ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ณ เมืองหลวงแคว้นเกาเหยียนตระกูลฉีถือว่าเป็คหบดีชั้นกลาง แม้ไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า
บรรพบุรุษทำอาชีพค้าขายลูกหลานไม่มีความโดดเด่นทางด้านรับราชการไม่ต้องพูดถึงเื่การบำเพ็ญตนที่นำมาซึ่งชื่อเสียงความมั่งคั่ง
ดังนั้นย่อมไม่แปลกถ้าในอดีตฉีฟู่หรือนายท่านฉีคนปัจจุบันจะคาดหวังในตัวบุตรสาวคนโตเป็อย่างมาก
พอคาดหวังมากก็ผิดหวังมากความอับอายดุจ์ล้มครืนต่อหน้ากวาดเอาโทสะทุกอย่างมาลงที่ตัวบุตรสาวคนโตโชคดีไม่นานหลังจากนั้นบุตรชายคนโตของเขาดันไปเข้าตาบุคคลในราชสำนัก
์! มีใครบ้างไม่รู้ว่าขณะนี้ราชสำนักแคว้นเกาเหยียนตกอยู่ใต้การปกครองของพันธมิตรพรรคธรรมะซึ่งเป็การร่วมมือของสำนักธรรมะน้อยใหญ่ในยุทธภพ
ทุกครั้งหลังสิ้นการปกครองของหนึ่งรัชสมัยเหล่าพันธมิตรจะมารวมกันแต่งตั้งกษัตริย์เพื่อรัชสมัยใหม่อันดับแรกนับจากคุณสมบัติของบรรดาองค์ชายของอดีตฮ่องเต้ ค่อยเรียงลำดับลงมาเรื่อยๆ ตามความเหมาะสมหากยังไม่ได้ผู้ปกครองแว่นแคว้นตามที่้า
ต่อให้ผู้ที่ถูกใจบุตรชายของเขาจะเป็โจวฉือเสมียนตัวเล็ก ๆ ในราชสำนักแต่ข้อสำคัญคืออีกฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกับหวังไห่ราชครูของแคว้นเกาเหยียน
ทั้งสองมาจากสำนักกระบี่พิชิตมารนับไปนับมา เส้นสายที่ผูกกันเป็ยวงไยดันอยู่ใกล้เพียงแค่หางอึ่ง!
ครั้งแรกที่รู้เื่นายท่านฉีแทบเก็บอาการดีใจจนเนื้อเต้นไว้ไม่อยู่หากบุตรชายคนโตของเขาโชคดีหวังไห่อาจเล็งเห็นถึงความสามารถ นั่นไม่เท่าไหร่เกิดบุตรชายเพียงคนเดียวกลายเป็ยอดบุรุษแห่งยุคเล่า
“ไม่ได้ต้องมีการเตรียมรับมืออย่างรัดกุม” เขาพึมพำอาการเหม่อลอย
จางฮูหยินภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากทั้งยังเป็มารดาแท้ๆ ของฉีป๋อเหวิน ก้มหน้าแดงระเรื่อของตัวเอง ริมฝีปากระบายยิ้มออกมา
“นายท่านไม่ต้องห่วงข้าเตรียมทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว”
“ดี ดียิ่ง!”
