เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะถูกเปิดเข้ามาเมื่อได้รับเสียงอนุญาตจากเ้าของห้องแล้วจารุจันทร์เห็นดวงหน้าแอร่มที่โผล่เข้ามาก่อนตัวก็ส่งยิ้มให้แล้วเอ่ยปากทักทายด้วยสีหน้าแจ่มใส
“อ้าว...ยัยวิลมอะไรหอบหล่อนมาหาฉันถึงโรงงานได้ยะ”
“ลมแห่งความคิดถึงน่ะสิ” จิรารัตน์ซึ่งเป็เพื่อนรักที่คบกับจารุจันทร์มาั้แ่สมัยเด็กๆเพราะครอบครัวของทั้งสองเป็เพื่อนกันตอบยิ้มๆพลางเอ่ยแซวเมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ในมือเพื่อน “นี่แกยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะส่งฝาชาเขียวไปชิงโชคอีกเหรอ”
“ยัง”จารุจันทร์ตอบ แล้วก้มลงดูดน้ำชาเขียวอึกใหญ่ แล้วทำหน้าชื่นใจสุดขีดให้เพื่อนดูจิรารัตน์เลยค้อนขวับเสียทีหนึ่ง แล้วพูดอย่างหมั่นไส้
“เชอะ! แกกินให้ตายก็ไม่ได้รางวัลหรอกย่ะ”
“ปากเสียนะแก กลับไปเลยไป”
“ไม่กลับ” จิรารัตน์ลอยหน้าลอยตาตอบ สองสาวจ้องตากันก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันแม้ทั้งสองจะรักกันมากแค่ไหน แต่ก็ชอบจิกกัดกันเป็ประจำบางครั้งแซวแรงเกินไปก็มีโกรธมีงอนกันบ้าง แต่สุดท้ายก็คืนดีกันอย่างรวดเร็ว
“แล้วนี่แกมาหาฉันทำไม”
“ฉันจะมาชวนแกไปชอปปิ้งฉันอยากซื้อเสื้อผ้ากับรองเท้าใหม่น่ะ มีคอลเลคชั่นใหม่ๆ สวยๆ ออกมาเยอะเลยว่าแต่วันนี้แกว่างหรือเปล่าเนี่ย”
“ว่างฉันเพิ่งสะสางบัญชีเสร็จไปเมื่อวานนี้เอง”
“งั้นแสดงว่าแกจะไปชอปปิ้งกับฉันใช่ไหม” จิรารัตน์ถามอย่างอารมณ์ดีจารุจันทร์พยักหน้ารับพลางบอกด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
“อืม...ฉันกำลังเซ็งๆอยู่พอดี”
“มีเื่อะไรงั้นเหรอ” เพื่อนสาวถามอย่างเป็ห่วง จารุจันทร์ถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบอกเพื่อนรักไปอย่างไม่ปิดบังเพราะเื่นี้เธอเคยระบายให้จิรารัตน์ฟังมาหลายครั้งแล้ว
“ก็เื่เดิมนั่นแหละเื่ระหว่างฉันกับพี่วีไงล่ะ”
รอยยิ้มของจิรารัตน์ค่อยๆ เจื่อนลงหญิงสาวหลุบตาลงมองโต๊ะ และนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ทำไมแกไม่ลองคิดดูใหม่ล่ะ พี่วีนิสัยดีจะตายไป”
“นี่ๆ หยุดเลยนะถ้าแกจะพูดเชียร์พี่วีอีกคนละก็...หุบปากแล้วก็กลับไปเลย”จารุจันทร์ยกนิ้วขึ้นชี้หน้าเพื่อนพลางพูดขู่เสียงห้วน
“เปล่า ฉันไม่ได้พูดเชียร์สักหน่อยไม่เอาละ ไม่พูดเื่นี้กันดีกว่า ไปกันเถอะ ฉันอยากชอปปิ้งจะแย่อยู่แล้ว” จิรารัตน์เดินมาฉุดแขนเพื่อนสาวให้ลุกขึ้นยืนฝ่ายจารุจันทร์ก็ลุกขึ้นตามแรงฉุดดึงพร้อมกับคว้ากระเป๋าถือของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะมาคล้องบ่าแล้วเดินควงแขนเพื่อนออกจากห้องทำงานไป
