ไม่รู้โชคช่วยหรือว่าอะไร เซียวอวี้ฉีถึงรอดตัวจากการตรวจของแพทย์มาได้ สาเหตุหาใช่ใดอื่น แต่เป็เพราะมีคนที่้าหมอมากกว่าเขา
ติงอ๋อง ที่มาทราบภายหลังว่าคือ ‘ติงหลินต๋า’ อ๋องต่างสกุลที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญ จู่ๆ ก็พบอยู่ในสภาพหน้าเขียวตัวม่วงข้างทาง ห่างจากเรือนของเขาไม่ไกล
ติงหลินต๋าถูกซ้อมสลบไสลหมกไว้ในพงกุหลาบ ทั้งตัวมีแต่แผลที่ถูกหนามกุหลาบทิ่มแทง
เนื่องจากมีผู้สูงศักดิ์ปรากฏตัวความสนใจทั้งหมดของฮูหยินเซียวจึงไปทางนั้น
เซียวอวี้ฉีอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจบอกพ่อบ้านว่า จะออกไปหาซื้อของไปฝากอาจารย์สำนัก ความกตัญญูและความเคารพของศิษย์ต่ออาจารย์เป็เื่ที่ไม่อาจละเลยพ่อบ้านจึงเบิกเงินให้ไปซื้อของฝาก
เมืองหลวงของแดนมนุษย์แม้นไม่งดงามราวสรวง์เหมือนแดนเซียน ไม่ต้องมนต์พิศวงเหมือนแดนมาร ทว่ากลิ่นอายมีชีวิตชีวากลับไม่ด้อยไปกว่า
ผู้คนหลายระดับเดินผ่านไปมาขวักไขว่ ถนนกว้างขวางรถม้าประทุนสูงสามารถเคลื่อนผ่านไปพร้อมกันถึงสามสี่คัน บ้านเรือนถูกกำหนดให้สร้างในแบบเดียว ห้ามมิให้ใครก็ตามสร้างตึกสูงกว่าที่กำหนดทำให้ดูเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน มีบ้างที่จวนของขุนนางจะมีโครงสร้างที่แตกต่างไป กระนั้นประตูเรือนใหญ่ทั้งหมดจะต้องทาสีตามที่ราชสำนักเป็คนกำหนด แบบนี้พอมองลงมาจากข้างบนทุกอย่างจึงดูเรียบร้อยสบายตาอย่างยิ่ง
เซียวอวี้ฉีเลือกสวมชุดแขนกว้างสีฟ้าอ่อน สวมงอบไม้ไผ่คลุมผ้าโปร่ง ปิดบังใบหน้าเดินลงจากสะพานผ่านกลุ่มคนไปตามถนน
แม้นพยายามทำให้ไม่เป็ที่สนใจ แต่รูปร่างของเขาสูงโปร่งกว่าคนทั่วไป ปลายผมที่พ้นชายผ้าต้องแสงเป็ประกายสีเขียวรำไรแปลกหูแปลกตา ยามเยื้องย่างเหมือนเท้าไม่ติดดิน กลิ่นอายบริสุทธิ์กำจายสูงส่งหาใดเทียมย่อมเลี่ยงจะไม่โดดเด่นยาก ผ่านไปที่ใดบุรุษและสตรีต่างเหลียวมองไม่วาง
ในกาลสมัยที่บุรุษแต่งบุรุษ บุรุษเดินจับมือถือแขนแสดงความรักกันดั่งคู่นกเป็ดน้ำ หรือแม้แต่การที่บุรุษได้รับพรจากเทพกระสา ได้รับบุตรสืบสกุลอันเป็เื่ธรรมดาเช่นนี้ เซียวอวี้ฉีก็คือแพะอ้วนพีที่น่าจับจองคนหนึ่ง
ยิ่งสมัยที่เขายังอยู่ประจำจวน ยังไม่เข้าศึกษาที่สำนัก ประตูบ้านแทบจะถูกเหยียบพังเพราะมีสกุลน้อยเอยใหญ่เอยแวะมาทาบทามไปเป็สะใภ้ไม่ได้ขาด
ฉะนั้นในยุคนี้บุรุษเช่นเขาจึงไม่อาจปล่อยให้ชายใดเข้านอกออกในเรือนนอนอันเป็พื้นที่ส่วนตัว หาไม่แล้วชื่อเสียงย่อมมัวหมอง อยู่ไม่สู้ตาย ชื่อเสียงย่อยยับไม่น้อยไปกว่าสตรีดีๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว
ดังนั้นแล้วสกุลสูงอย่างสกุลเซียวถึงถือสาเื่บุรุษกับบุรุษอยู่ร่วมกันในหอนอนส่วนตัว ถ้ามีข่าวว่าเขาได้เสียกับติงอ๋องอะไรนั่นออกไปชีวิตนี้ก็ต้องกลายเป็อนุลำดับที่สิบแปดอะไรนั่นแล้ว
ถึงเซียวอวี้ฉีค่อนข้างเคยชินอยู่มากหากจะตกเป็ที่หมายปองจากบุรุษที่คิดจะเด็ดบุปผา
เพียงแต่เขาไม่นิยมเป็รองใคร
ใจจริงหากจะต้องตบแต่งละก็…เขาชมชอบเอื้อมมือไปเด็ดบุปผามากกว่า
เฉกเช่นเมื่อคืนที่ทำอย่างนั้นกับชายแปลกหน้า…
วกไปคิดหูเซียวอวี้ฉีพลันแดงปลั่ง ลำคอแห้งจนต้องขยับกระเดือกกลืนน้ำลาย
พอเช้านี้เห็นรูปโฉมคนๆ นั้นชัดเต็มตา ความคิดก็เอาแต่วนเวียนไม่วาง
คนอะไรโดดเด่นเหลือเกิน… รูปกระจ่างตา แววตาน่าหลงใหล ทั้งตัวแผ่เสน่ห์ออกมามอมเมาคน ลีลาบนเตียงน่าชมเชยทำเอาเขาใจเต้นโครมครามทั้งคืน…
“อา…นี่ข้าบ้าไปแล้วแน่…”
ความคิดเตลิดเปิดเปิง เซียวอวี้ฉีจำต้องปิดตาระงับจิตใจ ปรับปราณควบคุมสติ แล้วสูดหายใจจดจ่อสมาธิกับธุระการงานวันนี้
ออกมาวันนี้เป้าหมายของเขาคือ ร้านยา กระนั้นอย่างน้อยคิดว่าควรจะเดินเลือกของฝากให้เรียบร้อยจึงค่อยแวะไป
เขาออกมาคนเดียวด้วยไม่มีบ่าวประจำตัว แม้พ่อบ้านจะเสนอให้บ่าวสองสามคนมาช่วยถือของ แต่เขาปฏิเสธเพราะจะได้ทำงานสะดวก
ชายหนุ่มโค้งมุมปากขึ้น เดินเข้าไปยังร้านส่งสาร
“หลงจู๊ ส่งสาร”
ร่างสูงเดินเข้าไปหน้าโต๊ะ หยิบเอาซองจดหมายสีขาวธรรมดาออกมาวางบนโต๊ะเก็บเงิน
เ้าของร้านไม่แม้แต่จะเงยหน้า เปิดสมุดคว้าพู่กันมาจุ่มหมึก
“จากผู้ใดถึงผู้ใด”
“วัดเยว่หงถึงคุณชายใหญ่สกุลเซียว เซียวอวี้ฉี”
เขาแจ้งเช่นนั้นแล้ววางเงินไว้บนโต๊ะ รอเ้าของร้านนับเงินจดบันทึกเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกจากร้าน
่เวลาต่อจากนั้นก็เป็การเลือกของฝากหลายชิ้น เขาใช้เวลาทั้งวันเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ พักดื่มชากินของว่างที่ร้านน้ำชา รอจนอาทิตย์ตกเย็นจึงตรงไปร้านขายยา
ว่าแต่ เขาจะซื้อยาแบบใดไปดีเล่า?
