ลั่วเสี่ยวซีกำลังคิดว่า เรื่องของพวกเราไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ประโยคนี้มันหมายความว่อย่างไร
ความจริงหากทำความเข้าใจในแต่ละตัวอักษร สิ่งที่ซูอี้เฉิงต้องการจะสื่อนั้นชัดเจนมาก เพียงแต่เธอไม่อยากจะเชื่อเท่านั้น
เธอรู้จักกับเขาตั้งแต่อายุสิบกว่าๆ ตามตื๊อเขามาตลอดจนอายุยี่สิบกว่าปี เธอก็ตามตื๊อเขาจนชาวบ้านรู้กันทั่ว ขนาดคนที่ไม่ได้รู้จักเธอเป็นการส่วนตัวยังรู้เลยว่าเธอโดนซูอี้เฉิงรังเกียจมากแค่ไหน ถึงอย่างนั้นก็ยังใจกล้าหน้าด้านตามตื๊อเขาไม่ห่าง
บางครั้งเธอก็ได้ยินคนอื่นพูดนินทาเธอลับหลัง บอกว่าเธอคงได้แต่หน้าด้านหน้าทนตามตื๊อซูอี้เฉิงไปตลอดชีวิต แต่เธอไม่มีวันยอมแพ้เรื่องนี้เด็ดขาด จึงมักพูดว่าสักวันหนึ่งซูอี้เฉิงจะต้องกลายเป็นของเธอ
มาวันนี้ในที่สุดเขาก็พูดออกมา เขาบอกว่าระหว่างพวกเราเป็นไปได้ บางทีเขาอาจจะกลายเป็นของเธอแล้วจริงๆ
ภายนอกอาจจะดูยิ้มแย้มสดใส แต่ที่จริงแล้วตลอดสิบกว่าปีมานี้เธอตามจีบเขาอย่างยากลำบาก ไร้ซึ่งความหวังราวกับเรือที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลอันมืดมิด แต่ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เปิดออก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทำให้ทุกอย่างสว่างกระจ่างตา
เธอจ้องหน้าซูอี้เฉิงอยู่อย่างนั้นเพื่อหาข้อยืนยันว่าเรื่องตรงหน้านั้นคือความจริง
“ซูอี้เฉิง นายหมายความว่าไง? นายคบกับจางเหมยอยู่ไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่เล่นเกมจับปลาสองมือกับนายหรอกนะ”
ซูอี้เฉิงพูดอย่างเหลืออด “ใครบอกเธอว่าฉันคบกับจางเหมย?”
“ฉันเห็นเองกับตา!” ลั่วเสี่ยวซีพูดเคืองๆ “คืนวันงานเลี้ยงครบรอบเครือลู่ จู่ๆ นายก็หายไป เจี่ยนอันโทรหานายแต่จางเหมยเป็นคนรับสาย ฉันเลยไปที่โรงแรม พอเคาะประตูจางเหมยก็เป็นคนเปิด นายทายสิว่าฉันเห็นอะไร ฉันเห็นรอยจูบเต็มลำคอของเธอไปหมด”
สองเดือนก่อนเธอเคยด่าทอเขาหาว่าเป็นปีศาจร้าย วันนี้เธอก็ว่าเขาอีก คงเป็นเพราะความโมโห
ซูอี้เฉิงขมวดคิ้วมุ่น “ฉันพาจางเหมยไปที่โรงแรมจริง แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันแบบนั้น ตอนที่เธอมาฉันกลับไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอไปที่นั่น”
ลั่วเสี่ยวซีลองคิดย้อนดู วันนี้เธอเองก็ไม่ได้เจอหน้าซูอี้เฉิง แต่ทีท่าของจางเหมยชวนเข้าใจผิดมาก ซูอี้เฉิงไม่ได้อยู่ในห้องแท้ๆ แต่เธอกลับเสแสร้งได้ขนาดนั้น
มารยาร้อยเล่มเกวียนจริงๆ...
