ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ เป็สัญญาณปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลให้รู้สึกตัว เปลือกตาหนักอึ้งลืมขึ้นทีละน้อย เหม่อมองเพดานไม้สีน้ำตาลหม่น ไม้คานซึ่งพาดขวางเหนือหัวชวนให้อึดอัด และยิ่งกระสับกระส่ายเมื่อขยับแขนขาไม่ได้อย่างใจ
ดวงตากลอกไปมามองเห็นได้เพียงมุมแคบๆ รู้สึกถึงใครบางคนกำลังเปิดประตูและเดินเข้ามาในห้อง
“พี่จ๊ะลุกมากินอะไรหน่อยเถอะ พ่อเป็ห่วงพี่มาก อย่าทำแบบนี้เลย”
มือเล็กๆ แตะที่หลังมือของเธอ ผ้าชุบน้ำเย็นลูบตามแขนและขาช่วยให้ร่างซึ่งนอนอยู่บนเตียงสบายตัวขึ้น กลิ่นข้าวต้มทรงเครื่องโชยมาแตะปลายจมูก ทว่ามันไม่ได้ทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นมาแม้แต่น้อย
ร่างนั้นยังคงนอนเหยียดยาว ไม่ได้ฝืนเพื่อลุกขึ้นนั่งเสียด้วยซ้ำ
“เขา...กลับมาหรือยัง”
ไม่มีคำตอบจากเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบขวบซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง มีเพียงเสียงถอนหายใจ
“พี่เขยไปทำธุระให้พ่อกว่าจะกลับคงหลายวันจ้ะ พี่ลุกขึ้นมากินข้าวต้มหน่อยนะ”
“เขาไม่โทรมาเลย”
“พี่ก็รู้ว่าเวลาพ่อสั่งอะไรแล้วใครจะกล้าขัด แล้วพ่อก็ดึงสายโทรศัพท์ห้องพี่ออกตั้งนานแล้วยังไม่ได้ต่อใหม่เลย พี่เขยไม่กล้าโทรเข้าบ้านหรอก เดี๋ยวโดนบ่น”
“ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้วนะ ฉันอยากเจอเขา ฉันคิดถึงเขา” เสียงแหบพร่าสั่นเครือ น้ำตาไหลจากหางตา “ฉันอยากไปหาเขา...แต่ฉันไปไม่ได้”
“พี่...” เด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบขวบรีบเอาผ้าเช็ดน้ำตาให้พี่สาวซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
ภายในห้องมีลมโชยเบาบาง กลิ่นยาแผนปัจจุบันตีกับยาหม้อซึ่งส่งกลิ่นออกมาจากร่างที่นอนอยู่บนเตียง ราวกับทุกอณูในร่างกายเต็มไปด้วยยา
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรเด็กน้อยก็พบว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงห่างไกลคำว่ามีชีวิตเข้าไปทุกที
เด็กอย่างเธอยังไม่รู้จักความตาย มันช่างไกลตัว แต่เมื่อมองสภาพของพี่สาวคำคำนี้กลับอยู่ใกล้จนน่าใจหาย
‘อีสาวมันโดนของ ถ้าไม่เอาออกคงอยู่ได้อีกไม่นาน’
พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างพูดกันแบบนี้
ผ่านไปไม่นานหญิงสาวบนเตียงก็สงบลง เธอหลับตาเหมือนคนเคลิ้มหลับ
“พี่อย่าเพิ่งหลับ มากินข้าวก่อนสิ”
เด็กน้อยเขย่าตัวพี่สาวเบาๆ มองเห็นลูกั์ตากลอกกลิ้งอยู่ใต้หนังตาขาดน้ำ สักพักร่างนั้นก็ลืมตาขึ้น ใบหน้าที่เหม่อลอยค่อยๆ หันไปทางเด็กน้อยคล้ายกำลังสงสัย