มาถึงหน้าร้านยาแล้วเซียวอวี้ฉีก้มหน้าครุ่นคิด
ตอนแรกคิดว่าชายคนนั้นน่าจะเสียเืมากจนสลบ ทว่าตอนจะทำแผลกลับพบว่าบนตัวคนไม่มีร่องรอยได้รับาเ็
เช่นนั้นสาเหตุที่เขาหมดสติเป็เพราะเหตุใด?
หากนั่นไม่ใช่เืของเ้าตัว หมายความว่าเป็เืคนอื่น
ไม่แน่ว่าเขาอาจผ่านการต่อสู้มา
หรือไม่ เพราะเมื่อคืน…ทำเื่นั้นไปมาก ดังนั้นเช้านี้จึงไม่มีแรง
อืม…เช่นนั้นหลับสักตื่นหนึ่งก็น่าจะหายแล้วกระมัง?
“คุณชาย… มิทราบว่า้ายาหรือปรึกษาอันใดหรือไม่”
เถ้าแก่ประกบสองมือไว้ตรงหน้าหัวเราะแหะๆ มองชายหนุ่มรูปลักษณ์โดดเด่นเอาแต่ยืนปักหลักขวางหน้าร้านแต่ไม่ว่ายังไงสักคำ ทำทีเหล่มองไปยังแถวข้างหลังที่เริ่มยาว ให้เขารู้ตัวว่าลูกค้าท่านอื่นกำลังรออยู่
“มีบุรุษ เอ้อ เสี่ยวหลาง (*เด็กหนุ่มของข้า) ที่บ้าน กลางคืนน่าจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป เช้านี้จึงเป็ลม เถ้าแก่พอจะมีวิธีฟื้นกำลังหรือไม่”
ถามจบลมหายใจของเซียวอวี้ฉีอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ให้ตายสิ พอพูดถึงเื่นี้เขาก็นึกได้ว่าตนเองทำอะไรไปไม่น้อย หาไม่แล้วจะต้องแบกหน้าบางๆ มาเอายาบำรุงเช่นนี้เชียวหรือ
เซียวอวี้ฉีเ้าเป็เดรัจฉานรึไง!
เถ้าแก่เห็นท่าทางขัดเขินเข้าใจทันทีว่าอะไรเป็อะไร ส่งเสียงอ้อๆ
คู่เป็ดน้ำข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งจะััรสรักก็แบบนี้แหละ ทำอะไรไม่บันยะบันยัง
เถ้าแก่ผายมือเชิญชายหนุ่มเข้าไปในร้าน…
“ขอบคุณคุณชายที่ใช้บริการ ไว้โอกาสหน้าเชิญใหม่ เอ้อ ทางที่ดีควรระวังอย่าหักโหมจนเกินไป ชีวิตยังอีกยาวไกลๆ ค่อยเสพสุขกันไป วันนี้สุขได้พรุ่งนี้ก็สุขได้ ควรตักตวงอย่างมีสติ…”
ท่ามกลางแสงพลบค่ำเซียวอวี้ฉียืนกอดล่วมยาหน้าตาเหม่อลอย ฟังคำตักเตือนด้วยความหวังดีของเถ้าแก่ร้านยาที่ยืนประกบมือ แจงข้อควรปฏิบัติอย่างไม่ค่อยจะเข้าหัวนัก
อะไรคืออย่าหักโหมเกินไป
อะไรคือค่อยๆ เสพสุขกันไป
อะไรคือควรตักตวงอย่างมีสติ
พับผ่าสิ! เขาเป็แค่บุรุษยังไม่ออกเรือนนะ หาใช่ปีศาจจิ้งจอกสักหน่อย คิดว่าเขาจะดูดพลังชีวิตของบุรุษคนนั้นจนตายหรือไร?
เขาก็แค่เรียกร้องมากหน่อย อยากได้อะไรที่มันตื่นเต้นมาดับความกระหายจากฤทธิ์กำหนัด
จะเอาสติที่ไหนมายับยั้งการตักตวงกัน!
