ภายนอกโรงเตี๊ยมยามนี้ได้มีคนของสำนักคุ้มภัยกิเลนทองกำลังนอนกองทับกัน สูงพอ ๆ กับเนินดินขนาดย่อม ๆ และที่ยอดบนสุดก็มีร่างของ ซี่อทู่ทับอยู่ "เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เห็นหรือไม่เถ้าแก่ร้านของท่านมิมีสิ่งใดแตกหักเสียหายตามที่ข้าได้รับปากเอาไว้" ฉินฟงยกสองมือขึ้นมาปัดกันไปมาก่อนจะหันไปยิ้ม และกล่าวขึ้นกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม "ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนักสมกับเป็นท่าน.." เถ้าแก่เอ่ยปากออกมาอย่างดีใจจนน้ำตาแทบจะไหล แต่ยังพูดไม่จบมันก็ถูกแทรกด้วยเสียงของ เหลยฟงเสียก่อน
"น้องชายเจ้าเป็นคนของสำนักใดรึ? ถึงได้มีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ แค่ตัวคนเดียวก็จัดการกับเจ้าพวกนั้นได้เกือบทั้งหมด แถมยังหยุดวิชากระบี่ของสำนักข้าได้อีก" เหลยฟงแย้มยิ้ม และกล่าวอย่างสุภาพ หากคนทั่วไปมองมาก็คงเป็นเพียงการกล่าวถามปรกติ แต่สำหรับผู้มีวรยุทธ์ย่อมมองออกว่า เหลยฟงนั้นมีความไม่พอใจแฝงอยู่หลายส่วน เป็นใครจะทนนิ่งอยู่ได้เล่า ที่จู่ ๆ สุดยอดวิชากระบี่ที่ตนเองฝึกมาหลายสิบปี กลับถูกหยุดลงได้โดยง่าย จากนิ้วแค่สองนิ้ว ฉินฟงเองก็รู้ตัวดี มันจึงคิดที่จะเอ่ยปากกล่าวขอโทษปรากฏลยฟง แต่ลู่เกาอี้ก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมก่อนชิงพูดขึ้นเสียก่อน
"ใจเย็นก่อนเหลยฟง เด็กหนุ่มผู้นี้คือศิษย์ของท่านฉินฟง ข้าเคยพบเขาเมื่อครั้งก่อน ตอนมายังเมืองนี้" จอมยุทธ์หนุ่มสาวมากมายในโรงเตี๊ยมต่างหันไปตามเสียง ก่อนจะยกมือค้อมตัวกล่าวทักทาย ลู่เกาอี้อย่างนอบน้อม "ลูกศิษย์ของท่านฉินฟงรึ? " เหลยฟงหยักคิ้วด้วยความตกใจเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองหน้า เสี้ยวเอ้อร์น้อยผู้มีฝีมือล้ำลึกตรงหน้าอีกครั้ง "เช่นนี้นี่เองฝีมือถึงร้ายกาจนัก งั้นข้าก็คลายสงสัยแล้ว หากศิษย์ยังเก่งถึงเพียงนี้ ตัวอาจารย์ของเจ้าเองก็คงจะเก่งกาจสมกับที่ผู้คนในเมืองต่างเล่าลือ" ลู่เกาอี้แย้มยิ้มก่อนที่มันจะพยักหน้าแล้วเห็นด้วยกับเหปรากฏ ผิดกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่มุ่นคิ้วเป็นเลขแปด พวกเขากำลังกล่าวอันใดกัน ข้างงไปหมด เสี่ยวเอ้อร์น้อยผู้นี้ก็คือ ท่านฉินฟงผู้มีพระคุณของพวกเรายังไงเล่า เช้าวันนี้เขามาหาข้าบอกว่าเบื่อ ๆ อยากหาอะไรทำ ก่อนจะเสนอตัวเป็นเสี่ยวเอ้อรหนึ่งวัน ในเมื่อเขาเอ่ยปากข้าก็ยินดี หรือว่าท่านฉินฟงกำลังลองใจคนพวกนี้อยู่
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมครุ่นคิดในใจเงียบ ๆ ก่อนที่ ฉินฟงจะกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา "ไม่ต้องคิดอันใดให้มากไปหรอกเถ้าแก่ ท่านทำหน้าที่ของท่านต่อเถอะ ส่วนคนพวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง" พอเถ้าแก่โรงเตี๊ยมได้ยินมันก็พยักหน้าก่อนจะสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์คนอื่นไปยกน้ำชามาให้ ลู่เกาอี้ และชายหนุ่มอีกคนที่มาด้วย "อย่างแรกข้าต้องกล่าวขอโทษพวกเจ้าทุกคนที่ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น มิคาดคิดเลยว่า พวกสำนักคุ้มภัยกิเลนทองจะตอบรับเทียบเชิญของข้าด้วย ตัวข้านั้นไม่ได้แบ่งแย่งหรือห้ามสำนักไหนร่วมเดินทางในครั้งนี้ เพราะพวกเรามีเป้าหมายเดียวกันคือ กำจัดพรรคมาร" ปรากฏเกาอี้กล่าวขึ้นพร้อมส่ายหน้าไปมาอย่างรู้สึกผิดที่ปล่อยให้พวก ซื่อทู่มาสร้างความวุ่นวาย
