หานซันพูดด้วยท่าทางมุ่งมั่น พร้อมที่ตายอย่างกล้าหาญ ในขณะที่ทั้งสองคนยืนพูดกันอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงฆ้องดังก้องขึ้นมา ในสมัยโบราณหากทางยาเหมินจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจท้องที่ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตามที่จำเป็นต้องประกาศต่อสาธารณชนก็มักจะใช้วิธีตีฆ้องให้เสียงดังเพื่อเรียกชาวบ้านให้มาชุมนุมรับรู้กันถ้วนหน้า
"เร็วๆเข้า!" โจวเถาเถาเร่งเร้า
"แม่นางหวัง เอาเช่นนี้ดีหรือไม่? ข้าแกล้งจับเจ้าเป็นตัวประกัน แบบนี้ทางการจะได้ไม่สงสัยเจ้าไปด้วย พอมีโอกาสข้าจะปล่อยเจ้าแล้วข้าจะแอบหนีไปเอง" เขาพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
"ไม่ได้ๆ แม้ว่าคราวนี้เจ้าจะหนีไปได้ แต่อย่างไรก็คงหนีไปไม่พ้น มีคนตามหาตัวเจ้าอยู่ทุกที่ หากเจ้าถูกจับได้มีแต่ต้องตายแน่นอน"
หญิงสาวส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขาอย่างสิ้นเชิง
"แม่นางหวังมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ?" เด็กหนุ่มถามกลับ "ไม่! แต่เจ้าต้องไปซ่อนตัวก่อน ห้ามออกมาเด็ดขาดข้าจะไปดูลาดเลาก่อนได้เรื่องแล้วจะมาบอกเจ้า "
"ตกลง"เมื่อเห็นว่าโจวเถาเถายืนยันที่จะทำแบบนี้ หานซันจึงตอบตกลง "ถ้าหากไม่ได้ผล ขอให้แม่นางหวังทำตามที่ข้าบอก ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน
****
ที่ทางเข้าหมู่บ้านเจ้าหน้าที่พากันยืนเรียงแถวหน้ากระดานสองแถว โดยมีใต้เท้าเฉียนยืนพุงพลุ้ยตะโกนเสียงวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่ข้างๆ
ใกล้ๆกันนั้นมีชายชราอายุเกินห้าสิบปีขึ้นไป ยืนตัวตรงแผ่นหลังตั้งสง่าราวกับเป็นเทพเซียน คนผู้นั้นคือผู้เฒ่าแซ่อู๋ที่เคยเตือนโจวเถาเถาเรื่องซุนผอไหลเมื่อครั้งก่อนนั่นเอง
ในเวลาเดียวกันชาวบ้านที่ได้ยินเสียงฆ้องต่างพากันวิ่งเข้ามายืนชมดูกันอย่างตื่นตาตื่นใจ ใต้เท้าเฉียนยืนส่ายพุงใหญ่ๆกวาดสายตามองชาวบ้านอย่างเหยียดหยาม ชาวหมู่บ้านกัวเทียนล้วนนุ่งห่มเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆไม่ย้อมสีเป็นส่วนใหญ่ หน้าตาก็ดูซื่อๆล้วนไม่เจริญหูเจริญตา
"ดูท่าจะยากจนข้นแค้นยิ่งนัก มาครั้งนี้คงคว้าน้ำเหลว" ใต้เท้าเฉียนส่ายหน้า
"มันก็ไม่แน่นัก อาจจะได้ของติดไม้ติดมือไปบ้างเล็กน้อยก็ยังดี"
ว่าแล้วหัวหน้าจับกุมผู้นั้นก็ส่งสายตาให้ใต้เท้าเฉียนอย่างมีนัย เนื่องจากการจับกุมผู้ต้องหาคราวนี้มีคำสั่งให้ตรวจทุกบ้านทุกหลังซึ่งระหว่างค้นหาถ้าหากเจอผู้ต้องสงสัยมีพิรุธหรือเบาะแสใดๆก็ตามผู้คนจะถูกส่งไปที่ยาเหมินทันที ด้วยวิธีเหล่านี้ผู้ตรวจหรือแม้แต่ใต้เท้าเฉียนจึงมักได้ของติดไม้ติดมือกันไปเป็นจำนวนมากอาทิเช่น ข้าวสาร เป็ดไก่หรือแม้แต่ไข่ไก่เป็นต้น