หลังได้รับการหมางเมินจากสามีมาครึ่งค่อนชีวิตนับเป็ครั้งแรกที่เขายอมค้างคืนที่เรือนของจางฮูหยิน ท่าทีก็อ่อนลงสามส่วน
ณ โรงเตี๊ยมชั้นกลางของเมืองหลวง
มีผู้คนหลั่งไหลมาอย่างคับคั่ง ทั้งประชาชนคนธรรมดาไปจนถึงชนชั้นสูงกระทั่งผู้ฝึกตนยังมีให้เห็นอยู่ประปราย
สตรีนางหนึ่งบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมกำลังนั่งจิบชามองลงมาท่าทางสบายอารมณ์ใบหน้าถูกซ่อนภายใต้หมวกกันลม ความอ้อนแอ้นถูกสีชุดเขียวเข้มทำให้ดูลุ่มลึกสุขุม
ระหว่างนั้นแม่นางน้อยอายุไม่น่าจะเกินสิบสามเดินมากระซิบข้างหู
“คุณหนู ข้าไปสืบข่าวที่โรงน้ำชามาแล้วปลายเดือนหน้าจะมีการประลองคัดเลือกเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ ผู้ชนะเลิศจะได้รับกระบี่เมฆาอันเลื่องลือรวมถึงการสนับสนุนจากพันธมิตรพรรคและฮ่องเต้เซียวฮ่าวเทียน”
กระบี่เมฆาว่ากันว่าเป็กระบี่ที่ผู้าุโสำนักศาสตราหลอมเมื่อห้าร้อยปีก่อนแม้จะน่าดึงดูดแต่คงไม่เท่าการสนับสนุนจากพันธมิตรพรรค
นางครุ่นคิดเล็กน้อยก็มองออกถึงเป้าหมายของการจัดงานประลองครั้งนี้
ของรางวัลไม่ได้ล่ำค่าพอจะดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนมากฝีมือต่อให้ไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของการรวบรวมขุมกำลังใหม่นี้แต่ภายใต้ความสงบนิ่งระหว่างธรรมะและอธรรม นางไม่อาจวางเฉย
จำได้ว่าในอดีตชาติผ่านไปอีกประมาณสิบเจ็ดปีจะเกิดกลียุคระหว่างเข้าสู่่วิกฤตของกลียุคนั่นเองเป็วันตายของนางเื่นี้หากชักช้าอาจไม่ทันการณ์
“คุณหนู ที่ข้าหาได้มีแต่ข้อมูลทั่วไปไม่มีประโยชน์ต่อแผนการของท่านสักเท่าไหร่”
นางเหลือบมองสาวใช้ข้างกาย“ใครบอกเ้าว่าไม่มี”
ทันใดนั้นเสียงไพเราะเสนาะหูเสียงหนึ่งดังลอยมาก่อนเ้าของเรือนร่างผอมเพรียวค่อย ๆปรากฏสู่สายตา ใบหน้าละอ่อนมีเค้าโครงของหญิงงามชัดเจนกว่าเก่าแม้ท่าทางการเดินจะใกล้เคียงกับคำว่าอิสตรี ทว่าความเก้ ๆ กัง ๆ เผยพิรุธออกมาให้เห็นอยู่บ้าง
ผู้ที่ได้ชื่อว่าคุณหนูเผยยิ้มละมุนจ้องมองแม่นางคนนั้นไม่วางตา
“...เสี่ยวไป๋ มาแล้วหรือ”
เสี่ยวไป๋ช้อนแววตาคับข้องมองนางก่อนจะถอนหายใจ “เป็ดังที่ท่านคาด ยามนี้ฉีป๋อเหวินมีปัญหาด้านการบุกทะลวงสู่ขั้นปฐี”
ฉีซินอี๋จ้องใบหน้าเนียนลออของเสี่ยวไป๋อย่างไม่วางตาก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเขาเข้าไปหา พอเสี่ยวไป๋มาอยู่ในระยะเอื้อมมือถึงนางพลันยื่นมือไปลูบไล้ใบหน้าอีกฝ่าย
“เพื่อให้ได้ข่าวนี้...เ้าถึงกับกล้าเข้าไปในพื้นที่อโคจรแห่งนั้น?”
