มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 ภาพมายาปีศาจเสน่ห์

            หากย้อนเวลากลับไปได้...

           เขาพลันยิ้มเยาะเย้ยตนเอง ด้วยนิสัยที่ตรงไปตรงมาและหุนหันพลันแล่นนี้ของตนอย่างไรก็คงเลือกหนทางนี้

           เจียงเฉิงเยว่พักอยู่ครู่หนึ่ง เลิกคิดเสียใจกับตนเองเขาลุกขึ้นแล้วเดินโซเซเพื่อออกจากป่าทึบแห่งนี้ช่างน่าเสียดายที่เดินมาเป็นเวลานานแล้วกลับยังเดินวนอยู่ที่เดิมเขารู้สึกกลัวขึ้นมาอีกครั้ง หรือว่าตอนที่เขาตกลงไปในอ่างอาบน้ำในอ่างมีค่ายกลเคลื่อนย้ายจึงส่งเขามาที่แห่งนี้? ยามนี้ไม่เห็นร่องรอยของ‘ฮูหยินชี’ ที่แปลกประหลาดผู้นั้นแล้วเจียงเฉิงเยว่ต้องการจะพบผู้ใดบ้างกลับไม่เจอสักคน

           เขาเคลื่อนไหวอยู่เป็นเวลานานจึงมองเห็นความเป็นไปได้ว่าป่าทึบนี้ถูกควบคุมโดยค่ายกลเช่นกันทุกครั้งที่ตนเองสัมผัสขอบของค่ายกลจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกเขาทำได้เพียงคลำไปตาม ‘กำแพง’ ที่มองไม่เห็นนั้นอย่างช้าๆ จนกระทั่ง ‘กำแพง’ยื่นเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งบนเนินเขาพร้อมกับไอปีศาจที่แผ่ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

           ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอะไร นั่นคือต้นกำเนิดของค่ายกลนี้

           เจียงเฉิงเยว่หายใจเข้าลึก ตัดสินใจลองเสี่ยงบุกเข้าไปถึงอย่างไรสู้จนตัวตายยังดีกว่าถูกขังจนตายกระมัง

           เมื่อเขาเข้าไปในถ้ำเขาเห็นพืชคล้ายเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างที่คาดไว้มีกลีบดอกไม้สีชมพูคล้ายกับก่อนหน้านี้ที่ยกไปให้ ‘ฮูหยินชี’ส่วนเถาวัลย์นั้นเหมือนกับเถาวัลย์ที่พันธนาการเขาเมื่อครู่ทุกระเบียดนิ้วไม่ต้องบอกเลยว่าปีศาจตนนั้นต้องบ่มเพาะในถ้ำนี้อย่างแน่นอน

           เจียงเฉิงเยว่เพิ่มความระแวดระวัง เขาจับโม่หลงไว้ในมือและพลิกไว้ด้านหลังแขนก้าวอย่างเชื่องช้าทีละก้าว ในถ้ำฝังไว้ด้วยไข่มุกราตรี[1] หลายขนาด แสงสลัวสาดส่องมวลดอกไม้ที่อยู่เต็มพื้นดินบรรยากาศคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง ครั้งนี้ไม่มีการขวางกั้นของค่ายกลกลิ่นหอมของดอกไม้ที่รุนแรงช่างอบอวลจนทำให้เขาวิงเวียนศีรษะและตาพร่าเล็กน้อย

           เขาเดินตรงไปจนถึงส่วนลึกของถ้ำ ภายในถ้ำยังคงเงียบงันไร้สุ้มเสียงเจียงเฉิงเยว่อดสงสัยไม่ได้ หรือว่าเจ้าของถ้ำไม่อยู่? เมื่อเขาหยุดฝีเท้าแล้วมองไปโดยรอบภายในถ้ำที่กว้างขวาง ทันใดนั้นกลับมีสายลมพัดมาก่อนที่เสียงหัวเราะที่เหมือนกับระฆังเงินของหญิงสาวจะดังขึ้นรอบด้าน

           เจียงเฉิงเยว่จ้องมองก่อนเหม่อลอยในทันที ทั้งถ้ำเต็มไปด้วยหญิงสาวเปลือยกายความงามล่มเมืองที่ละลานตาล้วนมีทั้งหมด หลังมองไปยังผิวสีเนื้อราวกับน้ำใสเหล่าหญิงสาวต่างยิ้มหวานหยาดเยิ้ม พร้อมล่อลวงสรรพชีวิตทั้งหมด

           เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้ว กำลังจะด่าว่า ‘ไร้ยางอาย’กลับรับรู้ได้ว่าร่างกายของตนมีการตอบสนองตามสัญชาตญาณ เขาตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึงไม่สนใจที่จะด่าทออีก กลับละอายใจที่ตนเองไร้ค่าอย่างยิ่งทั้งยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยพบภูตผีที่ต้องการจะล่อลวงเขาในปรโลกมาก่อนแต่ก็ไม่เคยทำให้เขาหน้าแดงและหายใจถี่เช่นนี้หรือว่าร่างกายขององค์ชายเฉินจะไม่ได้เรื่องกัน? เมื่อคิดอย่างละเอียดอีกครั้งเขาจึงเริ่มเข้าใจ กลิ่นหอมของดอกไม้นั้นมีบางอย่างประหลาด!

           หลังจากคิดถึงตรงนี้ เขากลั้นหายใจทันทีก่อนใช้พลังวิญญาณผนึกประสาทรับกลิ่นของตนเอง

           เมื่อนางปีศาจเห็นท่าทางนั้นจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉิงชางจวินเพิ่งกลั้นหายใจยามนี้ไม่คิดว่าสายเกินไปหรือ?” เจียงเฉิงเยว่มองตามเสียงกลับเห็นว่าเป็น‘ฮูหยินชี’ ที่เคยพบ ยามนี้คลุมตัวด้วยแพรโปร่งที่จะปิดบังก็ไม่มิดจะเปิดเผยก็ไม่ทั้งหมดกำลังยืนยืนอยู่ท่ามกลางสตรี

           เจียงเฉิงเยว่รู้ว่าตนเองมาถูกทางแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะหงุดหงิดเขาเพียงจ้องนางอย่างเย็นชา ทว่าภาพตรงหน้ากลับแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆเหล่าสตรีดูเหมือนกำลังลอยอยู่ในอากาศ งอกปีกออกมาคล้ายกับผีเสื้อบินผ่านใบหน้าเขาหลงเหลือสายลมที่มีกลิ่นหอมและเสียงหัวเราะแผ่วเบาทั้งยังถามด้วยน้ำเสียงหยาดเยิ้มแฝงความออดอ้อน “เซียนจวินไม่ชอบข้าเลยหรือ...”

           “เหตุใดเซียนจวินต้องอดทน”

           เจียงเฉิงเยว่ยังคงไม่วางใจแล้วใช้มือข้างหนึ่งปิดจมูกอีกมือหนึ่งฟาดโม่หลงไปยังพวกนางด้วยความโกรธนางปีศาจที่ถูกเขาฟันไปนั้นกลับกระจายไปในอากาศราวกับไอหมอกเริ่มส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาดชั่วร้ายข้างหู

            ‘ฮูหยินชี’ยืนอยู่ไกลๆ ปิดปากยิ้มอย่างมีเสน่ห์ “ห้องนี้เต็มไปด้วยความงามอันน่าทึ่งถึงกับไม่มีผู้ใดที่ฉิงชางจวินถูกใจเลยหรือ? แต่ก็ไม่เป็นไรฉิงชางจวินรู้ไหมว่ากลิ่นนี้เรียกว่าอะไร? กลิ่นนี้เรียกว่า ‘น้ำค้างแห่งรัก’ ฉิงชางจวินโปรดวางใจเถิดแม้ว่าที่นี่จะไม่มีคนที่ฉิงชางจวินชอบแต่ก็สามารถสร้างคนผู้หนึ่งออกมาเพื่อให้ท่านสานสัมพันธ์เซียนจวินเข้ามาในถ้ำขายวิญญาณของข้าแล้วหากไม่ขายวิญญาณแล้วจะออกไปได้อย่างไรเล่า ฮิๆๆๆๆ”

            ขณะที่นางพูดเจียงเฉิงเยว่รู้สึกว่าเส้นขนบนร่างราวกับถูกใครสัมผัสด้วยเจตนาร้ายแต่เมื่อก้มศีรษะลงกลับเห็นเถาวัลย์ดอกไม้เหล่านั้นเมื่อครู่เจียงเฉิงเยว่เคยได้รับความทรมานจากสิ่งนี้จึงตั้งใจที่จะต่อต้านเขาให้โม่หลงฟาดฟันอย่างไม่ไว้ไมตรี

           ในที่สุดเขาก็โมโหจึงด่าทอด้วยความโกรธ “ปีศาจชั่ว! แค่ภาพมายาหื่นกามเล็กน้อยคิดจะจัดการข้าหรือ? ไม่ประมาณตนเสียจริง!”กล่าวจบเขากระโดดขึ้นโม่หลงถูกตนทำให้กลายเป็นหลายชิ้นส่วนราวกับพร้อมระบายความแค้นเขาสาบานว่าจะต้องกำจัดนางปีศาจที่ไร้ยางอายในห้องนี้ให้จงได้ทันใดนั้นกลับมีเสียงเรียกแผ่วเบาที่ข้างหู “เสด็จพี่...”