"อย่าคิดเช่นนั้นเลยผู้อาวุโสลู่ หาใช่ความผิดของท่านไม่ เป็นเพราะเจ้าพวกที่นอนกองอยู่นอกโรงเตี๊ยมนั่นต่างหาก พอเหล้าเข้าปาก ก็แสดงกิริยาออกมาไม่ต่างจากเดรัจฉาน ดีแล้วที่มันถูกน้องชายท่านนี่สั่งสอนเสียบ้างคราวหน้าคราวหลังจะได้เข็ดหลาบมิกล้าระรานผู้อื่นอีก" ชายหนุ่มผมแดงที่มีนามว่า หวังเสี่ยวอิงกล่าวขึ้นพร้อมหันมามองฉินฟงด้วยรอยยิ้มที่สดใสใบหน้าเป็นมิตรผิดกับของเหลยฟงอย่างเห็นได้ชัด "มันก็จริงของเจ้า เสี่ยวอิง เอาล่ะในเมื่อหมดเรื่องวุ่นวาย และพวกเรามากันพร้อมหน้าพร้อมตาหมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่คนสำคัญของงานที่ยังไม่ปรากฏตัว" ลู่เกาอี้หมายถึงฉินฟงนั่นเอง
มันแย้มยิ้มให้กับเสี่ยวเอ้อร์น้อยตรงหน้าก่อนจะกล่าวขึ้น "เจ้าหนุ่มน้อยคราวนี้ถึงตาเจ้าแล้ว จงไปตามท่านฉินฟง อาจารย์ของเจ้ามาเถิด พวกเราจะได้หารือกันเรื่องไปปราบพรรคมาร" ฉินฟงเองก็แย้มยิ้มออกมา และกำลังจะบอกว่า ตัวมันเองนี่แหละคือฉินฟง ที่ทุกคนตามหา แต่ทว่า…ยังมิทันจะได้อ้าปาก พูดเสียงหัวร่อดังสนั่นแฝงไปด้วยพลังวัตรอันรุนแรงก็ดังออกมาจากภายนอกโรงเตี๊ยม " ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปราบพรรคมารของพวกเรากระนั้นรึ ช่างเป็นวาจาที่ดูสามหาว และโง่เง่ายิ่งนัก" เสียงพูดนั้นก้องกังวาน จนพื้น และโต๊ะไม้ยังสะเทือน เจ้าของเสียงผู้นี้ไม่มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา และยังแผ่จิตสังหารออกมาจนน่ากลัวทีเดียว
เมื่อลู่เกาอี้ กับชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ได้ยิน พวกมันจึงพากันออกมาภายนอกโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าใครกันที่ทำเช่นนี้
ยามนี้ ชาวบ้านในเมืองล้วนแตกตื่นตกใจหนีตายกันจ้าละหวั่น ทุกคนได้ยินเสียงหัวร่อของชายลึกลับเช่นกัน เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองบนหลังคาของร้านฝั่งตรงข้ามกับโรงเตี๊ยม จึงพบกับเงาร่างของคนประมาณ สามคนกำลังยืนอยู่ ผู้หนึ่งเป็นชายรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าดุดัน ไว้หนวดเครา อายุอานามน่าจะราว ๆ ห้าสิบปีเห็นจะได้ สวมใส่อาภรณ์สีดำน่ากลัว อีกคนเตี้ยกว่าเล็กน้อย รูปร่างผอมแห้ง ผิวกายกับใบหน้าดูขาวซีดราวกับซากศพ แววตาน่าขนลุกเวลามันมองลงมา สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงผิดกับสีผิวเป็นที่สุด และคนสุดท้าย คนผู้นี้รูปร่างผิดกับสองคนมากมายนัก ตัวมันใหญ่ตัวเต็มไปด้วยมัดกล้าม หวู่เก่าว่าตัวใหญ่แล้วยังมิได้ครึ่งของมัน ศีรษะของมันโล้นเตียน คล้ายนักบวช ที่คอห้อยหัวกะโหลกมนุษย์ ใส่ชุดสีน้ำตาลเข้ม และในมือถือกระบองเหล็กสีดำทมิฬอยู่