ครั้งที่แล้วตรวจตราที่หมู่บ้านอื่นก็ล้วนได้ของ"กำนัล"แบบนี้เช่นกัน หากได้เป็นของมีค่าพวกหัวหน้าก็จะเก็บไว้เองแต่ถ้าได้เป็นของเล็กน้อยอย่างที่ว่าก็จะแบ่งแจกให้ลูกน้องกันไป
อย่างไรเสีย ฮ่องเต้ก็ทรงอยู่ไกลเกินไปที่จะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้
แม้ใต้เท้าเฉียนจะผิดหวังกับสภาพยากไร้ของหมู่บ้านกัวเทียนก็ตามที หากคำสั่งก็ยังคงต้องทำตามอย่างเคร่งครัด หัวหน้าหมู่บ้านอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ เมื่อเห็นอากัปกิริยาส่งสายตาของใต้เท้าเฉียนเขาก็พอจะเดาความนัยนั้นได้อยู่
ผู้เฒ่าอู๋เองก็มีใบหน้าเศร้าหมองเช่นกัน เขากระซิบลอดไรฟันอย่างไม่พอใจ
"หมู่บ้านกัวเทียนของเราทั้งยากไร้ ทั้งห่างไกลความเจริญ จะมีคนร้ายก่อคดีอุกฉกรรจ์ได้อย่างไรกัน? ข้าคิดว่าเป็นใต้เท้าเฉียนที่ต้องการรีดไถชาวบ้านตาดำๆเหล่านี้มากกว่า "ท้ายสุดแล้วพ่อเฒ่าอู๋ก็ได้แต่ส่ายหน้าทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจเหลียวหลังไปดูชาวบ้านที่พากันยืนอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวที่ข้างหลังเขา แล้วเอ่ยคำพูดออกมาอย่างเศร้าใจ "ปีที่แล้วการเก็บเกี่ยวในหมู่บ้านก็ไม่ดีนัก ปีนี้ชาวบ้านก็พากันทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว ยังจะมีใต้เท้าเฉียนออกมาลาดตระเวนค้นตามบ้านแบบนี้อีก เฮ้อ..ใจคอจะไม่เหลือทางรอดให้หมู่บ้านกัวเทียนของเราเลยหรือ? เอาละ ให้ข้าลองจัดการดูหน่อยเถอะ"
ว่าแล้วหัวหน้าหมู่บ้านก็ก้าวเดินไปหาใต้เท้าเฉียน พร้อมกับส่งยิ้มประจบให้ "ใต้เท้าเฉียน ..ท่านทำงานหนักมาหลายวันแล้ว เพื่อต้องการจับโจรผู้ร้ายที่เป็นภัยคุกคามกับชาวบ้าน พวกเราชาวหมู่บ้านกัวเทียนล้วนซาบซึ้งในการทำงานหนักของท่านยิ่งนัก "
หลังกล่าวจบหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้หยิบถุงใส่เศษเงินใบเล็กๆออกมาจากแขนเสื้อส่งให้ใต้เท้าเฉียนอย่างพินอบพิเทา ใต้เท้าเฉียนเดาะถุงใส่เงินในมือเพื่อชั่งน้ำหนัก เห็นว่ามีน้ำหนักไม่น้อยเกินไปเขาก็ส่งยิ้มออกมาทันที
"มันเป็นหน้าที่!!เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยอย่างข้าสมควรที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาราษฎรและชาวบ้านทั้งหลายอยู่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องเอาเงินมาใส่มือให้ข้าหรอก"
หากหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังทำทีคะยั้นคะยอร่วมเล่นไปตามน้ำด้วย "ใต้เท้าเฉียนอย่าได้เกรงใจไปเลย หากท่านไม่ทำหน้าที่อย่างสุดกำลังเช่นนี้แล้ว พวกเราชาวบ้านจะนอนหลับเป็นสุขได้อย่างไร เมื่อเห็นท่านต้องเหนื่อยยากตรากตรำถึงเพียงนี้ "
รอยยิ้มบนใบหน้าของใต้เท้าเฉียนยิ่งดูสว่างไสวขึ้นไปอีก เขาตบท้องด้วยความพึงพอใจในคำพูดเยินยอนั้น เอามือลูบเคราที่ใบหน้า ยิ้มพลางเอาถุงเงินใส่ในแขนเสื้อ เขากระแอมให้คอโล่งก่อนที่จะกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า "ข้ารู้ดีว่าชาวหมู่บ้านกัวเทียนเหล่านี้ล้วนซื่อสัตย์ทำมาหากินสุจริต จะมาให้ที่หลบซ่อนกับโจรผู้ร้ายได้อย่างไรกัน..ข้าคิดว่าไม่ต้องไปค้นหาตามบ้านให้ชาวบ้านเดือดร้อนหรอก เอาแค่รายชื่อของชาวบ้านมาตรวจดูกันก็พอแล้ว "
ได้ยินดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านรีบกล่าวขอบคุณอย่างรวดเร็ว "ขอขอบคุณในความกรุณาของใต้เท้าเป็นอย่างยิ่ง"จากนั้นเขาจึงหันไปหาผู้เฒ่าอู๋ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ต่อมาใต้เท้าเฉียนจึงรายชื่อทะเบียนบ้านของชาวบ้านขึ้นมาดูพร้อมกันนั้นก็สั่งให้เจ้าหน้าที่แสดงรูปคนร้ายให้ชาวบ้านดู
"ดูท่าคราวนี้ข้าจะโชคดี ถ้าตรวจแบบนี้หานซันน่าจะรอดตัวไป"
โจวเถาเถาที่ยืนดูอยู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็นหานซันเพิ่งเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านกัวเทียนเขาจึงยังไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หากแต่แล้วกลับมีชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นว่า
"นี่ๆพวกเจ้าดูสิ ผู้ชายในรูปนี้หน้าตาเหมือนเจ้าใบ้ที่อยู่บ้านแม่ม่ายหว้งไหม?"
"เอ๊ะ! ดูคล้ายกันมากเลยนะ"
ในที่สุดก็มีชาวบ้านเปิดปากตั้งข้อสังเกตออกมา ใบหน้าของโจวเถาเถาคล้ำมืดลงทันที
"เจ้าใบ้!"
"เจ้าใบ้ที่แม่ม่ายหวังเจอบนภูเขาเมื่อสิบวันก่อนนี้ไงเล่า? ตอนนี้ทำงานให้นางที่ไร่ วันๆไม่ค่อยพูดจากับใครเลย"
"เอ๊ะ ไหนว่าเป็นใบ้ แล้วจะพูดจากับใครได้ด้วยหรือ?" ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มพูดจาถกเถียงกันยืดยาว หัวใจของโจวเถาเถาเหมือนโดนก้อนหินถ่วงทับเอาไว้
"พวกเจ้าพูดถึงใครกัน? เจ้าใบ้ไหน?"
ใต้เท้าเฉียนกล่าวอย่างสงสัย
"ก็ไม่ได้คล้ายมากนัก แค่คล้ายเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ "ชาวบ้านบางคนเริ่มลังเล
“ใช่แล้วคนผู้นั้นจะเป็นโจรผู้ร้ายไปได้อย่างไรกัน…ทำงานในไร่นาก็ไม่ได้เก่งนัก ซ้ำยังซุ่มซ่ามโง่งมอีกแม้เด็กๆยังพากันรังแกเขา" โจวเถาเถาโล่งอกอีกครั้งดูเหมือนการปลอมตัวของหานซันจะเป็นไปด้วยดี