“แม่นางสนใจผ้าชิ้นใดเป็พิเศษหรือไม่ ข้าช่วยแนะนำให้เ้าได้” หูซูเจี๋ยถามเมื่อเห็นหยุนหนิงเอ๋อเลือกดูผ้าอยู่ภายในร้าน
“ข้าไม่ได้มาซื้อผ้าหรอกเ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย แต่ข้านำผ้าปักมาขาย ไม่ทราบว่าเถ้าแก่เนี้ยรับซื้อผ้าปักหรือไม่” หยุนหนิงเอ๋อตอบกลับอย่างสุภาพ พร้อมกับสังเกตสีหน้าของเถ้าแก่เนี้ยน้อยไปด้วย ดูไปแล้วเถ้าแก่เนี้ยน่าจะอายุมากกว่านางไม่เกินสามปี และดูจากทรงผมก็คงจะออกเรือนแล้ว เฮ้อ...ผู้คนสมัยนี้ช่างแต่งงานเร็วเสียจริง
หูซูเจี๋ยอึ้งไปเล็กน้อย เพราะร้านผ้าของนางเป็ร้านผ้าเล็กๆ และไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากนัก จึงไม่คิดว่าจะมีคนนำผ้าปักมาขาย “ข้าขอบอกแม่นางตามตรง ร้านค้าของข้ามีลูกค้าเข้ามาจับจ่ายน้อยเหลือเกิน หากแม่นางอยากเอาผ้าปักมาขาย เกรงว่าข้าจะให้ราคาที่แม่นางพอใจไม่ได้ แต่หากแม่นางไม่รีบร้อนใช้เงิน แม่นางจะฝากสินค้าของแม่นางวางขายในร้านของข้าก่อนก็ได้ ข้าจะไม่หักค่าใช้จ่ายจากแม่นางแม้แต่อีแปะเดียว”
“ข้าไม่กล้าเอาเปรียบท่านอย่างนั้นหรอกเ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อรีบปฏิเสธเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใจกว้างขนาดนี้
หูซูเจี๋ยยิ้มให้หยุนหนิงเอ๋ออย่างรู้สึกถูกชะตา หากนางเสนอความคิดนี้ให้กับคนอื่น คงไม่มีใครปฏิเสธผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างไม่ต้องลงทุนนี้แน่นอน “จะถือว่าเ้าเอาเปรียบข้าได้ยังไง ข้าเต็มใจเสนอทางเลือกให้เ้าเอง”
“บอกกับท่านอย่างไม่อายเลยนะเ้าคะ ที่ข้าไม่้าฝากขายสินค้าเพราะตอนนี้ข้า้าเงินเ้าค่ะ”
“เ้าเดือดร้อนมากเลยหรือ” หูซูเจี๋ยถามออกไปก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งดูจากการแต่งกายของหยุนหนิงเอ๋อแล้วยังต้องถามอีกหรือว่านางเดือดร้อนหรือเปล่า ผ่ายผอมเพียงนี้แม้แต่ข้าวยังกินไม่พอเลยกระมัง “ข้าขออภัยที่เสียมารยาท”
“เถ้าแก่เนี้ยอย่าคิดมากเลยเ้าค่ะ คำพูดร้ายแรงกว่านี้ข้าก็เคยได้ยินมาแล้ว ว่าแต่เถ้าแก่เนี้ยจะรับซื้อผ้าของข้าไว้ไหมเ้าคะ เอาอย่างนี้...ข้าเอาผ้าปักของข้าออกมาให้ท่านดูก่อนก็แล้วกัน จากนั้นท่านจะรับซื้อหรือไม่ก็อยู่ที่ท่านจะตัดสินใจแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าอย่าเรียกข้าว่าเถ้าแก่เนี้ยอะไรนั่นเลย ข้ามีนามว่าหูซูเจี๋ย เ้าจะเรียกข้าว่าพี่สาวหรือจะเรียกข้าว่าพี่ซูเจี๋ยก็ได้ทั้งนั้น”
“มันจะดีหรือเ้าคะ เราเพิ่งรู้จักกันวันแรกเอง อีกอย่างฐานะท่านกับข้ามันค่อนข้างต่างกัน” หยุนหนิงเอ๋อรู้สึกคุ้นกับชื่อแซ่ของหูซูเจี๋ยมาก แต่นางนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน
“ฐานะต่างกันแล้วอย่างไร คนเราเมื่อมีวาสนาได้พบกันย่อมหมายถึงเราเคยทำบุญร่วมกันมาแล้วหลายชาติ ข้าเป็คนไม่มีพี่มีน้อง มีเ้ามาเป็น้องสาวข้าย่อมดีใจมาก”
“ข้าชื่อหยุนหนิงเอ๋อ ท่านจะเรียกข้าว่าหนิงเอ๋อเหมือนกับที่พี่ชายน้องชายข้าเรียกก็ได้เ้าค่ะ”
“หมายความว่าเ้าตกลงที่จะเป็น้องสาวของข้าแล้วใช่ไหม” หูซูเจี๋ยรู้สึกดีใจอย่างอธิบายไม่ได้ ั้แ่ที่สามีของนายเสียชีวิตไป นอกจากท่านปู่แล้วก็มีแม่นางน้อยคนนี้เท่านั้นที่ทำให้นางรู้สึกว่าคุยด้วยแล้วสบายใจ “เ้ารีบเอาผ้าปักออกมาให้ข้าดู”
หยุนหนิงเอ๋อรีบหยิบผ้าปักที่นางพับไว้ในตะกร้าสะพายหลังออกมาทันที “คราวนี้ข้าทำเป็ผ้าเช็ดหน้าและทำออกมาแค่ห้าผืนเท่านั้นเ้าค่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะตั้งราคายังไง”
“ผ้าปักนี่เ้าปักเองหรือ ฝีมือของเ้าดีมากเลยนะ ลายปักสวยสมจริงยิ่งกว่าช่างปักผ้าที่ข้าเคยจ้างไว้อีก เ้าไม่รู้หรอกว่าช่างปักคนเก่าของข้าเคยเป็ช่างปักที่เมืองหลวงมาก่อน กว่าข้าจะเกลี้ยกล่อมให้นางมารับงานที่ร้านของข้าได้ ข้าต้องลงทุนกับนางไปมากทีเดียว ครอบครัวของนาง ข้าก็ช่วยเหลือจนหลุดพ้นสถานะทาสมาได้ทั้งหมด ทั้งค่าแรงงานที่ข้าให้ยังสูงมากด้วย แต่ไม่นึกว่านางจะไปร่วมงานกับคู่แข่งของข้าเสียได้” หูซูเจี๋ยพูดอย่างไม่พอใจ
“ร้านที่ช่างปักของท่านไปร่วมงานคือร้านไหนหรือเ้าคะ”
“ร้านขายแพรพรรณของตระกูลเหลียง เป็ร้านขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอเราแล้ว”
“อ๋อ...ข้านึกออกแล้ว”
“เ้ารู้จักร้านขายแพรพรรณตระกูลเหลียงด้วยหรือ”
“ก่อนที่ข้าจะมาหาท่าน ข้าได้เอาผ้าปักของข้าไปเสนอขายที่ร้านนั้นมาก่อนแล้วเ้าค่ะ แต่ไม่ทันจะได้เข้าพบเถ้าแก่เนี้ยของร้าน พวกเขากลับปล่อยให้ข้าและพี่ชายยืนรออยู่ด้านนอกโดยไม่ออกมาบอกกล่าวกันสักคำ พวกเขาแค่เมินเฉยพวกเราแล้วรอให้พวกเราถอดใจไปเอง”
“เ้าอย่าอารมณ์เสียไปเลย ไม่ใช่แค่งานปักของเ้าคนเดียวหรอกนะที่นางไม่รับ งานปักของใครนางก็ไม่รับทั้งนั้น เพราะนางจ้างช่างปักของข้าเข้าทำงานที่ร้านของนางแล้วอย่างไรเล่า”
“ท่านไม่โกรธข้าหรือเ้าคะที่เอางานปักไปเสนอขายที่ร้านนั้นก่อนที่จะมาหาท่าน” หยุนหนิงเอ๋อถามอย่างเกรงใจ
“ทำไมต้องไม่พอใจด้วยล่ะ ถ้าข้าเป็เ้าข้าก็ต้องเอางานไปขายที่ร้านใหญ่ก่อนเหมือนกัน เพราะเอาไปขายที่ร้านใหญ่ หากพวกเขาถูกใจและรับซื้อไว้ เราก็จะได้เงินกลับมาใช้ทันที” หูซูเจี๋ยยิ้ม “ข้าไม่ใช่คนคิดมากขนาดนั้นหรอก เ้าสบายใจได้”
“ตกลงว่าผ้าปักของข้า...”