“คำถามของฉันนายยังไม่ได้ตอบ ตกลงนายหมายความว่าไง?” ลั่วเสี่ยวซีมองซูอี้เฉิงไม่วางตา เธอเกลียดความไม่ชัดเจนแบบนี้ที่สุด
“หมายความว่าพวกเรา...จะลองคบกันดูก็ได้” ซูอี้เฉิงลังเลอยู่สักพักก่อนพูดต่อ “เสี่ยวซี บางทีพวกเราอาจจะ...” สุดท้ายเขาไม่ได้พูดคำต่อไปออกมา
ลั่วเสี่ยวซีจึงเข้าใจว่าเขาจะบอกว่า บางทีพวกเราอาจจะคบกันได้
“นายก็ยังไม่ชอบฉันอยู่ดี” เป็นครั้งแรกที่ลั่วเสี่ยวซียิ้มเยาะตัวเอง “ซูอี้เฉิง ถ้านายชอบฉัน คงทำเหมือนตอนที่นายจีบบรรดาแฟนเก่าของนาย บอกให้มาคบกันตรงๆ ไม่พูดคำว่าบางที อาจจะเป็นไปได้แบบนี้”
ไม่ใช่แบบนั้น ซูอี้เฉิงไม่รู้ว่าทำไมลั่วเสี่ยวซีถึงได้เข้าใจไปในทางนั้นได้ เขาขมวดคิ้วก่อนเอ่ย
“เสี่ยวซี”
“ถ้านายไม่ชอบฉัน แล้วจะพูดแบบนั้นกับฉันทำไม” สีหน้าของลั่วเสี่ยวซีเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ “ซูอี้เฉิง นายไม่ใช่คนชอบทำให้ตัวเองลำบากสักหน่อย”
“เสี่ยวซี เธอต่างจากผู้หญิงพวกนั้น”
ในที่สุดเขาก็พูดออกมา
ตั้งแต่ที่เขาบอกไปว่าพวกเราอาจจะเริ่มต้นด้วยกันได้ เขาก็รู้ตัวว่าสำหรับเขาแล้วลั่วเสี่ยวซีไม่เหมือนกับผู้หญิงคนไหน
ส่วนที่ว่าไม่เหมือนอย่างไร และทำไมถึงไม่เหมือน เขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
“แน่นอนสิ” ลั่วเสี่ยวซีแค่นยิ้มแกนๆ “ฉันเป็นคนตามตื๊อนาย ก็คงไม่เหมือนกับคนอื่นอยู่แล้ว”
ซูอี้เฉิงรับไม่ได้ที่เธอดูถูกตัวเองแบบนี้ ขณะที่กำลังจะพูดอะไรออกไป รอยยิ้มของเธอกลับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันสดใส
“แต่ว่านะ คงมีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่กล้าจีบนาย ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่มีใครกล้าหาญขนาดนี้หรอก!”
“...”
ตอนนั้นเอง รถบรรทุกคันหนึ่งก็เข้ามาจอดด้านหน้าอพาร์ทเมนต์ ลั่วเสี่ยวซีรู้ทันทีว่าลู่วิ่งของเธอได้มาส่งแล้วจึงรีบวิ่งเข้าไปหา คนที่กำลังขนของลงมาคือเจ้าของร้านกับคนขับรถ
“คุณมาส่งเองจริงๆ ด้วย” ลั่วเสี่ยวซีพูดยิ้มๆ “เดี๋ยวฉันไปเปิดประตูให้ ตามมาเลยค่ะ”