เสี่ยวไป๋เม้มปาก“ข้าเพียงทำในสิ่งที่เห็นสมควร”
ตัวเขาเป็บุรุษ ส่วนฉีซินอี๋และเฟิ่งเสี่ยวเป็สตรีอีกทั้งยังใกล้เข้าสู่วัยปักปิ่นจะให้เข้าไปในหอโคมเขียวได้อย่างไร
“เ้าไม่กลัวตัวเองจะถูกจับได้?”ก่อนจะเจอกับพวกนาง เขาต้องหนีตายอย่างไรทำไมนางจะไม่รู้
เสี่ยวไป๋ชะงัก หลุบตาลง “...มีหน้ากากพันหน้าที่ท่านให้อยู่...เื่ตัวตนของข้าไม่มีทางแดงออกมา”
ฉีซินอี๋เพียงยิ้มบางใช้ปลายนิ้วเชยปลายคางให้เงยขึ้นมาก่อนจะเกลี่ยแก้มเนียนนุ่มราวกับสตรีของเสี่ยวไป๋
“อ้อ เป็เพราะเหตุนี้นี่เองข้านึกว่า...” ระหว่างพูดคำนั้น แววตาดำขลับของนางเปล่งประกายเ้าเล่ห์ทั้งดูหลอกล่ออยู่ในทีลดน้ำเสียงเบาลงพอให้เสี่ยวไป๋ได้ยิน “เ้าถือโอกาสนี้แอบไปศึกษาวิธีตอบแทนบุญคุณข้า...”
ใบหน้าขาวจัดของเสี่ยวไป๋ค่อย ๆแดงเรื่อดุจหมู่ดอกหมู่ตานต้องแสงแดดในยามเช้า ผ่านมาสองปีกว่าคิดว่านางจะสงวนท่าทีเพราะรู้ความสุดท้ายนอกจากจะไม่สงวนท่าทียามอยู่กับเขาคำพูดคำจาก็ดูเปิดเผยขึ้นมากกว่าเดิม
“ข้า...ข้ายังทราบอีกว่าเมื่อหลายวันก่อนจางฮูหยินพึ่งไปไหว้พระบนเขามา เกรงว่าเื่การบุกทะลวงด่านคงเป็เื่ใหญ่”
ได้เห็นริ้วขัดเขินบนใบหน้าของเสี่ยวไป๋ฉีซินอี๋สำราญใจไม่น้อย เื่ฉีป๋อเหวินมีปัญหานางที่ใช้ชีวิตมาสองชาติทำไมจะไม่รู้นางยังรู้อีกว่าระหว่างการประลองยุทธ์ที่จะถึงนี้ นายท่านฉีจะต้องพบกับความผิดหวัง
หากแต่เพราะตอนนั้นกักตัวอยู่แต่ในสำนักกว่าจะรู้เื่สำคัญเช่นนี้ก็ผ่านไปหลายเดือนเวลานั้นนายท่านฉีอับจนหนทางถึงขั้นยอมมาคุกเข่าขอร้องให้นางช่วยเหลือไม่อยากช่วยก็ไม่ได้ คำว่า ‘กตัญญูและทดแทนคุณบิดามารดาค้ำหัว’
ทว่าเมื่อนางไม่สามารถรักษาจนในที่สุดบุตรชายเพียงคนเดียวของนายท่านฉีจากไปทุกคำตำหนิติเตียน โคลนกองใหญ่ยังสาดมาใส่นาง
คิดถึงอดีตแล้วท่าทางขี้เล่นของนางค่อย ๆจางหายไป เปลี่ยนมาจริงจังนับตามเวลายามนี้ม่อเจียลี่คงสืบทราบถึงการมีตัวตนอยู่ของนางไม่เพียงเท่านั้นอาจจะไปหานางที่เรือนซอมซ่อแล้ว
ไม่อยากจะจินตนาการถึงท่าทางผิดหวังของเขา
“พี่ชายข้ามีปัญหาทั้งทีเหตุใดน้องสาวอย่างข้าจะไม่ยื่นมือช่วยเหลือเล่า”
เสี่ยวไป๋มองท่าทางของนางโดยไม่พูดอะไรเฟิ่งเสี่ยวเดินมาทำตาปริบ ๆ ราวกับ้าคำเชยชมดังเช่นเสี่ยวไป๋
ฉีซินอี๋เหลือบเห็นสาวใช้ตัวน้อย เพียงยื่นมือไปจับแก้มนิ่มบีบแ่เบา
“ทั้งสองคนเตรียมตัวไว้อีกสองวันเราจะเริ่มแผนการกลับเข้าตระกูลฉี”
เฟิ่งเสี่ยว “...”