ขมุบขมิบก่นด่าในใจไปรอบเซียวอวี้ฉีถึงค่อยเม้มปากเชิดคาง กอดล่วมยาจากมาอย่างสง่าผ่าเผย
เขาเดินมาไกลมากจึงจ้างรถม้ากลับจวน ระหว่างทางก็มองผู้คนข้างทางไปเรื่อยเปื่อย ครึ่งชั่วยามก็มาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพ
“คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว”
เซียวกวน พ่อบ้าน ออกมารับที่หน้าประตู เขารับหมวกผ้าโปร่งกับถุงใส่ของไปถือพลางยื่นซองจดหมายให้อย่างนบนอบ
“่บ่ายมีคนนำจดหมายมาส่งขอรับ จากวัดเยว่หง”
เซียวอวี้ฉีหลุบตามองซองจดหมายสีขาวสะอาดตา
ซองนี่เป็ซองที่เขาแวะไปส่งมาเมื่อเช้า อ้างว่าวัดเยว่หงเป็ผู้ส่งถึง ก็คือเป็เขาส่งจดหมายถึงตนเองนั่นแหละ
มุมปากของชายหนุ่มโค้งขึ้น รับจดหมายมาถือแล้วเดินเข้าไปด้านใน
“คุณชายคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง”
ระหว่างเดินนำเขาเอ่ยถามพ่อบ้านที่ตามมาส่ง
“หากคุณชายหมายถึงติงอ๋อง เมื่อบ่ายทางจวนอ๋องมาพาคนกลับไปแล้วขอรับ”
พ่อบ้านตอบไปเหลือบมองท่าทีของชายหนุ่มที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เขารีบก้าวยาวขึ้นอีกนิด
“ตอนติงอ๋องฟื้นขึ้นมา บอกว่าเมื่อคืนเขา…อยู่ในห้องคุณชายใหญ่ด้วยขอรับ”
พูดแล้วพ่อบ้านก็ลอบมองสีหน้าว่าคุณชายใหญ่มีท่าทีผิดแปลกไปจากเดิมหรือไม่ ทว่าเซียวอวี้ฉียังคงย่างก้าวอย่างมั่งคง ดวงหน้าประดับยิ้มน้อย ตาดอกแหนหลุบต่ำแผ่กลิ่นอายสงบั้แ่หัวจรดเท้า
“หากเขาอยู่ในห้องข้า ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร เื่แบบนี้คุณชายอย่างข้าเสียหาย พ่อบ้านควรบอกให้คนอื่นปิดปากให้ดี”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยเตือนน้ำเสียงเรียบเรื่อย กระนั้นกลับทำให้เซียวกวนขนลุกซู่ ท่าทางเช่นนี้คล้ายกับแม่ทัพเซียวตอนแผ่กลิ่นอายคุกคามไม่มีผิด
เซียวกวนนั้นรับใช้สกุลเซียวมาั้แ่วัยหนุ่มจึงคุ้นเคยกับนิสัยใจคอคนในบ้านนี้เป็อย่างดี คุณชายใหญ่แม้นจะเป็คนว่าง่ายทว่ากลิ่นอายน่าเกรงขามกลับไม่แพ้ท่านแม่ทัพที่เป็บิดาเลย ตัวเขาจึงค่อนข้างหวั่นเกรงอีกฝ่าย ตอบรับคำ
“ผู้น้อยจะไปจัดการให้ดีขอรับ”
“แล้วน้องเล็กเป็อย่างไรบ้าง”
รู้ว่าเซียวกวนจะจัดการให้เป็อย่างดีเซียวอวี้ฉีจึงเปลี่ยนเื่
“เพราะลงไปในทะเลสาบ เนื้อตัวเย็นเฉียบคุณชายเล็กจึงมีไข้ หมอจ่ายยาแล้วตอนนี้พักผ่อนอยู่ขอรับ”
นึกไปถึงคุณชายเล็กผมชมพูแสนอ่อนหวานเซียวกวนก็สงสารจับใจ
“เฮ้อ…ร่างกายล้ำค่าของคุณชายเล็กทนความเย็นไหวเสียที่ไหน ลงไปในทะเลสาบเปียกทั้งตัวแบบนั้นอย่างต่ำก็ต้องพักฟื้นครึ่งเดือนเลยนะขอรับ”
“เป็เพราะข้าวานน้องเล็กให้ลงไปเอง ไว้ข้าไปดูเขาอีกรอบแล้วกัน พ่อบ้านส่งแค่นี้เถอะ ข้าจะพักผ่อนเช่นกัน”
เซียวอวี้ฉีรับเอาหมวกกับถุงใส่ของมาถือเอง ร่างสูงเดินผ่านประตูวงจันทร์เข้าไปยังส่วนของเรือนใน
เห็นแผ่นหลังเหยียดตรงของเขาเซียวกวนเกิดจำได้ว่าเมื่อเช้าเรือนของคุณชายใหญ่เองก็ไฟไหม้ ดีที่ไม่มีอะไรเสียหาย คนก็ไม่บุบสลาย หาไม่แล้วเขาคิดไม่ออกเลยว่าถ้าคุณชายใหญ่เป็อะไรไปท่านแม่ทัพจะถลกหนังเขาอย่างไร
คิดไปคิดมาเซียวกวนพลันสะดุ้งในใจ เมื่อครู่นี้เขาลืมถามไถ่คุณชายใหญ่เื่ไฟไหม้ เอาแต่นึกสงสารคุณชายเล็กท่าเดียว คุณชายใหญ่คงไม่คิดมากกระมัง
เซียวกวนคิดไม่ตก ก่อนสะบัดศีรษะแรงๆ ปลอบตัวเองว่าคุณชายใหญ่เป็คนใจกว้างและเข้มแข็ง การที่เขาสงสารคุณชายเล็กมากกว่าหน่อยก็สมเหตุสมผลล่ะมั้ง…
เซียวอวี้ฉีนั้นภายนอกไม่เป็อะไร แต่ภายในเรียกว่าขมขื่นไม่เบา
