ตอน 08
เก็บบันทึก
“ห้องสีชมพู แสงสีเหลือง เวลาถ่ายรูปผิวจะอมแดง ๆ หน่อยนะ” เกริกไกรบอกลูกสาวให้ทำใจ แต่ฝ่ายหลังโบกมือส่าย “อย่ากังวลเลยค่ะ พ่อก็แค่เพิ่มสตอปผิวก็จะสว่างขึ้นใช่ไหมคะ”
เ้าของกล้องเหม่อมองเพดานชั่วครู่ก่อนสบตาลูกสาว “น่าจะใช่นะ เพราะพ่อใส่ฟิล์มไวแสงสองร้อย ต้องเพิ่มชดเชยแสงหน่อยนึง”
“เดี๋ยวหนูวัดแสงให้ค่ะ” สุรีย์รัตน์ยกหลังมือเข้าหากล้อง พ่อปรับค่าวัดแสงแล้วลดกล้องลง “มือพ่อดีกว่า ผิวคล้ำดี”
ลูกสาวกลั้นขำไม่ไหว “โอย โอย... หนูดูขาวไปเลยหรอคะ ฮ่า ๆ”
“เออ ถ้าให้มือลอริสวัดแสงล่ะ” เกริกไกรนึกเื่สนุก ๆ ลูกสาวหันไปทางตุ๊กตารัสเซียที่นอนตะแคงกอดตุ๊กตากระต่ายขาว สายตาสบมองยังสองพ่อลูกช่างละมุนอ่อนโยน
“รูปคงมืดตึ๊ดตื๋อเลยค่ะ แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์หยีตาพริ้ม “ผิวน้องขาวมาก น่ากอดสุด ๆ เลยค่ะ”
“ลอริสห่มผ้ามองตาแป๋วเลย น่ารักดี” เกริกไกรยิ้มชื่นชมหญิงสาวฝรั่ง พลางบอกลูกสาวให้เตรียมตัว “เอาล่ะนะ นั่งชิดลอริส มือลูบศีรษะ ลูบผมนะ แล้วก็หันมายิ้มที่กล้อง นั่นแหละ”
“ตื่นเต้นค่ะพ่อ...” สุรีย์รัตน์ใจระทึกพลันยิ้มหน้าบาน
“นึง... ส่อง... ซั่ม...” เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
ลูกสาวดีใจยกใหญ่ ไม่ทันไรต้องเตรียมจัดท่าใหม่เพื่ออีกหนึ่งรูป
“เรียบร้อย อีกรูปนะ ค่อย ๆ เข้าใกล้น้อง ก้มหน้าซบใกล้หน้าน้อง ทำท่าเหมือนอยากจะกอด หันหากล้อง นั่นแหละ น่ารักมาก เตรียมนะ นึง... ส่อง... ซั่ม...”
เสียงชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งครั้ง เกริกไกรยิ้มกริ่มยินดี ภารกิจบันทึกภาพลุงล่วงอย่างสวยงาม
“ลุ้นรอฟิล์มหมดม้วนเอาไปล้างกันนะคะ ลอริสคงน่ารักแน่เลยค่ะ”
“น้ำก็น่ารักด้วยนะ รูปออกมา สาว ๆ ดูแลกันบนเตียง น่ารักดีออก”
สองพ่อลูกอยากเห็นภาพถ่ายบนกระดาษแทบใจจะขาด
สุรีย์รัตน์แย้มยิ้มดีใจใหญ่ ทั้งได้เห็นลอริสนอนน่ารักน่ากอด ทั้งได้ยินคำชมจากพ่อแสนโรแมนติก พลางลุกขึ้นจากเตียงเมื่อเห็นตุ๊กตารัสเซียเริ่มหลับตาลง
เสียงกระซิบข้างหูพ่อ “ถ่ายเดี่ยวสักรูปนึงดีไหมคะ น้องหลับตาแล้ว น่ารักเชียว”
เกริกไกรยกกล้อง วัดแสงปรับโฟกัสจนแน่ใจ เสียงชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งครั้ง สาวฝรั่งผมน้ำตาลยังปิดตาหลับเช่นเดิม
“ตอนล้างอัดรูปออกมาแล้ว น้องตอนหลับคงนุ่มนิ่มน่ารัก น่ารักที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการเลยล่ะค่ะ”
บุรุษหนึ่งเดียวในบ้านส่งยิ้มหวาน ก่อนจะลุกยืนแล้วลาจากลูกสาว “วันนี้ลอริสหลับเร็ว ไว้วันหน้าค่อยถ่ายรูปใหม่นะ”
“ค่ะ...” สุรีย์รัตน์ผลิแย้มอำลา “คืนต่อไปพ่อกอดลอริสด้วยนะคะ”
ชายวัยสี่สิบได้แต่ยิ้มกริ่มแล้วโบกมือแ่ เสียงเท้าก้าวกลับลงบันไดค่อยจากไป
สองสาวไทยฝรั่งนอนกอดเคียงกันใต้ผ้าห่มอุ่น จมดิ่งนิทราหวานแสนละมุนนุ่ม
ตราบจนรุ่งเช้าฟ้าวันใหม่ ความอบอุ่นเมื่อโอบกอดต่อกันก็ยังคงมีเสมอ สองสาวสวมกอดกันครั้งใดก็พาให้หัวใจพองฟูทุกครา
มื้อเช้าวันเสาร์วันหยุดผ่านล่วงด้วยดี อาหารฝรั่งง่าย ๆ เช่นผักสลัดและแซนด์วิชทูน่า หญิงสาวตุ๊กตากลับมาเจริญอาหารมากขึ้น สองพ่อลูกยิ่งยิ้มแก้มปริยินดี
ลอริสสวมเดรสขาวยาวคลุมเท้าที่น้าไสวตัดให้ ชุดภายในด้วยเสื้อขาวแซมลูกไม้ที่ปลายแขน กางเกงขาวขายาวพองพลิ้วที่ซ่อนพรางก็ยังใส่อยู่ประจำ ทั้งสามตัวเป็ชุดที่ชอบใส่แม้แต่ยามนอน
ไม่รู้ว่าต้นแบบใครตัดให้ั้แ่เป็ชุดจากรัสเซีย ชุดคุณหนูฝรั่งแสนหวานแสนนุ่มน่ารักน่ากอด เป็ชุดที่ทำให้คนเลี้ยงดูยิ่งรู้สึกหลงรัก นอกจากกิริยาเรียบร้อยงดงามที่ลอริสมีอยู่แล้ว
นับย้อนผ่านมาก็พ้นเดือนหนึ่ง ทั้งมุมเก้าอี้นวมตัวเดิม ทั้งหญิงสาวรัสเซียคนเดิม นั่งอยู่ตรงนั้นพักกายพักใจเดิม ๆ แต่บางสิ่งก็ไม่เหมือนเดิม...
