ตอนที่25 อร่อยมากพ่อหนุ่ม
ทันใดนั้นกู้หลิงหลิงได้กลิ่นหอมของอาหารโชยเข้าจมูกเธอหันกล้องแล้วเดินตามไปดูต้นทางของกลิ่นด้วยความอยากรู้พลางรู้สึกหิวขึ้นมาตงิดๆ
บรรดาผู้คนที่มุงดูการปรุงอาหารของเสิ่นอี้อยู่ห่างๆ ต่างพากันก้าวเท้าเข้ามาดูใกล้ชิดอย่างอดใจไม่อยู่ หลายคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอาหารที่มองเห็นการปรุงอยู่ต่อหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาว่า
“โอ้! นั่นมันไก่ผัดพริกเสฉวนนี่กลิ่นช่างหอมยั่วยวนน้ำลายฉันเหลือเกิน”
“ฮ้า! นี่มันเป็ดปักกิ่งนี่ พ่อหนุ่มปรุงมันจนฉันน้ำลายสอหมดแล้ว”
“มีเสี่ยวหลงเปาด้วย!.....นี่มันยอดเยี่ยมไปเลย!”
เสิ่นอี้ปรุงอาหารสามเตาพร้อมกันอย่างคล่องแคล่วภาพชายหนุ่มหล่อเหลายืนอยู่หน้าเตาไฟพร้อมการปรุงอาหารที่กระตุ้นความอยากชิมลิ้มลองจากผู้คนก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นกับผู้คนที่กำลังรับชมในช่องไลฟ์สดของกู้หลิงหลิงเป็จำนวนมาก
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้รับรู้กลิ่นจากอาหารที่ชายหนุ่มกำลังปรุงแต่งทว่าท่าทางของผู้คนที่ห้อมล้อมเข้ามาใกล้เตาไฟ พร้อมกับแววตาและสีหน้าที่สะท้อนว่ากลิ่นของอาหารได้เรียกความสนใจจากผู้คนมากเพียงใด
“ว้าว! หลิงหลิง!เทพบุตรของฉันทำไมปรุงอาหารได้น่ากินขนาดนั้น?”
“หลิงหลิงใจร้าย!.....เธอกำลังทำให้พวกเราหิวข้าวขึ้นมาทันทีเลย”
“อยากรู้พิกัดเสียจริงว่าหนุ่มหล่อกำลังปรุงอาหารอยู่ที่ไหน?”
“อยากรู้พิกัด.....อีกหนึ่งเสียง”
“อยากรู้พิกัด.....บวกหนึ่งเสียง”
“จริงหรือหลิงหลิง? หนุ่มหล่อคนนั้นปรุงอาหารแจกฟรีจริงหรือ?”
“ทำไมเขาเป็ผู้ชายหล่อและใจดีได้ขนาดนี้? ฉันหลงรักเขาหมดหัวใจแล้ว”
กู้หลิงหลิงยิ้มหน้าบานที่ผู้ชมในช่องไลฟ์สดของเธอพุ่งทะลุหนึ่งล้านคนในเวลาไม่กี่นาทีเธอกำลังยิ้มอย่างมีความสุขโดย
ไม่ได้สนใจเหตุวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
พลันมีชายฉกรรจ์ห้าคนเดินถือไม้เบสบอลมาจากทิศทางหนึ่งชายหัวเกรียนท่าทางสถุลเดินนำหน้าเพื่อนโดยไม่ได้ถือไม้เบสบอล เขาเดินตรงเข้ามาหากลุ่มเสิ่นอี้ด้วยท่าทางที่้าหาเื่อย่างแท้จริง
เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นเขาสั่งการลูกน้องสามคนให้ช่วยจัดการแทนเพราะกำลังวุ่นวายอยู่กับการปรุงอาหารในขั้นตอนสุดท้ายพอดีว่า
“สงกวาง! พวกนายไปจัดการสุนัขให้ที.....ตอนนี้ฉันไม่ว่าง”
บรรดาผู้คนในเขตชุมชนตะวันตกเมื่อเหลือบมองเห็นกลุ่มชายอันธพาลที่มักเข้ามาเก็บค่าคุ้มครองประจำกับร้านค้าในแถบ
นี้ต่างพากันถอยหนีออกจากหน้าร้านของเสิ่นอี้อย่างกังวลใจ
อย่างไรก็ตามท่าทางผ่อนคลายของเสิ่นอี้ที่ไม่ได้สนใจชายอันธพาลทั้งห้าคนต่างทำให้ผู้คนรู้สึกสนใจและรอชมเหตุการณ์ระทึกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่วางตา
“เฮ้! พวกแกน่ะ เปิดร้านใหม่หรือ? ต้องจ่ายค่าน้ำชาให้พี่โหวด้วยคิดไม่แพงหรอก แค่วันละหนึ่งร้อยหยวนเท่านั้น”
ชายร่างผอมสูงถือไม้เบสบอลเดินก้าวขึ้นมาแล้วกล่าวแทนชายหัวเกรียนที่เป็หัวหน้ากลุ่มอย่างเหิมเกริมเหตุเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีคนกล้ามาตั้งร้านใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ประการสำคัญพวกเขารับใบสั่งจากเ้านายให้มาก่อกวนเพื่อให้บีบผู้คนออกจากเขตพื้นที่นี้ก่อนที่จะให้ลูกเ้านายเข้ามาเปิดร้านสาขาของร้านสะดวกซื้อในเขตย่านนี้เพิ่มเติม
