“กระนั้นหรือ”
“ขอรับ”
“เสร็จกิจแล้ว พ่อก็กลับเรือนเถิด”
คำพูดและนำเสียงของหมื่นบดินทร์ฟังเหมือน้าจะไล่กล้าทว่ามันแฝงไปด้วยความขบขัน เขาเพียง้าบีบคั้นให้กล้านั้นบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาเพียงเท่านั้น
กล้าไม่พูดอะไรออกไปเมื่อเขาได้ยินคำพูดที่เหมือนจะไล่เขากลับ แต่ในเมื่อเขามาถึงถ้ำเสือแล้วไม่มีทางที่เขาจะกลับไปมือเปล่า
“โหย คนเขาเอาของมาให้ พูดกันไม่กี่คำก็จะไล่ผมกลับแล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิ คนเรือนนี้แล้งน้ำใจ” กล้าพูดขึ้นมาเสียงดังเพื่อที่จะทำให้คนบนเรือนได้ยินเสียงสนทนาของพวกเขาทั้งคู่ โดยแสร้งเป็น้อยอกน้อยใจที่หมื่นบดินทร์ที่ไล่เขากลับเรือน
“เ้าจักเสียงดังไปไย”
“ก็พี่หมื่นไล่ข้ากลับเรือนมิใช่หรือขอรับ น้ำท่าก็ยังไม่ทันได้กินก็ไล่กล้ากลับเรือนซะแล้ว งี้แหละเนาะคนเรา เห้อ” กล้ายังคงพูดเสียงดังเพื่อสร้างสถานการณ์ แถมตอนสุดท้ายเขาทำท่าถอนหายใจออกมาเพื่อให้คนตรงหน้ารู้ว่าเขานั้นยังไม่อยากกลับเรือน
“หากพ่อกล้าอยากกินน้ำกินท่าก็รอเสียกงนี้ พี่จักไปเอามาให้”
“จะทิ้งแขกที่พึ่งจะมาถึงให้นั่งรอเพียงลำพังอีกหรือพี่หมื่น น้องแสนจะน้อยใจยิ่งนัก โถ่ ๆ ช่างน่าสงสาร” กล้าเล่นใหญ่ด้วยการก้มหน้าและดึงคอเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาแบบปลอม ๆ
สถานการณ์ตอนนี้กลับกลายเป็กล้าที่เป็ฝ่ายได้เปรียบ เสียงของกล้าดังจนทำให้คุณหญิงฉายได้ยินถึงการกระทำที่มิบังควร แลเดือดเนื้อร้อนใจที่บุตรชายของตนมิให้การต้อนรับน้องเป็อย่างดี แถมยังผลักไสไล่ส่งให้กลับเรือนจนคนเป็แม่อยู่เฉยไม่ได้
“อีผิน อีดำพวกมึงรีบเอาน้ำเอาท่าแลขนมในครัวไปให้คุณกล้าที่ศาลาบัดเดี๋ยวนี้ พ่อภพหนอพ่อภพเป็ถึงหมื่นไยถึงมิไว้หน้าพ่อหน้าแม่เยี่ยงนี้” คุณหญิงฉายเมื่อได้ยินเสียงคุณกล้าเอะอะโวยวายก็กุลีกุจอลงเรือนไปหาคนทั้งสองที่คุยกันที่ศาลา
หมื่นบดินทร์สีหน้าเจื่อนเมื่อเห็นคุณกล้าเล่นใหญ่เล่นโตด้วยการยกแม่น้ำทั้งห้ามากุเื่น้อยอกน้อยใจตนแถมยังตะเบ็งเสียงดังเพื่อให้คนบนเรือนใหญ่ได้ยิน “พ่อกล้าจักเสียงดังไปไย” สิ้นเสียงของหมื่นบดินทร์ กล้าเอาแต่ก้มหน้าไม่เงยหน้าขึ้นมาจนเขาเริ่มรู้สึกผิดที่ไล่น้องกลับเรือน ผ่านไปไม่นานคุณหญิงฉายก็เดินมาที่ศาลาด้วยท่าทีร้อนใจ
“พ่อภพไยจึงไล่น้องกลับเรือนเล่า พ่อกล้ามิเป็อันใดหนาพ่อ อยู่สนทนากับน้าก่อนมิเห็นหน้าคร่าตานานโข ประเดี๋ยวน้าจักให้บ่าวเอาน้ำเอาท่าแลขนมหวานมาให้” คุณหญิงฉายเดินเข้ามาใกล้แล้วหยิกหลังหมื่นบดินทร์จนเขานั้นถึงกับสะดุ้ง
