ตอนที่ 41 : เงาสะท้อนแห่งสายเลือด และเสียงกระซิบจากบรรพกาล
เสียงปริแตกของโครงสร้างศิลาทมิฬดังกึกก้องกัมปนาทแข่งกับเสียงคำรามของพายุคลั่งเบื้องนอก น้ำทะเลที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากห้วงอเวจีเริ่มทะลักล้นเข้ามาตามรอยแยกของผนังเรือรบ ทว่าความหนาวเหน็บของผืนสมุทรกลับมิอาจเทียบเคียงได้กับความเย็นเยือกที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจของอวิ๋นเซียวในยามนี้
นัยน์ตาสีรัตติกาลของชายหนุ่มเบิกกว้างสั่นระริก จับจ้องทะลุผ่านแผ่นกระจกคริสตัลที่สลักลวดลายอักขระเวทซับซ้อน ร่างของเด็กหนุ่มที่หลับใหลอยู่ท่ามกลางของเหลวสีอำพันนั้นมีใบหน้า โครงสร้าง และแม้กระทั่งตำแหน่งของไฝฝ้าที่เหมือนกับเขาทุกประการ ราวกับสวรรค์ได้ลอกเลียนแบบตัวตนของเขามาวางทิ้งไว้ในโลงศพที่งดงามแห่งนี้ ป้ายหยกสีเลือดที่สลักคำว่า 'ภาชนะหมายเลขศูนย์ - ร่างต้นแบบแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์' เปรียบเสมือนคมดาบที่กรีดลึกลงไปในสติสัมปชัญญะ สั่นคลอนรากฐานความเชื่อมั่นทั้งหมดที่เขาเคยมีมาตลอดชีวิต
หากเด็กหนุ่มในโลงคริสตัลนี้คือร่างต้นแบบ... เช่นนั้นตัวเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้คือสิ่งใด? ความทรงจำวัยเยาว์ ความแค้นที่มีต่อตระกูลหลัก ความเจ็บปวดจากการถูกดูดกลืนลมปราณ หรือแม้กระทั่งความอบอุ่นอันเลือนรางของบิดามารดาที่เขาพยายามตามหา... ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็ม 'ภาชนะ' ที่ว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ?
"ศิษย์พี่อวิ๋น... อั่ก..." เสียงแหบพร่าของพันซานดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด ร่างท้วมที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการของวิชามารพยุงตัวเดินโขยกเขยกเข้ามาภายในห้องลับ มือที่สั่นเทาของเขาเกาะขอบประตูหินไว้แน่น ทว่าเมื่อสายตาของพันซานปะทะเข้ากับร่างที่อยู่ในโลงคริสตัล ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด "นี่มัน... เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดจึงมีท่านอยู่อีกคนหนึ่งในนั้น? นิกายเงากลืนดาราสามารถสร้างร่างแยกมนุษย์ได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!"
"ข้าไม่รู้..." อวิ๋นเซียวเค้นเสียงตอบผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยปริแตกจากการฝืนใช้พลังมังกรทมิฬค่อยๆ ทาบลงบนแผ่นคริสตัลเย็นเฉียบ "แต่ข้าจะต้องรู้ให้ได้ ว่าพวกมันทำสิ่งใดกับสายเลือดของข้า!"
ครืด... ตึง!!
พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนร่างของทั้งสองเสียหลัก เรือรบลำหลักถูกผ่าออกเป็นสองซีกกำลังสูญเสียสมดุลและเริ่มจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรอย่างรวดเร็ว มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้ามากวาดเอาเศษซากปรักหักพังภายในห้องโถงกัปตันให้หมุนวน อวิ๋นเซียวตระหนักดีว่าพวกเขาไม่มีเวลาโอ้เอ้อีกต่อไป เขาต้องนำโลงคริสตัลนี้และเอกสารลับกลับไปไขปริศนาให้จงได้!