“ผ้าปักของเ้ามีลวดลายและสีสันสวยงามไม่เหมือนใคร ทั้งเนื้อผ้ายังเป็ผ้าไหมอย่างดีอีก แต่เพราะผ้าเช็ดหน้าถือเป็งานชิ้นเล็ก ข้าคงตั้งราคาขายได้แค่ผืนละหนึ่งตำลึงเงิน เพราะฉะนั้นราคาที่จะรับซื้อจากเ้า...ข้าคิดราคาที่ผืนละแปดร้อยอีแปะก็แล้วกัน”
“พี่ซูเจี๋ย ท่านคิดจะเลิกคบกับข้าวันนี้เลยหรือเ้าคะ”
“ทำไมเ้าถามอย่างนี้เล่า” หูซูเจี๋ยถามอย่างไม่เข้าใจ เมื่อกี้ไม่ใช่ว่ากำลังปรึกษากันเื่ราคาของผ้าเช็ดหน้าอยู่หรือ แต่ทำไมหยุนหนิงเอ๋อจึงถามคำถามนี้ขึ้นมา
“ถ้าท่านรับซื้อผ้าเช็ดหน้าของข้าที่ราคาแปดร้อยอีแปะก็เท่ากับท่านได้กำไรแค่สองร้อยอีแปะมันจะไม่น้อยไปหรือเ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าไม่อยากเอาเปรียบท่าน”
“ทุกครั้งที่ข้ารับซื้องานมาจากคนอื่น ข้าจะคิดกำไรไว้สองส่วนไม่ใช่เพิ่งมาคิดราคานี้กับเ้าเสียหน่อย แปดร้อยอีแปะถือเป็ราคารับซื้อปกติอยู่แล้ว เ้าไม่ต้องคิดมาก”
หยุนหนิงเอ๋อคำนวณอยู่ในใจก็แอบยิ้ม ผ้าเช็ดหน้าห้าผืนยังทำเงินได้ตั้งสี่ตำลึง ถ้านางขายของชิ้นใหญ่จะต้องได้เงินมากกว่านี้แน่นอน แต่นางยังทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะดูสภาพของนางตอนนี้สิ หากนางนำของดีจากมิติออกมาขายมากเกินไปคนต้องสงสัยแน่
“เช่นนั้นข้าก็รับเงินนี้ได้อย่างสบายใจแล้ว และข้าต้องขอบคุณพี่ซูเจี๋ยมากนะเ้าคะที่ช่วยรับงานปักของข้าไว้” หยุนหนิงเอ๋อเดินไปที่ตะกร้าสะพายหลังของตนเอง จากนั้นก็ทำทีเป็ล้วงเข้าไปหยิบของ แต่ความจริงนางหยิบของออกมาจากมิติ “ข้าทำขนมปังหวานไส้ถั่วแดงมาเอง ข้าอยากมอบให้ท่านไว้ลองชิมเ้าค่ะ”
หูซูเจี๋ยมองดูขนมปังก้อนกลมๆ สีเหลืองนวลพร้อมกับมีเมล็ดงาดำตกแต่งอยู่้า ทั้งกลิ่นของขนมยังหอมหวานชวนรับประทานมาก
“ขนมที่เ้าทำมาหอมหวานน่ากินทีเดียว ข้าจะกินให้อร่อยเลยนะ” หูซูเจี่ยหยิบขนมมาแบ่งครึ่งก่อนที่จะกัดเข้าไป “หืม...แป้งขนมนุ่มมาก ไส้ถั่วแดงกวนของเ้าก็หอมหวานมากเหมือนกัน อร่อย!”