ภาพสาวใช้ที่ช่วยกันยกลังกระดาษเข้ามาในบ้านเรียกความสนใจของคุณนันทิดาที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขกให้หันไปมองด้วยความสงสัยก่อนความรู้สึกนั้นจะจางหายไป เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กเดินเข้าบ้านมา
“นี่ซื้อมาอีกแล้วเหรอลูก”
“ค่ะมันใกล้หมดแล้วหนูก็เลยซื้อมาตุนเอาไว้ก่อนค่ะแม่”จารุจันทร์ตอบ พร้อมกับเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ มารดาดวงหน้านวลใสนั้นมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นประปรายและดูเหนื่อยล้าพอสมควรก็จะไม่ให้ดูเหนื่อยได้อย่างไรกันล่ะในเมื่อวันนี้เธอไปเดินชอปปิ้งกับจิรารัตน์ตั้งหลายชั่วโมง กว่าจะได้ของที่ถูกใจพอก็เล่นเอาซะขาแทบไม่มีแรงเดินอยู่แล้ว
“แม่ว่านะค่าน้ำชาเขียวที่ลูกซื้อๆ มากินเป็สิบยี่สิบลังนี่ หากเอาเงินมาคิดรวมๆกันคงได้ค่าตั๋วเครื่องบินไปโมร็อกโกแล้วมั้งเอาเงินที่ซื้อชาเขียวไปซื้อตั๋วเครื่องบินเองไม่ดีกว่าเหรอไงแม่ว่ามันดูง่ายกว่าส่งไปชิงโชคตั้งเยอะ”คุณนันทิดาเอ่ยหยอกเย้าบุตรสาวเล่น
จารุจันทร์ทำแก้มป่องใส่ผู้เป็มารดาพลางบอกด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดนิดๆ
“แหม...แม่ก็พูดเกินไปค่าตั๋วเครื่องบินไม่ใช่ถูกๆ นะคะ ที่หนูซื้อๆกินไปเนี่ยค่าน้ำยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าตั๋วขาไปเลยด้วยซ้ำอีกอย่างหนูก็ชอบดื่มน้ำชาทุกชนิดอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้รางวัลจริงๆก็ไม่ขาดทุนอะไรหรอกค่ะ”
เื่รางวัลที่สองแม่ลูกคุยกันนั้นมันเริ่มต้นมาจากการที่จารุจันทร์ได้เห็นโฆษณาทางโทรทัศน์ของน้ำชาเขียวยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งเข้าโดยบังเอิญซึ่งในโฆษณาเป็การชักชวนให้คนที่ซื้อน้ำชาเขียวไปดื่มส่งฝาที่เขียนชื่อที่อยู่ของตัวเองแล้วส่งไปที่บริษัทเพื่อชิงรางวัลใหญ่ซึ่งก็คือตั๋วเครื่องบินไปกลับประเทศโมร็อกโกหนึ่งที่พร้อมกับพ็อกเก็ตมันนี่อีกจำนวนหนึ่งและรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย
ความจริงหญิงสาวไม่เคยมีความคิดที่จะเสี่ยงโชคด้านนี้เลยแต่รางวัลใหญ่มันช่างเย้ายวนกิเลสเธอยิ่งนักประกอบกับเคยคุยกับ บก.ในสำนักพิมพ์เพื่อนร่วมทางซึ่งเป็สำนักพิมพ์ที่ออกหนังสือแนวแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศซึ่งเธอเองก็เป็นักเขียนคนหนึ่งในสำนักพิมพ์เหมือนกันและได้คุยกันถึงประเด็นที่อยากทำหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศใหม่ๆ บ้างเช่นประเทศที่คนไทยยังรู้จักน้อย
จารุจันทร์เลยเกิดปิ๊งไอเดียคิดอยากจะเขียนหนังสือแนะนำที่เที่ยวในประเทศโมร็อกโกขึ้นมาบ้างเพราะเท่าที่ดูหนังสือแนะนำที่เที่ยวเกี่ยวกับประเทศนี้มีน้อยมากผิดกับพวกประเทศยอดฮิตทั้งหลาย สุดท้ายหญิงสาวจึงตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวประเทศโมร็อกโกให้ได้แต่ติดตรงเงินในกระเป๋าที่ตอนนี้มันแฟบเหลือเกินเพราะเมื่อสี่เดือนที่แล้วเธอเพิ่งไปตระเวนเที่ยวแถวประเทศเพื่อนบ้านมาเงินเก็บสำหรับการท่องเที่ยวจึงไม่เหลือพอที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้อีกแล้ว
จารุจันทร์เหล่มองมารดาพลางโอบกอดร่างท่านไว้ แล้วซบหน้าลงกับอกอุ่นๆ พร้อมกับออดอ้อน
“ถ้าแม่ไม่อยากให้จันทร์กินน้ำพวกนี้เยอะๆอีก แม่ก็ช่วยสมทบทุนออกค่าตั๋วเครื่องบินกับพ็อกเก็ตมันนี่ให้จันทร์สิจ๊ะ”
“เสียใจจ้ะ โตแล้วทำงานแล้วถ้าอยากไปเที่ยวก็ต้องใช้เงินของตัวเองสิจ๊ะ” ท่านบอกยิ้มๆไม่ยอมใจอ่อนกับลูกอ้อนของบุตรสาวสุดที่รัก
“โธ่...ถ้าเงินเก็บของจันทร์เหลือพอจันทร์จะขอแม่เหรอ” หญิงสาวโอดครวญ และพยายามอ้อนเหมือนกับลูกแมวน้อยๆ
คุณนันทิดาอมยิ้มแก้มตุ่ยนึกขำในท่าทางของลูกสาว แต่ท่านก็ยังไม่ยอมใจอ่อนอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้นก็รอลุ้นรางวัลไปก็แล้วกัน”
“แม่อะ...ใจร้ายที่สุดเลย” จารุจันทร์ต่อว่าอย่างงอนๆ ก่อนจะเซ้าซี้ให้มารดาเปลี่ยนใจแต่ท่านก็ยังคงใจแข็งเหมือนเดิมแถมยังว่าให้อีก
“อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะยังจะมาอ้อนเป็เด็กๆ อยู่อีก”คุณนันทิดาดันศีรษะของบุตรสาวออกห่างแล้วลุกขึ้นยืน “ไม่เอาละไม่คุยด้วยแล้ว แม่ไปดูอาหารเย็นในครัวก่อนดีกว่า”กล่าวจบท่านก็เดินจากไปทิ้งให้จารุจันทร์นั่งหน้าเง้าอยู่เพียงลำพัง
เมืองคาซาบลังกาประเทศโมร็อกโก
ภายในห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งไว้ด้านหนึ่งจนเห็นสวนดอกไม้กลางบ้าน มีร่างสามร่างนั่งจิบชาหอมชื่นใจกันอยู่ที่โต๊ะท่ามกลางอากาศอบอุ่น แสงแดดส่องเข้ามาทำให้มองเห็นสวนดอกไม้อย่างชัดเจนซึ่งที่โมร็อกโกนั้นผู้คนนิยมสร้างบ้านให้มีสวนอยู่ตรงกลางของบ้านเพื่อป้องกันพายุทรายที่พัดผ่านมา