อวิ๋นเซียวรวบรวม 'ปราณหลอมภพ' ที่เหลือเพียงน้อยนิดในจุดตันเถียน หมายจะใช้พลังมิติของเจดีย์หมื่นวิถีดูดกลืนโลงคริสตัลขนาดยักษ์นี้เข้าไป ทว่าในเสี้ยววินาทีที่พลังปราณของเขาสัมผัสกับค่ายกลบนฝาโลง อักขระสีเลือดพลันสว่างวาบขึ้นประดุจดวงตาของมารร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลกระแทกเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเซียวอย่างจัง!
"อ๊ากก!" ชายหนุ่มแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปกระแทกกับผนังหิน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากริมฝีปาก ค่ายกลป้องกันโลงคริสตัลนี้ถูกปกป้องไว้ด้วย 'ปราณหยินกัดกร่อนกระดูก' ระดับปรมาจารย์ มันรับรู้ถึงความพยายามที่จะเคลื่อนย้าย และเริ่มแผ่ไอเย็นเยือกกัดกินเส้นชีพจรที่แขนขวาของเขาทันที เกล็ดน้ำแข็งสีดำลามเลียจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงท่อนแขน หมายจะแช่แข็งวิญญาณของผู้บุกรุกให้ดับสูญ
"ศิษย์พี่!" พันซานฝืนสังขารพุ่งเข้ามาหมายจะช่วยดึงร่างของเขาออก ทว่าอวิ๋นเซียวกลับยกมือซ้ายขึ้นห้าม นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและบ้าคลั่ง ในเมื่อเจดีย์หมื่นวิถีต้องใช้พลังงานมหาศาลในการทะลวงค่ายกลนี้ และเขากำลังขาดแคลนหินวิญญาณอย่างหนัก เขาจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียว... นั่นคือการใช้ 'โลหิต' และ 'อายุขัย' ของตนเองเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดเตาหลอมสรรพสิ่ง!
อวิ๋นเซียวใช้ฟันกัดปลายนิ้วซ้ายจนเลือดไหลริน ก่อนจะวาดอักขระยันต์เวทลงบนหน้าอกของตนเองเพื่อกระตุ้นจุดชีพจรเป็นตาย บังคับรีดเร้นแก่นโลหิตบริสุทธิ์สามหยดให้ลอยขึ้นไปผสานกับเจดีย์หมื่นวิถีในห้วงจิต "เตาหลอมสรรพสิ่ง... กลืนกินมันซะ!"
วิ้งงง!
เจดีย์โบราณขนาดยักษ์ในห้วงวิญญาณที่เงียบสงบพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แม้หลิงทงมังกรจิ๋วจะยังคงหลับสนิทจากการบาดเจ็บ ทว่าเมื่อแก่นโลหิตของอวิ๋นเซียวหลั่งไหลเข้าไป เจดีย์กลับตอบสนองต่อ 'สายเลือด' อย่างรุนแรงกว่าครั้งใดๆ แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งทะลวงออกจากหว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม อาบไล้ไปทั่วโลงคริสตัล ค่ายกลระดับปรมาจารย์ของนิกายเงากลืนดาราพยายามต่อต้าน ทว่าภายใต้อำนาจของเตาหลอมบรรพกาล มันกลับถูกย่อยสลายและดูดกลืนเข้าไปในมิติอย่างไม่อาจต้านทาน
ทว่าในวินาทีที่โลงคริสตัลถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่ชั้นล่างสุดของเจดีย์หมื่นวิถี... เหตุการณ์อันน่าขนลุกกลับอุบัติขึ้น!
ภายในชั้นลึกสุดของเจดีย์ที่ถูกผนึกไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งกาลเวลา แสงสีเงินยวงสายหนึ่งพลันกระเพื่อมไหว กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่หลับใหลมาเนิ่นนานถูกกระตุ้นด้วยพลังงานประหลาดจากร่างในโลงคริสตัล เสียงกระซิบของสตรีผู้หนึ่งดังก้องกังวานขึ้นในโสตประสาทของอวิ๋นเซียว มันเป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความโอ่อ่า เย็นชา และแฝงความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง... เสียงของเซวียนหยวนหมิงเยว่!