พอลู่เกาอี้ได้เห็นพวกมันทั้งสาม ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงก่อนจะปากคอสั่นและเอ่ยออกมาช้า ๆ " ฝ่ามือภูตมรณะ โกวอี้เมิ้น ปีศาจโลหิต เย้จงเทียน นักบวชไร้ศีล หนานไห่เยี้ย พวกมันเป็นคนของพรรคมารสาขาย่อยภาคกลางมิใช่รึ!!? แล้วมาที่แดนใต้ยามนี่ได้อย่างไรกัน…" ชายในชุดสีดำบนหลังคากอดอก แสยะยิ้มก่อนจะกล่าวขึ้นบ้าง "เจ้าเศษสวะพวกนี้นะรึ? ที่นางจิ้งจอกนั่นส่งจดหมายไปที่สาขาใหญ่ให้พวกเราถ่อจากภาคกลางลงช่วย ช่างเสียเวลาจริง ๆ ข้าก็นึกว่าจะมาจัดการกับยอดฝีมือคนไหนเสียอีก เท่าที่เห็นก็มีแต่พวกลูกเจี๊ยบไม่เจียมกะลาหัว" ชายชุดดำ หรือ ชื่อของมันคือ ฝ่ามือภูตมรณะ โกวอี้เมิ้น มองพวกเหลยฟงด้วยสายตาดูถูกดูแคลนสุด ๆ "ทำไงได้เล่า ก็ยามนี้นางจิ้งจอกนั่นสร้างผลงานจนเป็นที่พอใจแก่ท่านประมุข ไม่ว่านางจะร้องขอสิ่งใดก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ ข้าเองก็ใช่ว่าอยากจะมา แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านประมุขก็ต้องทำตาม หรือว่าเจ้าคิดจะขัดขืน โกวอี้เมิ้น"
ชายในชุดแดง ท่าทางเหมือนซากศพกล่าวขึ้นบาง มันมีนามว่า ปีศาจโลหิต เย้จงเทียน พอโกวอี้เมิ้นได้ฟังมันก็ฮึดฮัดทำสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้บ่นอันใดต่อ "เช่นนั้นพวกเราก็มาเก็บกวาดพวกมันให้จบ ๆ เถิดอาตมาอยากไปหาเหล้าดื่มจะแย่แล้ว" เสียงของชายร่างยักษ์อีกคนเอ่ยปากขึ้น และมันนี่แหละคือเจ้าของเสียงหัวร่ออันดังสนั่นก่อนหน้านี้ "เก็บกวาดให้จบ ๆ ไปงั้นรึ? มันจะดูถูกพวกข้าเกินไปแล้ว เช่นนั้นก็ดี เดียวข้าจะแสดงเพลงเตะสายฟ้าสยบมารของสำนักคุ้มภัยข้า ให้พวกเจ้าเห็นเอง" เสี่ยงอิงเอ่ยขึ้นพร้อมแววตาที่ดูมั่นใจสุด ๆ "อย่าใจร้อนวู่วามเสี่ยวอิงพวกมันไม่.." ลู่เกาอี้กล่าวห้ามออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมยกแขนขึ้นแต่ทว่า…ยังพูดไม่จบร่างของ หวังเสี่ยวอิงก็พุ่งทะยาน ตรงไปหาคนของพรรคมารสาขาภาคกลางทั้งสามเรียบร้อย ความรวดเร็วว่องไวนั้นน่าเหลือเชื่อ ชนิดที่ชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ยังตกตะลึง แต่หาใช่กับพวกมันทั้งสามไม่
พวกมันไม่คิดที่จะกระโดดหลบหรือก้าวถอยแม่แต่น้อย "ไม่ตั้งรับ ไม่ถอยหลบ มันจะหยามข้ามากไปแล้ว งั้น เริ่มที่เจ้าเป็นคนแรกเลยก็แล้วกันไอ้หนวด" หวังเสี่ยวอิงมองไปที่ โกวอี้เมินก่อนที่มันกำลังจะขาขึ้นมาเตะใส่ ด้วยเพลงเตะสายฟ้าสยบมารอันโด่งดังของสำนักคุ้มภัยกระเรียนสวรรค์ เพลงเตะที่ว่ากันว่าทรงอานุภาพ รวดเร็ว และรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด "ท่าทางไม่เลวนะไอ้หนู แต่ถ้าเจ้าฝึกมาสักสามสิบ สี่สิบปี มันก็คงพอจะทำให้ข้าหายเบื่อได้ แต่ก็นั่นแหละ เกรงว่าต่อจากนี้เจ้าคงจะไม่มีทางทำเช่นนั้นได้อีกแล้ว"โกวอี้เมิ้น กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก ก่อนที่มันจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาคล้ายจะคว้าจับขาของ หวังเสี่ยวอิงเอาไว้ สื่อเทียนอี้ ที่ยืนอยู่ข้างกายลู่เกาอี้ถึงกับเบิกตากว้างก่อนจะร้องตะโกนออกมาเสียงดัง "ระวังมือของมันน้องชาย..!!" จากนั้น สื่อเทียนอี้ก็พลันทะยานพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับกรงเล็บในมือที่ร้อนระอุดุจเพลิงแผดเผา "กรงเล็บอัคคีพยัคฆ์ กระบวนท่าที่แปด พยัคฆ์ล่ามังกร!!"