“ถ้าท่านชอบ เอาไว้มาส่งงานคราวหน้า ข้าจะทำมาฝากท่านอีกนะเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อคิดในใจ ‘ขนมนี้ต้องอร่อยอยู่แล้วสิ นี่คือขนมอันปังต้นตำรับญี่ปุ่นแท้เชียวนะ ต้องขอบคุณพี่เลี้ยงมะลิจริงๆ ที่สอนข้าทำอาหาร ทั้งยังบังคับให้ข้าเข้าคอร์สเรียนทำขนมของชาติต่างๆ อีก เฮ้อ...คิดถึงคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็พี่มะลิจริงๆ’
“เป็ยังไงบ้างหนิงเอ๋อ เถ้าแก่เนี้ยรับซื้อผ้าปักของเ้าหรือเปล่า แล้วทำไมเ้าหายเข้าไปนานอย่างนี้ เชื่อไหมว่าถ้าอีกหนึ่งเค่อเ้ายังไม่ออกมา ข้าจะเข้าไปตามเ้าด้านในจริงๆ” หยุนเปียวรีบเดินเข้าไปหาน้องสาวและถามขึ้นอย่างเป็ห่วง
หลังจากที่หยุนเปียวทำเด็กชายร้องไห้และะโว่าเขาเป็ปิศาจหมี เขาก็ได้เห็นตัวเองในกระจกที่มีผู้หวังดียื่นมาให้ดูถึงได้รู้ว่าสภาพของเขาเวลานี้เป็ไปอย่างที่เด็กชายตัวน้อยคนนั้นพูดไม่มีผิด ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้หยุนหนิงเอ๋อเอาผ้าปักเข้าไปขายคนเดียว เพราะกลัวว่าถ้าเขาเดินตามเข้าไปด้วย เถ้าแก่เนี้ยต้องคิดว่าเขาเป็โจรเข้าไปปล้นร้านเป็แน่
“ข้าขายได้เท่านี้เ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อชูมือขึ้นสี่นิ้ว
หยุนเปียวถอนหายใจและรีบปลอบ “ไม่เป็ไรนะหนิงเอ๋อ ผ้าเช็ดหน้าห้าผืนขายได้สี่สิบอีแปะก็มากแล้ว เ้าไม่ได้ยินที่ลุงหูบอกหรือ ค่าแรงคนงานวันหนึ่งยังได้แค่สามสิบอีแปะเท่านั้น”
หยุนหนิงเอ๋อกลอกตาใส่พี่ชาย “ข้าขายได้สี่ตำลึงเงินต่างหากเ้าค่ะ”
“จะ...เ้าขายผ้าปักได้สี่ตำลึงจริงหรือ”
“ข้าจะหลอกท่านเล่นทำไมกัน เรารีบกลับบ้านกันก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้ามีความคิดหนึ่งจะบอกพวกท่าน”
หยุนหนิงเอ๋อกับหยุนเปียวไม่รู้เลยว่าเวลานี้มีคนกำลังจับจ้องการกระทำของพวกเขาอยู่ และคนๆ นั้นก็ยิ้มขึ้นมาอย่างร้ายกาจ