           เจียงเฉิงเยว่ตะลึงงัน ช่วงเวลาที่ตกตะลึงอยู่ทั้งร่างพลันถูกบางสิ่งรัดไว้อย่างโหดเหี้ยมจนเคลื่อนไหวไม่ได้หลังกลับมามีสติก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงอย่างคาดไม่ถึง และบนเตียงนั้น ห้องนั้นคนผู้นั้น...เขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นั่นเคยเป็นห้องนอนของเขา และเตียงของเขาที่วิหารหลิงเซียวบนเขาฉีหวนกับคนที่นอนบนเตียงเดียวกับเขาไม่จำเป็นต้องบอก นั่นคือหลี่อวิ๋นหังที่ดูอายุราวสิบสี่ปี

           เจียงเฉิงเยว่เบิกตากว้างอย่างสั่นสะท้านแม้จะรู้ชัดเจนว่านี่คือภาพมายากลับยังลังเลอยู่สักพัก

           หลี่อวิ๋นหังกอดเขาแน่นอย่างออดอ้อน วางหน้าไว้ที่หลังลำคอแล้วถามเสียงนุ่ม“ฝันร้ายหรือ? ทำไมเหงื่อเย็นไปทั้งร่าง?” ขณะที่พูดเขายื่นมือเข้ามาในปกเสื้อลูบไล้บนผิวที่ลื่นและชื้นของตนแผ่วเบา

            “อา อาหัง”เจียงเฉิงเยว่ร่างแข็งทื่อราวกับรูปปั้นดินเหนียว ไม่อาจเคลื่อนไหวได้

            “เสด็จพี่”หลี่อวิ๋นหังจูบที่ติ่งหูเล็กของเขาลมหายใจร้อนที่พ้นผิวหนังอันเย็นเยียบช่างแผดเผาและยั่วยวนฝ่ามือนั้นยังคงไม่ยอมหยุด เหมือนกับการโจมตีและรุกรานรอบตัวเมืองสุดท้ายกลับยื่นมือมาที่เอวของเขาแล้วดึงสายรัด

            ทันใดนั้นเจียงเฉิงเยว่ตกใจราวกับถูกสายฟ้าฟาดความละอายใจพลุ่งพล่านออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจและความละอายใจนี้เองทำให้ตัณหาที่มีอย่างขาดสติ เริ่มทุเลาลงกลับมาคงสติไว้ได้เล็กน้อย เขารีบคว้ามือของหลี่อวิ๋นหังขณะเดียวกันก็อุทานพร้อมส่ายศีรษะปฏิเสธ “ไม่ได้ๆ ไม่ได้นะ!”

           หลี่อวิ๋นหังยังไม่ยอมปล่อยมือ อีกฝ่ายจูบที่ริมฝีปากของเขาแล้วถามอย่างไม่พอใจ“เพราะเหตุใด...ข้าชอบเสด็จพี่ เห็นได้ชัดว่าเสด็จพี่เองก็ชอบข้าไม่ใช่หรือ?”

           ขณะที่เจียงเฉิงเยว่กำลังจะอ้าปาก ริมฝีปากอ่อนนุ่มเผยอออกเล็กน้อยลิ้นของหลี่อวิ๋นหังสอดเข้ามาราวกับงูวิญญาณจ้องหาโอกาสจูบที่ลึกซึ้งเริ่มขายวิญญาณทำลายกระดูก ทั้งร่างของฉิงชางจวินกลับมาสั่นสะท้าน

           ทั้งจิตสำนึกและสติต่างจมดิ่งลงไปพร้อมกันทว่าในก้นบึ้งหัวใจยังมีบางสิ่งที่ดึงเขาไว้อย่างแน่นหนา บอกกับเขาว่าไม่ถูกต้องเรื่องเช่นนี้ไม่ถูกต้อง!

            ใช่เขาชอบหลี่อวิ๋นหัง และหลี่อวิ๋นหังเองก็ชอบเขาด้วย...ทำไมถึงทำไม่ได้กันเล่า?

           เจียงเฉิงเยว่ตื่นขึ้นโดยพลัน จากนั้นผลักอีกฝ่ายออก “ไม่ได้ๆ ทำเช่นนี้ไม่ได้เจ้า เจ้ายังเด็กเกินไป! ข้าทำเช่นนี้ไม่ได้!”

