ตอนที่ 7
รุมรังแก
หลังจากที่หย่งคังคาบข่าวไปแจ้งต่อหย่งสือ ผู้เป็พี่ของมันก็ตื่นเต้นยินดีเป็อย่างยิ่ง เพราะมันจะได้เอาข่าวนี้ไปรายงานต่อหลี่เปียวเพื่อประจบเอาใจลูกชายผู้สืบทอดตำแหน่งนายน้อยอันดับหนึ่งตระกูลหลี่ แถมยังเป็ถึงศิษย์ในของสำนักัฟ้า ด้วยพื้นฐานตระกูลที่สนับสนุนทรัพยากรมากมายให้กับหลี่เปียว รวมถึงพร์ในระดับสูงของนายน้อยตระกูลหลี่ผู้นี้ ทำให้มีโอกาสมากทีเดียว ที่หลี่เปียวจะสามารถขึ้นไปเป็ศิษย์หลักของสำนักัฟ้าได้ในอนาคต
ดังนั้นการที่หย่งสือจะประจบเอาใจหลี่เปียวเสียั้แ่ตอนนี้ ก็ถือเป็เื่ของการเกาะอยู่ภายใต้ปีกของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งถือเป็เื่ปกติในวิถีของการฝึกตนของผู้ที่รู้ตัวว่าอ่อนแอ ย่อมต้องยอมอ่อนน้อมต่อผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่า โดยการยินยอมศิโรราบเป็เบื้ยรับใช้ เพื่อหวังการคุ้มครอง รวมถึงผลประโยชน์อื่น ๆ เป็การตอบแทน
ทันทีที่ข่าวเื่การมายังเมืองหยกม่วงของเสวี่ยิรู้ไปถึงหูหลี่เปียว มันก็ยินดียิ่ง แม้ว่าตระกูลมู่ จะตกปากรับคำหมั้นหมายระหว่างมันกับมู่จินหลันแล้วก็ตาม แต่หลี่เปียวก็ยังคงรู้สึกได้ว่าในส่วนลึกของจิตใจมู่จินหลันยังคงมีเ้าเศษเดนเสวี่ยิหลงเหลืออยู่ ยิ่งสายสืบที่มันวางไว้ที่เมืองวิหคทองรายงานมาว่ามู่จินหลันไปเยี่ยมเคารพศพของมารดาเสวี่ยิตลอดหกวัน ยิ่งทำให้มันอัดอั้นในอกอยากจะฉีกกระชากเสวี่ยิออกเป็ชิ้น ๆ ให้ตกตายคามือ แต่เพราะจำต้องฝึกฝนเพื่อไต่อันดับในสำนัก บวกกับยังไม่มีโอกาสเหมาะ จนกระทั่งหย่งสือมารายงานข่าว แผนชั่วช้าต่าง ๆ จึงผุดขึ้นมาในสมองของมันอย่างต่อเนื่อง
"ข้าไม่อยากให้มันตายเร็วนัก ก่อนอื่นต้องหาทางทำให้มันเสื่อมเสียเกรียติต่อหน้าผู้คนเสียก่อน แล้วค่อยบีบคั้นมันให้จนตรอก ข้าอยากจะให้มันคลานมาอ้อนวอนขอร้องที่แทบเท้า หย่งสือ...เ้าว่าความคิดนี้เป็เช่นไร"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็ความคิดที่ยอดเยี่ยมมากครับนายน้อยหลี่ งั้นข้าหย่งสือขอรับแผนการแรก สร้างความเสื่อมเสียเกรียติให้เ้าสวะเสวี่ยิ เพื่อมอบให้เป็ของขวัญที่นายน้อย ยินยอมรับน้อง ๆ ทั้งสองของข้าเข้าภายใต้การดูแลของท่าน ไม่ทราบว่านายน้อยจะเห็นด้วยไหมครับ"
หลี่เปียวตบโต๊ะดัง...ปัง "ดี...ดีเยี่ยมไปเลย ถ้าเ้าทำได้สำเร็จไม่เพียงแต่รับน้องเ้าทั้งสอง แต่ข้าจะมอบยากระตุ้นปราณให้เ้าจำนวน 50 เม็ดเป็การตอบแทน"
หย่งสือได้ยินดังนั้นก็ดวงตาโตกว้าง เพราะยากระตุ้นปราณจำนวน 50 เม็ดไม่ใช่เล็กน้อยเลย สำหรับคนในตระกูลหย่งที่เป็ตระกูลขนาดกลางเช่นมัน การจะได้รับยากระตุ้นปราณ จำเป็ต้องทำความดีความชอบต่อตระกูลเพื่อแลกมา ยกตัวอย่างเช่นหย่งสือเอง ซึ่งสามารถเข้าเป็ศิษย์นอกของสำนักัฟ้า ก็ถือเป็การสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลหย่ง และมันจะได้รับยากระตุ้นปราณจากตระกูลเดือนละ 5 เม็ดเป็การตอบแทน เมื่อได้ยินว่าหากทำงานนี้สำเร็จมียากระตุ้นปราณจำนวนถึง 50 เม็ดรออยู่มีหรือที่มันจะไม่ตื่นเต้นยินดี
หลังจากที่หย่งสือกลับออกจากที่พักของหลี่เปียวแล้ว ก็ได้เดินทางไปสมทบกับหย่งคังและหย่งฉี เมื่อหย่งสือรับรู้เหตุผลในการเดินทางมายังเมืองหยกม่วงของเสวี่ยิ ว่ามาเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้า สีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็ปั้นยาก เพราะตลอด่วัยเด็กเสวี่ยิล้วนเก่งกาจกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด รวมถึงตัวมันเองด้วย หากไม่เกิดอุบัติเหตุในป่าอสูรครานั้น มันคงจะไม่ได้เป็ผู้ที่ถูกวางตัวให้เป็นายน้อยอันดับหนึ่งของตระกูลเช่นทุกวันนี้
มันจึงสอบถามหย่งฉีที่แอบติดตามเสวี่ยิไป ก็ทำให้รู้ว่าเสวี่ยิเพิ่งจะทะลวงขึ้นสู่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นสองเท่านั้น แต่ที่น่าแปลกคือดวงตาของมันไม่ได้มีหินสีดำฝังไว้เช่นแต่ก่อน แต่เสวี่ยิกลับมีดวงตาที่สุกใสเช่นคนทั่วไป
"ดี...ในเมื่อมัน้ามาทดสอบเข้าสำนักัฟ้า งั้นต่อไปนี้ ทุกวัน...พวกเ้าก็ไปดักรอเ้าสวะนั่นที่หน้าจุดลงทะเบียน ถ้ามันมาเ้าก็รีบมาแจ้งข้า ข้าจะออกไปทำให้มันเสื่อมเสียต่อหน้า และหากเป็ไปได้ข้าจะทำให้มันกลายเป็คนพิการแบบเดิม เมื่อมันพิการก็ไม่อาจสมัครเข้าทดสอบได้อีกเป็ครั้งที่สอง"
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น เสวี่ยิตื่นแต่เช้า เพื่อเดินสำรวจเมืองก่อนที่จะตรงไปยังสำนักัฟ้า
ที่ด้านหน้าสำนักัฟ้า มีโต๊ะตั้งรับสมัครขนาดใหญ่ตั้งอยู่ โดยผู้ที่ทำหน้าที่รับลงทะเบียนล้วนแล้วแต่เป็ศิษย์นอกของสำนักัฟ้าทั้งสิ้น ซึ่งทุกคนมีป้ายหยกรับมอบอำนาจสวมใส่อยู่
"เ้าอายุเกิน...ไม่ผ่าน" การลงทะเบียนในรอบแรกนั้นมีไว้เพื่อคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น โดยดูแค่เื่ของอายุที่15-17 ปี แต่ส่วนใหญ่ผู้มาจะมีอายุอยู่ใน่ 15-16 ปีเท่านั้น
"ระดับพลังไม่ถึงพื้นฐานขั้นที่สอง...ไม่ผ่าน" ส่วนเงื่อนไขที่สองก็เป็การตรวจสอบระดับพลัง โดยมีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ระดับพลังลมปราณขั้นพื้นฐานระดับ 2 หากสูงกว่านั้นก็จะได้จัดอันดับอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีพร์สูง และมีผลต่อลำดับในการเข้าทดสอบในอีกสองเดือนข้างหน้า
"เข้าเกณฑ์ทุกอย่าง...ผ่าน"
การรับสมัครเริ่มมาต้นั้แ่เช้าตรู่ เมื่อเสวี่ยิมาถึงก็เป็่สาย ๆ แล้ว ผู้คนหลายร้อยต่อแถวเรียงรายยาวเหยียด เขาจึงเดินเข้าไปต่อที่ท้ายแถวในทันที
สายตาไม่เป็มิตรสองคู่จ้องมองมายังร่างของเสวี่ยิตาเป็มัน รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นอย่างมิอาจควบคุมบังคับ
"มันมาแล้ว หย่งฉีเ้ารีบวิ่งไปแจ้งพี่หย่งสือเร็ว ๆ"สิ้นคำกล่าวของหย่งคัง หย่งฉีก็รีบจ้ำออกไปทันที
.
.
"ไหน...เ้าสวะนั่นมันอยู่ที่ไหน"ทันทีที่หย่งสือมาถึง ก็เอ่ยถามหย่งคังในทันที หย่งคังชี้นิ้วไปตรงจุดที่เสวี่ยิต่อแถวอยู่ "พวกเ้าทั้งสองทำงานได้ดีมาก รอดูเื่สนุกอยู่นี่ละ เดี๋ยวข้าจะไปลากเ้าสวะนั่น มันออกมาจากแถวเอง" หย่งสือกำหมัดแน่นด้วยความลำพอง ก่อนจะเดินตรงไปหาเสวี่ยิ
"ไอ้สวะเสวี่ยิ!!!" เสียงตวาดของหย่งสือเรียกสายตาผู้ที่ต่อแถวรอลงทะเบียนในบริเวณได้เป็อย่างดี ซึ่งก็ตรงกับความ้าของมันอยู่แล้ว "แกออกมาจากแถวเดี๋ยวนี้ สวะอย่างแกไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมทดสอบ!!!" ยิ่งมีผู้คนสนใจหย่งสือยิ่งใช้เสียงเกรี้ยวกราดให้ดังขึ้นกว่าเก่า
เสวี่ยิมองดูหย่งสือด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะเบือนสายตาไปยังหย่งฉี และหย่งคังที่ด้านหลัง "พวกตระกูลหย่งมากันพร้อมหน้าพร้อมตา" ในความทรงจำของเสวี่ยิเมื่อสองปีก่อน หย่งสือที่อายุสิบห้าปียังไม่สามารถทะลวงผ่านลมปราณพื้นฐานขั้นที่สอง แต่หลังจากที่ลุงใหญ่ใช้ทรัพยากรมหาศาลเข้าช่วย หย่งสือก็สามารถสอบเข้าเป็ศิษย์นอกของสำนักัฟ้าได้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็เครื่องยืนยันว่าหย่งสือได้ทะลวงผ่านขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่สองได้เมื่อปีก่อน แต่นั่นเป็เหตุการณืเมื่อปีก่อน ทำให้ตอนนี้เสวี่ยิไม่แน่ใจในระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของหย่งสือ
แต่เมื่อมันมาหาเื่เขาก่อน แถมยังขมขู่ว่าไม่ยินยอมให้เสวี่ยิลงทะเบียนเข้าทดสอบของสำนักัฟ้า หากให้ยอมรับการข่มขู่จากมัน ย่อมต้องส่งผลต่อเนื้อแท้ของนิสัย และแนวทางฝึกตนของเสวี่ยิ ที่มุ่งสู่ความแข็งแกร่ง โดยไม่ยอมให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำได้อีก ไม่ว่าจะเื่ของฝีมือหรือศักดิ์ศรี
"เ้ามีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่งกับข้า"เสวี่ยิตอบกลับไปด้วยท่าทีแข็งกร้าวเช่นเดียวกัน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะดังมาจากสามพี่น้องตระกูลหย่งพร้อม ๆ กัน
"ข้าเป็ศิษย์นอกของสำนักัฟ้า ทำไมจะไม่มีสิทธิ์"หย่งสือเอ่ยพร้อมสาวเท้าเข้าหาเสวี่ยิอย่างช้า ๆ
"ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเ้ามีหน้าที่ตัดสินผู้คน" เสวี่ยิชี้ไปที่โต๊ะคัดกรองผู้สมัคร เพราะเขาสังเกตเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่คัดกรอง จะมีป้ายของสำนักห้อยอยู่ ทำให้ใบหน้าของหย่งสือปรากฎแววเหยียดหยามบูดบึ้ง "ถ้าเ้าไม่มีสิทธิ์ เช่นนั้นก็จงอย่าได้มาขวางข้า" ครานี้กลับเป็เสวี่ยิที่ตอบกลับด้วยเสียงดังบ้าง
"เ้า...เ้าสวะเสวี่ยิ มาดูกันว่าข้าจะทำให้เ้าถอนตัวได้ไหม" เอ่ยจบหย่งสือก็พุ่งเข้าจู่โจมเสวี่ยิโดยไม่ทันตั้งตัว
หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังกว่าสองพันจินของหย่งสือ ซัดตรงเข้าใส่บริเวณหน้าอกของเสวี่ยิ
เสวี่ยิกัดฟันกรอดไม่อาจหลบเลี่ยงการโจมตีกะทันหันได้ทันจึงได้แต่ยกสองแขนขึ้นต้าน
เปรี้ยง!!! เสียงดังสนั่นจนผู้คนที่เข้ามาต่อแถวลงทะเบียนหลายคน ถึงกับก้าวเท้าถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว
แม้เสวี่ยิจะสามารถยกสองแขนขึ้นต้านได้ทัน แต่จากการปะทะครั้งแรก ก็ส่งร่างของเสวี่ยิถอยหลังออกจากแถวที่เขาอยู่ไปกว่าสิบฟุต สองแขนสั่นสะท้านชาด้าน
...จากที่เ้าหย่งฉีกับหย่งคังบอก เ้าสวะนี่มันเพิ่งจะทะลวงผ่านพื้นฐานลมปราณขั้นที่สองเท่านั้น แต่มันกลับหยุดหมัดที่หนักกว่าสองพันจินของข้าได้ โดยที่ไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย นี่มันเป็ไปได้ยังไงกัน
"อืม...นับว่าแกพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็เท่านั้นเพราะวันนี้ข้าจะซัดแกให้พิการอีกครั้งเลยคอยดู" หย่งสือได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ แต่เมื่อมีความลังเลเกิดขึ้น ทำให้ครั้งนี้มันไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปโจมตีเสวี่ยิในทันทีอีก ได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองดูเสวี่ยิด้วยสายตาเคียดขึง
...หมัดที่หย่งสือจู่โจมมีพลังไม่ต่ำกว่าสองพันจิน แสดงว่ามันได้ทะลวงผ่านพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ด้วยพร์อันต่ำต้อยของมันยังทำได้ขนาดนี้ สำนักัฟ้าช่างวิเศษยิ่งนัก ยังไงข้าก็ต้องเข้าเป็ศิษย์ของที่นี่ให้ได้
"ถ้าแกมีปัญญาก็เข้ามา"
จบคำท้าทายกันของทั้งคู่ เหล่าผู้สมัครทั้งหลายก็แหวกออกเป็วงกว้างรอบล้อมเพื่อชมดูความสนุกที่กำลังจะบังเกิดขึ้น ทำให้ตอนนี้สายตาเกือบทุกคู่ในบริเวณ ล้วนหันมาสนใจการต่อยตีกันของเสวี่ยิกับหย่งสือ