ทั้งเื่เมื่อคืนกับเื่เมื่อเช้าทำให้เขาเข้าใจถ่องแท้ว่าโจวเจินอิงกับน้องชายต่างมารดาอยากให้เขาตกนรกทั้งเป็ยังไง
เขาถอนใจขณะแช่น้ำร้อน สองตาพริ้มลงทบทวนความคิด
ผ่านไปพักใหญ่ร่างสูงขึ้นจากอ่าง สวมเสื้อผ้าแล้วหยิบจดหมายจ่าหน้าวัดเยว่หงสอดในแขนเสื้อเปิดประตูก้าวออกจากเรือน ตรงไปยังเรือนนอนเ้าบ้าน
“เซียวเถียน ฮูหยินใหญ่นอนหรือยัง”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยถามสาวใช้รุ่นใหญ่ของโจวเจินอิงที่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง
“คารวะคุณชายใหญ่ ฮูหยินกำลังจะใส่ยาเ้าค่ะ”
เซียวเถียนหันมายอบกาย ในมือของนางมีถาดยาหนึ่งชุด
เซียวอวี้ฉีหลุบตาลงเอ่ย
“งั้นข้ารอตรงนี้ก่อนได้”
“เ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวเข้าไปรายงานฮูหยิน”
เซียวเถียนนำยาผ่านประตูไปหาเ้านายซึ่งกำลังพักผ่อน
“นายหญิง คุณชายใหญ่มาเ้าค่ะ”
เซียวเถียนรายงานอย่างนอบน้อม
ภายในห้องเงียบสงบพักหนึ่ง จากนั้นเหมือนได้ยินเสียงคนขยับตัวเบาๆ
“ให้ฉีเอ๋อร์เข้ามาเถอะ ให้เขาใส่ยาให้ข้าหน่อย”
ได้รับอนุญาตเซียวเถียนจึงกลับออกไปแจ้งความประสงค์ ค้อมตัวส่งถาดยาให้คุณชายใหญ่
เซียวอวี้ฉีรับถาดมาถือ ผลักประตูพลางเดินเข้าไปหน้าเตียงหลังใหญ่ ม่านมุ้งโปร่งถูกรวบไว้ตรงมุม บนเตียงมีร่างที่เปลือยแผ่นหลังของโจวเจินอินนอนคว่ำอยู่
โจวเจินอิงรวบเส้นผมสีชมพูไปพักไว้บนหมอนลายปักฝั่งหนึ่ง เผยแผ่นหลังเนียนละเอียดลออ ทว่าน่าเสียดายที่แผลเป็ที่พาดจากไหล่ซ้ายลงมาจรดสะโพกนั้นได้ทำลายผลงานรังสรรค์ไร้ที่ตินี้เสียแล้ว
นี่เป็แผลที่เกิดจากการที่โจวเจินอิงช่วยชีวิตเขาไว้ตอนเด็ก เพื่อปกป้องเขานางถึงรับดาบนั้น
แผลนี่ แม้ผ่านมาหลายปีแต่ยังทิ้งรอยชัดเพียงนี้…
“ออกไปข้างนอกมาได้อะไรมาบ้างเล่า”
เสียงนุ่มนวลของโจวเจินอิงแทรกจังหวะความคิดของเซียวอวี้ฉี
ต้องเข้าใจก่อนว่ายุคสมัยนี้สกุลส่วนใหญ่มองว่าบุตรชายไม่ต่างจากบุตรสาว กฎเกณฑ์ในครอบครัวไม่เข้มงวด การเปิดเผยเนื้อหนังเพียงเล็กน้อยภายในบ้านหาใช่เื่ต้องหลีกเลี่ยง
แววตาของชายหนุ่มสงบนิ่ง เลื่อนสายตากลับมายังถาดยา ตอบพร้อมยิ้มบาง
“เป็ของฝากอาจารย์กับศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สำนักศึกษาขอรับ ปีนี้โชคดีตลาดนัดมีของแปลกใหม่ไม่น้อย ข้าเลยไม่ต้องกลุ้มใจว่าจะได้ของที่จำเจจนเกินไป”
“ปีนี้คณะทูตจากสามดินแดนมารวมตัว ฝ่าาจึงเปิดให้คนต่างถิ่นเข้ามาค้าขายเพื่อสร้างความครึกครื้น สินค้าเลยแปลกใหม่กว่าทุกปี”
โจวเจินอิงขยับตัวเล็กน้อยให้ชายหนุ่มขึ้นมานั่งขอบเตียงได้สะดวก
เซียวอวี้ฉีประคองถาดวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง บิดผ้าสะอาดมาทำความสะอาดแผ่นหลัง ก่อนเปิดตลับยาลดรอยแผลเป็ที่ด้านในมีเนื้อสีเทียน ปาดเอาเนื้อยาออกมาแต้มลงบนรอยแผลทีละน้อย
“บิดาเองก็น่าจะใกล้มาถึงแล้ว ฮูหยินใหญ่ลองให้บิดาทูลขอยาลดรอยแผลที่ดีกว่านี้ให้ดีหรือไม่ขอรับ ไม่แน่ว่าบางทีครั้งนี้ในบรรดาคณะทูตต่างแดนอาจมีของวิเศษดีๆ ก็ได้”
ระหว่างทายาเซียวอวี้ฉีเอ่ยแนะนำ ลงนิ้วมือลงบนรอยแผลที่นูนเป็ทางนั้นขณะที่ลึกๆ กลับเศร้าใจ
ทั้งที่ถูกกระทำเช่นนั้นไปเมื่อคืน แต่มานึกถึงเื่รอยแผลนี่เซียวอวี้ฉีหรือเล่าจะเกลียดมารดาเลี้ยงลง
โจวเจินอิงอาจเกลียดเขาเพราะเขาแย่งความรักของบิดาจากพวกนางแม่ลูก แต่ในอดีตถ้าไม่มีสตรีผู้นี้จะมีเขาวันนี้ได้อย่างไร
เพียงแต่อีกฝ่ายคงเสียใจแทบตายที่ช่วยชีวิตเขาในวันนั้น
ผู้มีพระคุณอยากให้เ้าเสียสละที่ทางที่ดีให้บุตรชายของเขา เช่นนั้นเ้าจะพูดอะไรได้อย่างนั้นหรือ?