เจ้าของร้านมาเพื่อยืนยันว่าซูอี้เฉิงเป็นแฟนของลั่วเสี่ยวซีจริงหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นลั่วเสี่ยวซีอยู่คนเดียว เขาก็นึกดีใจ แต่ไม่นานซูอี้เฉิงก็ปรากฏตัวขึ้น สายตาเย็นเยียบที่มองมาทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
ลั่วเสี่ยวซีเห็นซูอี้เฉิงเดินตามมาเลยถามอย่างสงสัย
“นายจะขึ้นไปเหรอ”
ซูอี้เฉิงตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าฉันไม่ขึ้นไป แล้วจะให้พวกคนขายลู่พวกนั้นขึ้นไปกับเธอหรือไง“”
“อะไรของนาย” ลั่วเสี่ยวซีพูดเน้น “คนเค้าไม่ได้ขายแค่เครื่องวิ่งสักหน่อย นายขึ้นไปก็ดีเหมือนกัน เรายังคุยกันไม่จบเลย”
เห็นเจ้าของร้านกับคนขับรถกำลังขนเครื่องวิ่งเข้ามา ลั่วเสี่ยวซีจึงเงียบไปก่อนจะกดลิฟต์ให้
คนสี่คนกับเครื่องวิ่งอีกหนึ่งเครื่องอัดกันอยู่ในลิฟต์ที่ไม่ได้ใหญ่มากจนแทบไม่เหลือที่ว่าง ซูอี้เฉิงดึงลั่วเสี่ยวซีให้มายืนอยู่ข้างกาย โดยมีลู่วิ่งกั้นพวกเขาไว้กับพวกคนขายลู่วิ่งพวกนั้น
ลั่วเสี่ยวซีลอบบ่นซูอี้เฉิงในใจ ทว่าลึกๆ แล้วก็อดดีใจไม่ได้
เมื่อไรที่ผู้ชายแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แสดงว่าในใจเขามีคุณอยู่บ้าง
เมื่อถึงชั้นที่สิบหก ซูอี้เฉิงก็ลากลั่วเสี่ยวซีให้ไปเปิดประตู พอเจ้าของร้านกับคนขับรถย้ายเครื่องวิ่งเข้าไปในห้องแล้วเรียบร้อยเขาจึงพูดขึ้นว่า
“ขอบคุณ ที่เหลือพวกเราจัดการเองได้”
เจ้าของร้านนิ่งไป เห็นซูอี้เฉิงกับลั่วเสี่ยวซีดูสนิทสนมกันขนาดนี้เขาจึงมั่นใจว่าคู่นี้คบกันอยู่จริงๆ เขาลอบถอนหายใจอย่างเสียดาย จากนั้นจึงยื่นใบเซ็นรับสินค้าให้กับซูอี้เฉิง
“งั้นรบกวนเซ็นชื่อตรงนี้ด้วยครับ”
ซูอี้เฉิงเซ็นชื่อลงไปบนนั้น
“เดินทางปลอดภัยครับ”
เจ้าของร้านพยักหน้าก่อนเอ่ย
“ขอบคุณที่ใช้บริการ คราวห...”
ซูอี้เฉิงปิดประตูไล่คำว่าคราวหน้าออกไปทันที
ลั่วเสี่ยวซีเห็นการกระทำของซูอี้เฉิงแล้วพูดไม่ออก ใครบอกว่าซูอี้เฉิงเป็นสุภาพบุรุษกัน คนไร้มารยาทแบบนี้เนี่ยนะ?
ว่าแต่ว่า ซูอี้เฉิงเป็นแบบนี้ดูเท่กว่าเดิมอีกแฮะ
เธอแกล้งมองเขาอย่างโกรธๆ “นายบอกว่าที่เหลือจะจัดการเอง ฉันทำไม่เป็นหรอกนะ ส่วนนายจะไหวเหรอ?”