รูปถ่ายครอบครัวที่จัตุรัสแดง ถูกย้ายจากบนมือบนตักลอริสมาอยู่บนโต๊ะเล็กใกล้เก้าอี้นวม โต๊ะที่เคยวางกระถางกระบองเพชรแล้วนำออกไป กลายเป็วางฐานเหล็กเหน็บรูปถ่ายที่พร้อมมองดูได้ตลอดเวลา
หลายครั้งลอริสผินมองมาทางรูปครอบครัวตั้งโต๊ะด้วยความอาลัย
“หนูคง... ต้องใช้ของพ่อแล้วล่ะค่ะ จะหัดถ่ายภาพจากวิชาที่เรียน” สุรีย์รัตน์เปิดตู้กระจกแล้วหยิบกล้องถ่ายรูปสีเงินออกมา พลางบอกพ่อที่ยืนดูลอริสนั่งสงบเสงี่ยมบนเก้าอี้นวมตัวเดิม
“พ่อถ่ายไปสี่รูปแล้วล่ะ น้ำก็ถ่ายต่อได้เลยนะ”
“เดี๋ยวนะคะ... เมื่อคืน... ที่ถ่ายรูปให้ลอริสตอนนอน ก็สามรูป แล้วอีกรูปคืออะไรหรอคะ”
สุรีย์รัตน์คงไม่ทราบรูปปริศนาที่เกินมา มองที่กล้องก็เป็อย่างที่พ่อบอกทุกอย่าง ตัวเลขขึ้นเลขสี่บ่งบอกถึงจำนวนรูปที่ถ่ายไปแล้ว
“วันที่ลูกไปฟังผลสอบ ่ที่พ่ออยู่กับลอริส เปิดเพลงไวโอลิน แล้วสักพักลอริสเคลิ้มหลับ พ่อเห็นว่าน้องกำลังน่ารักเลยหยิบกล้องออกมา มีฟิล์มเหลือกล่องนึงก็เลยใช้ แล้วก็ถ่ายไปรูปนึง”
พ่อเล่าให้ฟังหมดลูกสาวก็ผลิยิ้มตอบรับ “ที่แท้พ่อก็แอบถ่ายรูปให้ลอริสตอนหลับนี่เอง รูปคงน่ารักมากนะคะ”
ชายวัยสี่สิบสบมองเก้าอี้นวมสีไข่ แทบอดแย้มละมุนไม่ได้เสียทุกครั้ง ลูกสาวก็พลอยรู้สึกแช่มชื่นหัวใจ
“ลอริสนั่งเรียบร้อยดูนุ่มนิ่มน่ารักดีนะ มองสบตาเราแทบตลอด ตาก็สวยมาก กอดตุ๊กตากระต่ายขาวของลูกด้วย”
“ตุ๊กตารัสเซียกอดตุ๊กตาฝรั่งเศสค่ะพ่อ แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์ใส่มุกสนุกจนเกริกไกรขำเบา ๆ ตอบรับ “อยากได้อีกบอกพ่อนะ”
“งั้นเอาพรุ่งนี้เลยค่ะ เอ๊ย... ไม่ต้องค่ะพ่อ... หนูหยอกเล่น เกรงใจพ่อน่ะค่ะ แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์ส่งเสียงออดอ้อนหวาน ๆ “ไว้ออกค่าผ้าค่าตัดชุดสวย ๆ ให้ลอริสดีกว่าค่ะ ให้ตุ๊กตารัสเซียสวยเสมอ”
“อืม... ก็ดีนะ ให้น้าไหวมีรายได้เพิ่มด้วย” เกริกไกรเอ่ยคิดถึงคนอยู่เื้ัที่ช่วยสรรค์สร้างสิ่งสวยงาม สาววัยสิบแปดจึงหันมาสบมองพ่อขอความเห็น
“ยังขาดอะไรอยู่นะ ฉาก... อยากให้ฉากหลังดูสวย ๆ กว่านี้น่ะค่ะ”
“เอ... ขาดอะไรนะ... เอ๊ะ!หรือลองเลียนแบบพวกฉากถ่ายรูปคู่บ่าวสาวดีนะ”
ไอเดียจากพ่อก็คล้ายต่อยอดให้ลูกสาวได้ลองออกแบบ
“หนูนึกออกแล้ว ขอบคุณค่ะพ่อ ต้องแบบนั้นเลย แต่หนูจะให้เป็ฉากสีขาวทั้งหมดเลย ใช้ผ้าโปร่งสีขาวทำฉากหลัง ข้าง ๆ ก็เป็ผ้าขาวทำเป็ดอกไม้ แล้วก็อาจหาดอกไม้ประดิษฐ์พวกกุหลาบมาวางข้าง ๆ เพิ่มด้วยค่ะ”
พ่อแย้มยิ้มชื่นใจ ไม่นึกว่าลูกสาวที่ดูบ๊อง ๆ ในบางทีแต่ก็มีความคิดรักสวยรักงาม “เห็นด้วยเลยลูก โรแมนติกมาก ๆ ลอริสคงน่ารักที่สุดเกินบรรยายเลยล่ะ”
“ใช่ค่ะ คงต้องรบกวนน้าไหวให้ช่วยนะคะ”
“เดี๋ยวพอน้าไหวมาค่อยบอกกันเนอะ”
สองพ่อลูกตกลงวางแผนทั้งระคนตื่นเต้น งานเนรมิตฉากประดับเก้าอี้นวมเพื่อลอริสคงน่าสนุกยิ่ง ห้องรับแขกและนั่งเล่นคงโรแมนติกได้อีก
“ถ่ายรูปลอริสสักหน่อยนะคะ กำลังนั่งสวยเลย” สุรีย์รัตน์ปรับค่าวัดแสงและหมุนเลนส์ปรับโฟกัส มิช้าเสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