“อัลฟา” จารีน่า หญิงวัยกลางคนอายุห้าสิบปลายๆเอ่ยเรียกบุตรชายคนสุดท้องด้วยเสียงอ่อนโยน วันนี้ท่านมีความสุขมาก ที่ลูกชายมีเวลาว่างมานั่งจิบชากับท่านได้เพราะปกติแล้วอัลฟาจะงานยุ่งมากจนบางวันท่านแทบจะไม่ได้เห็นหน้าลูกชายคนนี้เลย “พรุ่งนี้ตอนเย็นลูกว่างหรือเปล่า”
“ผมไม่แน่ใจแม่มีอะไรจะให้ผมทำให้หรือครับ”ชายหนุ่มถามเสียงนุ่มพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
ผู้เป็มารดาหันไปมองผู้เป็สามีที่นั่งอยู่ข้างๆแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบบุตรชาย
“แม่กับพ่ออยากพาลูกไปรู้จักกับลูกสาวเพื่อนของพ่อน่ะจ้ะ” ท่านบอกตรงๆ อย่างไม่ปิดบัง อัลฟาชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะถามออกมาด้วยเสียงเรียบเรื่อย
“เพื่อนของพ่อคนไหนเหรอครับ”
“ลุงอาเหม็ดไง” คราวนี้มุฟฟาเป็คนตอบแทนภรรยาเสียเอง “ลูกจำน้องยีร่าได้ไหมตอนนี้เธอเรียนจบปริญญาแล้วนะ เพิ่งจะเดินทางกลับมาจากสเปนเมื่อวันก่อนนี้เอง”
“ยีร่า...” อัลฟานึกทบทวนถึงหญิงสาวผู้เป็บุตรคนเล็กของอาเหม็ดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะร้องอ๋อออกมาเบาๆ เมื่อจดจำสาวร่างเล็กที่อายุน้อยกว่าเขาถึงสิบสามปีได้เพราะอาเหม็ดมีลูกมากถึงเจ็ดคน “ผมจำได้แล้วลูกสาวคนเล็กสุดของลุงอาเหม็ดใช่ไหมครับ ตอนนี้เธอคงโตเป็สาวแล้วล่ะสิ”
“ใช่ น้องอายุยี่สิบสองแล้วโตเป็สาวและสวยมากด้วย แถมกิริยามารยาทก็เรียบร้อยสมกับเป็กุลสตรีที่ดีเหลือเกิน” จารีน่าบอก “ตอนนี้อาเหม็ดเริ่มมองหาผู้ชายดีๆให้ลูกสาวได้แต่งงานแล้ว แม่จึงอยากให้ลูกไปทำความรู้จักกับน้อง ลูกจะว่าไง” แม้จะอยากให้ลูกชายได้แต่งงานกับผู้หญิงที่มีเกียรติและฐานะเท่าเทียมกันสักเท่าไหร่ แต่ท่านก็ไม่คิดบังคับขืนใจลูกเพราะท่านกับสามีเลี้ยงลูกแบบให้อิสระทางความคิดอย่างเต็มที่
“แค่ทำความรู้จักเท่านั้นใช่ไหมครับ”
“แม่หวังมากกว่านั้นจ้ะลูกก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าแม่กับพ่อ้าเห็นลูกแต่งงานเป็ฝั่งเป็ฝาเสียที”
อัลฟาฟังแล้วก็ถอนใจออกมาใช่...เขารู้ดีว่าพวกท่านหวังในเื่นี้มาโดยตลอดซึ่งเขาเองก็เพียรปฏิเสธมาตลอดเช่นกัน เพราะยังไม่พร้อมจะมีใครอีกคนเข้ามาแชร์ทุกอย่างในชีวิตไป
ตลอดสองปีมานี้มารดาเซ้าซี้และพยายามจัดหาลูกสาวผู้ดีมีสกุลหลายๆคนมาแนะนำให้เขาได้รู้จักแต่ก็ไม่มีใครถูกตาต้องใจเขาเลยส่วนคนที่เขารู้สึกต้องตาต้องใจด้วยกลับ...ชายหนุ่มหยุดความคิดไว้แค่นั้นพลางถอนใจออกมาอีกเฮือก ั์ตาคมกริบเศร้าหมองลงชั่วขณะเมื่อคิดไปว่าอาจไม่มีโอกาสได้เจอคนที่เขา้าจะเจอแต่มารดาของอัลฟากลับเข้าใจผิดคิดไปว่าบุตรชายไม่พอใจที่ท่านเ้ากี้เ้าการเื่นี้ จึงรีบอธิบายอย่างไม่สบายใจ