ซูอี้เฉิงพับแขนเสื้อขึ้น “เธอจะเอาไว้ตรงไหน”
ลั่วเสี่ยวซีมองไปรอบๆ ห้องรับแขก ก่อนจะชี้ไปยังมุมห้องข้างหน้าต่าง
“ตรงนั้นแล้วกัน”
ซูอี้เฉิงผลักลังกระดาษไปไว้ที่นั่น ก่อนจะแกะมันออกมาและเริ่มลงมือประกอบ
ที่จริงเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนสักครั้ง แต่หลังจากอ่านคู่มือไปหนึ่งรอบเขาก็ลงมือประกอบได้อย่างคล่องแคล่ว ลั่วเสี่ยวซีเห็นแล้วอดนับถือไม่ได้
สมแล้วที่เธอชอบเขามากว่าสิบปี
ไม่นานเครื่องวิ่งก็ถูกประกอบจนเสร็จสิ้น ซูอี้เฉิงลองเปิดดูก็ไม่พบปัญหาใดๆ เขาตบตัวเครื่องเบาๆ
“เสร็จแล้ว” เมื่อหันกลับมาก็เห็นลั่วเสี่ยวซีกำลังกุมแก้มสองข้างมองมาที่เขาด้วยสายตาหลงใหลอย่างไม่ปิดบัง
แฟนเก่าเขามักจะจงใจส่งยิ้มหวานพลางมองเขาอย่างนับถือ ตามด้วยเดินเข้ามากอดเขาจากด้านหลัง และให้จุมพิตเป็นรางวัล
ส่วนใหญ่เขาแค่ยิ้มตอบกลับไป ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
มีเพียงลั่วเสี่ยวซีเท่านั้นที่มองเขาอย่างเถรตรง นัยน์ตาของเธอสื่อความในใจออกมาอย่างชัดเจน
เขารู้สึกได้ว่าลั่วเสี่ยวซีรู้สึกแบบนั้นจริงๆ จนอดปลื้มใจไม่ได้ที่ถูกเธอมองแบบนั้น
เมื่อก่อนเขาชอบผู้หญิงที่รู้จักวางตัว ไม่เปิดเผยมากเกินไป เขาคิดว่าผู้หญิงแบบนั้นจะไม่ทำให้เขาอึดอัด ไม่รู้สึกเป็นภาระหรือมีแรงกดดัน
เพราะพวกเธอรู้ว่าเขาชอบอะไร เวลาอยู่ด้วยกันเลยดูเพอร์เฟคไปหมดทุกอย่างราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งค่าเอาไว้
แต่ความจริงใจเป็นตัวของตัวเองแบบลั่วเสี่ยวซี ทำให้เขาสัมผัสถึงมันได้
ซูอี้เฉิงยิ้มมุมปากก่อนเอ่ย “ช่วยเธอเยอะขนาดนี้ คิดไว้หรือยังว่าจะขอบคุณฉันยังไง”
“จะเรียกว่านายช่วยฉันได้ยังไง ฉันดูเป็นคนหลอกง่ายขนาดนั้นเลย?” ลั่วเสี่ยวซีพูดอย่างไม่แยแส “นายหาเรื่องเอง เดิมทีพวกเขาจะช่วยติดตั้งให้แท้ๆ”
ยัยบ้านี่ไม่รับมุกเอาซะเลย!
ซูอี้เฉิงโยนเทปกาวและเครื่องมือต่างๆ ลงในกล่อง
“ลั่วเสี่ยวซี เธอนี่มันโง่จริงๆ ฉันกำลังให้โอกาสเธออยู่นะ”
ลั่วเสี่ยวซียิ่งทำตัวโง่ให้เขาดู “ฉันไม่ต้องโอกาสอะไรจากนายทั้งนั้น! มานี่ พวกเรามาคุยเรื่องเมื่อกี้กันต่อ”
“ยังมีอะไรให้คุยอีก ฉันยังพูดไม่ชัดพอหรือไง”
“ก็ฉันไม่เข้าใจนี่” ลั่วเสี่ยวซีมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อกี้นายบอกว่า พวกเราไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ที่ฉันเข้าใจคือ จู่ๆ นายก็รู้สึกว่าไม่เกลียดฉันแล้วเลยอยากลองคบฉัน?”
“ใช่” ซูอี้เฉิงตอบ “ฉันจะไม่คบคนอื่น ส่วนเธอก็ห้ามไปไหนมาไหนกับผู้ชายพวกนั้นด้วยเหมือนกัน พวกเรามาลองคบกันดู”
ลั่วเสี่ยวซีอยากจะตอบรับ แต่ทำไมมันไม่เห็นเหมือนสิ่งที่เธอวาดฝันไว้เลยล่ะ?
ที่เธอเคยคิดไว้ ซูอี้เฉิงจะต้องแต่งตัวอย่างหล่อมาพร้อมกับช่อกุหลาบ เขาสารภาพรักกับเธอและพูดว่า หลายปีมานี้ลำบากเธอแล้ว ต่อไปเขาจะทะนุถนอมดูแลเธออย่างดี จะรักเธอคนเดียวไปตลอดชีวิต
แต่นี่อะไรกัน เขากลับบอกว่าเขาจะไม่ไปคบคนอื่น เธอเองก็ห้ามไปไหนมาไหนกับใคร พวกเราลองมาคบกันดู ไม่เห็นโรแมนติกตรงไหนเลย!
