บทนำ
เสียงวงมโหรีดังแว่วผ่านสายลม...
เครื่องดนตรีไทยโบราณชิ้นน้อยใหญ่ดังประสานกันขึ้นมาได้อย่างไพเราะ ราวกับสายน้ำที่ไหลริน ไม่ขาด่ ทว่าน่าแปลกตรงที่มีอีกเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งดังชัดและก้องกังวานกว่าเครื่องดนตรีชิ้นใด ประหนึ่ง้าให้เสียงอื่น พ่ายแพ้ไปให้ได้เสียนี่!
ฤานี่คือความฝัน ฝัน...ที่จะดลบันดาลสิ่งใดย่อมได้
แลหากคิดว่ามันเป็เพียงความฝัน เสียงของบทเพลงนั้น เหตุใดจึงดังชัดเจน มากพอจะกระตุ้นให้ร่างของคนบนเตียงนอนกระสับกระส่ายไปมาอย่างไม่เป็สุข เหงื่อเปียกชุ่มไปทั่วใบหน้า
ใครกันนะ?
ใครกันที่กำลังบรรเลงบทเพลงนี้อยู่ ทำไมมันจึงได้เศร้านัก ราวกับก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจได้ถูกกรีดและถูกแทงครั้งแล้วครั้งเล่า
เ้าเอยจำปา รักลาลับไกล
แม้นงามปานใด ไยใจเ้าขุ่นมัว
ตัวพี่พันผูก ปลูกรักมะลิซ้อน
ใจน้องขาดรอนรอน มิอาจถอนรักคืน
เ้าเอยจำปี อยากหนีพี่ไป
รักพี่เป็ไฉน ไยจึงช้ำนัก
สลักจิตแนบชิด มิคิดเป็อื่น
ท้ายรักพี่ไม่จักคืน กล้ำกลืนพิษรักเอย
เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายจบลงไป หมอกขาวหนาจัดปนน้ำค้างบาง ๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ภาพรอบกายมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด นอกไปเสียจาก...ความมืดที่ถูกฉาบเอาไว้ด้วยกลุ่มของหมอกน้ำค้าง เสียงลมพัดตึง ดังหวีดหวิว คล้ายกับยามนี้ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นดินราบ ร่างบางไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน สมองยังคงงุนงง พอ ๆ กับสติที่ยังงงงวย
“ฮือ ๆ”
เสียงร้องไห้!
ใครคนหนึ่งกำลังร้องไห้ เสียงเย็นะเืแช่ร่างบางให้ตรึงนิ่งอยู่กับที่ เสียงร้องไห้ยังดังสอดแทรกมากับสายลม ชวนให้ขนลุกขนพองเป็อย่างยิ่ง จนเ้าตัวเผลอยกมือทั้งสองข้างลูบหัวไหล่ของตนเองขึ้นลง คล้ายพยายามปลอบประโลมไม่ให้กลัว
“ใครกันคะ?” เสียงสั่นสะดุดะโถามออกไป
อย่างน้อย เธอคิดว่าการเอ่ยถามย่อมดีกว่าเอาแต่หวาดกลัว มนุษย์เราร้องไห้คร่ำครวญมากมายเพียงนั้น ส่วนใหญ่ก็ด้วยความทุกข์ ความเ็ปทั้งสิ้น
เสียงร้องไห้ยังคงดังต่อเนื่อง ก่อนที่เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความกลัวสุดชีวิตจะดังขึ้นตามมา
“กรี๊ด!”
ทันทีที่เสียงร้องดังขึ้น หญิงสาวตัดสินใจวิ่งฝ่าความมืดมิดไปทางต้นตอของเสียง ความหวาดกลัวที่มีมาก แต่ก็ไม่อาจเอาชนะความกล้าหาญในตัวของเธอได้ สองเท้าวิ่งอย่างไม่คำนึงหรือคิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง ทว่าน่าแปลกยิ่งนัก วิ่งเท่าไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากกลุ่มหมอกและความมืดมิดเหล่านี้เสียที วิ่งจนใจแทบขาด แต่ก็ไม่อาจมองเห็นอะไรรอบกายได้
นี่คงยังอยู่ในความฝันสินะ
การวิ่งในความฝันเหนื่อยกว่าความเป็จริงมากมายนัก หากถึงแม้จะเป็แค่ฝัน เธอก็้ารู้ ้าเห็นเ้าของเสียงกรีดร้องนั้นให้จงได้
แต่ยังไปไม่ถึงไหน เท้าสองข้างของเธอก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง ทำให้ร่างทั้งร่างถลาล้มลงบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว และยังไม่ทันได้สำรวจร่างกายของตนดีนัก ก็ต้องตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า หมอกที่ปกคลุมหนาทึบก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดกับเงาของอะไรบางอย่าง...
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งและยาวนานกว่าครั้งเก่า ร่างบางถลาลุก รีบวิ่งไปยังต้นตอแห่งเสียง สายตาพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดออกไป แต่ก็ช่วยให้มองเห็นบริเวณรอบกายในระยะประชิดตัวเท่านั้น จู่ ๆ เมฆดำที่ปกคลุมพระจันทร์จนมิดก็เคลื่อนตัวออก แม้เพียงเล็กน้อย หากความสว่างจากรูปเสี้ยวพระจันทร์ ก็ไม่ได้เป็อุปสรรคต่อสายตาของเธอจนทำให้มองไม่เห็นอะไรบางอย่างที่ปรากฏตรงหน้า คล้ายกับว่ามีอำนาจบางอย่าง้าให้เธอเห็น ร่างของใครคนหนึ่งกำลังกระโจนข้ามขอบที่คาดว่าอาจจะเป็ระเบียงลงไปด้านล่าง และดูเหมือนจะมีเงาของอะไรบางอย่างเคลื่อนไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวพยายามวิ่งไปยังจุดที่มีร่างของใครบางคนกระโจนดำดิ่งลงไปก่อนหน้า เมื่อมันสะดุดเข้ากับวัตถุที่ส่องแสงประกาย โดดเด่นจนเอาชนะความมืดรอบทิศได้ ร่างบางหย่อนตัวลง มือเล็กค่อย ๆ เลื่อนไปหยิบเครื่องประดับชนิดหนึ่งที่มีจี้สีแดงเืตรงกลางอย่างประหลาดใจ แม้จะเคยเห็นเงินทอง แลเพชรนิลจินดา อัญมณีมีค่ามามากต่อมาก แต่ก็ยังไม่มีเครื่องประดับชิ้นใดที่จะสวยสดงดงามตระการตาเธอได้เท่าเทียมเครื่องประดับชิ้นนี้
เสียงของกลุ่มคนแทรกด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงสาวนับหลายคนดังขึ้น ฉุดให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าขึ้นมาได้ พลางกระชับเครื่องประดับที่พบไว้ในมือแน่น ก่อนจะรีบพุ่งไปยังขอบระเบียงของตึก แล้วก้มมองลงไป ภาพที่เห็นด้านล่างเป็ภาพของกลุ่มคนที่วิ่งกรูเข้ามาดู บ้างเป็ลมล้มพับลงไป บ้างนั่งทรุดลงไปกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญ
แม้ระยะจากจุดที่เธอยืนกับร่างแน่นิ่งด้านล่างจะห่างกันประมาณความสูงของตึกสามชั้น แต่ว่ากลับเด่นชัดเหมือนกับภาพนั้นอยู่ห่างไม่ถึงระยะลมหายใจ ใบหน้าซีดขาวอาบไปด้วยเืแดงฉาน ั์ตาจ้องเขม็งราวกับเคียดแค้น ชิงชังสิ่งใดมาก็ไม่ปาน
ก่อนที่เสียงะโปนคำสั่งจะดังขึ้นเบื้องล่าง
“มีคนอยู่บนนั้น จงขึ้นไปจับมันมาบัดเดี๋ยวนี้!” สิ้นคำสั่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ด้านล่างพร้อมอาวุธดาบในมือ วิ่งหายไปในความมืด
หญิงสาวสะดุ้ง ผวาด้วยความใ นึกขึ้นมาได้ว่าไม่มีใครอื่นอีกแล้ว นอกจาก...เธอ!
ร่างปราดเปรียวรีบตั้งสติ คิดหาทางออก แต่ด้วยความมืดรอบกายประกอบกับสมองของเธอที่มืดมิดยิ่งกว่า ทำให้นึกอะไรไม่ออก นอกไปเสียจากการวิ่ง
ใช่...เธอต้องวิ่งออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น คงได้ตกเป็ฆาตกรทั้งที่ไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด
เท้าก้าวเร็วเท่ากับสมองสั่ง หากยังไม่ทันได้หมุนตัวดีนัก ร่างทั้งร่างก็ชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของใครบางคน แรงกระแทกทำให้ร่างของเธอเสียหลักแทบหงายหลัง ฝ่ามือใหญ่แข็งแกร่งกระชับเข้าที่ต้นแขนเรียวเล็กทั้งสองข้าง กระชากร่างของเธอไปสู่อ้อมอกของคนผู้นั้นเต็มรัก
แรกัันั้นคือ กลิ่น...
กลิ่นหอมของดอกอะไรกัน หอมไปถึงหัวจิตหัวใจ
ยังไม่ทันได้เห็นหน้าเ้าของแผงอกกว้างถนัดตา เสียงของกลุ่มทหารเคลื่อนไหวอยู่ด้านล่างดังชัดขึ้นกว่าเดิม ส่งสัญญาณให้รู้ว่า อันตรายใกล้เข้ามาแล้ว หญิงสาวหมุนตัวหนีฉับพลัน หากมือหนากลับไวยิ่งกว่า คว้าลำแขนเรียวทั้งสองข้างให้ตามตนไปอย่างรวดเร็ว
เธอไม่รู้และไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดจึงไว้ใจคนแปลกหน้าได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่สิ อย่าเรียกว่าคนแปลกหน้าเลย แม้แต่ใบหน้าของเขา เธอก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยซ้ำ มีเพียงแค่แผ่นหลังที่หนาใหญ่ ท้ายทอยที่ดูเหมือนผมจะสั้นแทบเกรียนแต่ไม่เกรียน และมือหนาที่กุมมือของเธอเอาไว้ในยามนี้เท่านั้น...ที่พอมองเห็นได้บ้าง
ชายลึกลับนำเธอลงมาทางบันไดวนอีกด้านอย่างรวดเร็ว และพาเดินทะลุผ่านห้องนั้นห้องนี้ไปอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนเขาจะชำนาญเส้นทางเป็อย่างดี ไม่กี่อึดใจเขาก็พามาถึงยังด้านล่างของตึก เท้าสองข้างเหยียบลงบนหญ้านุ่มที่เย็นะเืจนเธอสะดุ้งเกือบจะชักเท้ากลับ หากชายลึกลับไม่ดึงตัวหลบหลังพุ่มไม้หนาเสียก่อน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูกอีกแล้ว ชายผู้นี้มีกลิ่นหอมพิเศษ ซึ่งเธอเองก็นึกไม่ออกเช่นกันว่ามันคือกลิ่นของดอกไม้อะไรกันแน่
“หล่อนจงหลบอยู่ตรงนี้เสียก่อน” เสียงทุ้มลึกดังขึ้นเป็ครั้งแรก
น้ำเสียงบ่งบอกถึงความอบอุ่นและความห่วงใย หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองผู้มีพระคุณ
ร่างหนาเคลื่อนตัวออกห่างไป
“แล้วคุณจะไปไหนคะ” เสียงของเธอระคนใที่จู่ ๆ เขาจะทิ้งเอาไว้เช่นนี้
“ฉันช่วยหล่อนได้เพียงเท่านี้” คำพูดของเขาจบลงเท่านี้ก็จริง แต่ร่างของเขายังไม่ทิ้งเธอไปเสียทีเดียว
“ลองไปทางโน้นดู” เสียงของคนกลุ่มเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
ว่าแต่ ทางโน้นที่พวกนั้นกล่าวถึงมันก็คือทางเดียวกับที่เธอหลบอยู่ ณ ขณะนี้สินะ
ไม่ช้าคนกลุ่มนั้นก็มาถึง หญิงสาวตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลังแผ่นหลังหนาใหญ่ที่หล่อนมั่นใจว่า เ้าของคงไม่มีทางสะทกสะท้านกับเื่ใดง่าย ๆ
“พวกเอ็งจงไปดูหลังพุ่มไม้” สิ้นคำสั่ง ตามมาด้วย “ขอรับ” อย่างพร้อมเพรียง
หญิงสาวหลับตาปี๋ด้วยความลุ้นระทึก พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย เสียงพร่ำพรรณนาดังขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน ยอมรับว่ากลัวสุดชีวิต ถ้ามันคือความฝัน ก็นับว่ามันคือฝันร้ายที่สุดเท่าที่เกิดมาและจำความได้ และครานี้ชีวิตเธอคงได้ถึงกาลอวสานเป็แน่!
ไออุ่นจากแผ่นหลังหนาใหญ่ หายไปเสียดื้อ ๆ กลายเป็ความเย็นะเืราวกับน้ำแข็งของสายลมที่เข้ามาัักับผิวกายแทน มือสองข้างกุมกำไลที่พบแน่น ปลายนิ้วทั้งหมดสั่นเกร็ง เธอไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดูเหตุการณ์เบื้องหน้า
แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายลงไปมากกว่านั้น แสงสว่างสีทองจ้าหอบพาเหตุการณ์ทุกอย่างให้หายไปบัดดล