“อัลฟา...ที่แม่บอกไปก็แค่อยากให้ลูกลองพิจารณาผู้หญิงดีๆสักคนเท่านั้นเอง เพราะอายุของลูกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะผู้ชายอายุสามสิบห้าอย่างลูก สมควรแต่งงานจนมีลูกที่วิ่งได้แล้วแม่ไม่ได้บังคับหรอกนะ แค่เป็ห่วงและอยากให้ลูกมีครอบครัวเสียทีเท่านั้นเอง”
“ผมเข้าใจครับแม่แต่ตอนนี้ผมยังไม่อยากคบหาผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น เพราะงานผมยุ่งมากผมคงไม่มีเวลาไปดูแลเทคแคร์ใครตอนนี้หรอกครับ เอาไว้ผมอยากมีภรรยาเมื่อไหร่แล้วหาผู้หญิงที่ถูกใจเองไม่ได้จริงๆ ผมจะขอความช่วยเหลือจากแม่กับพ่อนะครับ” อัลฟาบอกเสียงนุ่ม ติดจะออดอ้อนนิดๆ
จารีน่าหันไปสบตากับมุฟฟาแล้วส่ายศีรษะเบาๆ อย่างอ่อนใจ อดพูดประชดประชันลูกชายไม่ได้
“ตามใจเถอะถ้ายังอยากอยู่เป็โสดอย่างตาราฟก็ตามใจเอาไว้ให้อายุสามสิบแปดอย่างตาราฟก่อนแล้วค่อยคิดก็ได้นะ”
อัลฟาหัวเราะขันคำประชดแกมเหน็บแนมของมารดาพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ จารีน่าจึงค้อนให้ขวับหนึ่งอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้
“จริงสิแม่ว่าจะถามลูกหลายทีแล้วแต่ก็ลืมทุกที ่นี้ตาโจเรียนหนักมากหรือลูกถึงไม่ค่อยได้โทรมาหาพ่อกับแม่เลย”
“ครับ่นี้โจสนใจเรียนเต้นมาก เขาเลยขอไปเรียนพิเศษ่วันหยุดกับหลังเลิกเรียนเห็นแอลลี่ว่าพอกลับมาบ้านก็หลับเป็ตายเลยครับ”เขาบอกมารดาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“เด็กในวัยนี้ก็แบบนี้แหละหากสนใจสิ่งไหนเป็พิเศษก็จะทุ่มเทสุดๆ ไปเลย” มุฟฟาบอก
“ยังไงถ้าแอลลี่โทรมาหาลูกก็บอกให้ไปบอกตาโจให้โทรหาพ่อกับแม่ด้วยล่ะ” จารีย่าบอกด้วยความคิดถึงเพราะปกติตาโจหรือโจนาธาน ที่ท่านพูดถึงจะโทรมาหาพวกท่านอาทิตย์ละครั้งเสมอแต่่สองเดือนมานี่เงียบหายไปเลย ท่านจึงอดคิดถึงไม่ได้
“ครับ ผมจะบอกให้เห็นแอลลี่ว่าซัมเมอร์นี้โจจะมาเที่ยวที่นี่ด้วยครับ”
“ดีสิ จะได้อยู่ด้วยกันนานๆ” จารีน่าเอ่ยอย่างดีใจ ท่านรักหลานชายคนนี้มาก เพราะเลี้ยงมาั้แ่เด็กๆแล้ว ยิ่งต้องมาอยู่ห่างไกลกันแบบนี้ก็อดเป็ห่วงไม่ได้
อัลฟาผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจเมื่อเห็นมารดากับบิดาเปลี่ยนเื่ไปคุยเื่ของโจนาธานแทนเื่หาคู่ให้กับเขา
หนึ่งเดือนต่อมา...