“แม่เป็สตรีที่ออกเรือนแล้ว จะแผลแบบใดท่านแม่ทัพก็ไม่รังเกียจหรอก เ้าอย่าใส่ใจเลย”
โจวเจินอิงกล่าวเสียงนุ่ม ตาทั้งสองปิดพริ้มระหว่างให้เซียวอวี้ฉีทายา ความจริงใช่ว่าไม่เคยพยายาม แม่ทัพเซียวนั้นสรรหายาทุกแขนงมารักษารอยแผลเป็ให้ภรรยา ทว่าาแนี้เกิดจากอาวุธเวท ฝังลึกถึงกระดูก ทำลายชั้นิัจนยากจะรักษาให้หายไปเสียแล้ว
“สตรีเช่นท่านใครเล่าจะรังเกียจ”
เซียวอวี้ฉีพูดเอาใจ ยิ้มบางขณะปิดฝาตลับยา คลุมผ้าห่มปิดแผ่นหลังให้คนบนเตียง
“ขอบใจเ้า ว่าแต่ดึกดื่นมาหาแม่มีอะไรรึไม่”
โจวเจินอิงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ลุกขึ้นมา
“ขอรับ”
เซียวอวี้ฉียืนขึ้นล้วงเอาจดหมายออกมา เอ่ยอย่างไม่มีพิรุธ
“ทางวัดเยว่หงส่งจดหมายมาว่าอยากเชิญข้าไปสนทนาธรรมขอรับ”
“อ้อ นานแล้วสินะที่เ้าไม่ไปเยี่ยมท่านเ้าอาวาส”
รับจดหมายไปเปิดอ่านแล้วโจวเจินอิงค่อยช้อนตาขึ้นมองลูกเลี้ยง ั์ตาชมพูหวานซึ้งเดาอารมณ์ไม่ออกชั่วขณะ
“ที่จริงอาจารย์อยากให้ข้าขอยันต์คุ้มภัยไปให้บุตรสาวของเขาพอดีขอรับ”
เซียวอวี้ฉีหยิบจดหมายอีกฉบับที่เตรียมไว้ออกมา ในนั้นเป็วันเดือนปีเกิดของบุตรสาวอาจารย์
“อืม เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
รออ่านจดหมายสองฉบับนั้นแล้วโจวเจินอิงอนุญาตในที่สุด
“ขอบคุณฮูหยินใหญ่”
เซียวอวี้ฉีรับจดหมายกลับมาสอดไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
“จริงสิ เ้าคงรู้แล้วว่าติงอ๋องเสด็จกลับไปแล้ว”
โจวเจินอิงกล่าวพลางจับจ้องใบหน้าสงบ ที่แม้แต่ขนตายังไม่กระเพื่อมสักน้อยนั้น
“ทราบแล้วขอรับ เห็นพ่อบ้านบอกว่าเมื่อคืนเขาอยู่ในห้องของข้า”
เซียวอวี้ฉีเปิดประเด็นขึ้นมาเอง ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ในเมื่ออีกฝ่าย้าเล่นงานเ้า ยิ่งปกปิดก็ยิ่งน่าสงสัย สู้พูดกันตรงๆ ไปเลยจะลดความระแวงลงได้มากกว่า
ดังคาดโจวเจินอิงนิ่งไปนิด คิ้วทรงหลิวมุ่นเล็กน้อย
“ชื่อเสียงของคุณชายตระกูลสูงเป็เื่ใหญ่ แม่จะสั่งให้ทุกคนปิดปากให้สนิท ใครกล้าเอาไปพูดจะโบยให้ตาย!”
โจวเจินอิงกล่าวน้ำเสียงขู่กรรโชก เฉียบขาดสมเป็นายหญิงของจวนแม่ทัพ เซียวอวี้ฉีมองแล้วผงกศีรษะ
“ขอบคุณฮูหยินใหญ่ขอรับ”
“ขอบคุณอะไรกัน เมื่อคืนพวกบ่าวบอกแม่แล้วว่าติงอ๋องหลงเข้าไปในเรือนของเ้า ไม่รู้ทำงานกันอย่างไรถึงปล่อยให้เกิดเื่เช่นนี้ แล้วนี่เขาคงไม่ได้ทำอะไรจริงๆ กระมัง”
แม้จะดูเหมือนเป็กังวลในชื่อเสียงของเขา ทว่าเซียวอวี้ฉีดูออกว่าคำถามที่เซียวฮูหยินอยากถามคือ
‘ตกลงเ้าเสียความบริสุทธิ์ให้เขาไปแล้วใช่หรือไม่’ มากกว่า
ชายหนุ่มยิ้มบางส่ายหน้า
“ไม่ขอรับ ท่านก็เห็นว่าเขาดื่มจนเมาสลบอยู่นอกเรือน าเ็เช่นนั้นคาดว่าน่าจะไปบาดหมางกับใครเข้า สมองกระทบกระเทือนจนฝันว่าเข้ามาในห้องของข้า ถ้าท่านไม่เชื่อเดี๋ยวสักพักข้าจะนำผ้าสุญญ์บริสุทธิ์มาให้ท่านดู”
สำหรับผ้าสุญญ์บริสุทธิ์หรือคือผ้าพรหมจรรย์ที่เซียวอวี้ฉีพูดถึงนี้ เป็ผ้าความหมายแบบเดียวกับที่สตรีใช้ในคืนแรกของการเข้าหอ แต่สำหรับของบุรุษจะต่างเล็กน้อย
เื่นี้เริ่มมาจากการกำเนิดของเทพกระสาประทานบุตร การรักษาพรหมจรรย์ของคุณชายทั่วหล้าถูกยกระดับ กลายเป็จุดเริ่มต้นของผ้าสุญญ์บริสุทธิ์นี้
ผ้านี้บุรุษทุกคนจะได้รับั้แ่เกิด บนผ้ามีชื่อและจะถูกลงเวทผูกกับพรหมจรรย์ของบุรุษแต่ละคน เมื่อใดที่เข้าหอแล้วผ้าจะเปลี่ยนเป็สีอื่น
“ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก”
โจวเจินอิงปฏิเสธ แม้ในใจจะอยากพิสูจน์เพียงใดก็ตาม
เื่นี้มีกฎชัดเจนว่า มีเพียงบิดามารดาแท้ๆ และคู่สมรสเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียกผ้าพิสูจน์ออกมาให้ดู
หากนางดึงดันให้เด็กนำออกมา ย่อมกลายเป็ผู้ละเมิดกฎตระกูลเสียเอง
และหากท้ายที่สุดไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ก็จะยิ่งดูราวกับว่านางตั้งแง่กับบุตรเลี้ยงโดยไร้เหตุ หากท่านแม่ทัพล่วงรู้เข้า ย่อมอาจไม่พอใจ
เซียวอวี้ฉีคาดการณ์ไว้แล้วว่านางจะไม่กล้าดึงดัน ท่าทีของเขาจึงนิ่งเฉย ไม่เร่ง ไม่ป้องกัน
และต่อให้นางจะมีทางได้เห็นผ้าจริงๆ เขาก็เตรียมการไว้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็เวทที่บิดเบือนผลตรวจ
กฎตระกูลที่คุ้มครอง
หรือเพียงความสงบนิ่ง…ที่ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าเสี่ยงก้าวข้ามเส้น
”แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ให้ท่านหมอตรวจหน่อยเถอะ ควันเยอะเช่นนั้นสูดมากไม่เป็ผลดี”
โจวเจินอิงยืนกรานให้ท่านหมอดูอาการ
คิดจะยืนยันว่าเขายังบริสุทธิ์หรือไม่แค่ตรวจดูน่าจะรู้แล้ว
“แล้วแต่ฮูหยินขอรับ”
เซียวอวี้ฉีไม่ดึงดันปฏิเสธเพียงรับปากง่ายๆ
เดินออกจากเรือนฮูหยินใหญ่แล้วเซียวอวี้ฉีมุ่งหน้ามายังสวนหย่อมของเรือนตนเอง
แม้นตัวเรือนจะขาดการบำรุง แต่ดีที่สวนแห่งนี้ยังไม่ถึงกับรกร้างเสียทีเดียว ต้นไม้ดอกไม้ที่เขาปลูกไว้งอกเงยสวยไม่เบาในยามค่ำคืน
ร่างสูงชื่นชมสวนหย่อมใต้แสงจันทร์พักหนึ่งถึงขยับเข้าหาูเาจำลอง
ด้านหลังูเาจำลองมีที่เหยียบเพื่อปีนขึ้นไป้า เซียวอวี้ฉีเลื่อนมือเข้าไปในร่องเหยียบร่องหนึ่ง จากนั้นภายในูเาจำลองบังเกิดเสียงคล้ายสลักถูกดึงออก ด้านหลังูเาจำลองปรากฏช่องให้คนสอดตัวเข้าไป
เซียวอวี้ฉีแทรกตัวเข้าไปด้านใน
ูเาจำลองนี้ดูภายนอกไม่ใหญ่แต่ภายในถูกทำไว้เป็ห้องที่คนสามารถอยู่ได้สบายถึงสองคน
ไม่มีโคมไฟให้แสงสว่างทว่ากลับเป็ไข่มุกราตรีที่ให้แสงสว่างราวกลางวันวางไว้ยังมุมหนึ่ง
ถัดมาอีกมุมเป็ตั่งนอนบุนวมปูด้วยพรมขนหมาป่าเงินซึ่งมีร่างของชายคนหนึ่งหลับอยู่บนนั้น
“ไฉนแดนมนุษย์จึงมีบุรุษใจร้ายเช่นเ้าด้วยเล่า”
ผู้พูดไม่แม้แต่จะลืมตาก็เหมือนรู้ว่าคนที่มาเป็ใคร
“กล่าวเช่นนี้พี่ชายคงไม่เอาเป็ดราดน้ำแดงนี่แล้ว”
เซียวอวี้ฉีชูกล่องอาหารด้วยสีหน้าเฉยเมย
เป็ดราดน้ำแดง?