“ซูอี้เฉิง ฉันกับคนที่นายเรียกว่า ‘ผู้ชายพวกนั้น’ ไม่ได้มีอะไรกันเลยนะ พวกเขาอาจจะชอบฉันอยู่บ้าง แต่ใครๆ ก็รู้ว่าฉันชอบนาย พกวเขาไม่มีทางทำอะไรฉันแน่”
ลั่วเสี่ยวซีก้มหน้าใช้ความคิด แต่สุดท้ายเธอก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันไม่อยากเริ่มต้นกับนายแบบนี้”
แววตาของซูอี้เฉิงเย็นเยียบ “ทำไม?” เขาไม่เคยนึกเลยว่าลั่วเสี่ยวซีจะปฏิเสธเขา
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมคบกับผู้ชายแบบนี้หรอก” ลั่วเสี่ยวซีมองหน้าซูอี้เฉิงอย่างสงสัย “นายเองก็มีแฟนมาตั้งเยอะแยะ มีไว้นอนด้วยอย่างเดียวหรือไง ทำไมไม่เข้าใจผู้หญิงซะบ้างเลย”
ต่อหน้าเขาเธอไม่เคยระวังคำพูดอะไรอยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ซูอี้เฉิงไม่อยากได้ยินคำพูดพวกนี้
“ฉันเคยบอกนายว่าฉันจะจีบนาย แต่ไม่คิดจะบังคับ” ลั่วเสี่ยวซีพูดต่อ “ฉันอยากให้นายชอบฉัน รักฉันจากใจจริงแล้วเราค่อยมาคบกัน แบบนั้นเราจะคบกันได้ยาวกว่า นายลองถามตัวเองดูก่อนสิ ว่าตอนนี้นายรักฉันไหม?”
“...” ซูอี้เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขายังหาคำตอบไม่ได้
“ไม่รักล่ะสิ งั้นนายจะมาคบกับฉันทำไม? ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงคิดว่านายสงสารฉัน ฉันจะกลายเป็นคนขี้ระแวง คอยเช็คมือถือคอยตามนายไปทุกที่ วันๆ จะต้องรู้ว่านายไปเจอผู้หญิงคนไหนมาบ้าง แม้แต่ตอนนอนก็คงฝันเห็นนายกำลังจากไปจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา” ลั่วเสี่ยวซีกุมหน้าตัวเอง “แบบนั้นคงแย่ใช่ไหมล่ะ ฉันไม่อยากมีความรักแบบนั้น”
ซูอี้เฉิงถาม “แล้วไง”
“เพราะฉะนั้น รอให้นายรักฉันเมื่อไร วันนั้นพวกเราค่อยมาคบกัน” ลั่วเสี่ยวซียิ้ม “ตอนนี้นายไม่จำเป็นต้องสงสารฉัน ฉันมีกำลังจะได้ทำอาชีพที่ฉันใฝ่ฝัน ต่อจากนี้ก็คงยุ่งมาก คงไม่มีเวลามาคิดถึงนายเท่าไรหรอก นายกลับไปเถอะ”
ซูอี้เฉิงไม่ขยับไปไหน เขามองหน้าลั่วเสี่ยวซีนิ่ง
เขามีอะไรอยากจะพูด แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่ คำพูดของเขาคงจะไร้ประโยชน์
ลั่วเสี่ยวซีชอบเขา ชอบมาก แต่ไม่ยอมรับความสงสารจากเขา
เธออยากให้เขาให้เธอทั้งใจ แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักเธอหรือเปล่า ว่าแล้วเขาจึงลุกขึ้นยืน
“ไว้ฉันจะมาหาเธอ”
“อืม” ลั่วเสี่ยวซียิ้มตอบ “ให้ช่วยเรียกแท็กซี่ไหม”
“ไม่เป็นไร ฉันให้คนมารับ”
ลั่วเสี่ยวซีเดินไปส่งซูอี้เฉิงที่หน้าประตู
“เดินทางปลอดภัยล่ะ”