“กล้าอยู่ได้หรือขอรับคุณหญิงฉาย” กล้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่แสร้งทำว่ากำลังเสียใจเสียเต็มประดาจากการถูกไล่กลับเรือน
“พ่อจักอยู่เล่นจนเย็นก็ได้ น้าจักว่าอันใดเล่า ใช่หรือไม่พ่อภพ” คุณหญิงฉายหยิกหลังหมื่นบดินทร์อีกครั้ง จนเขาต้องรีบตอบก่อนที่คุณหญิงแม่จะหยิกจนเนื้อของเขาหลุดติดมือออกมา
“ใช่ ใช่ อยู่ได้” สิ้นเสียงตอบรับ หมื่นบดินทร์ก็หันหน้ามองขึ้นฟ้ากัดฟันกับความเจ็บที่คุณหญิงฉายหยิกหลังตน
กล้าเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างดีใจ ราวกับว่าเื่ก่อนหน้านี้มิมีอันใดเกิดขึ้น “ถ้าอย่างนั้นหลานขออยู่กับพี่หมื่น ไม่สิ พี่ภพ จนเย็นเลยได้หรือไม่ขอรับ”
“ย่อมได้พ่อกล้า ใช่หรือไม่พ่อภพ” คุณหญิงฉายตอบกล้าด้วยความอ่อนโยน แต่กลับหันมาถามเสียงแข็งเมื่อพูดกับลูกชายของตน
“ได้ ได้เลย” หมื่นบดินทร์รีบรับคำก่อนที่มือของคุณหญิงแม่จะมาถึงที่หลังตนอีกครา
“น้ำกับขนมมาแล้วเ้าค่ะ” บ่าวชื่อผินนำขันเงินที่บรรจุน้ำลอยดอกมะลิ และจานขนมไทย ยกขึ้นให้คุณกล้า
“เช่นนั้นน้าขอตัวขึ้นเรือนก่อนหากขาดเหลืออันใดก็เรียกใช้บ่าวหนาพ่อภพ”
“ขอรับ”
คุณหญิงฉายเดินจากไป ใบหน้าของกล้ายังคมอมยิ้มพร้อมกับขนมหม้อแกงที่เคี้ยวอยู่ในปาก สายตาของหมื่นบดินทร์จ้องมองมาที่คนต้นเื่
“หากพ่ออยากอยู่กับพี่ไยต้องกุเื่ใหญ่โตเยี่ยงนี้” หมื่นบดินทร์ถอนลมหายใจออกมา
“ก็พี่หมื่นไล่ผมกลับเรือนนิขอรับ”
“เรียกพี่ภพเช่นกาลก่อนเถิด หมื่นบดินทร์พ่อค่อยเรียกพี่ตอนพบเจอผู้อื่น”
“โอเค”
“โอเคคืออันใด”
“เอ่อ... โอเคแปลว่าตกลงขอรับ ไม่สิ แปลว่าเข้าใจแล้วขอรับ” แม้กล้าจะพยายามพูดภาษาไทยเดิมแต่บางคำที่เขาเคยชินก็เผลอพลั้งปากพูดออกมาโดยทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจ
“แล้วจักบอกพี่ได้หรือไม่ว่าพ่อมาด้วยเหตุอันใด”
กล้ายกน้ำลอยดอกมะลิขึ้นมาดื่มแล้วเช็ดปาก พลางมองดูคนผิวเข้มที่อยู่ตรงหน้า ในใจเขาก็อยากเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังแต่ อีกใจหนึ่งเขาก็ยังไม่รู้จักชายคนนี้ดีพอที่จะเล่า หากเขาเล่าไปแล้วเกิดว่า เขาไม่เชื่ออาจจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้น ภาพจำตอนที่เขาทำหน้าดุดันจับแขนกล้าแล้วเขย่าบนเรือยังคงตราตรึง กล้าถอนหายใจออกมาแล้วเลื่อนสายตาไปทางอื่น สุดท้ายแล้วคำถามมากมายในหัวของเขาก็พูดออกไปตรง ๆ ไม่ได้ ‘อยู่สังเกตตาคนนี้ไปก่อนละกัน ค่อย ๆ สืบเสาะหาข้อมูลต่าง ๆ จากเขานี้แหละ อย่างน้อยมันก็ต้องมีคำตอบบ้างละนะ’
“ผมมาเพราะคิดถึงพี่ภพขอรับ” กล้าตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะมันคงเป็คำตอบเดียวที่ทำให้อีกฝ่ายเลิกเซ้าซี้ถามหาคำตอบกับเขา แต่หารู้ไม่ว่าคนตรงข้ามที่ยืนอยู่นั้นหัวใจแทบจะทะลุออกมาจากอก เมื่อได้ยินคำพูดของกล้า
‘หมื่นบดินทร์ที่หัวใจแข็งแกร่งดั่งขุนเขากำลังจะเสียอาการเอาก็วันนี้แหละหนา หรือพ่อกล้าจักมีใจให้พี่บ้างแล้วหนอ’ หมื่นบดินทร์พยายามเก็บอาการแล้วเบือนหน้าหนีออกไปนอกศาลา
“คะ ครั้นเ้าคิดถึงพี่เยี่ยงนั้นก็อยู่เล่นกับพี่เสียให้หมดแสงตะวันเถิด”
“ผมก็ตั้งใจแบบนั้นแหละ” กล้าหยิบขนมหม้อแกงขึ้นมาอีกชิ้นแล้วโยนมันเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ จนแก้มพอง “คุณไม่กินหรอ”
“หากพ่อกล้าหิวก็กินเถิด หมดแล้วพี่จักบอกบ่าวให้เตรียมมาให้เ้าเพิ่ม”
“งั้นผมไม่เกรงใจละนะ โหย... เหลือชิ้นสุดท้ายแล้วนะ พี่ภพไม่กินจริง ๆ หรอจะหมดละนะ” กล้าหยิบขนมหม้อแกงชิ้นสุดท้ายยกขึ้นมาแล้วยื่นไปตรงหน้าของหมื่นบดินทร์ รอยยิ้มขี้เล่นของเขานั้นกำลังทำลายกำแพงหนา ๆ ของหมื่นบดินทร์ผู้นี้ให้มลายสิ้น
“หากพ่อกล้าป้อนพี่ พี่ก็จักกิน” หมื่นบดินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่
“โถ่ ๆ จู่ ๆ ก็เป็ง่อย อ่ะ นี่... เห็นว่าเป็ชิ้นสุดท้ายหรอกนะ” กล้ายื่นขนมหม้อแกงเข้าไปใกล้ปากพี่ภพของเขา แต่สายตาของคนเป็พี่นั้นกลับล่องลอยไปไกล
“เป็ขนมหม้อแกงที่อร่อยที่สุดเลยก็ว่าได้”
“นั้นสิ ขนมในยุคนี้มันอร่อยเนาะว่ามะ”
“ยุคคืออันใด”
กล้ายกมือขึ้นมาปิดปากเขาเผลอพูดออกไปโดยไม่ระวังตัวอีกแล้ว “หยุบมือ ผมบอกว่าขนมแค่หยุบมือก็อร่อย” กล้าเลื่อนสายตาออกไปมองต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกอยู่ตรงหน้าหลังจากที่เขาแถเสร็จ
“นั่น ต้นอะไรขอรับ”
“ต้นกฤษณาไงเล่า ตอนพ่อกล้ายังเด็ก พ่อมาขูดเปลือกไม้พี่กลับหอนอนทุกครา รอยขูดของเ้ายังอยู่ที่ข้างลำต้นกระมัง”
“พี่ภพก็ว่าไป ตอนเด็กกล้าจะไปรู้ความอันใดได้เล่า” แม้เขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พี่ภพของเขาพูดนั้นเป็จริงหรือไม่ เพราะความทรงจำในตอนเด็กของกล้านั้นไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนี้เสียด้วยซ้ำ หลังจากที่เขาลองพูดคุยกับหมื่นบดินทร์ ดู ๆ ไปแล้วเขาก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร แถมยังจะดูเป็คนใจดีซะด้วยซ้ำ