นี่เขาซื้ออาหารมาให้ข้า?
คนบนตั่งลืมตาขึ้นอย่างประหลาดใจ
เดิมทีเขาคิดว่าวัวตาเขียวตัวนี้เป็คนเฉยชาถึงที่สุด เพราะหลังจากลากเขามาทิ้งไว้ที่นี่ กำชับว่าห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เ้าตัวก็สะบัดแขนเสื้อชิ่งไป
หายหน้าไปทั้งวันจนเขาคิดว่า ต้องทนท้องไส้ว่างเปล่า เหี่ยวตายในนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
“ในเมื่อพี่ชายช่วยข้าเอาไว้ หนี้บุญคุณนี้ย่อมตอบแทน”
เซียวอวี้ฉีรับสายตาเชิงถามนั้นเอ่ยอธิบายเหตุผล
ร่างสูงทรุดตัวลงบนเบาะรองใกล้ตั่ง วางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ พอเปิดกล่องกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอพลันพวยพุ่งฟุ้งไปทั้งห้อง
“โอ้ว…ตอบแทนสินะ”
ชายคนนั้นใคร่ครวญตามแล้วเหยียดยิ้ม สองตาประกายคล้ายระลึกถึงเื่ชวนตื่นตาตื่นใจอะไรเข้าให้ เซียวอวี้ฉีกำลังจัดวางสำรับมิได้สังเกตเห็นความนัยของประโยคนี้
อืม…ไม่ว่าจะเื่ที่ข้าจัดการเ้าคนลามกนั่นให้พ้นไปจากห้อง หรือเื่ที่ช่วยถอนพิษกำหนัด แบบไหนก็คือการช่วยชีวิตจริงๆ สมควรที่จะตอบแทนให้ดี
เมื่อเห็นว่าสมเหตุสมผลคนเจ็บจึงเลิกต่อปากต่อคำ เพียงจับจ้องชายหนุ่มที่จัดเตรียมสำรับอาหารเงียบๆ
“เรียบร้อยแล้ว พี่ชายเชิญทานให้อร่อย”
เซียวอวี้ฉีกระถดตัวถอยจากโต๊ะ ผายมือเชื้อเชิญผู้มีพระคุณอย่างค่อนข้างห่างเหิน
“นี่เ้าไม่คิดถามชื่อข้าสักคำ? แล้วลืมไปกระมัง ข้าขยับตัวไม่ได้”
แบบนี้ยังจะให้เขาเอาอาหารพวกนี้เข้าไปอย่างไร?
“อ้อ”
เซียวอวี้ฉีถูกเตือนความจำรำลึกได้
ที่จริง เขาเข้าใจว่าผ่านไปสักระยะชายคนนี้น่าจะลุกขึ้นได้ จากนั้นในหัวพลันจำได้ว่าตนเองเจียดยามาหลายชุด…
อืม…ในเมื่อหมดแรงเพราะเื่อย่างว่า เช่นนั้นยาพวกนั้นควรจะถูกใช้สินะ แต่ท้องว่างเช่นนี้คงไม่ดีหากจะทานยาลงไปเลย
“ให้ข้าป้อนแล้วกัน”
เซียวอวี้ฉีไม่คิดอะไรมาก หรือจริงๆ นี่เป็หนึ่งในความรับผิดชอบ คนโหมงานหนักเพื่อเขา…เขาก็ควรจะตอบแทนให้ดี
นี่เ้าวัวตาเขียวไม่ได้ยินที่เขาพูด?
อีกทางชายคนนั้นเลิกคิ้วไม่สบอารมณ์ที่ถูกเมินเื่ชื่อแซ่
ทำเหมือนไม่ได้ยิน คงตั้งใจจะไม่ทำความรู้จักกันจริงๆ
ในเมื่อไม่ใส่ใจไยเขาต้องเสนอ ไม่รู้จักก็ไม่รู้จักสิ!
“ข้าจะช่วยให้ท่านนั่ง”
เซียวอวี้ฉีสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม โอบบ่ากว้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ด้วยมวลกล้ามเนื้อที่เป็อุปสรรค กว่าจะจัดท่าให้เข้าที่ ทั้งสองก็ชิดใกล้กันอยู่พักหนึ่ง
สงบไว้สิ ใจข้า จะเต้นแรงหาอะไรมิทราบ!
