉาบไปด้วยความตื่นตระหนกเป็นสีหน้าที่บ่งบอกว่าพวกเขาไม่คิดมาก่อนว่าผมจะใช้วิธีนี้

            “แน่นอนค่ะ ฉันจ่ายตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า ไม่ต้องให้กันฟรี ๆ หรอกค่ะ”

            น่าตกใจคนที่พูดประโยคนั้นขึ้นมาก็คือหญิงสาวที่นอนอยู่บนม้านั่งมาโดยตลอดดูท่าว่าเธอคงจะได้สติกลับมาสักพักแล้ว

            “จองฮีวอนค่ะ เมื่อเช้าขอบคุณที่ช่วยนะคะ”

            “ไม่เป็นไรครับ”

            ตอนเจอกันครั้งแรกผมคิดว่าเธอจะเป็นคนอ่อนแอแต่พอเห็นแบบนี้แล้วถึงได้เข้าใจว่าตัวเองอคติไปเอง

            “คุณยูซังอา คุณอีฮยอนซอง ทุกคนตั้งสติให้ดีสิคะเวลาแบบนี้ไม่ควรจะมีสีหน้าแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อาหารพวกนี้น่ะชายคนนี้เป็นคนเสี่ยงชีวิตหามา คงไม่ได้คิดจะรับมันไว้ฟรี ๆ กันหรอกใช่มั้ยคะ”

            เธอที่พูดประโยคนั้นออกมาอย่างไม่ลังเลแทบจะไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย

            “อา...”

            ยูซังอาแก้มแดงก่ำคงจะตั้งสติได้แล้ว

            “ฉันคิดน้อยไปเองค่ะ ขอโทษนะคะต้องจ่ายเงินสิถึงจะถูก...ใช่แล้วฉันเองก็ไม่อยากได้ของอะไรฟรี ๆ เหมือนกันฉันไม่ชอบพึ่งพาใครค่ะ”

            “ผมเองก็คิดเหมือนกับคุณยูซังอา ผมขอจ่ายเหรียญตั้งแต่ครั้งนี้เลยนะครับ”

            นี่เป็นปฏิกิริยาตอบรับที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนเลยตกใจอยู่บ้าง ในยุคของวันสิ้นโลกก็ไม่ได้มีแค่มนุษย์ประเภทเดียวเท่านั้นสินะ

            “ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้ครับ ทุกคนรู้วิธีการใช้เหรียญซื้อขายแล้วใช่มั้ย”

            “ค่ะ ได้เรียนรู้เมื่อหลายวันก่อน เอานิ้วชี้มาแตะกัน อืม แล้วก็...”

            “พูดจำนวนเหรียญที่จะจ่ายในใจก็เรียบร้อยครับ”

            เริ่มจากจองฮีวอนยูซังอา และอีฮยอนซอง พวกเขาจ่ายเงินสิบเหรียญแลกกับอาหารคนละชิ้น โล่งอกไปทีที่พวกเขาไม่ได้ต่อต้านอะไร

            ในช่วงแรกๆ การกระทำแบบนี้อาจดูเลือดเย็นไปบ้างแต่ผ่านไปไม่นานทุกคนก็จะตระหนักได้เองว่ามันเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องแล้ว

            [กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งโล่งใจกับความจริงที่ว่าคุณไม่ใช่ ‘คนยอมถูกเอาเปรียบ’]

            [กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งมอบเงินสนับสนุนให้คุณ 100 เหรียญ]

            เพราะนี่แหละวิธีการเอาชีวิตรอดในโลกเฮงซวยนี่

            [‘อีกิลยอง’ จ่ายเงินจำนวน 20 เหรียญให้คุณ]

            “หืม? นายจ่ายเกินมาสิบเหรียญนะ”

            “ค่าช็อกโกแลตที่กินไปตอนกลางวันครับ”

            สีหน้าของอีกิลยองขณะที่พูดดูกล้าหาญมาก

            [กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งรู้สึกสนใจในตัวอวตาร ‘อีกิลยอง’]

            บางทีคนที่ปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่นี้ได้เร็วที่สุดอาจจะไม่ใช่พวกผู้ใหญ่แต่เป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็เป็นได้

            อีฮยอนซองผู้ซึ่งกำลังเคี้ยวแคลอรีบาร์เสียงดังกร๊อบถาม

            “ถ้าอย่างนั้นคุณดกจาจะอยู่ด้วยกันกับพวกเราต่อไปใช่มั้ยครับ”

            “อ่า คือ...”

            “คุณคิมดกจา”

            คนที่เรียกชื่อผมไม่ใช่อีฮยอนซองผมหันหลังกลับไปมองก็พบเข้ากับพวก ‘กลุ่มผู้นำ’รวมถึงชอนอินโฮยืนอยู่

            อืมได้เวลาแล้วสินะ

            “ขอคุยด้วยสักครู่ได้มั้ยครับ”

            กระทั่งบังชอลซูที่ฟันร่วงไปสองซี่ก็รวมอยู่ในกลุ่มด้วยพอผมหรี่ตาจ้องเขาเขม็ง เขาก็รีบเบือนหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวไอ้โง่

            “เอาสิครับ มาคุยกันหน่อย”

            ชอนอินโฮพยักหน้าด้วยความพอใจกับคำตอบของผม

            “ถ้าอย่างนั้นคนอื่น ๆ ช่วยหลบไปก่อนสักครู่นะครับ ผมอยากจะคุยกับคุณดกจาแค่สองคน”

            “อ๊ะ ถ้าอย่างนั้น...”

            “ไม่ครับ ไม่มีใครจำเป็นต้องลุกไปไหน อยู่ฟังด้วยกันเถอะครับ”

            คำพูดของผมทำให้สมาชิกกลุ่มที่ตั้งใจจะปลีกตัวออกไปหยุดยืนนิ่งด้วยความลังเล

            นัยน์ตาของชอนอินโฮกระตุกถี่

            “อืม เอางั้นเหรอครับ ก็แล้วแต่...ผมก็ไม่ได้สนอะไรหรอก”

            ท่าทางผ่อนคลายมากราวกับจะบอกว่าอยากอยู่ฟังก็เชิญ

            ชอนอินโฮเช็ดม้านั่งก่อนจะนั่งลงพวกแก๊งชอลดูแยกกันไปยืนประกบสองฝั่ง ส่งบุหรี่ให้แล้วจุดไฟแช็กหมอนี่ดูหนังมากไปหรือเปล่าเนี่ย

            “ดูเหมือนจะเป็นพวกไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก งั้นผมจะพูดเข้าประเด็นเลยก็แล้วกันนะครับ”

            “เอาสิครับ”

            “มาร่วมกับกลุ่มเราเถอะครับ”