"...กงล้อแห่งกรรม... เริ่มหมุนอีกครา... ระวัง... ท้องฟ้าที่จอมปลอม... ภาชนะ... กำลังจะแตกสลาย..."
ข้อความอันเลื่อนลอยและขาดห้วงกระแทกเข้าสู่สมองของอวิ๋นเซียวจนเขาแทบสิ้นสติ ก่อนที่แสงสีเงินนั้นจะสงบลงไปพร้อมกับโลงคริสตัลที่ถูกจัดเก็บเรียบร้อย ทว่าราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเคลื่อนย้ายครั้งนี้รุนแรงเหลือคณา เส้นลมปราณหลักสามสายของอวิ๋นเซียวฉีกขาด ฐานพลังที่เพิ่งทะลวงขึ้นมาถูกกดทับจนร่วงหล่นลงมาอยู่ในสภาพอ่อนแอขั้นสุด ร่างกายของเขาร้อนลวกสลับกับเย็นเฉียบประดุจตกอยู่ในนรกสองขั้ว
"ไป... รีบไปจากที่นี่!" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงสั่งการ รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคว้าคอเสื้อของพันซาน ทั้งสองพุ่งทะยานทะลุเพดานห้องกัปตันที่เริ่มพังทลาย ก่อนที่มวลน้ำทะเลมหาศาลจะกลืนกินทุกสิ่งลงสู่ก้นบึ้ง
พวกเขาตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ ท่ามกลางพายุฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำ อวิ๋นเซียวและพันซานลากสังหารที่บอบช้ำขึ้นไปนอนหอบหายใจอยู่บนซากเสากระโดงเรือขนาดใหญ่ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นสีดำทะมึน ทั้งสองต่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง ได้แต่นอนทอดร่างให้สายฝนเย็นเยียบสาดซัด ลมหายใจรวยรินดุจเปลวเทียนต้องลม
ทว่า สวรรค์มักไม่เคยปรานีต่อผู้ที่พยายามฝืนลิขิตฟ้า...
ในขณะที่อวิ๋นเซียวคิดว่าพวกเขาสามารถเอาชีวิตรอดจากวิกฤตนี้ไปได้ชั่วคราว ท้องฟ้าเหนือทะเลตะวันออกที่มืดครึ้มพลันเกิดความผิดปกติ เมฆพายุถูกฉีกกระชากออกเป็นวงกว้างด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่รุนแรงกว่ายอดฝีมือบนเรือรบนับร้อยเท่าแผ่ปกคลุมลงมาจากเบื้องบนจนผิวน้ำทะเลทรุดตัวลงเป็นหลุมลึก
อวิ๋นเซียวฝืนเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมอง นัยน์ตาของเขาพลันเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง
เหนือซากเรือที่กำลังจะจมมิด ร่างเงาขนาดยักษ์ในชุดคลุมสีเทาหม่นลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของมันถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กรูปยักษ์ตาเดียว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของอวิ๋นเซียวหล่นวูบ ไม่ใช่กลิ่นอายระดับ 'วิญญาณยุทธ์' ขั้นสมบูรณ์แบบที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา... แต่เป็นเสียงหัวเราะอันแหบพร่าที่ส่งตรงเข้ามาในห้วงจิตของเขาราวกับเสียงของมัจจุราช
"หาตัวเจอแล้ว... 'ภาชนะที่หลบหนี' ช่างบังอาจนักที่บังอาจทำลายเรือรบของท่านจอมมาร... จงส่งร่างต้นแบบคืนมา แล้วข้าจะมอบความตายที่ไร้ความเจ็บปวดให้แก่เจ้า..."
แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของอวิ๋นเซียวและพันซานลั่นกรอบแกรบ การค้นพบอันน่าตระหนกยังไม่ทันได้กระจ่าง ทว่าเงื้อมมือของความตายที่แท้จริง... ได้คืบคลานมาถึงตัวพวกเขาแล้ว!