เซียวอวี้ฉีเม้มปากอย่างกระดาก เกรงว่าจะเผลอทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเขาประหม่าเพียงใด
“เอาชามากลั้วคอหน่อย” เมื่อนั่งได้ที่แล้ว ชายคนนั้นจึงเอ่ยสั่ง
เซียวอวี้ฉีส่ายหน้าเบาๆ “ชาจะทำให้ปัสสาวะมาก อย่าดื่มดีกว่า”
ประโยคธรรมดาแต่ปลายหูเขากลับแดงวาบ เพราะนับั้แ่ตื่นมา อีกฝ่าย ไม่แม้แต่จะรู้สึกอยากถ่ายเบาเลย ถ้าร่างกายไร้ความรู้สึกถึงขั้นนี้…
เขากลืนลมหายใจ ก่อนถามอย่างอดไม่ได้
“ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยจริงหรือ?”
เซียวอวี้ฉีรู้สึกว่าอาการเขาน่าเป็ห่วง
แบบนี้แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไปวัดอย่างไร ใครจะดูแลชายคนนี้?
คนถูกถามยกมุมปากขึ้นอย่างขี้เล่น
“เนี่ยงจื่อ อยากรู้ว่า ฝูจวิน รู้สึกอย่างไรต่อเ้าหรือ?”
(*เนี่ยงจื่อ = ภรรยา, ฝูจวิน = สามี)
“เนี่ยงจื่อ?”
เซียวอวี้ฉีเลิกคิ้วขึ้น ก่อนกระตุกมุมปาก ยิ้มบาง
“จำได้ว่าพี่ชายผู้สูงศักดิ์อยู่ล่าง ตำแหน่งฝูจวินนี้สมควรเป็ของน้องชายจึงจะถูก”
“เ้าคิดว่าฐานะอย่างข้าจะแต่งเข้าบ้านเ้า?”
อยู่ล่างหรือบนหาเกี่ยวกันไม่ มันอยู่ที่ใครแต่งให้ใครมิใช่รึไง?
แล้วความจริงคนที่สมควรอยู่ล่างควรเป็น้องชายผู้นี้ ตอนแรกตกลงกันเสียดิบดี พอถึงเวลาเ้าวัวดื้อกลับพลิกลิ้น อาศัยจังหวะที่เขาเผลอนิดเดียวสอดตัวตนเข้ามาในร่างเขาหน้าตาเฉย และด้วยพิษกำหนัดเขาจึงลืมขัดขืน ตื่นรู้อีกทีก็ไปถึงไหนต่อไหน
“ข้าไม่แต่งให้ท่านแน่”
เซียวอวี้ฉียืนยันหนักแน่น
แม้ความบริสุทธิ์ที่เสียไปจะน่าเสียดาย เพียงแต่เื่แต่งงานสร้างครอบครัวไม่อยู่ในสมองของเขาสักนิด
“เ้ากล้าไม่แต่ง? เ้าพรากความบริสุทธิ์ของข้าไปแล้วยังกล้าพูดว่าไม่แต่งให้ข้า?”
คราวนี้ชายคนนั้นเริ่มขุ่นเคืองขึ้นมาจริง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็สาวนางโลมที่บริการแขกแล้วไม่ได้รับเงินรางวัลอย่างไรอย่างนั้น
“ดีๆ ดีนัก เช่นนั้นเื่ที่ชายคนนั้นอยู่ในห้องเ้าข้าคงไม่ต้องช่วยปิด อย่างไรเสียคนที่วางค่ายกลก็รู้ว่าคุณชายอย่างเ้าเสียความบริสุทธิ์ หาไม่ค่ายกลจะปลดได้อย่างไร คราวนี้ดูสิว่าเ้าจะแต่งให้ใครแน่!”
“นี่ท่านข่มขู่ข้า?”
เซียวอวี้ฉีเริ่มอารมณ์ขึ้นเช่นกัน กัดฟันอธิบายว่า
“ที่ข้าไม่แต่งก็เพื่อตัวท่านเอง ท่านไม่รู้หรอกว่าบิดาของข้าน่ากลัวเพียงใด เขาจริงจังกับเื่ความบริสุทธิ์ของข้ามาก หากเขารู้ว่าท่านกับข้ายังไม่ผ่านพิธีแต่งงานก็หลับนอนกันแล้ว พรุ่งนี้ท่านก็หาทำเลดีๆ ไว้ตั้งสุสานให้ตัวเองได้เลย!”
“เ้าเป็บุรุษมิใช่ เขาจะหวงทำไมเพียงนั้น? เสียก็เสียไปแล้ว แล้วใช่ว่าข้าเอาเปรียบ เป็เ้าที่ทำ ‘ทุกๆ อย่าง’ ด้วยตัวเ้าเองทั้งสิ้น!”
แม้เื่นั้นจะจริง แต่เซียวอวี้ฉีก็ไม่อยากแต่งงานและไม่อยากให้ใครทราบเื่นี้ทั้งนั้น
“เป็บุรุษแล้วอย่างไร? ลืมไปรึไงบุรุษก็รับการประทานพรได้ ข้ายังไม่ออกเรือนก็ได้รับพรแล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
“ได้รับพร? เ้าไม่ใช่คนโดนกระทำจะเอาอะไรมารับพร ถ้าเ้าคิดแบบนั้นจริงก็ควรรับผิดชอบ เพราะการกระทำของเ้าข้าอาจกำลังจะได้รับพรก็ได้!”
บัดซบ เขาลืมคิดเื่นี้ไปเลย!
เซียวอวี้ฉีเพิ่งมานึกได้ตอนนี้ว่าพวกเขาไร้การป้องกันอย่างสิ้นเชิง หากว่าเมล็ดพันธ์ุที่เขาหว่านเอาเป็เอาตายเมื่อคืนผลิดอกออกผลทีนี้สิถึงจะหายนะของจริง
เื่ที่พวกเขาถกเถียงกันว่าใครจะรับพรยังคงมีความเกี่ยวพันกับเทพกระสาประทานบุตร…
‘ด้วยบารมีแห่งเทพกระสา คู่รักบุรุษย่อมไร้สิ่งกีดกั้น หากคู่ใดมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง เทพกระสาจะทรงพิจารณาประทานพรแก่ผู้นั้น คือประทานบุตรลงมาเป็สัญลักษณ์แห่งความผูกพัน และเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล’
ไม่มีใครรู้เงื่อนไขที่แท้จริงของการประทานบุตร แต่เล่าลือว่าเทพกระสาทำงานร่วมกับเทพอีกเจ็ดองค์ เป็สภาเทพทั้งแปด พิจารณาว่าคู่ใดมีวาสนาก็จะได้รับพร
นอกจากนั้น คู่ใดเป็ผู้มีบริสุทธิ์ทั้งกายใจ รักกันลึกซึ้ง บุตรที่เกิดมาก็จะยิ่งสมบูรณ์ เปี่ยมด้วยพร์ ต่อไปจะเป็คนเหนือคน
ดังนั้นบรรดาตระกูลสูงในสามแดนจึงให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของคุณชายในเรือนเป็อย่างมาก
เซียวอวี้ฉีหน้าดูไม่ได้ ปวดหัวจนต้องตัดบท
“เป็ดราดน้ำแดงนี่ท่านทานเองเถอะ ขอตัวก่อน”
เซียวอวี้ฉีกระแทกชามกับตะเกียบลง สะบัดชายเสื้อลุกเดินจากไป
“ฮึ! เ้านี่อย่างไร ข้าพูดความจริงก็รับไม่ได้ เถียงไม่ชนะก็เดินหนี ไม่รับผิดชอบไม่พอ ยังคิดจะไม่ตอบแทนบุญคุณด้วยรึ เฮอะ! คนแดนมนุษย์กลับกลอกสมคำร่ำลือ บุญคุณช่วยชีวิตก็เท่านี้เอง!”