             “เสด็จพี่”

           หลังจากตระหนักถึงบางสิ่งในที่สุดเจียงเฉิงเยว่ก็เรียกคืนสติได้เล็กน้อยจากภาพมายา ไม่นี่ไม่ใช่หลี่อวิ๋นหังเลยอย่างสิ้นเชิง!!! หลี่อวิ๋นหังที่เคยจูบเขาในอดีตหลี่อวิ๋นหังที่อายุสิบสี่ปียังไม่บรรลุนิติภาวะ จูบนั้นช่างไร้เดียงสานักถึงกับมีความเลื่อมใสและความเคารพ แม้ว่าจะเป็นเพียงสัมผัสเบาๆแต่รสชาตินั้นช่างหอมหวานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

           นี่ไม่ใช่อาหังของเขา! เป็นเพียงปีศาจที่กลายร่างจากภาพมายาเท่านั้น!!!

           เจียงเฉิงเยว่ครุ่นคิด ราวกับว่ามีใครลอบดูความปรารถนาส่วนลึกที่สุดซึ่งเป็นความลับที่น่าอับอายที่สุดในก้นบึ้งจิตใจ ปีศาจเช่นนี้ปีศาจเช่นนี้กล้าดีมาเทียบกับอาหังของข้าได้อย่างไร?!

            “โม่หลง!”เขาตะโกนอย่างโกรธจัดราวกับฟ้าคำราม ถือโม่หลงคว่ำลงก่อนที่ร่างจะลอยขึ้นต้องการฟันภาพมายาตรงหน้าแม้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าที่เขาถวิลหาและตราตรึงอยู่ในหัวใจโดยที่ใบหน้านั้นเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปต่อหน้าต่อตาเขาความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาจางหาย ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำและเย็นชาทว่ายังคงงดงามและดูดีเพียงพอที่จะพลิกคว่ำสรรพชีวิต

           เจียงเฉิงเยว่โกรธมากอย่างไม่อาจควบคุม! เขาพาดโม่หลงไว้ที่ลำคอของปีศาจจากนั้นพลิกตัวนั่งบนร่างของปีศาจตนนั้นก่อนที่จะฟาดดาบยังไม่ลืมที่จะด่าทอด้วยความโกรธ “ปีศาจชั่วไร้ยางอาย!เจ้าคิดจริงหรือว่าเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ปัจจุบันของเขาแล้วจะสามารถล่อลวงข้าได้อีก?!”หากลองคิดดูแล้วหากปีศาจตนนั้นได้ยินที่เขาคิดว่าหลี่อวิ๋นหังยังเด็กเกินไปจึงกลายร่างเป็นหลี่อวิ๋นหังวัยผู้ใหญ่เขาถูกผู้อื่นเปิดโปงความคิดอย่างไร้ไมตรีอีกครั้งเจียงเฉิงเยว่จะไม่โมโหได้อย่างไรกัน?!

           หลี่อวิ๋นหังที่ถูกกดอยู่ใต้ร่างของเขากลับนอนลงบนพื้น เผยความตะลึงเล็กน้อย

           สายลมหนาวพัดมาปะปนกับกลิ่นหอมของหญ้าสีเขียวทำให้ตัณหาที่เดือดพล่านในปัจจุบันของฉิงชางจวินจากความหื่นกามสงบลงชั่วคราวกระทั่งเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาเริ่มเหม่อลอยจึงไม่ได้ฟาดดาบให้ทันเวลา

            “ท่านอาจารย์!”

            “ฉิงชางจวิน!”

           เสียงเรียกที่ค่อนข้างอึดอัดใจสองเสียงตะโกนออกมาพร้อมกันเสียงนั้นช่างคุ้นเคยยิ่งนัก เจียงเฉิงเยว่รีบเงยหน้ามองกลับเห็นไป้เอ๋อร์กับอี้จื่ออีที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึงริมฝีปากอ้าค้าง

           เจียงเฉิงเยว่นิ่งค้าง ไม่ฟื้นคืนสติอยู่เป็นเวลานาน

            สถานการณ์แปลกๆนี้ยังคงดำเนินไปสักพักหลังจากนั้นเจียงเฉิงเยว่ก้มศีรษะลงมองหลี่อวิ๋นหังที่นอนอยู่ใต้ร่างเขาด้วยความงุนงงเขาถึงค่อยๆ เข้าใจขึ้นมา เกรงว่าจะไม่ใช่ภาพมายาและเป็น...หลี่อวิ๋นหังตัวจริงอย่างแท้จริง!