เสียงกรี๊ดดังลั่นขึ้นภายในบ้านศุภฤกษ์พาณิชย์เมื่อจารุจันทร์ได้รับโทรศัพท์จากบริษัทน้ำดื่มชาเขียวยี่ห้อดังที่เธอกินเป็ประจำมันเป็ข่าวดีที่ตัวเธอเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยตอนแรกเธอคิดว่าฟังผิดไปซะอีกแต่พออีกฝ่ายย้ำอีกหนเธอถึงได้มั่นใจว่าได้รับรางวัลใหญ่จากการส่งฝาชาเขียวไปชิงโชคจริงๆ
“อะไรกันยัยจันทร์แกจะส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายทำไมกัน หา! แก้วหูฉันจะแตกอยู่แล้วหยุดกรีดร้องสักทีเถอะ” วิชญะบอกพลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหูไปด้วย
“ใช่ เป็อะไรฮึเราดูทำหน้าแบบนี้แสดงว่าต้องมีเื่อะไรชอบใจมากแน่ๆ ใช่ไหม” วรวิชผู้เป็พี่ชายคนโตเอ่ยถามพลางจิ้มสับปะรดรสหวานพอดีคำเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“ใช่จันทร์ชอบใจมากเพราะมันเป็ข่าวดีสุดๆ เลยล่ะ” จารุจันทร์บอกด้วยรอยยิ้มกว้างขวางดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับ บ่งบอกถึงความสุขที่เต็มเปี่ยมหญิงสาวเดินเข้าไปกอดเอวคุณนันทิดาที่นั่งมองด้วยสายตาตำหนิกับความกระโดกกระเดกของเธอ
“จะดีใจอะไรก็เก็บอาการหน่อยก็ดีนะลูกหนูน่ะ...โตเป็ผู้ใหญ่แล้วนะ ไม่ใช่เด็กเล็กๆ สักหน่อย”
“โตแต่ตัวไงครับแม่แต่สมองน่ะเท่าเด็กอนุบาล” พี่ชายคนรองเอ่ยเหน็บแนบอย่างแสบๆ คันๆ เล่นผู้เป็น้องสาวจึงถลึงตาใส่และทำท่าจะเอื้อมมือออกไปตี แต่ถูกมารดาห้ามเสียก่อน
“พอๆ อย่าทะเลาะกัน แม่ปวดหัว”
“ก็พี่ยะหาเื่ก่อนนี่คะ”จารุจันทร์บอกหน้าตูม พลางค้อนให้วิชญะวงใหญ่
คุณนันทิดาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแต่สายตาก็ยังเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“พอกันนั่นแหละถ้าพี่เขาไม่ยั่วเราก่อน เราก็ไปแกล้งพี่เขาก่อนเหมือนกัน เอาล่ะ...บอกแม่มาซิว่าดีใจเื่อะไร”
“เื่รางวัลใหญ่ของหนูสิคะแม่หนูได้รางวัลใหญ่ไปเที่ยวโมร็อกโกแล้วค่ะ” จารุจันทร์บอกด้วยความตื่นเต้นทุกคนมองหน้าเธอ ก่อนจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แกแน่ใจนะยัยจันทร์ว่าแกไม่ได้ละเมอไปเอง” วิชญะถามออกมา ไม่วายกัดน้องอีกเช่นเคย
“แน่ใจสิ ก็ทางบริษัทเขาเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้นี้เอง”หญิงสาวตอบอย่างฉุนๆพร้อมกับเอื้อมมือไปตีแขนพี่ชายคนรองด้วยความหมั่นไส้เสียทีหนึ่งแรงๆเล่นเอาอีกฝ่ายครางเบาๆ พลางลูบแขนข้างที่ถูกตีไปด้วย
“จริงเหรอลูก แม่ดีใจด้วยนะแล้วนี่เขานัดให้ไปเอารางวัลเมื่อไหร่”