พลังวัตรสีแดงเพลิงอันมหาศาลของ สื่อเทียนอี้เข้าแทรกกลาง ระหว่างคนทั้งคู่ โกวอี้เมิ้นรับรู้ได้ถึงกระบวนท่าอันร้ายกาจที่พุ่งมา มันจึงก้าวถอยไปสามก้าว ส่วนหวังเสี่ยวอิงก็เปลี่ยนทิศทางกลางอากาศไปยืนอยู่ห่าง ๆ บนหลังคาอีกจุดแทน "นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า มาสอดมือยุ่งกับข้าทำไม" หวังเสี่ยวอิงโวยวายต่อว่า สื่อเทียนอี้เสียงดังราวกับเป็นเด็กน้อยโดนแย่งของเล่น "เจ้าโง่!! ลองแหกตาดูที่มือของมันซะก่อน หากข้าไม่สอดมือ เข้ามาช่วย ปานนี้ขาของเจ้าอาจจะเน่าจนพิการไปแล้วก็เป็นได้ " สื่อเทียนอี้ตะคอกกลับด้วยความโมโห จากนั้นหวังเสี่ยวอิง ก็หันไปมองยังมือของ โกวอี้เมิ้น ซึ่งบัดนี้มันมีควันสีเขียวลอยคลุ้งออกมา แถมกระเบื้องหลังคาใกล้ ๆ กับมือก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอด้วย นี่คือฝ่ามือภูตมรณะ เป็นวิชาฝ่ามือสายพิษที่สลายทุกอย่างได้เพียงแค่สัมผัสจับต้อง จริงอย่างที่สื่อเทียนอี้ กล่าว หากมันไม่สอดมือเข้ามาช่วย ปานนี้หวังเสี่ยวอิงก็คงจะขาเน่าเละหรือไม่ก็อาจจะได้ไปปรโลกเรียบร้อย
"โอ้ มีคนมองวิชาของข้าออกด้วยงั้นรึ แบบนี้สิค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย แต่แค่มองออกก็ใช่ว่าจะมีชีวิตรอดจากวันนี้ไปได้ มาดูกันหน่อยว่า วิชา ฝ่ามือภูตมรณะของข้า กับ วิชากรงเล็บอัคคีพยัคฆ์ของเจ้าใครจะแน่กว่ากัน " โกวอี้เมิ้นกล่าวขึ้น พร้อมมองจ้องไปที่สื่อเทียนอี้อย่างท้าทาย " เช่นนั้นก็เข้ามาเลย ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน" สื่อเทียนอี้เองก็กล่าวบ้าง ก่อนที่คนทั้งสองจะพุ่งเข้าหาและต่อสู้กันอย่างดุเดือด "เดี๋ยวสิพวกเจ้า ไหงถึงไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยล่ะ" หวังเสี่ยวอิงร้องออกมาเสียงดัง แต่ไม่ทันไรร่างร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของมัน "เจ้าอยากสนุกรึไอ้หนู เช่นนั้น ข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าเอง.." ชายร่างผอมซีดในชุดแดงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกพร้อมแววตาชวนขนลุก ก่อนที่มันจะพ่นเข็มสีแดงสามเล่มออกจากปากใส่หวังเสี่ยวอิงอย่างรวดเร็วในระยะประชิด..!!
จบบทที่29
บทต่อไป วิชาร้อยโลหิตมารสังหารชีพ