            ขณะนี้หลี่อวิ๋นหังเก็บความรู้สึกประหลาดใจลงไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาทั้งสองเป็นประกายมองตรงไปที่อีกฝ่ายดวงตาคู่นั้นเผยความซับซ้อนที่ตนเองไม่เข้าใจทั้งยังร้อนจัดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ถึงอย่างนั้นกลับดูเย็นชา

           ฉิงชางจวินรู้สึกอับจนหนทางเป็นอย่างมากเสื้อผ้าของเขาที่เปียกโชกยามอยู่ในน้ำเมื่อครู่ยังไม่แห้งดีทั้งยังเปียกชื้นติดอยู่บนร่างกายแป้งสีขาวกับเครื่องสำอางหนาบนใบหน้าถูกน้ำในทะเลสาบล้างจนสะอาดเกลี้ยงเผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มขาวนวล ผมสีหมึกราวกับก้อนเมฆบนศีรษะดึงไว้ด้วยหวนจี้[2] คู่ของสตรี เขาตกใจมากเกินไปแม้กระทั่งริมฝีปากยังดูซีดเซียว กลับยิ่งทำให้ดูน่าเวทนามากขึ้น

           แววตาที่ว่างเปล่าของเขาสบกับดวงตาของหลี่อวิ๋นหังเขาตกตะลึงอีกครั้งก่อนที่ราวกับจะถูกปลุกขึ้นมา เขา เขาเขานั่งทับซ่างเซียนจากแดนสวรรค์ และเป็นเจ้าแห่งวังหลิงปี้ไว้ใต้ร่าง!!!เดิมทีเขาตัดสินใจแล้วว่าจะติดต่อกับหลี่อวิ๋นหังคนปัจจุบันเป็นอย่างดี จะประจบสอพลอเพราะท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายคือเซียนจวินที่ถูกส่งลงมาเพื่อสืบสวนตนเองนับว่าเป็นผู้กุมอำนาจความเป็นตาย แม้ว่ายังมีความแค้นในอดีตต่อกันอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองใจโดยเด็ดขาด...ถึงอย่างนั้นแล้วเกรงว่าครั้งนี้จะทำให้ขุ่นเคืองใจไปจนถึงบ้านยาย[3]เสียแล้วกระมัง!

           หลังจากตกตะลึงอยู่นานตัณหาที่เกิดจากความหื่นกามที่ไม่เคยได้ระบายออกจึงหวนกลับคืนมาอย่างรวดเร็วเจียงเฉิงเยว่ยังคงอยู่บนร่างของซ่างเซียนแห่งวังหลิงปี้ในยามนี้ เมื่อตระหนักได้เขากลับตกตะลึงไม่หยุด รีบพลิกตัวลงมาจากร่างของหลี่อวิ๋นหังล้มลงไปนั่งกับพื้น เท้าถีบพื้นที่อยู่ตรงหน้าขยับไปด้านหลังทีละนิดอย่างไม่รีรอจนกระทั่งแผ่นหลังไปชนกับลำต้นของต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังจึงจำเป็นต้องหยุด

            ชั่วขณะนี้ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง

           เจียงเฉิงเยว่เหลือบไปเห็นว่าตรงเป้ายังคงดันเสื้อผ้าขึ้นมาอยู่จึงงอขาราวกับต้องการซ่อนเร้น ฝ่ามือทั้งสองโอบรอบเข่าแล้วนิ่งเงียบไป

           ตอนนี้เขาอยากจะตายไปเสีย!

           หากในโลกนี้มีใครที่ตายเพราะอับอายมากเกินไปได้จริง เขาคือคนแรก ณตอนนี้เขาเพียงอยากใช้มือขุดรอยแยกบนพื้นแล้วมุดหนีไป

            “ท่านอาจารย์...” ไป้เอ๋อร์น้อยต้องการวิ่งไปกอดเพราะเป็นห่วงอาจารย์มากเกินไปอี้จื่ออีที่อยู่ด้านหลังกลับกอดเอวเขาไว้เพื่อหยุด รีบบอก “อย่าไปกลิ่นหอมบนตัวอาจารย์ของเจ้ามันแปลกยิ่ง!”

            เจียงเฉิงเยว่ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหลังจากนั้น เขาฝังใบหน้าที่ร้อนจัดไว้ที่ระหว่างเข่าแล้วขดตัวกลม

           ------------------------

            [1] ไข่มุกราตรีหมายถึง ไข่มุกที่เปล่งแสงแวววาวยามค่ำคืนได้

            [2] หวนจี้หมายถึง มวยผมสองข้างของสตรีในยุคโบราณ

            [3] บ้านยายเป็นการอุปมา หมายถึง สถานที่ห่างไกล

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน