ในตำหนักวังหน้า (ต่อจากตอนที่แล้ว)
ตระซ็อกเวงยืนตรงทางเดินน้อมคำนับเ้านายของตน
“ข้าแต่พระอนุชาธิราชข้าเร่งมาหาท่านเพื่อแจ้งข่าวการศึก แต่มิพบท่าน โชคดีที่ท่านกลับมา”
น้องชายเ้ากรุงอินทปัตถ์กล่าวตอบ
“ข้าก็ลืมอาวุธคู่กายจึงกลับมาเอา ท่านรอข้าที่นี่ แล้วเราจักออกไปพร้อมกัน”เขากล่าวแล้วเดินเข้าไปภายในตำหนัก พบหน้าพระชายาก็เอ่ยถาม
“เขามานานแล้วหรือ”
“ไม่นานเ้าค่ะเพิ่งมาถึง พอข้าบอกว่าท่านไม่อยู่ เขาก็เดินออกไป พอดีกับท่านเดินเข้ามา”
พระอนุชามองหน้าหล่อนแต่มิได้กล่าวสิ่งใดตรงไปหยิบดาบคู่กายก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป
ต้องตาตื่นขึ้นเหงื่อท่วมตัว พึมพำกับตนเอง
“นี่เราฝันบ้าอะไรเนี่ยสงสัยจะดูซีรีย์เยอะไปนะ่นี้”
เช้าตรู่ในแคมป์เสียงจอบและพลั่วเริ่มดังขึ้นท่ามกลางไอหมอกกลิ่นดินชื้นและควันไฟจากกองฟืนเมื่อคืนผสมกันเป็กลิ่นเฉพาะของป่า
เสี่ยโตยืนกอดอกมองคนงานพลางเหลือบมองมธุรสที่กำลังตรวจบันทึกโบราณวัตถุเสียงฮึดฮัดของเขาทำให้คนรอบข้างรู้ว่าอารมณ์ไม่ค่อยดี
“นี่พ่อ…เราจะปล่อยให้พวกมันค้นเจอสมบัติสำคัญก่อนหรือไง”เสี่ยโตหันไปถามฮุนเจียที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ฮุนเจียเหลือบตาขึ้นจากโทรศัพท์มืออีกข้างยังถือซองบุหรี่ “ใจเย็น โต… ของพวกนั้นมันต้องออกมาไม่ช้าก็เร็วเราแค่ต้องรู้ให้ได้ว่ามันอยู่ตรงไหน”
ลมยามบ่ายพัดเอื่อยผ่านผืนป่าเสียงจักจั่นกรีดร้องระงมจากราวไม้รอบแคมป์กลิ่นดินร้อนผสมกลิ่นใบไม้แห้งไหม้แดดตลบอบอวล
มธุรสนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ก้มตรวจแผ่นบันทึกการขุดค้น เธอจรดดินสอปรับแก้ตัวเลขอย่างตั้งใจจนไม่ได้สังเกตว่ามีเงาหนาหนึ่งทอดยาวมาข้างตัว
“ทำงานเหนื่อยนักหรือ…คุณมธุรส” เสี่ยโตเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังอยากถอยห่างมากกว่าขยับเข้าใกล้
“ถ้าเหนื่อยก็พักเถอะ ผมพาไปเดินเล่นได้นะ” เสียงทุ้มของเขาเจือแววล้อเลียน
มธุรสเงยหน้าขึ้นเพียงครู่ก่อนก้มลงทำงานต่อ “ขอบคุณ แต่ฉันยังไม่เหนื่อยพอจะให้คุณมายุ่ง”
รอยยิ้มของเสี่ยโตชะงักเล็กน้อยแต่ก็ยังพยายามยืนค้ำอยู่ตรงนั้น “ผมหมายถึง…เราอาจจะได้คุยกันเื่ผลประโยชน์ร่วมกัน”
“ผลประโยชน์ของคุณไม่ใช่ของฉัน” มธุรสตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่ทิ้งช่องให้สนทนาต่อ
เสี่ยโตหัวเราะในลำคอก่อนจะก้าวถอยไป แต่สายตาที่เขาทิ้งไว้เต็มไปด้วยความหมายที่น่ากังวล
ขณะเดียวกันฮุนเจียยืนอยู่หลังเต็นท์ครัว กำลังสนทนาผ่านโทรศัพท์ด้วยภาษากำปูเจยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ข้าจะจัดการเื่เส้นทางฝั่งชายแดนเองแต่พวกแกต้องกดดันให้รัฐบาลกูยึดพื้นที่ให้ได้”
“ใช่…เป้าหมายคือเปิดเส้นทางลงสู่อ่าวไทย จากนั้นเื่ฐานทัพให้ว่ากันต่อ”
เขากดวางสายหันมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง ก่อนจะจุดบุหรี่สูบอย่างใจเย็น
ในอีกมุมหนึ่งของแคมป์คัมภีร์กำลังช่วยคนงานขุดดินรอบซากโบราณสถานที่พึ่งโผล่พ้นดินขึ้นมาเป็ขอบวงกลมสีเขียวคล้ำ
“นี่มัน…กลองมโหรทึกโบราณ” เขาพึมพำกับตัวเอง มือปัดเศษดินออกอย่างระมัดระวังลวดลายตรงกลางเป็รูปดวงอาทิตย์ และรอบขอบมีกบเล็ก ๆ หล่อเป็แถบต่อเนื่อง
มธุรสเดินเข้ามาพร้อมสมุดบันทึก“เราพบเป็ใบที่สองแล้ว... มันอาจใช้ในพิธีสำคัญ อย่างสุริยคราส หรือจันทรคราส”
คัมภีร์พยักหน้า“ใช่ และบางทีอาจเกี่ยวข้องกับตำนานคำสาปของเ้าหญิง”
ทั้งคู่สบตากันชั่วขณะความรู้สึกบางอย่างแล่นวูบในอก แต่ต่างก็เก็บเงียบไว้
เย็นวันนั้นตำรวจกลับเข้ามาในแคมป์อีกครั้ง คราวนี้สีหน้าของวิศาลดูไม่พอใจ
“มีพยานบอกว่าเห็นคนของทีมขุดค้นเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุออกไปจากพื้นที่อย่างลับ ๆ”
ทุกสายตาหันไปที่ดร.ชำนาญ ราวกับมีใครเตรียมการใส่ร้าย
ฮุนเจียยืนกอดอกมุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่เสี่ยโตทำหน้าเป็ผู้หวังดี“ผมก็ไม่อยากสงสัยนะครับ แต่เมื่อคืนผมเห็น ดร.ชำนาญออกจากเต็นท์ไปทางป่าด้านเหนือ”
ดร.ชำนาญหน้าเครียด“ผมไปดูสภาพหลุมขุดที่กลัวว่าฝนจะชะดินลงไป… ไม่ได้เอาอะไรออกมา”
แต่ตำรวจกลับพบกล่องไม้บรรจุชิ้นสำริดเก่าในท้ายรถของเขา—หลักฐานที่ไม่มีใครรู้ว่าโผล่มาได้อย่างไร
เสียงกุญแจมือดัง“แชะ”
มธุรสเบิกตากว้าง“พ่อ! นี่มันไม่จริง”
วิศาลถอนหายใจ“ผมต้องทำตามหน้าที่ ฝากคุณดูแลของในแคมป์ด้วย”
คืนนั้นมธุรสและคัมภีร์นั่งเงียบอยู่หน้ากองไฟ ลมกลางคืนเย็นะเื แต่ในใจกลับรุ่มร้อน
“เราต้องหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อคุณ”คัมภีร์เอ่ยเสียงหนักแน่น
มธุรสมองหน้าเขาแววตาแข็งกร้าว “และเราต้องรู้ให้ได้ว่า ใครเป็คนทำ”
ในความมืดเหมือนมีเงาหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ริมป่า เงาที่มองมาทางพวกเขาอย่างเงียบงัน…
ห่างออกไปไม่ไกล ที่เต็นท์ของต้องตา
เสียงลมยามค่ำคืนพัดลอดผ่านผืนป่าเสียงใบไม้เสียดสีกันดังกรอบแกรบ ราวกับมีใครก้าวย่ำอยู่รอบเต็นท์
ต้องตาสะดุ้งเฮือกลมหายใจหอบถี่ เธอพยายามเพ่งมองรอบตัวแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็เงามืดเคลื่อนไหวอยู่ปลายสายตาทุกอย่างรอบกายเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเต้นแรง
เธอฝันอีกแล้ว…
ฝันนั้นเหมือนจริงเกินไป
ภาพในฝันพาเธอย้อนกลับไปในอดีตกาล
ยุคสมัยที่แผ่นดินศิขเรศวรยังรุ่งเรือง
พระราชวังสูงตระหง่านท่ามกลางหมู่ปราสาทหินและคูน้ำล้อมรอบ
เธอเห็นตนเองในชุดไหมสีทองปักดิ้นเงินลายประณีต
ผมยาวสลวยถูกรวบด้วยปิ่นทองอร่าม
รอยยิ้มของชายผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เคียงข้างทำให้หัวใจเต้นแรง…
พระอนุชาธิราช
แต่ความอุ่นใจกลับถูกทดแทนด้วยสายตาคมกริบของอีกคน
ตระซ็อกเวงแม่ทัพใหญ่ผู้เป็ทาสเก่าที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากราชสำนักเขาโน้มตัวมากระซิบถ้อยคำที่ทำให้เืในกายเย็นเฉียบ
“องค์หญิง…คืนนี้ เราจะเริ่มแผนการของเรา”
หัวใจเธอเต้นแรงทั้งหวาดหวั่นและตื่นเต้น ภาพเหตุการณ์ต่อจากนั้นกลับพร่าเลือนเหลือเพียงความรู้สึกว่าตนได้ล่วงเกินความภักดีที่พึงมีต่อพระอนุชาธิราช
แล้วภาพก็แปรเปลี่ยนเป็คมดาบเสียงโห่ร้องของทหาร การทรยศหักหลังและเพลิงาที่โหมลุกไปทั่วนคร
ต้องตาสะดุ้งตื่นอีกครั้งคราวนี้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในอีกมุมมืดหลังแคมป์ฮุนเจียยืนจุดไฟสูบบุหรี่ เสี่ยโตเดินมาหาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ถ้าตำรวจยังอยู่แบบนี้ งานของเรามีปัญหาแน่” เสี่ยโตบ่น
ฮุนเจียพ่นควันอย่างใจเย็น“ก็แค่รอให้พวกมันไขว้เขว เราถึงค่อยลงมือ”
“ลงมืออะไร?”เสี่ยโตเลิกคิ้ว
“กำจัดตัวเกะกะ… ทั้งลูกสาวมันและไอ้หนุ่มนั่น”
เสี่ยโตหัวเราะหึ ๆ “แล้วจะทำยังไงให้เนียน”
ฮุนเจียยิ้มบาง “ใช้ต้องตาเป็เหยื่อล่อ”
หัวค่ำวันนั้นคัมภีร์นั่งอยู่ในเต็นท์กับมธุรส แผนที่ของพื้นที่ขุดค้นถูกกางอยู่ตรงหน้า
“เราต้องหาว่าของพวกนั้นถูกย้ายออกไปทางไหน”คัมภีร์ชี้นิ้วไปยังเส้นทางลำเลียงดิน
“หรือบางที… ของที่ตำรวจเจอ อาจไม่ใช่ของในหลุมขุดเลย” มธุรสเอ่ยเสียงเบา“ถ้าเราหาหลักฐานว่ามีคนเอาของปลอมมาวาง… พ่อก็จะพ้นข้อหา”
ทันใดนั้นเสียงแ่คล้ายลมหายใจดังขึ้นนอกเต็นท์ ทั้งคู่หันขวับมอง แต่กลับไม่เห็นใครมีเพียงผ้าม่านเต็นท์ไหวเบา ๆ ราวกับมีคนเพิ่งแหวกเข้าไป
คัมภีร์ลุกขึ้นคว้ากระบองไฟฉายออกไปสำรวจร่องรอยเท้าขนาดเล็กฝังอยู่บนดินชื้น และหายลับไปทางป่า
หมอผีลุ่มน้ำโขง “พะยอม แสนคำ”
แสงจันทร์ครึ่งดวงถูกเมฆดำหนาทึบกลืนหายเหลือเพียงแสงวาวจาง ๆ คลอเคลียขอบเมฆราวกับลังเลว่าจะเผยตัว
ป่ารอบ ๆ แคมป์กลับเงียบกว่าทุกคืนเสียงแมลงและกบที่เคยดังระงมพลันขาดหายเหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันราวกับซุบซิบในความมืด
“นี่ใช่ที่ ๆ มันสิงอยู่หรือไม่”
เสียงแหบต่ำของ พะยอม แสนคำ หมอผีร่างผอมสูงดังขึ้นพลางมองไปยังลานหินโบราณที่เต็มไปด้วยเงาดำของต้นไม้ใหญ่โอบล้อม
“ใช่… มันชอบโผล่มาแถวนี้” ต้องตาตอบ ดวงตาเป็ประกาย ทั้งเกรง ทั้งหวัง“หมอผีท่านจัดการได้แน่นะ”
พะยอมหัวเราะในลำคอเสียงแห้งกรอบเหมือนกิ่งไม้หัก
“ผีที่ไหนก็ไม่เกินมือข้า… ข้าผ่านศึกกับผีป่าผีฝรั่ง ผีเฮี้ยนเมืองหลวงมาแล้ว”
เขาวางย่ามลง เปิดหยิบข้าวของพิธี—
กระดูกสัตว์แห้ง, เทียนไขสีดำ, น้ำมันงูเห่า, ผ้ายันต์สีหม่นที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณและมีดหมอ
รวมทั้งหัวกะโหลกสัตว์เล็กที่ผูกสายสิญจน์พันรอบ
กลิ่นคาวและกลิ่นหืนของน้ำมันงูเห่าคละคลุ้งทันทีที่เขาเริ่มหยดมันลงบนกองเพลิงเล็กๆ กลางลาน
ควันดำพวยพุ่งช้า ๆ หมุนวนอย่างผิดธรรมชาติ
พะยอมนั่งขัดสมาธิกางมือสองข้างเหนือกองเพลิงแล้วสวดคาถาภาษาโบราณเสียงสวดแหบพร่าราวกับมาจากคนหลายสิบคนผสมกัน
ต้องตาและฮุนเจียยืนมองอยู่ด้านหลังทั้งคู่หายใจแ่ราวกลัวลมจากปากจะไปรบกวนพิธี
ไม่นาน ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามา
เงาของต้นไม้รอบลานยาวเหยียดบิดเบี้ยวราวกับกำลังเอื้อมมือเข้าหากองเพลิง
เสียงกระซิบแ่ ๆดังมาจากความมืดรอบด้าน—ฟังไม่ออกว่าเป็ภาษาใด แต่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
พะยอมใช้ผ้ายันต์ตบกองเพลิงจนเปลวไฟแตกเป็ประกาย
จากนั้นหยิบกะโหลกสัตว์ขึ้นมาพ่นน้ำมันงูเห่าแล้วเป่าไฟเข้าไป
“ออกมา! ิญญาร้ายแห่งแผ่นดินนี้!ข้าสั่งให้มึงออกมาเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น
เสียงหัวเราะแ่ต่ำดังมาจากทุกทิศทุกทาง
ลมพัดแรงขึ้นจนเทียนดับหมดเหลือเพียงเปลวเพลิงสีดำสว่างวาบตรงกลางลาน
เงาร่างหญิงในชุดโบราณปรากฏขึ้นจากควัน—ใบหน้างามเย็นเยียบแต่ดวงตากลับแดงฉานราวเืสด
“เ้ากล้ามาก… ที่คิดจะจับข้า”เสียงนางดังก้องในหัวทุกคน
พะยะโกนคาถาต่ออย่างไม่หวั่นใช้ผ้ายันต์เหวี่ยงใส่ร่างิญญา
แต่ผ้ายันต์กลับถูกลมแรงฉีกกระชากจนขาดวิ่นกลางอากาศ
ก่อนที่เงาร่างนั้นจะพุ่งเข้าใส่หมอผีด้วยความเร็วเหนือสายตา
เสียงพะยอมร้องโหยหวน—ร่างเขาเหยียดเกร็งมือเท้ากระตุก
ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นแต่ตาขาวขณะที่ิัเริ่มเหี่ยวแฟบลงอย่างรวดเร็ว
เืไหลย้อนออกจากปากจมูกเป็สายสีดำก่อนเขาจะล้มตึงลงกับพื้น เหลือเพียงร่างแห้งคล้ายซากมัมมี่
ต้องตากรีดร้องถอยหลังฮุนเจียดึงแขนลูกสาวหนีออกจากลานหิน
ขณะที่เงาร่างหญิงหันมามองตามช้า ๆรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้า—รอยยิ้มแห่งชัยชนะของผู้ล่า
ดร.ชำนาญในเรือนจำ
ฝนตกพรำตลอดทั้งคืน
เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีของเรือนขังดังก้องเป็จังหวะเนิบช้า
กลิ่นอับชื้นของกำแพงปูนเก่าแก่ลอยปะปนมากับไอเย็น
ราวกับจะซึมซาบเข้าไปในกระดูก
ดร.ชำนาญนั่งพิงกำแพงในห้องขังแคบ
ดวงตาเหม่อมองไปยังแสงสลัวจากโคมไฟทางเดินที่ลอดผ่านช่องเหล็กดัด
มือของเขากำก้อนผ้าห่มเก่า ๆ ไว้แน่น
หัวใจเต็มไปด้วยความกังวลและความสงสัย
ว่าทำไมเื่ราวทั้งหมดถึงลากเขามาอยู่ในที่แห่งนี้ได้
เสียงฝนเริ่มแ่
ค่อย ๆ กลายเป็เพียงเสียงกระซิบในความมืด
หนังตาของเขาหนักลงทีละน้อย
ก่อนร่างจะเอนลงนอนบนฟูกผุ ๆที่ชุ่มไปด้วยกลิ่นอับ
…ทันใดนั้น
ภาพในหัวเริ่มเลือนราง
แล้วเปลี่ยนเป็ภาพของเมืองโบราณที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง
เสียงกลองศึกดังสะท้อนก้องจากทุกทิศทาง
หอก ดาบและเสียงกรีดร้องของผู้คนประสานกันอย่างโกลาหล
ท่ามกลางควันไฟและแสงเพลิง
เขาเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดเ้าหญิงโบราณผมยาวดำสนิท
ใบหน้างดงามแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว
เธอจับไหล่ชายหนุ่มในชุดเ้าชายที่มีดวงหน้าเหมือนเขาอย่างกับถอดแบบกันออกมา
“น้องชายของข้า” เสียงของเธอสั่นแต่แฝงความเด็ดขาด
“เ้าต้องพาครอบครัวและผู้ติดตามหนีไปเมืองละโว้เดี๋ยวนี้”
“ไม่ ข้าจะไม่ทิ้งพี่ไว้เพียงลำพัง”
ชายหนุ่มส่ายหน้าดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและห่วงใย
น้ำตาของเ้าหญิงเอ่อคลอ
แต่ดวงตายังคงมั่นคง
“ถ้าเ้ายังอยู่ข้าจะปลิดชีพตนเองต่อหน้าทหารศัตรูในทันที”
เสียงกลองศึกดังถี่ขึ้น
เสียงกรีดร้องของประชาชนใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ประตูวังสั่นคลอนราวจะพังลงในไม่ช้า
ชายหนุ่มกัดฟัน
น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
ก่อนจะก้มศีรษะยอมรับคำสั่งพี่สาว
มือของเธอลูบแก้มเขาอย่างอ่อนโยนเป็ครั้งสุดท้าย
แล้วผลักเขาออกไปท่ามกลางควันไฟ
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น
คือแผ่นหลังของพี่สาวที่หันกลับไปยืนเผชิญหน้ากับกองทัพฏ
ดาบในมือของเธอสะท้อนแสงเพลิง
ก่อนที่ม่านควันจะบดบังทุกสิ่ง
ดร.ชำนาญสะดุ้งตื่น
ร่างทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกมานอกอก
เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
มองออกไปนอกห้องขังที่มืดมิด
ไม่แน่ใจว่าฝันเมื่อครู่…เป็เพียงจินตนาการ
หรือเป็ภาพจากความทรงจำที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกในสายเืของเขาเอง
จบตอนที่ 9
(แต่งจบตอน 11 ส.ค. 68 )
โปรดติดตามตอนที่ 10 เื้ัทาสกบฎและความรอดของสายสกุลวรมัน