“นี่เสื้อผ้าของพี่ภพขอรับ” กล้าเปิดห่อผ้า เสื้อผ้าของหมื่นบดินทร์ที่เต็มไปด้วยอ้วกของกล้าก็ส่งกลิ่นลอยคลุ้งออกมา
“พ่อยังมิได้ซักล้างให้พี่รึ”
“ซักล้างทำไม ก็นี่เสื้อพี่ไงครับ”
“แต่ที่เปื้อนบนผ้าของพี่คืออาเจียนของพ่อกล้า เ้าจักให้พี่ซักเองรึ ผู้ใดทำผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบหนา”
“เอ้า ด้ายยยยย จะเอาอย่างนี้ก็ได้ขอรับคุณพี่ภพ เดี๋ยวกล้าซักให้ แล้วต้องซักที่ไหน”
“ที่ท่าน้ำ” พูดจบหมื่นบดินทร์ก็เก็บอาการไม่อยู่จนเผยยิ้มออกมา นี่ถือว่าเป็การลงโทษที่พ่อกล้านั้นเล่นละครจนเขานั้นต้องถูกคุณหญิงแม่หยิกหลัง
“ได้ งั้นท่านก็นำไปได้เลย เดี๋ยวกล้าจะจัดการซักให้เหมือนใหม่มันจะยากอะไร”
“มันมิยากแต่มันก็มิง่าย” คุณพี่ภพของคุณกล้ายิ้มแล้วยักไหล่ขึ้นก่อนจะเดินนำเขาไปที่ท่าน้ำเล็ก ๆ ข้างหน้าเรือน
“คุณอย่าบอกนะว่าคุณจะให้ผมซักผ้าในคลอง”
“เขาก็ทำกันเช่นนี้ พ่อจักซักที่ใดหากมิใช่คลอง”
“ได้นำไปเลยผมจะจัดการเอง”
หมื่นบดินทร์ยื่นไม้กระดานที่มีด้ามจับและชามใส่น้ำใส ๆ ข้างล่างเป็ตะกอนสีขาวจนกล้าอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถาม
“นี่อะไร”
“สิ่งนี้คือไม้ทุบผ้า พ่อจักซักผ้าให้สะอาดได้เยี่ยงไรหากมิใช้ไม้ทุบ แลสิ่งนี้คือน้ำด่างจากขี้เถ้าไม้แสม พ่อเอาน้ำด่างนี้ทาตรงที่เป็รอยเปื้อน แค่นี้พ่อก็มิรู้จักหรือ เยี่ยงนี้จักซักผ้าได้เยี่ยงไร”
“หึ เอามานี้ผมทำได้ ส่วนคุณยืนดูอยู่ตรงนั้นแหละ”
กล้าเดินสับ ๆ ลงไปที่ท่าน้ำด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจเพราะถูกหมื่นบดินทร์แกล้ง ท่าทางเ่าั้ช่างดูน่ารักน่าชังในสายตาของผู้อื่น แม้แต่บ่าวบนเรือนก็ถูกหมื่นบดินทร์ห้ามมิให้มาวุ่นวายกับการซักผ้าของคุณกล้า มองดูแล้วก็อดนึกขำและให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ
กล้าโยนห่อผ้าลงในน้ำ มันเป็โจงกระเบนสีเืนก และเสื้อคอปิดสีขาว ‘ให้ตายเถอะการซักผ้าขาว แถมยังเปื้อนอ้วกในยุคสมัยที่ไม่มีไฮเตอร์ช่วยนั้นช่างเป็เื่ที่ยากเกินความสามารถจริง ๆ’ แต่คำดูถูกของหมื่นบดินทร์ก็ทำให้เข้าถอยไม่ได้ หลังจากที่ผ้าเปียกน้ำกล้าดึงขึ้นมาแล้วใช้ไม้ทุบ ทุบโจงกระเบนของหมื่นบดินทร์อย่างทุลักทุเล ต่อด้วยการใช้น้ำด่างป้ายบนคราบอ้วกของตน แล้วใช้ไม้ทุบตีคราบสกปรกให้ออกจากเนื้อผ้า หลังจากที่กล้าซักโจงกระเบนเสร็จเขาก็มาจัดการกับเสื้อคอปิดต่อ แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ก็ไม่สะอาดสักที เหตุเพราะคราบฝังลึกลงไปในผ้าขาวทำให้ยากต่อการซัก จนสุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ ‘นี่คงเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะซักผ้าแบบนี้ ให้ตายเถอะ ขอแค่มีสบู่สักก้อนก็ยังดีแต่นี่ไม่มีเลย ผมขอถอนคำพูดจากตอนแรกที่คิดว่าหมื่นนี่เป็คนดี’
หมื่นบดินทร์นำตะกร้าสานมาใส่ผ้าเปียกที่ยังไม่ได้บิดให้หมาด หยิบเสื้อผ้าเ่าั้ใส่ลงไปในตะกร้าแล้วให้บ่าวมารับไปตาก
“คุณแกล้งผม” กล้าพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เนื้อตัวของเขาเปียกจากการเหวี่ยงไม่ทุบเสื้อผ้าจนทำให้น้ำกระเด็นออกมาจนเสื้อขาวบางของเขานั้นชุ่มไปด้วยน้ำ
“พี่มิได้แกล้ง ในเมื่อพ่ออาเจียนใส่อาภรณ์ของพี่ เช่นนั้นแล้วก็ควรเป็เ้าที่ต้องรับผิดชอบมิใช่หรือ”
“อืม ก็ถูก แต่ตอนนี้ผมตัวเปียกไปหมดแล้ว”
“พ่อขึ้นไปผลัดผ้าบนหอนอนพี่ก่อนเถิด พี่จักให้บ่าวเตรียมผ้าให้”
กล้าเดินตามคนที่แกล้งเขาจนตัวเปียกขึ้นเรือนอีกหลังที่ปลูกถัดไปจากเรือนใหญ่ เรือนไม้หลังนี้มีหน้าต่างห้องนอนเปิดออกมาดูต้นกฤษณาพอดี กล้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าห้องของหมื่นบดินทร์
“เสื้อผ้าพวกนี้พ่อเลือกแล้วผลัดเถิด ประเดี๋ยวพี่จักรออยู่หน้าหอนอน”
“อืม” กล้าเดินมาปิดประตูลงกลอน จากนั้นเขาก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จแล้วเดินหน้าบูดบึ้งออกจากหอนอนของหมื่นบดินทร์
“พ่อยังมิหายอีกหรือ”
“เมื่อวานคุณก็ขโมยเฟิร์สคิสของผมไปวันนี้คุณก็แกล้งผม จิตใจคุณนี่มันทำด้วยอะไรหึ”
“เฟิดคิด อันใดหรือ”
“ก็เป่าปากไง ถ้าไม่ใช่คุณหญิงแม่บอกผม ผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะกล้าทำ”
“คุณหญิงชื่นทราบหรือ”
“ก็เออดิ ถ้าไม่รู้จะให้ผมมาที่นี่ทำไมล่ะ วันนี้พอแค่นี้ผมเหนื่อย ผมจะกลับเรือน ลาขอรับพี่ภพ”
กล้าเดินทำท่าทำทางปวดเนื้อปวดตัวกลับไปที่ท่าน้ำ แต่ก่อนที่เขาจะกลับไปก็ได้ขึ้นเรือนไปกราบลาคุณหญิงฉายก่อนแล้ว เมื่อบ่าวสองคนเห็นคุณกล้าก็อดถามไม่ได้เื่เสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปแต่กล้าก็ี้เีต่อความยาวสาวความยืดจึงรีบให้ทั้งสองคนตีเรือกลับเรือน
“อีพี่ภพคอยดูนะ ครั้งหน้าผมเจอฤทธิ์คุณกล้าแน่ หึ! คอยดู” กล้าเบือนหน้าออกไปมองรอบ ๆ คลอง จะว่าไปแล้วก็นึกเจ็บใจหมื่นบดินทร์ที่กลั่นแกล้งตน