“ลองทั้งแนวตั้งแนวนอนดูนะ” เกริกไกรช่วยแนะนำ สุรีย์รัตน์หันมายิ้มให้พ่อแล้วส่องกล้องยังเก้าอี้นวมเช่นเดิม พลิกกล้องจากแนวนอนเป็แนวตั้งแล้วปรับค่า ได้จังหวะจึงกดชัตเตอร์บันทึกอีกครั้ง
“ขออีกนะคะ มุมน้องสวย ลองมุมเอียงนิด ๆ สักรูปสองรูป” ลูกสาวติดใจงานถ่ายภาพเสียแล้ว พ่อยิ้มกริ่มเอาใจช่วย “ตามสบายเลยนะลูก ให้สุดฝีมือเลยนะ”
เสียงชัตเตอร์ลั่นอีกสองสามครั้ง มุมกล้องเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย ทั้งหมดเป็ภาพบันทึกเมื่อตุ๊กตารัสเซียนั่งเรียบร้อยดุจผ้าพับ
“ลอริสมองกล้องตลอด ตาสวย นั่งวางมือบนตักดูงดงามเหมือนนางฟ้าเลย กระต่ายขาวก็อยู่ข้าง ๆ” เกริกไกรรำพันเชยชมลูกกำพร้าบ้าง
ลูกสาวหันมาแย้มให้พ่อ “น้องน่ารักมาก ๆ แต่หนูพอแล้วค่ะ ไว้ให้พ่อถ่ายภาพสวย ๆ บ้าง” พอจะส่งคืนกล้องแต่ฝ่ายรับกลับโบกมือส่าย
“โอ๊ย... ไม่ต้องกังวลหรอก ฟิล์มหมดเดี๋ยวพ่อไปซื้อใหม่ให้”
สุรีย์รัตน์ได้แต่ยิ้มเกรงใจ สุดท้ายจึงเก็บกล้องกลับเข้าตู้กระจกตามเดิม เปลี่ยนเป็หยิบแผ่นเสียงจากชั้นเรียง วางลงถาดเลื่อนก้านเข็มหัวอ่านแล้วเปิดเล่นเพลง
'♪♪ ...บทเพลงตกหลุมรักเพื่อน......เสียงจากเพลง 'รักล้นใจ'... ♪♪'
“พ่อซื้อ 'ปั่น ไพบูลย์' มาหรอคะนี่ เพลงเพราะหมดเลย หนูเพิ่งฟังจริงจัง”
สุรีย์รัตน์ชวนคุยเื่เพลง ฝ่ายพ่อก็อดแซวไม่ได้ “ก็ลูกฟังแต่เพลงโหด ๆ นี่นา ขาร็อกทั้งนั้นเลย ฮ่า ๆ”
“โอ๊ย... หนูมันบ้าค่ะพ่อ ฮ่า ๆ” ลูกสาวกลั้นขำไม่ไหว “แต่พอพ่อซื้อแผ่นเพลงแนวนี้มาให้ลอริสฟัง หนูก็ชอบไปด้วยนะคะ ชักเริ่มชอบเหมือนพ่อแล้วล่ะค่ะ”
“ไว้วันหลังพ่อซื้อแผ่นของ 'ยะหยา' มาให้นะ” เกริกไกรชวนให้รู้จักศิลปินเพิ่ม แต่ลูกสาวเงยหน้านึกชั่วครู่คล้ายไม่แน่ใจ “'ยะหยา' ใช่ 'ศรัณย่า' ไหมคะ”
“ใช่ ๆ ที่ทำงานพ่อมีคนเปิดให้ฟัง เพลงละเมียดเพราะเยอะเลย เพลงจังหวะเร็วก็ไม่โหดนะ ฟังง่าย ๆ สบาย ๆ คิดว่าดีต่อหัวใจของลอริสแน่นอน ลอริสคงฟังได้และก็คงเคลิ้มไปด้วย”
เกริกไกรยิ้มกริ่มชักชวนลูกสาวให้ชอบเพลงที่แนะนำ
“น่าสนนะคะ ลอริสคงได้รับความสุขเพิ่มขึ้น ถ่ายรูปกับฉากสวย ๆ ด้วย มีเพลงเพราะ ๆ ด้วย น้องจะได้อิ่มเอิบน่ารักมาก รูปออกมาคงยิ่งสวยเลยค่ะ”
สุรีย์รัตน์หลับตาพริ้มเลื่อนลอย ระลึกภาพชวนฝันเมื่อเนรมิตฉากสวย ๆ ประดับเก้าอี้นวมเสร็จ แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำด้วยตนเองได้ ยังต้องพึ่งพาผู้ช่วยสำคัญอย่างน้าไสว
มะรืนนี้ก็จะเปิดเทอมใหม่ เดือนพฤศจิกายนเป็ต้นไปคงต้องกลับไปเรียน วิชาก็คงยากและหนักสมองกว่าเดิม เวลาที่จะคอยดูแลลอริสก็ต้องถูกแบ่งทอน เหตุนี้ลูกสาววัยเรียนจึงเริ่มตระหนักและกังวลจาง ๆ
บางครั้งก็ขอหารือกับพ่อนอกห้องกระจกหรือในครัว หากมีวิชาไหนดรอปเรียนได้ก็จะดรอป แรกทีพ่อไม่อยากให้ตัดสินใจเช่นนั้น แต่สุรีย์รัตน์ยืนกรานจะช่วยแบ่งเบาภาระพ่อที่ต้องลางานมาดูแลลอริส ทั้งจะขอดรอปวิชาทั่วไปที่โยกไปเรียนกับภาควิชาอื่นในเทอมอื่นได้
คนเป็พ่อรู้สึกเ็ปอยู่บ้าง แต่ก็ยอม ยอมให้ลูกเลือกทางเดินอนาคตต่อไปด้วยตนเอง
สุรีย์รัตน์ชอบพูดเสมอว่า ปลายทางของคนที่เรียนจบคือหน้าที่การงาน ถ้าตนจบช้าแต่ได้งานที่ดีเหมือนกับคนที่จบเร็ว นั่นคือชัยชนะเหมือนกันมิใช่หรือ
ลูกสาวขอตัดสินใจเช่นนี้เพราะไม่มีเหตุผลอื่น ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าหญิงสาวรัสเซียที่ชื่อลอริสคือส่วนหนึ่งของครอบครัว 'สุขสรวง์' ถึงแม้ไม่ใช่บุตรบุญธรรมหรือนับเป็เครือญาติ ทั้งไม่บอกกล่าวให้วงศาคณาญาติคนใดรับรู้ ยกเว้นหนึ่งเดียวที่ไว้ใจและสนิทชิดเชื้อที่สุด
นั่นคือน้าไสวที่ช่วยดูแลลอริสในบางวัน และแต่ละวันราวสองสามชั่วโมงใน่บ่าย สองพ่อลูกจะขอความช่วยเหลือเมื่อเหตุสุดวิสัย เช่นพ่อต้องออกไปทำงานแต่ลูกกลับจากเรียนไม่ทันเวลา
ทั้งหมดเป็แผนที่วางไว้ภายในครอบครัว และสำคัญสุดกว่าเื่ใด สองพ่อลูกไม่เคยคิดโทษลอริส ไม่เคยคิดว่าคือต้นเหตุที่ต้องแบกภาระยุ่งยากกว่าเดิม
ลอริสต่างหากคือสิ่งเติมเต็มแห่งบ้าน 'สุขสรวง์' ที่อาจขาดหายไป
กว่าทั้งสองจะได้พบน้าไสวก็ตอนปลายบ่าย ใกล้ฤดูหนาวเพียงห้าโมงเย็นก็เริ่มแดดร่มลมตกแล้ว แม้รอเนิ่นนานแต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะหญิงร่างท้วมญาติสนิทไม่ได้มามือเปล่า
“พี่เกริก น้องมีอะไรจะอวด” น้าไสวชูถุงกระดาษใบใหญ่ให้ดู เ้าบ้านเชื้อเชิญให้เข้ามาในห้องกระจก ยิ้มบางเบาตอบรับลุ้นว่าข้างในมีอะไร
“ให้พี่เดา ชุดที่สองของน้องลอริสแน่ ๆ เลย”
สิ้นคำทักตอบจากชายวัยสี่สิบ หญิงร่างท้วมยิ้มแป้นบิดเอวอวบไปมา แล้วยื่นมือส่งถุงกระดาษให้ “ทำไมถึงรู้ล่ะ อดลุ้นเลย...”
“ชุดที่พวกเราเฝ้ารอน่ะค่ะ เลยเดาแต่ชุดนี้ชุดเดียว แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้พลางผลิแย้มหวาน ๆ
มือสาวรุ่นคอยหวีผมน้ำตาลนุ่มนิ่มยาวจรดกลางหลัง ลอริสนั่งท่ามือวางแนบตักบนเก้าอี้นวมตัวเดิม แต่เมื่อมีคนเยี่ยมเยือนจึงค่อยลุกยืนก้มผงก เอื้อนคำหวานทักทายอย่างคุ้นเคย
“ซดราสท์ วุย ถิ”
หญิงร่างท้วมสบตาเอ็นดูลอริส ทั้งส่งยิ้มแก้มปริดีใจเมื่อมีสาวฝรั่งทักทายตน แม้แต่ก่อนไม่ทราบความหมายจนสองพ่อลูกเคยแปลให้
“สะ... สะ... ด้า... โอ๊ย พูดไม่เป็” น้าไสวเขินอายขอยอมแพ้ สุรีย์รัตน์เห็นแล้วกลั้นขำไม่ไหว “โอ๊ย.. น้า.. ไม่ต้องฝืนค่ะ... ฮ่า ๆ”
ลอริสไม่แย้มไม่ยิ้มใดเลย ได้แต่นั่งลงแล้วก้มผงกน้อย ๆ อีกครั้งดั่งรับรู้ หรืออาจจะบอกเพียงว่าไม่เป็ไรหรอก
เป็สาวไม่แย้มทั้งพูดน้อยคำจนทุกคนเริ่มคุ้นเคย
“หวีผมเสร็จแล้ว ติดกิ๊บโบขาวให้นะ ว้าว... สวย... คราซิวา...” สาววัยสิบแปดรำพันหวานให้ตุ๊กตารัสเซีย
เช่นเคยจึงได้รับคำละเมียดละมุนดั่งค่าตอบแทน “สปาซิบะ...”
สุรีย์รัตน์กำลังจะหันไปทักพ่อและน้า ทว่ากลับเห็นทั้งสองผุดแย้มหน้าบาน บนมือชายวัยสี่สิบยังถือกล้องเตรียมจะบันทึกภาพ
“น้ำอยู่ตรงนั้นแหละนะ หวีผมลอริสสวยแล้ว กิ๊บโบขาวก็ติดแล้ว ยืนข้าง ๆ ชิด ๆ แตะไหล่ โน้มตัวใกล้ลอริส แล้วยิ้มให้กล้องนะ นั่นแหละ นึง... ส่อง... ซั่ม...”
เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
“เกือบถ่ายแคนดิดเลยนะคะพ่อ... แฮ่ะ ๆ” ลูกสาวร้องทักแทบไม่ทันตั้งตัว ไม่กี่อึดใจจึงรับชุดจากพ่อที่ส่งให้ ทั้งสามตัวสีขาวครีมช่างนุ่มนิ่มจนพองฟูเต็มมือ
“สวยจังเลย น้าตัดเก่งมากค่ะ ขอบคุณนะคะ” สุรีย์รัตน์เอ่ยวาจาหวานให้กำลังใจน้าสาว ฝ่ายรับคำชมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางโยกเอวอวบ
“น้าก็ตั้งใจเหมือนตัวก่อนแหละหลานน้ำ ตั้งใจตัดเนี้ยบสุด ๆ เลย”
“ฝีมือดีไม่มีตกเลยน้องไหว ขอบใจนะ” เกริกไกรยิ้มยินดีแทบตื้นตัน “น้ำส่งให้ลอริสดูใกล้ ๆ สิ”
“ได้เลยค่ะ” สุรีย์รัตน์หันไปส่งผ้าขาวนุ่มฟูให้ลอริส พลางบอกคล้ายวันที่ให้ชุดคราวก่อน “ชี เมด เด็ม ฟอร์ ยู, นิว เดรส ฟอร์ ยู”
มืองามผ่องรับชุดขาวอมครีมแสนนุ่มนิ่ม หยิบขึ้นมาดูทีละตัวอย่างใคร่ครวญ ทั้งเดรสแขนจั๊มตัวยาวคลุมขา ทั้งเสื้อตัวในและกางเกงขายาวพอง ๆ แต่ละตัวล้วนเหมือนชุดที่กำลังใส่อยู่ตอนนี้ไม่มีผิด
ไม่กี่อึดใจหญิงสาวตุ๊กตาก้มผงกเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าสบตาละมุนซื่อ ๆ ต่อทุกคน เอื้อนรำพันผสมภาษาแสนหวาน
“คัค คราซิวา... สปาซิบะ... แท็ง... คิว... มัช...”
สองพ่อลูกสาวต่างโปรยแย้มทั้งประสานปรบมือ
น้าไสวยิ้มแป้นขวยเขินเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่น่าจะแปลออก
“เย้ เย้... น้องขอบคุณพวกเราใหญ่เลย” สุรีย์รัตน์ปลาบปลื้มใจเป็ที่สุด รู้สึกถึงความผูกพันที่ลอริสมอบให้มากขึ้น อย่างน้อยก็ภาษาอังกฤษง่าย ๆ ที่พยายามสื่อ
“ดีใจ... จบภารกิจไปหนึ่งแล้ว” เกริกไกรชักชวนเข้าเื่สำคัญ “ทีนี้ก็... มาคุยเื่ฉากข้างเก้าอี้ที่ลอริสนั่งดีไหม น้องไหวน่าจะทำได้”
“ให้น้องช่วยยังไงหรอคะ เล่ามาหน่อยค่ะ” น้าไสวอยากทราบอยากรู้ใจจะขาด งานอะไรหนอที่พี่เขยเสนอมา ทั้งดูมั่นใจว่าคนอย่างหญิงตัดชุดผู้นี้จะทำได้
เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ช่วยพรรณนารายละเอียดหมดจด น้าไสวก็เหมือนซึมซับเข้าใจดีทุกอย่าง ประสบการณ์เก่าแก่ที่ไม่ได้ใช้มานานก็คล้ายกลับมารื้อฟื้น
เมื่อก่อนน้าไสวเคยรับจ้างตกแต่งฉากงานแต่งงาน แต่พอรับงานตกแต่งฉากสวยให้ลอริสกลับง่ายกว่า ฟังแล้วไม่มีอะไรซับซ้อนวุ่นวาย
“ไม่ยากค่ะ แค่มีผ้าตามที่้า วันสองวันก็เสร็จค่ะ” หญิงร่างท้วมยิ้มตอบมั่นใจเต็มเปี่ยม รู้ว่างานชิ้นนี้จะทำเพื่อหญิงสาวฝรั่งที่น่ารักน่าเอ็นดูก็ยิ่งอยากทุ่มเทเต็มที่
สองพ่อลูกหันหน้าสบตาแช่มชื่นต่อกัน ดูแล้วไม่น่ากังวลเพราะได้คนมืออาชีพมาช่วยแล้ว
“พวกเราเลือกถูกคนแล้วล่ะค่ะ ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น้าของพวกเรานี้เอง ฝีมือไม่เป็รองใคร”
“งั้น เริ่มหาผ้าเร็ว ๆ นี้กันเนอะ”
คนเป็พ่อพูดจบ ลูกสาวพลันขอเริ่มภารกิจสำคัญต่อไป
“เดี๋ยวพาลอริสถ่ายรูปที่มุมสวนหย่อมข้างนอกค่ะ ก่อนอาทิตย์จะตกดิน”
สุรีย์รัตน์เข้าไปััมือหญิงสาวตุ๊กตา เอื้อนคำชวนหวาน ๆ ที่น่าจะสื่อสารกันได้ “แหม่ม... เล็ทส์ เทก โฟโต้ เอาต์ไซด์”
มือจากสาววัยสิบแปดขยับคล้ายท่าจูง อีกมือขาวผ่องจากสาวฝรั่งเริ่มยกตามดั่งรับรู้