เมื่อมีคนรายงานเกี่ยวกับร้านเปิดใหม่ที่ปรุงอาหารแจกฟรีสำหรับผู้สูงอายุสร้างความไม่พอใจให้กับพวกของโหวอู๋ท่งเป็อย่างยิ่ง เขาจึงนำลูกน้องเข้ามาก่อกวนเพื่อแฝงการขับไล่ด้วยการเก็บค่าคุ้มครองแทน
สงกวางผู้เป็อดีตทหารเก่าเขาและเพื่อนอีกสองคนก้าวไปยืนประจันหน้ากับชายอันธพาลทั้งสามคนอย่างไม่เกรงกลัวซึ่งเขาประเมินแล้วพบว่าชายทั้งห้าคนเป็อันธพาลชั้นปลายแถวที่ไม่คู่ควรกับพวกเขาสักนิดจึงกล่าวตอบโต้อย่างไม่เกรงใจว่า
“ค่าน้ำชาวันละหนึ่งร้อยหยวนงั้นหรือ? ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า? พวกฉันไม่ให้หรอก ถ้าไม่อยากเจ็บตัวละก็.....ไปให้พ้นเลย! เ้านายฉันมาทำอาหารแจกฟรีให้ผู้สูงอายุพวกแกไม่เพียงแต่ไม่สนับสนุน ยังจะมาก่อกวนอีกหรือ?”
โหวอู๋ท่งจ้องมองสงกวางและเพื่อนเขม็งเขาคิดว่าพวกตนมีมากกว่าจึงกล่าวตอบอย่างโอหังว่า
“อุบ๊ะ! พวกแกเป็ใครฉันไม่สน? พวกเรา!...ลุย!”
โหวอู๋ทงส่งสัญญาณให้ลูกน้องอีกสี่คนเข้ารุมทำร้ายพวกสงกวางทันทีเพราะคิดว่าไม่จำเป็ต้องเสียเวลาเจรจาอีก ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้คิดที่จะประนีประนอมหรือเกรงกลัวเขาเลย
ผัวะ ! พลั่ก !ตุบ !
ผัวะ ! พลั่ก !พลั่ก ! ตุบ !
ผัวะ ! พลั่ก !พลั่ก ! ตุบ !
ผัวะ ! ผัวะ ! ผัวะ! ตุบ !
สงกวางและเพื่อนต่างออกอาวุธเตะต่อยเพื่อจบเกมการต่อสู้กับอันธพาลทั้งห้าคนในเวลาไม่กี่นาทีชายอันธพาลทั้งห้าต่างนอนฟุบหมดสติกับพื้นทันที
“จัดการพวกมันไปไว้ทางอื่นอย่าให้มาขวางหน้าร้าน เ้านายปรุงอาหารเสร็จพอดี พวกเราจะได้แจกจ่ายอาหารให้กับผู้สูงอายุเร็วเข้า!.....เดี๋ยวไม่ทันเวลา”
ซินดี้มองเห็นเหตุการณ์ก่อนเริ่มการต่อสู้พอดีเขาออกมาช่วยจัดการสถานที่ให้เรียบร้อยเพราะสังเกตเห็นว่าเ้านายปรุงอาหารใกล้เสร็จพอดีโดยมองเวลาบนข้อมือแล้วพบว่าเหลือน้อยลงทุกที
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเทาเซียวกำลังนำเก้าอี้พลาสติกหัวโล้นออกมาตั้งวางให้ผู้สูงอายุได้นั่งกินอาหารอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายจบลงอย่างสงบโดยไม่มีการรบกวนจากใครอีกซึ่งพวกสงกวางนำร่างของชายอันธพาลทั้งห้า
ไปนอนกองรวมกันอยู่มุมถนนด้านหนึ่งที่ไม่เป็การกีดขวางการทำภารกิจของเ้านาย
เหล่าผู้สูงอายุต่างทยอยออกมาจากภายในชุมชนมากขึ้นเมื่อมีคนเข้าไปรายงานการปรุงอาหารแจกฟรีจริงเนื่องจากมีผู้สูงอายุบางคนไม่เชื่อว่าจะมีคนปรุงอาหารแจกฟรีรวมทั้งพวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารราคาแพงอีกด้วย
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้าทั้งหลายวันนี้เป็โอกาสอันดีที่เ้านายของดิฉันมาให้บริการอาหารฟรีสำหรับผู้สูงอายุกติกาไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ขอแค่ให้ผู้สูงอายุทุกท่านช่วยกันติชมรสชาติอาหารตามจริงหากอร่อยก็โปรดส่งเสียงดัง ๆ ให้เ้านายผู้หล่อเหลาของดิฉันได้ยินด้วยหากเ้านายพึงพอใจแล้ว เดือนหน้าก็จะมาปรุงอาหารในเมนูใหม่ให้กินฟรีอีกเข้าใจไหมคะ?”