ไม่ยุติธรรมเลยสักนิดทำไมคุณหนูถึงได้ปฏิบัติต่อนางแตกต่างกับเสี่ยวไป๋เล่า!
หลายวันต่อมาข่าวลือเื่นักพรตพเนจรผู้ลึกลับมาเยือนแคว้นเกาเหยียนนอกจากจะช่วยจรรโลงใจชาวประชาผู้ทุกข์ยาก กระทั่งหนทางการบำเพ็ญเซียนยังรอบรู้
หลายวันก่อนบุตรชายของป้าหลี่ที่อยู่ห่างจากแผงขายของไปสองสามแผงพึ่งไปพบท่านนักพรตผลปรากฏว่าไม่กี่วันต่อมาจากบุคคลเดินดินธรรมดาถึงกับสามารถก้าวขาเข้าสู่โลกแห่งเซียนแล้วครึ่งก้าว
แม้จะอยู่ในขั้นพื้นฐานระดับสามซึ่งเป็ระดับต่ำสุดแต่ปุถุชนทั่วไปมีใครสามารถทำได้บ้าง
ฉีฟางสาวใช้จากจวนตระกูลฉีออกมาจ่ายตลาดบังเอิญได้ยินเื่ดังกล่าวเข้าหวนนึกถึงเื่ที่ทำให้นายหญิงกระวนกระวายมาหลายวันครุ่นคิดเพียงครู่เดียวรีบกุลีกุจอกลับไปตระกูลฉี
“มีเื่ด่วนอะไรเหตุใดเ้าถึงรีบกลับมาแล้วของที่ให้ไปซื้อเล่า” เสียงตวาดของหญิงรับใช้าุโขั้นหนึ่งที่รับใช้ข้างกายจางฮูหยินดังขึ้น
ฉีฟางคุกเข่ารายงานไปพลางกระหืดกระหอบไปพลาง“ฮะ ฮูหยิน...ข้าได้ยินมาว่านอกเมืองมีนักพรตผู้แก่กล้ามาพำนัก”
เื่นักพรตไม่ได้อยู่ในความสนใจของจางฮูหยินปกตินางไม่ใช่พวกฝักใฝ่ทางธรรมเพียงกระทำให้พอเป็พิธีแต่ประโยคต่อมาของฉีฟางทำให้นางชะงัก
“ได้ข่าวว่าเชี่ยวชาญในเื่การบำเพ็ญเพียรเป็อย่างยิ่งถึงขั้นทำให้คนธรรมดาก้าวเข้าสู่โลกของเซียนบุคคลผู้นั้นพวกเราก็รู้จักคือบุตรชายของป้าหลี่” ประโยคสุดท้ายหันไปเอ่ยกับหญิงรับใช้าุโ
“แม่นม”เสียงจางฮูหยินดังขึ้นแม่นมที่อายุค่อนข้างมากกำลังยืนช่วยนางเลือกผ้าสำหรับตัดเย็บชุดใหม่หันไปสั่งหญิงรับใช้ด้านข้างให้ยกฉากกั้นลายนกยวลยางออกทันที
สตรีในชุดสีน้ำเงินอ่อนปักดิ้นด้ายทองชายกระโปรงเป็ลวดลายแมลงปอหยอกเย้ากับดอกเหลี่ยนฮวาบ่งบอกถึงสัมพันธ์อันดีระหว่างสามีภรรยาในยามนี้
“เ้าสืบมาแน่ชัดแล้วหรือ?”
ฉีฟางผงกหัวอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งเครียดตลอดหลายวันของจางฮูหยินแช่มชื่นขึ้น
“ดูท่าข้าคงต้องไปเยือนสักคราเสียแล้ว”
นอกเมืองบริเวณวัดร้าง ชาวบ้านที่ทราบข่าวลือมารวมกันใกล้เคียงกับคำว่าแออัดทว่านักพรตผู้นี้หาได้พบได้ง่าย ๆ ไม่ ทั้งยังเชื่อในเื่ชะตาต้องกันดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงรีรออยู่ข้างนอก หวังเพียงว่านักพรตจะเห็นใจ
ตอนคณะของจางฮูหยินมาถึงเป็่ยามซื่อทั้งที่ตั้งใจออกจากบ้านมาั้แ่เช้าตรู่แต่ดูเหมือนพวกนางจะประเมินความเลื่องลือของนักพรตผู้วิเศษต่ำเกินไป
ขณะกำลังมองหาทางเข้าไปในวัดอยู่นั้นกลับมีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นมา
“จางฮูหยินนี่เอง ข้าก็นึกว่าใคร”
หันไปเห็นหวังฮูหยินคู่แข่งทางการค้าถือพัดกรีดกรายเดินมาทางนี้จางฮูหยินนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าตัวเองให้เป็ปกติมุมปากเผยอเป็รอยยิ้ม
“หวังฮูหยิน”
“นักพรตพึ่งจะเข้าไปพำนักในวัดเกรงว่าท่านจะมาช้าไปหนึ่งก้าว” ท่าทางอวดดีตั้งใจจะติเตียนว่านาง
“เช่นนั้นเราเข้าไปไหว้พระแล้วค่อยกลับกัน”จางฮูหยินเอ่ยกับบ่าวไพร่
“ไยต้องรีบกลับด้วยเล่าไม่ใช่ว่าท่านมาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้ลูกชายของท่านรึ”
ั์ตาของจางฮูหยินเข้มขึ้น “ข้าไม่รู้ว่าหวังฮูหยินไปได้ยินข่าวลือนี้มาจากที่ไหนแต่บุตรชายข้ายังคงเป็ปกติดี”
“ต๊ายตายสงสัยข้าคงเข้าใจผิดเหมือนข่าวลือเื่ท่านติดสินบนให้โจวฉือรับบุตรชายท่านเป็ศิษย์”
“หวังฮูหยิน!”ใบหน้ายิ้มแย้มของจางฮูหยินดำทะมึน
“ขออภัยฮูหยินทั้งสองท่านผู้ใดคือจางฮูหยินหรือขอรับ” เสียงกระจ่างใสของเด็กวัดดังแทรกขึ้นมาบรรยากาศคุกรุ่นชะงักไปทันที
“ข้าเอง” จางฮูหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ สีหน้ากลับมาสงบดังเดิม
เด็กวัดคนเดิมพยักหน้าก่อนจะเอ่ยว่า“ท่านนักพรตอยากพบจางฮูหยินเป็การส่วนตัว เชิญทางนี้” เด็กวัดหน้าตาเนียนใสค้อมกายให้ทั้งสองพร้อมกับเดินนำไป
หวังฮูหยินที่มารอั้แ่เช้ากลับถูกรั้งอยู่เพียงวัดชั้นนอกผู้ที่ได้เข้าพบเป็การส่วนตัวกลับเป็คนที่ตนถากถาง
ยามเหลือบมาเห็นหวังฮูหยินสีหน้าของจางฮูหยินยิ่งแย้มยิ้ม ขณะกำลังจะหันหลังจากไปทิ้งท้ายคำพูดทิ่มแทงใจอีกฝ่าย
“แม้จะมีคำกล่าวว่าอาศัยโชควาสนาหรือจะสู้มานะตนแต่บางครั้งโชควาสนาก็สามารถเอาชนะได้ ท่านว่าจริงหรือไม่”
ไม่รอคำตอบ จางฮูหยินก้าวตามหลังเด็กวัดไปทันทีทิ้งให้หวังฮูหยินขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน หันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั่งกับบ่าวไพร่
“กลับ!”
สาวใช้าุโที่อยู่ด้านข้าง “เอ่อแล้วเื่ของคุณชาย...”
“ข้าบอกให้กลับก็กลับสิจะมัวรอให้มันออกมาเย้ยหยันอีกรอบหรือไร”
“เ้าค่ะ”