“ด๊า...” วาจารัสเซียแสนไพเราะขานรับ ร่างสาวชุดยาวขาวครีมค่อยลุกขึ้นยืน เท้าสืบก้าวตามมือจูงของพี่เลี้ยงออกนอกห้องกระจก
เกริกไกรและน้าไสวก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ถ้ามองว่าทั้งสองต่างเป็พี่เป็น้องแล้วล่ะก็ พี่สาวคนโตจูงนำทางให้น้องสาวคนเล็กก้าวเดิน ดูอย่างไรก็น่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่
รองเท้าคัชชูสีขาวของลอริสยังเก็บอย่างดี พี่เลี้ยงช่วยหยิบออกมาจากชั้นไม้แล้ววางใกล้เ้าของ
หญิงสาวฝรั่งเอ่ยคำหวานจากใจ “สปาซิบะ” ไม่เคยขาดตก
เท้านวลขยับใส่คัชชูขาว ปลายเดรสยาวคลุมปิดตามเดิม แต่ไม่เป็ปัญหาอันใดระหว่างก้าวเดิน มองแล้วก็ช่างน่ารักดุจดั่งนางฟ้า
สุรีย์รัตน์พาสาวฝรั่งเดินเลาะระเบียงนั่งเล่น กระทั่งก้าวลงสู่พื้นปูนข้างที่จอดรถ
“เดี๋ยวถ่ายรูปเสร็จหนูจะพาลอริสเดินเล่นสักแป๊บนึงนะคะ” ลูกสาวเหลียวหันสบตาพ่อที่เดินตาม น้าไสวก็ก้าวเข้าร่วมไม่ทิ้งห่าง
“ตามสบายเลยลูก” เกริกไกรแย้มละมุนตอบรับ สีหน้าดูผ่อนคลายไร้กังวล
มุมหนึ่งในเขตบ้านเป็สนามหญ้าขนาดย่อมและสวนหย่อมเล็ก ๆ ไม่กี่ก้าวจากที่จอดรถและชายคาเรือนพำนัก ขนาดเพียงสามคูณสามเมตรล้อมรอบด้วยไม้ดอก มีหลายกระถางวางพื้นด้วยต้นกุหลาบและต้นเข็ม
กุหลาบหลากสีสวยบานสะพรั่ง ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้มักผลัดแข่งกันผลิดอกชูช่อถึงปีใหม่ ส่วนดอกเข็มสีส้มบานได้บานดีตลอดปี
ยังมีกระถางแขวนเล็ก ๆ ปลูกไม้ดอกรอบสวนหย่อม ทั้งกุหลาบ ทั้งบานชื่น ทั้งคุณนายตื่นสาย อวดแข่งกันบานหลากสีสัน เคียงเหล่าไม้ดอกยังมีโต๊ะและม้านั่งยาวสีขาวอย่างละตัว
มุมสวนเล็ก ๆ แม้ดูเรียบง่าย แต่ก็กลายเป็มุมถ่ายรูปสวย ๆ ในบัดดล เพียงแค่มีหญิงสาวผมน้ำตาลสวมเดรสยาวสวยยืนอยู่ที่นี่
“ให้ลอริสยืนใกล้ม้านั่งนะ เห็นดอกไม้เยอะด้วย นั่นแหละ น้องยืนวางมือทาบกันกำลังสวย วัน... ทู... ทรี...”
เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
เกริกไกรพลิกกล้องจากแนวนอนเป็แนวตั้ง “อีกรูปนึงนะ สวย ๆ วัน... ทู... ทรี...” ชัตเตอร์ลั่นบันทึกอีกหนึ่งภาพ
“หนูจะเปลี่ยนให้น้องนั่งดูบ้างนะคะ” สุรีย์รัตน์ประคองร่างนุ่มนิ่มสาวรัสเซียนั่งลงบนม้านั่ง “ซิท ดาวน์ พลีส...”
ลอริสสบมองทุกคนและกล้องสีเงินวาวตัวเก่า มือนวลวางแนบตักเหมือนตอนนั่งบนเก้าอี้นวม ช่างน่ารักน่าทะนุถนอมไม่เจื่อนจาง
“น้องไม่ยิ้มเลย แต่สวยจังเลย” น้าไสวรำพันเคลิบเคลิ้ม
สุรีย์รัตน์แย้มตอบ “น้องไม่เคยยิ้มเลยก็จริง แต่น่ารักจับใจเลยค่ะ”
“ลอริสนั่งท่าสวยแล้ว ดอกไม้ล้อมเต็มเลย เตรียมตัวนะ วัน... ทู... ทรี...” ชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งหน เกริกไกรหมุนมุมกล้องเล็กน้อยแล้วบันทึกภาพอีกสองครั้ง
“รูปเดี่ยวห้ารูปแล้ว น้ำนั่งข้างลอริสไหม” เกริกไกรชักชวนลูกสาว แต่เ้าตัวโบกมือส่ายปฏิเสธ “หนูยังสวยไม่พอค่ะ พ่อดูชุดที่หนูใส่สิคะ ไม่เข้ากันอย่างแรง ฮ่า ๆ”
“ลูกสาวฉันแมนอย่าบอกใครเลย ชุดนอนลายทาง ฮ่า ๆ” เกริกไกรได้ทีขอแซวหนหนึ่ง น้าไสวก็กลั้นขบขันไม่ไหว “เปลี่ยนชุดก็กลับมาไม่ทันแล้วมั้งคะ ถ่ายจนฟิล์มหมดก่อน ฮ่า ๆ”
สุรีย์รัตน์แกล้งตีหน้าเศร้า “ฮือ ๆ หนูโดนล้อใหญ่เลย”
“ไว้ใกล้ปีใหม่น้าจะตัดชุดสีขาวให้น้ำนะ ชุดกระโปรงอย่างที่เคยตัดชุดดำตอนงานศพแม่ภา แต่จะตัดเป็สีขาวสวย ๆ แทน ชุดจะได้เข้ากับน้องฝรั่ง น้องชื่อลอริสใช่ไหม น้าก็เพิ่งจำชื่อได้ตอนนี้เอง ใส่คู่กันถ่ายรูปคู่จะได้สวย ๆ”
น้าไสวนึกอยากมอบของขวัญให้หลาน สุรีย์รัตน์เกรงอกเกรงใจไม่อยากรบกวน “อย่าเลยค่ะ ลำบากน้าเปล่า ๆ”
“ไม่เป็ไร น้าอยากเห็นชุดคู่สวย ๆ นะ”
ฝ่ายน้าก็ชอบพะเน้าพะนอ ฝ่ายหลานก็จนใจ จึงได้แต่ยิ้มตอบรับสวย ๆ “ก็ได้ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยค่ะ”
เกริกไกรแหงนมองท้องฟ้าชั่วครู่ “อืม... แค่นี้ก่อนเนอะ แดดจะหมดแล้ว ถ่ายรูปสวยลำบาก ให้ลอริสนั่งตรงนี้สักพักแล้วพาไปเดินเล่นกัน”
กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจตอนเย็นจบลง น้าไสวอำลากลับเมื่อทุกคนพาหญิงสาวฝรั่งเดินเล่นไม่กี่นาที ส่วนหนึ่งยังห่วงเื่โรคหัวใจที่เป็อยู่ ไม่อยากให้ลอริสรู้สึกหอบเหนื่อย ทั้งอากาศเมืองไทยที่ยังไม่ชินนัก
มื้อค่ำผ่านพ้นด้วยดี ลอริสเจริญอาหารจนสองพ่อลูกไร้กังวล หลังให้ยาก่อนนอนสุรีย์รัตน์จึงพาอาบน้ำที่ห้องส่วนตัวเช่นวันก่อน ๆ
สาวชุดนอนลายทางรีบเดินลงมาสีหน้าตื่นเต้น เห็นพ่อเริ่มเก็บแผ่นเสียงเพลงไวโอลินพอดี ดูก็รู้ว่าคงเตรียมตัวไปอาบน้ำและพักผ่อน
“หน้าตื่นหน้าบานเชียว เป็อะไรล่ะลูก” เกริกไกรสบมองลูกสาวที่ยิ้มรวยรินผิดแปลก
ไม่ทันคิดหรือรอให้ลูกตอบ สุรีย์รัตน์พลันจับมือพ่อแล้วจูงพา “มากับหนูค่ะ... กล้องอยู่ข้างบนแล้ว”
“ให้พ่อทำอะไรล่ะลูก...” สีหน้าคนวัยสี่สิบเริ่มงงงวย
“มาถ่ายรูปลอริสกันค่ะ... มาเร้ว... น้องรออยู่” ลูกสาวยิ้มไปบังคับไป ฝ่ายพ่อก็เริ่มใจอ่อน ไม่กล้าปฏิเสธเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ ถ่ายรูปเมื่อคืนก่อนนอนเสร็จกลับมีคำฝากสัญญา
“เฮ้อ... วันนี้ไม่พร้อมเลย” คนเป็พ่อได้แต่ก่ายหน้าผาก เดินตามลูกสาวที่จูงมือไม่ปล่อยั้แ่ขึ้นบันได กระทั่งเข้ามาในห้องนอนสีชมพูแสนหวาน
แรกเห็นก็พบลอริสนั่งบนเตียงนุ่มนิ่มแล้ว ท่ามือวางบนตักดั่งผ้าพับแสนคุ้นเคย แล้วยังสวมเดรสยาวคลุมเท้าตัวใหม่ที่น้าไสวเพิ่งให้มา พลันสบมองผ่านแววตาละมุนอ่อนโยนต่อผู้เยือน
เกริกไกรได้แต่รู้สึกไหวหวั่น ทั้งใจสั่นระรัวยามสบตาหญิงสาวผมสีน้ำตาล อาการตื่นเต้นไม่ได้เสื่อมคลายหายไปไหน แม้ลอริสพำนักในบ้านหลังนี้เป็แรมเดือนแล้ว ไม่เข้าใจตนเองสักพักจึงเริ่มรู้อีกที อาจเพราะมาเยือนตอนลอริสใกล้เข้านอนจึงไม่คุ้นเคยนี่เอง
ลูกสาวชักชวนให้ถ่ายรูป กล้องที่วางอยู่บนเตียงข้างสาวฝรั่งก็พร้อมแล้ว
“หนูกอดลอริสนะคะ พ่อถ่ายรูปให้หน่อย”
“ได้สิ” เกริกไกรไม่ชักช้า คว้ากล้องขึ้นมาปรับค่าที่เหมาะสม หมุนเลนส์ปรับโฟกัสขณะสาวไทยโอบเอวสาวฝรั่งนั่งเคียงบนเตียง
“เล็ทส์ เทก โฟโต้...” พอสุรีย์รัตน์พูดจบลอริสก็หันมาสบมองกล้อง ไร้ผลิแย้มแม้แต่น้อยแต่กลับน่าเอ็นดูเป็ที่สุด
“โอบกอดกันแบบนั้นเลย กำลังน่ารัก เตรียมนะ วัน... ทู... ทรี...”
เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
เกริกไกรลดกล้องลง ยิ้มกริ่มยินดีระคนตื่นเต้น ไม่ช้าจึงเห็นสองสาวโผกอดกันกลมเกลียวอบอุ่น ต่างซบไหล่ถ่ายทอดความรักหลายอึดใจ
ชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งครั้ง
“สปาซิบะ...” ลอริสเอื้อนรำพันหวานก่อนคลายสวมกอด สุรีย์รัตน์ก็ยังไม่ทิ้งห้วงรู้สึกน่าประทับใจ คอยจับมือผิวผ่องสาวฝรั่งดั่งขอดูแลเรื่อยไป
เสียงชัตเตอร์ก็ลั่นบันทึกภาพอีกหนึ่งครั้ง
ไม่นานให้อีกฝ่ายที่ถือกล้องต้องรั้งรอ สาวไทยจึงคลายััมือผ่องงามสาวรัสเซียแล้วลุกจากเตียง
“ให้พ่อนั่งข้างลอริสบ้างนะคะ” ลูกสาวตบเตียงแ่ ๆ ตรงที่ตนได้นั่งตะกี้นี้
“ปฏิเสธไม่ได้แล้วสินะ เฮ้อ...” เกริกไกรเริ่มประหม่า สีหน้าเขินอายทันที แต่ลึก ๆ ก็ไม่อยากให้บรรยากาศดี ๆ ต้องเสียไป จึงส่งกล้องให้ลูกสาว แล้วค่อยเดินค้อมตัวเข้าใกล้เตียง นั่งข้าง ๆ ตุ๊กตารัสเซียที่สบมองบุรุษหนึ่งเดียวในห้องไม่มองทางอื่นเลย
“น้องมองพ่อใหญ่เลย คง้าความอบอุ่นจากพ่อนะคะ มอบให้น้องเต็มที่เลยค่ะ” สุรีย์รัตน์รำพันหวาน ๆ พลางปรับค่ากล้องพร้อมรอบันทึก
“ตื่นเต้นจนมือสั่นแล้ว” เกริกไกรไม่คุ้นฉากโรแมนติกแบบนี้เลย รอลูกสาวแนะนำให้ทำอะไรก็ทำ ขี้อายแค่ไหนก็ต้องยอมล่ะงานนี้
“โอบเอวลอริสแล้วสวมกอดน้องนะคะ” ลูกสาวได้แต่แนะนำสั้น ๆ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพ่อแล้วว่าจะสร้างบรรยากาศน่าประทับใจแค่ไหน
คนเป็พ่อไม่ได้คิดก่อนคิดหลัง ไม่รู้แม้ขั้นตอนมอบความรักความอบอุ่นแบบนี้ อยู่ดี ๆ เหมือนไร้จิตใจคอยบังคับ มือหนาโอบเอวนุ่มนิ่มช้า ๆ หัวใจพองโตขีดสุดเมื่อสองมือนวลเนียนโอบเอวหนาใหญ่ตอบรับ
คราวนี้คนเป็พ่อขอเริ่มก่อน แต่ก็ไปได้สวยไม่แพ้ครั้งที่ผ่านมา พ่อซบไหล่ลอริสแล้วลอริสก็ซบไหล่พ่อ ได้ยินเสียงครางหวาน ๆ พาหัวใจพองฟู
“ปาปะ... สปาซิบะ...”
เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งครั้ง
พอคลายสวมกอดต่อกัน เกริกไกรไม่ทันคิดขั้นต่อไป ไม่รู้ความคิดนี้มาจากไหน ได้สบตาละเมียดละมุนสีครามฟ้ายิ่งตื่นเต้น กลับเอื้อมมือไล้ศีรษะลูบผมลอริสแ่เบาอยู่หลายครั้ง
ชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งหน บ่งบอกว่าเป็ฉากหวานที่สุรีย์รัตน์อยากให้เกิดขึ้นบนภาพถ่ายอีกหนึ่งใบ
“ยอดเยี่ยมเลยค่ะพ่อหนู...” ลูกสาวโปรยคำหวาน ๆ ให้ คนรับคำเชยชมยิ้มตื้นตันเหมือนได้กำลังใจ หน้าแดงขวยเขินขีดสุดจนต้องรีบลุกจากเตียง
“อายจังเลย...” เกริกไกรรีบจบฉากหวานเพราะทนตนเองเขินไม่ไหว แต่ได้สบตาลอริสที่เงยหน้ามองตามดั่งคนซื่อก็ดีใจแล้ว
เหมือนรับรู้เสมอผ่านแววตา หญิงสาวกำพร้าคงอยากขอบคุณทุกความห่วงใยที่ยื่นมอบ
ภารกิจบันทึกภาพยังไม่จบ สุรีย์รัตน์ห่มผ้าให้เมื่อลอริสค่อยล้มตัวลงนอน มือผ่องสาวฝรั่งโอบกอดตุ๊กตากระต่ายขาวแล้วซบแนบคาง
“วันก่อนหนูนั่งแบบนี้ วันนี้เป็พ่อนะคะ หนูจะถ่ายรูปให้” สุรีย์รัตน์ชักชวนพ่อร่วมสร้างภาพน่าประทับใจ “รูปสุดท้ายของคืนนี้ค่ะ”
เกริกไกรยังไม่ทันหายตื่นเต้น แต่ไหน ๆ ก็ได้กอดตุ๊กตารัสเซียตามคำขอมาแล้ว สนองตอบให้ลูกสาวอีกสักหน่อยจะเป็ไรไป
ชายวัยสี่สิบนั่งลงข้างร่างนุ่มนอนห่มผ้า มือหนาไล้ผมน้ำตาลแ่เบาเหมือนกล่อมนอน
ลอริสมองกล้องตาแป๋ว สุรีย์รัตน์แย้มรวยรินเคล้าตื่นเต้น ก่อนยกกล้องปรับค่าอย่างเคยมือ จนจังหวะมั่นใจแล้วกดชัตเตอร์อีกหนึ่งครั้ง
“สวยงามค่ะพ่อ ลอริสน่ารักมาก ๆ เลยค่ะ”
ลูกสาวส่งคืนกล้องให้เมื่อพ่อลุกจากเตียง ก้มดูตัวเลขแสดงที่ส่วนบนระบุว่าบันทึกไปยี่สิบเอ็ดรูปแล้ว
“ไว้ถ่ายวันอื่นต่อเนอะ ฟิล์มใหม่พ่อก็ซื้อมาเผื่อแล้ว”
สาววัยสิบแปดหยีตาพริ้มส่งลา เมื่อเห็นว่าพ่อจะเดินออกจากห้อง
“บอกลาลอริสนะคะ น้องเริ่มตาปรือแล้วค่ะ น่ารักเชียว”
“กู๊ดไนต์ นะ ลอริส... น้ำด้วย...”
เกริกไกรยิ้มกริ่มตอบรับระคนขวยเขินไม่คลาย ค่อยเดินคล้องกล้องจากไปยามลูกสาวโบกมือ “บ๊าย บาย ค่ะพ่อ กู๊ดไนต์”
-จบตอน-