“อาทิตย์หน้าค่ะแต่เราไม่ต้องไปหาเขา เพราะเขาจะมาหาเราที่บ้านเองค่ะ”
“คงมาถ่ายทำรายการของเขาด้วยแน่ๆคราวนี้จันทร์คงได้ออกกล้องละ”วรวิชเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะแล้วก็ยิ่งหัวเราะมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นท่าทางและคำพูดของมารดา
“จริงเหรอเขาจะมาถ่ายทำรายการด้วยจริงๆ เหรอ ดีเลย...แม่อยากออกทีวี เอ๊ะ!แล้วเขาจะเอาดารามามอบรางวัลให้ด้วยหรือเปล่า” คุณนันทิดาถามอย่างตื่นเต้นเพราะเป็คนชอบดูละคร จึงอยากออกทีวีและอยากเห็นดาราตัวเป็ๆ อย่างใกล้ชิดบ้าง
“ถ้าดาราเป็พรีเซนเตอร์ก็น่าจะมามอบรางวัลให้มั้งครับ”วิชญะสันนิษฐานเอาตามที่เคยเห็นในทีวี
“สงสัยแม่จะอดถ่ายรูปกับดาราแล้วล่ะค่ะเพราะเท่าที่หนูดูโฆษณาของเขา เ้าของเขาเป็พรีเซนเตอร์เอง”จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนที่ลูกๆ ทั้งสามคนจะหัวเราะลั่นเมื่อเห็นคุณนันทิดาทำหน้าเซ็งๆ ให้เห็น
หลังจากบอกข่าวดีกับครอบครัวเสร็จแล้วหญิงสาวก็ปลีกตัวขึ้นห้องนอน เพื่อโทรศัพท์ไปหา บ.ก. ที่เธอส่งงานเขียนให้เธอบอกถึงข่าวดีและยืนยันว่า จะเขียนแนะนำการท่องเที่ยวในโมร็อกโกอย่างแน่นอน ซึ่งบ.ก. ที่น่ารักก็สนับสนุนอย่างเต็มที่เหมือนเดิมพอคุยเื่งานเสร็จจารุจันทร์ก็โทรไปบอกข่าวดีกับเพื่อนๆ ต่ออย่างอดใจไว้ไม่อยู่วันนี้ทั้งวันเธอจึงสาละวนอยู่กับการคุยโทรศัพท์กับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน
สองวันต่อมาขณะที่จารุจันทร์กำลังเช็ดอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปอย่างเพลินๆสาวใช้ก็ขึ้นมาบอกว่าวีกิจมาขอพบ หญิงสาวจึงจำต้องวางมือและลงไปพบเขาที่ห้องรับแขก พอไปถึงก็เห็นชายหนุ่มกำลังนั่งคุยอยู่กับมารดาของเธอ
พอคุณนันทิดาเห็นบุตรสาวเดินมาปุ๊บก็ขอตัวไปดูงานในครัวทันทีจารุจันทร์ดูออกว่าท่านจงใจให้เธออยู่กับวีกิจตามลำพังและแม้ว่าจะรู้สึกเซ็งกับการกระทำของท่าน แต่เธอก็ทำเฉยด้วยรู้ดีว่าที่ท่านทำไปก็เพราะหวังดี อยากให้เธอได้แต่งงานกับคนดีๆ อย่างวีกิจทว่าเธอไม่อาจรับความหวังดีของท่านได้ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอก็รักเขาเกินไปกว่าพี่ชายไม่ได้อยู่ดี
“พี่วีมีธุระอะไรกับจันทร์เหรอคะ”จารุจันทร์ถามขึ้นทันทีที่ทรุดตัวลงนั่ง
“พี่ทราบข่าวว่าน้องจันทร์ได้รับรางวัลใหญ่ไปเที่ยวโมร็อกโกพี่ยินดีด้วยนะครับ” วีกิจบอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น และน้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นเดิม