คราวนี้เป็ผล ขายาวหยุดเล็กน้อย ตาสีดอกแหนแสนประหลาดปรายมาสบกับั์ตาบุษราคัมที่เรืองรองในความสลัว
“อันที่จริง… สมควรกล่าวว่าเราต่างคนต่างได้รับผลประโยชน์ ท่านได้่เวลาแสนสุขจากคุณชายสูงศักดิ์ ข้าได้รับการช่วยชีวิต นับว่าเราหายกันกระมัง”
“่เวลาแสนสุข? นี่เ้าคิดว่าตนเองปราดเปรื่องปานนั้น? เหอะๆ แม่นางหลีไป๋ไป๋ที่หออะไรนั่นยังมีความสามารถมากกว่า”
“นั่นย่อมไม่เหมือนกันจะเอามาเปรียบกันได้อย่างไร”
เซียวอวี้ฉีเลิกคิ้วขึ้น เขาหาใช่มืออาชีพที่จะแสดงลีลาเหนือชั้นได้ในครั้งแรก ชายคนนี้รู้ยังจะยกมาเปรียบ
“ย่อมไม่เหมือนแน่ อย่างน้อยแม่นางหลีไป๋ไป๋ผู้นั้นยังฉอเลาะให้ข้าพานางกลับไปด้วย สัญญาว่าจะดูแลข้าอย่างดี แล้วดูเ้าสิดูเ้า แม้แต่ชื่อแซ่ผู้มีพระคุณยังไม่สนใจ แบบนี้ไม่เรียกปลดครกแล้วฆ่าลาจะเรียกอะไร เ้าลองว่ามาซิ?“
หมดประโยคยาวเหยียดนั้นเซียวอวี้ฉีนิ่งงันไป ทบทวนความหมายในคำพูดแล้วถามอย่างจริงจัง
“ท่านให้ความสำคัญกับความเสียหายในครั้งนี้มากเพียงนั้น?”
“แน่นอน ข้าอาจ ‘รับพร’ ไปแล้วด้วย”
ชายคนนั้นพยักหน้าตอบจริงจัง
คราวนี้เซียวอวี้ฉีเปลี่ยนท่าที เพราะในเมื่อตนเป็ฝ่ายทำผิดจริง ล่วงเกินอีกฝ่ายโดยไม่บอกกล่าวจริง ถ้าได้รับพรจริง อย่างนั้นย่อมสมควรรับผิดชอบ
“เช่นนั้นท่านอยากแต่งงานใช่หรือไม่?” เซียวอวี้ฉีขอคำยืนยัน
“ที่จริงก็ไม่”
คำตอบนั้นดึงหัวคิ้วเซียวอวี้ฉีมาติดกัน มึนงงเล็กน้อย
“ตกลงเอาอย่างไร”
“ไม่เอาอย่างไร ข้าแค่ไม่พอใจที่เ้าปฏิเสธ แต่มาคิดดูดีๆ แต่งเ้าเข้ามาข้าไม่ต้องทรมานตาย? แค่เมื่อคืนก็กล้ำกลืนสุดทน หากต้องให้ทนทั้งชีวิต? เหอะ อย่าดีกว่า!”
ว่าจบคนพลันสะบัดหน้าไปทาง ปิดตาลงทำท่าจะพักผ่อน
เซียวอวี้ฉีมองท่าทางเสียอารมณ์ของอีกฝ่ายแล้วลอบถอนใจ
ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนผู้นี้คิดอันใดแน่ ทว่าการที่ฝ่ายนั้นไม่ดึงดันหาความรับผิดชอบก็ทำให้เขาผ่อนคลายลง
“ท่านวางใจ หากเราได้รับพรจริงๆ ข้าย่อมรับผิดชอบ แต่ควรทำอย่างรอบคอบ”
“ข้าไม่สนแล้ว เ้าอย่าได้พูดเื่นี้ขึ้นมาอีก ไม่งั้นต่อให้มีมารหัวขนจริงข้าก็จะทำลายมัน”
คนหยิ่งในศักดิ์ศรีกล่าวน้ำเสียงหาได้แยแส
“เช่นนั้นไม่ได้ ท่านจะตัดวาสนาของเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร!”
“วาสนา เหอะ!”
คราวนี้คนฟังรำคาญเต็มทน มุดศีรษะเข้ากับหมอน แสดงออกว่าไม่อยากได้ยินผู้ใดพ่นวาจาอีก
เซียวอวี้ฉีเม้มปากเล็กน้อย คิดว่าควรพักเื่นี้ไว้ก่อน หลุบตามองอาหารแล้วจำใจง้ออีกฝ่าย
“ท่านตื่นมาก่อนเถอะ ทานข้าวเสียหน่อยค่อยนอน”
“ข้าจะทำสมาธิ ไม่กินแล้ว”
ชายคนนั้นปฏิเสธแล้วเงียบเสียงลง ไม่นานก็เหมือนจะเข้าสู่สมาธิขั้นสูงไปแล้ว
เซียวอวี้ฉีก้มมองเป็ดราดน้ำแดงที่เย็นชืด เงาไหวๆ ของเปลวไข่มุกราตรีสะท้อนบนน้ำจิ้มมันวาว
คนตัวโตปากร้ายอย่างนั้น แต่ตัดบทไปเฉยแบบนี้…
เขาถอนใจแ่ ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อย หรือเพราะใจไม่เป็ระเบียบหลังเถียงกับอีกฝ่ายกันแน่