“เอ่อ...ไม่งั้นพี่ก็ดื่มน้ำมนต์นี่หน่อย พ่อไปหามาให้พี่จากทุกวัดเลย ถ้าไม่ดื่มเดี๋ยวพ่อดุฉัน” น้องสาวพูดอย่างพาซื่อ
“เขา...กลับมาหรือยัง”
ประโยคเดิม น้ำเสียงเดิมถามขึ้นอีกครั้ง
“พี่เขยไปทำงานไม่กี่วันก็กลับจ้ะ”
เด็กน้อยถอนหายใจ วันนี้ดูจะหนักกว่าที่เคยเป็มาเสียแล้ว
'จะให้หนูตอบว่าอะไรล่ะพ่อ ทำไมไม่บอกความจริงไปพี่ไปล่ะ'
ก่อนหน้านี้นานนับเดือนเธอเคยถามตามประสาเด็กเมื่อถูกสั่งให้ทำหน้าที่ดูแลพี่สาวที่ป่วยหนักติดเตียงมานาน
'อยากบอกอะไรก็บอกไปเถอะ แค่อย่าบอกว่าผัวมันไม่กลับมาแล้วก็พอ แค่นี้มันก็แย่พอแล้ว'
ไอ้ ‘อะไรก็ได้’ ช่างเป็คำตอบที่คิดยากเสียเหลือเกิน
'แต่แบบนี้ก็เหมือนให้หนูหลอกพี่น่ะสิ หนูสงสารพี่'
'น้อยเอ๊ย ยังไงพ่อก็ต้องรักษาพี่เอ็งให้หาย' มือหยาบกร้านลูบหัวเธอเบาๆ 'คนเขากลัวพี่เอ็งเลยไม่มีใครยอมเข้าไปดูแล เอ็งยังเด็กก็จริงแต่พ่อรู้ว่าเอ็งรู้ความ เข้าใจใช่ไหมว่าตอนนี้พี่สาวเอ็งกำลังลำบาก ถ้าอยากให้พี่เอ็งหายก็ให้เขากินข้าวกินน้ำมนต์ที่พ่อเอามา พ่อจะทำทุกวิถีทางหาคนมาช่วยพี่เอ็งให้ได้'
'จ้ะพ่อ ฉันรักพี่สาวเหมือนพี่ฉันเอง พ่อก็รักฉันเหมือนลูก ฉันจะทำให้ดีที่สุด พี่สาวจะไม่เป็อะไรใช่ไหมจ๊ะ'
'พี่เอ็งต้องปลอดภัย พ่อฝากอีสาวไว้กับเอ็งนะ'
เด็กน้อยพยักหน้าคล้ายกำลังตั้งสัตย์ปฏิญาณ มืออบอุ่นลูบหัวเธออีกครั้งและเป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ามือข้างนั้นสั่นสะท้าน
......................................
“...อยู่ไหน”
คำถามเริ่มสั้นลงขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกันนะ พี่พูดน้อยลงกว่าเดิม ดวงตาลึกโหลเหม่อมองไปในห้วงความเ็ปที่เธอไม่เข้าใจ
“เมื่อวานมีคนมาบอกพ่อว่าที่นครฯ มีอาจารย์เก่งมาเื่แก้คนโดนของ พ่อขับรถออกไปั้แ่เข้า เย็นๆ ก็คงกลับจ้ะ”
เด็กน้อยตอบออกไปขณะกำลังพยายามป้อนน้ำมนต์ใส่ปากพี่สาวตามที่พ่อบอก มีน้ำไหลเปียกไปตามซอกคอเล็กน้อยแต่คนที่นอนอยู่ก็ไม่ใส่ใจ เด็กน้อยยกขันเงินขึ้นเหนือหัวแล้ววางมันลงบนหิ้งตรงหัวเตียง ก่อนกลับมาจัดการเช็ดหยดน้ำที่เปียกตัวพี่ของตน
อากาศวันนี้ร้อนอบอ้าว เด็กน้อยจึงเปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามามากขึ้น ผ้าม่านฉลุลายดอกสีขาวสะบัดพลิ้ว กลิ่นดอกกระดังงาโชยอ่อน
“อยากเจอ...อยากเจอ”
เสียงสะอื้นดังขึ้นเหมือนเช่นทุกวัน
ทว่า...
ตึง!
เมื่อเด็กน้อยหันกลับไปก็ต้องตกตะลึง เพราะร่างผอมแห้งที่นอนติดเตียงมาเกินเดือนร่วงตกจากเตียงและกำลังตะเกียกตะกายยันตัวเองลุกขึ้นเสียอย่างนั้น ตามร่างกายช้ำเป็รอยจ้ำ ข้อต่อยึดเกร็งจนสั่นไปทั้งตัว
“พี่!”
ทั้งคนป่วยและคนเฝ้าล้มโครมลงไปพร้อมกัน เส้นผมเหม็นอับระลงมาบนใบหน้าที่กำลังใอย่างสุดขีด เด็กน้อยทำอะไรไม่ถูกแม้แต่จะะโเรียกคนในบ้านให้มาช่วย
หญิงสาวจิกปลายเล็บตะกุยพื้น พยายามยืดแขนยืดขาเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
“ฮือ...ไป...ไปหา...ไปหา”
“พี่จะทำอะไร อยากได้อะไรก็บอกฉัน อย่าทำแบบนี้ ฉันกลัวนะ” น้องสาวร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก จะทิ้งพี่ไว้แล้ววิ่งออกจากห้องก็ไม่กล้า ได้แต่กอดร่างนั้นเอาไว้
หญิงสาวซึ่งนอนป่วยมานานไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน คลานไปบนพื้นห้องจนกระทั่งถึงหน้าประตู
“จะไป...ไปหา...”
ปลายนิ้วเกร็งเหยียดออก ดวงตาซึ่งท่วมไปด้วยน้ำตาจ้องไปยังร่างซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบานนั้น
“อ๊า...!!!”
ความเ็ปและความทรมานของเธอได้ถูกถ่ายทอดมายังเด็กสาวคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมองเห็นภาพทั้งหมดเกิดขึ้นในห้วงความฝันอย่างไร้เหตุผล
ทำไมฉันถึงเห็นเื่นี้ คุณเป็ใครเหรอคะ?
ในความฝัน เด็กสาวยืนตัวแข็งไม่อาจขยับได้ บรรยากาศรอบตัวค่อยๆ มืดลงจนเหลือเพียงเธอและหญิงสาวที่คลานอยู่บนพื้น เธอดูทุกข์ทรมานและมีสภาพไม่ต่างจากซากศพ
มืออันเย็นเฉียบที่ตะกุยพื้นค่อยๆ ตะปบลงที่เท้าของเด็กสาว...ที่หน้าแข้ง...และต้นขา ไม่นานร่างนั้นก็เคลื่อนสูงขึ้นมาจนใบหน้ามาอยู่ระดับสายตา
“ช่วย...ฉัน...หา...เขา”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เด็กสาวสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคนเคาะกระจก พอกะพริบตาสองสามทีถึงรู้ตัวว่ากำลังโดยสารรถปรับอากาศข้ามจังหวัด มองออกไปด้านนอกก็เห็นทิวทัศน์ซึ่งเคลื่อนไปข้างหลังตามความเร็วของรถ
แล้วใครเคาะกระจก?
เพราะหัวเธอก็พิงอยู่กับกระจก แต่ทั้งเสียงและแรงสั่นะเืชัดเจนจนเธอมั่นใจว่าไม่ได้ฝัน
“ช่วย...”
ระหว่างที่กำลังมึนงง เสียงเดิมก็ดังขึ้น
มันเรียกให้สายตาของเธอมองไปยังเรือนผมสีดำซึ่งเป็ของคนที่นั่งข้างหน้าและกำลังเอนหัวพิงกระจกหน้าต่าง
เด็กสาวถูกตรึงด้วยภาพแปลกประหลาด เพราะตอนนี้เส้นผมกำลังขยับเคลื่อนไหวเหมือนสิ่งมีชีวิต ก่อนจะแหวกออกจนเห็นริมฝีปากแห้งผากติดอยู่กับศีรษะด้านหลัง
ปากนั้นขยับขึ้นลงช้าๆ เปิดหัวคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเป็ช่อง
“ช่วย...ฉัน...หา...เขา”
“ไม่!”
สติสัมปชัญญะกลับมาเป็รอบที่สอง ครั้งนี้เธอหายใจหอบแรง ขยับมือไปมาเพื่อให้แน่ใจว่าได้ตื่นจากความฝันอย่างแท้จริง พอเหลือบไปข้างๆ ก็เห็นเด็กหนุ่มผมสีดำสวมเฮดโฟนนั่งฟังเพลงอยู่เงียบๆ แรงสะดุ้งของเธอทำให้เขารู้สึกตัว พอมองเห็นใบหน้าซีดเผือดของเธอเขาก็หัวเราะเบาๆ
“ทำหน้าแบบนั้นเห็นผีข้างทางหรือไง ยัยแม่มด”
เด็กสาวลุกขึ้นชะเง้อมองที่นั่งด้านหน้าและพบว่ามันว่างเปล่า ก่อนถอยหลังลงมานั่งกับเบาะเช่นเดิม
“ก็แค่ฝันร้ายน่ะ” เธอตอบ
“หึ...หึ ฝันเห็นอะไรเข้าล่ะ”
คนถูกถามนิ่งไป ขมวดคิ้วจนแทบติดกันแล้วส่ายหน้าเบาๆ
“แปลกจัง...ฉัน...จำอะไรไม่ได้เลย”