หญิงสาวยิ้มตอบพร้อมกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณค่ะว่าแต่พี่วีมาด้วยเื่แค่นี้หรือคะความจริงถ้าจะแสดงความยินดีกับจันทร์โทรมาก็ได้นะคะจะได้ไม่ต้องลำบากขับรถมาแบบนี้”
“พี่ไม่ได้มาแค่แสดงความยินดีเท่านั้นหรอกพี่อยากจะมาขอร้องน้องจันทร์ด้วยน่ะ”
“ขอร้องเื่อะไรคะ”
“คือ...พี่อยากขอร้องให้น้องจันทร์เลื่อนการเดินทางออกไปสักระยะหนึ่งก่อนรอให้พี่เคลียร์งานเสร็จก่อนแล้วค่อยเดินทางไปได้ไหม”
“ทำไมคะอย่าบอกนะคะว่าพี่วีจะตามไปเที่ยวกับจันทร์ด้วยน่ะ”
“ใช่ พี่จะไปด้วยพี่เป็ห่วงจันทร์ พี่ไม่อยากให้จันทร์เดินทางไปคนเดียว มันอันตราย”
“โธ่...อย่าห่วงไปเลยค่ะ”จารุจันทร์โบกไม้โบกมือให้ประกอบคำพูด “จันทร์โตแล้วนะคะพี่วี ไม่ใช่เด็กๆที่ไม่รู้ประสีประสา และไม่เคยไปเที่ยวเสียหน่อย พี่วีลืมไปแล้วหรือคะ ว่าจันทร์น่ะเคยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวมาหลายครั้งแล้วส่วนในประเทศก็หลายครั้งเหมือนกัน จันทร์ไปเที่ยวเก็บข้อมูลจนชินแล้วล่ะค่ะพี่ไม่ต้องห่วงหรอก”
“แต่นี่มันไกลมากนะประเทศที่จันทร์เคยไปเที่ยวมาก็เป็ประเทศใกล้ๆ บ้านเราแค่นั้นเอง”วีกิจยังพยายามโน้มน้าวใจ แต่ก็ไร้ผล เพราะหญิงสาวยังยืนยันคำเดิมว่าจะทำตามแผนเดิม
“จันทร์เอาตัวรอดได้ค่ะ ยังไงๆจันทร์ก็ไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด พี่วีเลิกพูดเื่นี้เถอะค่ะ”จารุจันทร์บอกเสียงห้วนอย่างไม่พอใจ วีกิจจึงไม่เซ้าซี้ต่อพอหญิงสาวเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา จึงพูดประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลมากขึ้น“พี่วีมีธุระจะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ ถ้าไม่มีก็อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคะ”
สีหน้าเหี่ยวๆของวีกิจเบิกบานขึ้นทันที ราวกับได้รับน้ำทิพย์จากสรวง์ก็ไม่ปานเขาดีใจที่จารุจันทร์เป็คนเอ่ยปากชวนอยู่ทานข้าวเอง เพราะปกติจะเป็คุณนันทิดาหรือไม่ก็คนอื่นๆในครอบครัวเธอที่เอ่ยชวน
“พี่ไม่มีธุระที่ไหนหรอกขอบคุณครับที่ชวน” ชายหนุ่มส่งยิ้มหวานให้ พลางตอบตกลงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนหญิงสาวััได้ถึงความยินดีที่ดูเหมือนจะมากเกินไปของเขา จึงแอบกังวลเล็กน้อยเพราะกลัวจะกลายเป็การให้ความหวังแก่วีกิจไปโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง