สัญญาเดิมพันถูกสะบัดลายเซ็นเสร็จสรรพ เงินห้าแสนหยวนถูกโอนเข้าบัญชีของเยี่ยอี้ิเรียบร้อย
ไม่ใช่เพราะเชื่อใจ ‘คนกันเอง’ แต่ตำแหน่งผู้อำนวยการของหม่าจงหัวค้ำคออยู่ ทำให้ก้าวล่วงลงมาคลุกคลีกับการพนันขันต่อไม่ได้ ในขณะที่ตาเฒ่าวัยเกษียณอย่างเยี่ยอี้ิกลับไร้พันธะใดๆ
จางจื้อยกข้อมือขึ้น ดูนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนทองฝังเพชรของตัวเองด้วยท่าทางหยิ่งยโส "เริ่มจับเวลา ทุกคนตรงนี้เป็พยาน"
ลั่วหยางชี้หน้าอีกฝ่าย แกล้งทำหน้าอมทุกข์เหมือนคนโดนรังแกจนหมดหนทาง
"คุณนี่มัน... แน่จริงๆ"
เกิดเป็คนก็ต้องมีน้ำใจกันบ้าง ในเมื่ออีกฝ่ายใจป้ำยอมถวายเงินตั้งห้าแสนหยวนให้ถึงที่ เขาก็ควรจะมอบ ‘ประสบการณ์การเปย์’ ที่ดีกลับไปให้สักหน่อยถึงจะถูก
ทิ้งท้ายประโยคยียวน ลั่วหยางในชุดป้องกันเชื้อโรคก็หมุนตัว ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งเข้าสู่ห้องกักตัว
จางจื้อจ้องแผ่นหลังนั้นพลางแค่นเสียงเหยียด "ยุคห้าจีแบบนี้ยังมีคนงมงายเื่หมอเทวะอยู่อีกเหรอ แถมยังเป็หมอเทวะหน้าขนแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้หัวแม่เท้าหรือสมองคิดกันแน่" ประโยคนี้จงใจสาดโคลนกระทบชิ่งอย่างเห็นได้ชัด
หม่าจงหัวไม่สะทกสะท้าน รีบดึงแขนเยี่ยอี้ิหลบฉากไปด้านข้างแล้วกระซิบถามเสียงเครียด "ท่านผู้นำเก่า ผมน่ะเชื่อใจท่านเต็มร้อยนะ แต่เสี่ยวลั่ว... จะรักษาผู้เชี่ยวชาญให้หายได้ภายในครึ่งชั่วโมงจริงๆ เหรอครับ"
"ไอ้หนุ่ม ปากบอกว่าเชื่อใจ แต่ในใจแกกำลังด่าว่าฉันตาบอดมองคนพลาดล่ะสิ" เยี่ยอี้ิมองทะลุความกังวลของอีกฝ่ายปราดเดียว
"ตอนแรกผมแค่อยากให้เขาลองดู รักษาไม่หายก็ไม่เสียหายอะไร แต่ตอนนี้ดันไปเล่นพนันบ้าบอนี่กับจางจื้อ ขืนเื่แดงขึ้นมา เบื้องบนเอาผมตายแน่"
"ฉันเป็คนลากเขามา ถ้ามีปัญหาอะไรฉันแอ่นอกรับเอง แกจะปอดแหกไปทำไม" เยี่ยอี้ิถลึงตาใส่ดุๆ
หม่าจงหัวยังไม่เลิกคิ้วขมวด "ตั้งห้าแสนเชียวนะครับ ขืนโดนข้อหาฉ้อโกงขึ้นมาคุกกี่ปีก็ไม่พอ เมื่อกี้ผมส่งซิกตาแทบหลุดเตือนไม่ให้เซ็น เขาก็ตีมึนแกล้งตาบอดซะงั้น ท่านผู้นำเก่า ผมล่ะเป็ห่วงอนาคตไอ้หนุ่มนี่จริงๆ นะ"
ทว่าจิ้งจอกเฒ่ากลับหลุดหัวเราะร่วน ก่อนจะยิงคำถามนอกเื่หน้าตาเฉย "แกว่าลูกสาวฉันเป็ยังไงบ้าง"
หม่าจงหัวถึงกับใบ้กิน สมองเบรกเอี๊ยด... นี่มันลากเื่ไปถึงดาวอังคารแล้วหรือไง อีกอย่าง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม จะให้ไปแทะโลมหลานสาวตัวเองเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว
เยี่ยอี้ิขมวดคิ้วเร่ง "ฉันถามก็ตอบมาสิวะ"
ผู้อำนวยการเพิ่งดึงสติกลับมาได้ "เอ่อ... เสี่ยวเยี่ยย่อมเพียบพร้อมอยู่แล้วครับ ทั้งสวยทั้งเก่งระดับหัวกะทิ ที่ผมซูฮกที่สุดคือวิสัยทัศน์ของเธอ คราวก่อนเธอเปรยว่าอสังหาฯ ในเมืองลั่วเฉิงจะพุ่งขึ้นเท่าตัว ผมรีบแจ้นไปกู้เงินมากว้านซื้อไว้หลังนึง ปรากฏว่าแม่นยังกับตาเห็น แค่สามปีราคาดีดขึ้นเท่าตัวจริงๆ เมียผมยังบ่นหูชาจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมตอนนั้นไม่กู้ซื้อสักสิบหลัง... ผมล่ะรำคาญจะตายชัก"
สาธยายจบ หม่าจงหัวก็วกกลับเข้าประเด็น "แต่ท่านผู้นำเก่าครับ จู่ๆ ชวนคุยเื่เสี่ยวเยี่ยทำไมกัน"
ชายชราทอดสายตามองไปยังประตูห้องกักตัว รอยยิ้มลึกล้ำผุดขึ้นบนใบหน้า
"ลูกสาวฉันไปดูงานต่างเมืองรอบนี้ แทนที่จะฝากยัยหนูเหม่ยฉีไว้บ้านฉัน... ดันเอาไปทิ้งไว้ให้เสี่ยวลั่วดูแลแทน ฉันจะบอกอะไรให้นะ แกอาจจะคลางแคลงใจในสายตาคนแก่หลงๆ ลืมๆ อย่างฉัน แต่แกต้องเชื่อวิสัยทัศน์เฉียบขาดของลูกสาวฉัน... เสี่ยวลั่วเป็คนที่พึ่งพาได้ล้านเปอร์เซ็นต์"
หม่าจงหัวเบิกตาตื่น บรรลุธรรมในเสี้ยววินาที ก่อนจะหลุดหัวเราะชอบใจ "ที่แท้ก็มีตื้นลึกหนาบางแบบนี้นี่เอง งั้นผมก็โล่งอก... อ้อ ว่าแต่ จะได้ดื่มเหล้ามงคลเมื่อไหร่ครับท่านผู้นำเก่า งานนี้ห้ามลืมเชิญผมเด็ดขาดเลยนะ"
เยี่ยอี้ิปรายตาเอือมระอาใส่ "เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว ตอนนี้พวกเขายังเป็แค่เพื่อนกันโว้ย"
หม่าจงหัวเบ้ปาก มุมปากกระตุกเป็เชิงรู้ทัน... เพื่อนกันบ้าอะไร ฝากลูกให้เลี้ยง
ตัดภาพมาภายในห้องกักตัว
หน้ากากป้องกันเชื้อโรคถูกโยนทิ้งกระแทกพื้นอย่างไม่แยแส
กลางหน้าผากของสือเฟย—ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี—ปรากฏรอยประทับสีเขียวเข้มสว่างวาบขึ้นมา ตราประทับิญญาถูกกระตุ้นการทำงานอย่างสมบูรณ์ ร่างที่นอนนิ่งเบิกตาโพลงขึ้นมากะทันหัน ดิ้นรนขัดขืนสุดแรงเกิดบนเตียงเหล็ก พร้อมแผดเสียงคำรามแหบพร่าเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ป่า
ลั่วหยางล้วงเอาหน้ากากสำริดทองคำออกจากกระเป๋าสะพาย ทาบทับลงบนใบหน้าอย่างเยือกเย็น ก่อนจะอัดฉีดพลังิญญาสายหนึ่งเข้าไปหล่อเลี้ยง ฉับพลันนั้น กลางหน้าผากของหน้ากากสำริดก็ปรากฏตราประทับิญญาสีเขียวเรืองรองขึ้นมาตอบรับการเชื่อมต่อ
ในวินาทีเดียวกัน โสตประสาททั้งหมดถูกตัดขาด ดวงตาทั้งสองข้างจมดิ่งสู่ความมืดมิดมหาศาล ทว่าในก้นบึ้งของความมืดมิดนั้น กลับมีกลุ่มหมอกสีเืลอยอ้อยอิ่ง เสียงคำรามของสือเฟยถูกดูดกลืนหายไป สรรพเสียงภายนอกดับวูบ โลกทั้งใบตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับก้นหลุมฝังศพ
นี่คือ... สภาวะสื่อิญญา
ด้วยรากฐานลมปราณที่แข็งแกร่งเป็ทุนเดิม ผนวกกับการงมตำราฝึกฝนแบบหามรุ่งหามค่ำตลอดสองวันที่ผ่านมา ลั่วหยางสามารถทะลวงเข้าสู่วิชาสื่อิญญาาขั้นต้นได้สำเร็จ แม้ตอนนี้จะต้องพึ่งพาตราประทับิญญาบนหน้ากากช่วยเป็สื่อนำพลัง แต่สำหรับรับมือกับปัญหาเด็กๆ ตรงหน้า... แค่นี้ก็เหลือแหล่
ไพ่ตายที่ทำให้เขามั่นใจเต็มประดาคือ ไม่ว่า 'ิญญาร้าย' จะดุร้ายแค่ไหน แก่นแท้ของมันก็หนีไม่พ้นรูปแบบของพลังงานิญญา และตราบใดที่มันยังเป็พลังงาน... เคล็ดหลอมปราณขมังเวทที่เขากรำศึกฝึกลมปราณมาสิบกว่าปีก็พร้อมจะกลืนกินมัน เขาแค่ต้องใช้วิชาสื่อิญญาล่อสุนัขลอบกัดตัวนี้ให้ออกมาจากถ้ำ จากนั้นก็จับมันดูดซับและบดขยี้ให้แหลกเป็จุล
ทว่า ปัญหาที่แท้จริงคือ 'ต้นตอ' ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ก้นหลุมบูชายัญต่างหาก โบราณวัตถุที่สามารถแผ่ซ่านอาถรรพ์จนบ่มเพาะิญญาร้ายขึ้นมาได้... นั่นแหละคือบอสใหญ่ตัวจริง นี่จึงเป็เหตุผลที่เขาเลือกซ้อมมือรักษากับผู้เชี่ยวชาญก่อน เก็บตัวตึงไว้ปราบทีหลังสุด อีกอย่าง การที่หม่าจงหัวแบกหน้าไปเชิญเขามา ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายเอาหน้าที่การงานไปแขวนไว้บนเส้นด้าย เขาจึงต้องโชว์ของข่มขวัญสักหน่อย เพื่อให้ผู้อำนวยการหน้าบางคนนั้นได้โล่งอก
"ฟ้ามืดมิดดินเวิ้งว้าง ทวยเทพจุติสี่ิญญาพิทักษ์ทิศ ัฟ้าบูรพาคืนตำแหน่ง พยัคฆ์ขาวประจิมคืนตำแหน่ง วิหคเพลิงทักษิณคืนตำแหน่ง เต่าดำอุดรคืนตำแหน่ง..."
เสียงบริกรรมคาถาแหบพร่าดังก้อง นี่คือมนตราของวิชาสื่อิญญาา ความหมายอาจดูเป็คำกลอนทั่วไป แต่วิธีการเปล่งเสียงกลับผิดแผกจากยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง สำเนียงของมันคล้ายคลึงกับบทสวดสันสกฤตโบราณ ทว่ากลับมีท่วงทำนองที่สั้น กระชับ และทุ้มต่ำจนสั่นะเืไปถึงทรวงอก ต่อให้ระดับปรมาจารย์ด้านภาษาศาสตร์มายืนแนบหู ก็ไม่มีทางแกะรอยออกว่าชายหนุ่มกำลังสวดบ้าอะไรอยู่
ริมฝีปากขยับเปล่งมนตราต่อเนื่อง สองขาก้าวเหยียบย่าง สองมือร่ายรำวาดลวดลาย ท่วงท่าของเขาแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น บางจังหวะงุ่มง่ามราวกับปูเดิน บางจังหวะซวนเซคล้ายตาเฒ่าเข็นรถเข็น ทว่าบางจังหวะกลับพลิ้วไหวเฉียบขาดดุจยอดฝีมือชักกระบี่ทะลวงฟัน
นี่คือ... ระบำสื่อิญญา
มนตราโดดๆ ไม่อาจสัมฤทธิ์ผล ระบำเปล่าๆ ก็เป็แค่การเต้นแร้งเต้นกา
ทว่ายามนี้ ทุกถ้อยคำที่ลั่วหยางเค้นผ่านลำคอล้วนไปกระตุ้นพลังิญญาในร่างให้เกิดการสั่นพ้อง ทุกย่างก้าวที่ร่ายรำล้วนปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาเป็จังหวะ เมื่อทั้งสองผสานหลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว สนามพลังงานลี้ลับไร้รูปร่างจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
สนามพลังงานนี้... คือโลกอีกใบที่ดวงตาของลั่วหยางกำลัง 'มองเห็น' ความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง กลุ่มหมอกสีเืลอยคว้าง ไร้ซึ่งสรรพเสียง ไร้ซึ่งชีวิต มีเพียงความหนาวเหน็บแห่งความตาย
ปากยังคงสวดท่อง
ร่างยังคงร่ายรำ
คลื่นพลังงานที่บีบอัดตัวอยู่ในอาณาเขตเริ่มหนาแน่นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สภาวะของลั่วหยางดำดิ่งลงสู่ความลี้ลับสุดหยั่งคาด ประสาทััเหนืุ์ของเขาเริ่มจับััถึง 'บางสิ่ง' ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในเงามืด!
ฉับพลัน ร่างของลั่วหยางกระตุกเฮือก! ทุกการเคลื่อนไหวชะงักงัน เสียงบริกรรมคาถาหยุดกึก ภายในส่วนลึกของรูม่านตาที่มืดสนิท ปรากฏจุดแสงสีเืสองจุดสว่างวาบขึ้นมา รังสีอำมหิตอันชั่วร้ายพวยพุ่งออกมาราวกับปีศาจหลุดจากนรก
"ไอ้สวะมนุษย์... รนหาที่ตายนักนะ!"
เสียงแหบพร่าถูกเค้นผ่านลำคอของลั่วหยาง แต่มันไม่ใช่เสียงของเขาแม้แต่นิดเดียว น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบ ดุดัน และก้องกังวานราวกับเสียงดาบกระทบโลหะ
"มุดหัวอยู่ตั้งนาน... ออกมาให้ฉันถอนรากถอนโคนซะดีๆ" เสียงของลั่วหยางสวนกลับด้วยความเยือกเย็น
"ไสหัวไปตายซะ!" เสียงโลหะปริศนาตวาดลั่นกึกก้อง
"เห่าไปก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อกล้าโผล่หัวมา... ก็จงสลายไปซะเถอะ" ลั่วหยางแสยะยิ้ม
"ข้าจะฉีกเนื้อเ้า!"
ทันใดนั้น ร่างของสือเฟยที่เกร็งค้างอยู่บนเตียงคนไข้ก็อ้าปากกว้าง ในเสี้ยววินาที ประกายแสงสีขาวขุ่นพุ่งทะลักออกจากลำคอของเขา ทะยานพุ่งเสียบเข้ากลางอกของลั่วหยางอย่างจัง!
ลั่วหยางถูกกระแทกจนเซถลา ร่างสั่นสะท้าน!
รังสีอำมหิตและความชั่วร้ายบริสุทธิ์อัดแน่นอยู่ในพลังงานสายนั้น ทันทีที่มันแทรกซึมเข้าสู่เส้นเื ความหนาวเหน็บะเืก็ทะลวงฝังลึกถึงกระดูก ทั้งที่ภายนอกอากาศร้อนอบอ้าว แต่ร่างกายของเขากลับสั่นงันงกเหมือนตกลงไปในบ่อธารน้ำแข็ง ชายหนุ่มไม่รอช้า ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นอย่างรวดเร็ว เร่งโคจรเคล็ดหลอมปราณขมังเวทหมายต้านทาน
แต่นั่นก็คือดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของมัน ลั่วหยางปิดตาสนิท โคจรลมปราณเค้นพลังเข้าสู้ด้วยสมาธิขั้นสูงสุด
วินาทีที่เคล็ดหลอมปราณขมังเวทหมุนวนอย่างเต็มกำลัง พลังงานชั่วร้ายสายนั้นก็เริ่มถูกกัดกร่อนและอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกค่อยๆ บรรเทาลง... ก่อนจะถูกดูดกลืนหายไปจนหมดจด ไร้ร่องรอย