ซินดี้รับหน้าที่เป็คนประชาสัมพันธ์ผ่านตู้ลำโพงเคลื่อนที่โดยพูดผ่านไมโครโฟนอย่างรู้งานเขากำลังช่วยให้ภารกิจของเ้านายลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งรู้สึกยินดีที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากทยอยเดินทางมายังร้านเย็นกายสบายท้องอย่างเนืองแน่น
“ไม่เก็บเงินแน่นะ”ชายชราคนหนึ่งสอบถามซินดี้อีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“จริงค่ะคุณลุงใครมาแล้วเชิญนั่งที่เก้าอี้ได้เลยนะคะ เก้าอี้นี้มีไว้ให้ผู้สูงอายุที่จะมากินอาหารนั่งได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ใครนั่งแล้วจะมีคนนำอาหารมาส่งให้ถึงที่เลยค่ะไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิว”
ซินดี้เหลือบมองเห็นชายหญิงชราหลายคนไม่กล้านั่งบนเก้าอี้ที่น้องชายและพวกสงกวางนำออกไปตั้งวางอย่างเป็ระเบียบทั้งภายในร้านและทางเท้าด้านข้างร้านทั้งฝั่งซ้ายและขวาทำให้เขาต้องชี้แจงอีกครั้ง
ผู้สูงอายุทั้งหลายเริ่มนั่งบนเก้าอี้มากขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งได้รับอาหารในกล่องกระดาษพร้ะเกียบจากชายหนุ่มซึ่งอาหารในกล่องมีสามรายการเหมือนกันทั้งหมด บ่งบอกว่ากลุ่มเสิ่นอี้ตั้งใจทำแจกจริง
อีกประการหนึ่งกลิ่นอาหารอันหอมหวนทำให้ชายหญิงชราทั้งหลายไม่สามารถอดกลั้นความหิวโหยขึ้นมาได้ต่างพากันใช้ตะเกียบคีบกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับมีเสียงเอ่ยชื่นชมรสชาติอาหารตามจริงว่า
“อื้ม!.....อร่อยจริง ๆ ไม่ได้กินอาหารอร่อยอย่างนี้มานานแล้ว”
“โอ้! ฉันคิดถึงรสชาติดั้งเดิมของเสี่ยวหลงเปาจริงๆ ไม่นึกว่าจะได้กินอีก อร่อยจริง.....เยี่ยมมาก!”
“อร่อยมากพ่อหนุ่มขอให้มาปรุงอาหารแจกพวกเราอีกนะ”
เสิ่นอี้ยิ้มรับคำชมจากกลุ่มผู้สูงอายุอย่างยินดีแต่เขายินดีมากกว่าเมื่อได้ยินเสียงราบเรียบอันคุ้นเคยดังขึ้นเป็ระยะว่า
“หนึ่งคน สองคนสามคน สี่คน ห้าคน........”
เขากำลังรอลุ้นให้ครบหนึ่งร้อยคนตามภารกิจที่สามซึ่งเขาประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆแล้วพบว่ามีผู้สูงอายุอยู่ในเขตพื้นที่นี้เกือบถึงหนึ่งร้อยคนพอดีหรือใกล้เคียง
“ขอให้ครบหนึ่งร้อยคนทีเถอะเวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว”
เสิ่นอี้พึมพำอย่างกังวลใจเขาจ้องมองเวลาที่แสดงในระบบโกลาหลที่เริ่มนับถอยหลังั้แ่ซินดี้สั่งให้รถขนอุปกรณ์เครื่องครัวมาส่งที่ร้านเย็นกายสบายท้องจนกระทั่งถึงตอนนี้ที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
พลันมีกลุ่มคนนั่งรถตู้มาคันหนึ่งแล้วจอดที่หน้าร้านของเสิ่นอี้ทันทีพร้อมกับผู้สูงอายุชายหญิงนับสิบคนเดินลงมาจากรถตู้พวกเขาสอบถามเสิ่นอี้ด้วยความคาดหวังว่า “พวกเราขอมาชิมอาหารฟรีได้ไหม?”